อำเภอประโคนชัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อำเภอประโคนชัย
แผนที่จังหวัดบุรีรัมย์ เน้นอำเภอประโคนชัย
วัฒนธรรมเลิศล้ำ เมืองต่ำปราสาทหิน ถิ่นข้าวมะลิหอม
ปลาจ่อมรสดี ร้อยพันปักษี คนมีน้ำใจงาม
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอประโคนชัย
อักษรโรมัน Amphoe Prakhon Chai
จังหวัด บุรีรัมย์
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 890.121 (พื้นที่มากที่สุดในจังหวัดบุรีรัมย์) ตร.กม.
ประชากร 136,556 คน (พ.ศ. 2559)
ความหนาแน่น 153.41 คน/ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์ 3107
รหัสไปรษณีย์ 31140
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอประโคนชัย ถนนโชคชัย-เดชอุดม ตำบลประโคนชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ 31140
พิกัด 14°36′24″N 103°7′18″E / 14.60667°N 103.12167°E / 14.60667; 103.12167
หมายเลขโทรศัพท์ 0 4467 1488
หมายเลขโทรสาร 0 4467 1488

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

ประโคนชัย เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์

ประวัติอำเภอและชื่อเดิม[แก้]

เดิมคือเมืองตะลุง อยู่ที่บ้านตะลุงเก่า ตำบลโคกม้า และอพยพย้ายมาอยู่บริเวณเนินกลางทุ่งประโคนชัย เมื่อปี พ.ศ. 2440 เป็นชัยภูมิเหมาะแก่การตั้งเมือง มีคลองน้ำธรรมชาติล้อมรอบเนินบริเวณนี้ คำว่า "ตะลุง" หมายถึง เสาใหญ่ หรือ เสาหิน สำหรับผูกช้าง (ซึ่งเชื่อกันว่า ร.1 ทรงผูกช้าง ณ บริเวณที่อำเภอประโคนชัย) เมื่อ ร.ศ.116 เมืองตะลุงได้ตั้งเป็นอำเภอชื่อ อำเภอประโคนไชย[1] ในปี 2460 เปลี่ยนเป็น อำเภอตะลุง ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น อำเภอประโคนชัย คำว่าประโคนชัย เพี้ยนมาจากคำว่า "ปังกูล" ในภาษาเขมรที่แปลว่า เสาหิน ในปี 2482 ปัจจุบันอำเภอประโคนชัย ครบรอบ 120 ปีในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560 และ คำว่า "ประโคน" ยังเป็นคำที่ใช้ต่อท้ายนามสกุล เป็นต้นกำเนิดนามสกุลคนประโคนชัย และยังเป็นคำต่อท้ายนามสกุลที่ใช้มากที่สุดในจังหวัดบุรีรัมย์ด้วย

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอประโคนชัยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอประโคนชัยแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 16 ตำบล 182 หมู่บ้าน

1. ตำบลประโคนชัย (Prakhon Chai) 14 หมู่บ้าน 9. ตำบลไพศาล (Phaisan) 16 หมู่บ้าน
2. ตำบลแสลงโทน (Salaeng Thon) 7 หมู่บ้าน 10. ตำบลตะโกตาพิ (Tako Taphi) 11 หมู่บ้าน
3. ตำบลบ้านไทร (Ban Sai) 12 หมู่บ้าน 11. ตำบลเขาคอก (Khao Khok) 15 หมู่บ้าน
4. ตำบลละเวี้ย (Lawia) 13 หมู่บ้าน 12. ตำบลหนองบอน (Nong Bon) 11 หมู่บ้าน
5. ตำบลจรเข้มาก (Chorakhe Mak) 18 หมู่บ้าน 13. ตำบลโคกมะขาม (Khok Makham) 7 หมู่บ้าน
6. ตำบลปังกู (Pang Ku) 14 หมู่บ้าน 14. ตำบลโคกตูม (Khok Tum) 10 หมู่บ้าน
7. ตำบลโคกย่าง (Khok Yang) 9 หมู่บ้าน 15. ตำบลประทัดบุ (Prathat Bu) 8 หมู่บ้าน
8. ตำบลโคกม้า (Khok Ma) 9 หมู่บ้าน 16. ตำบลสี่เหลี่ยม (Si Liam) 8 หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอประโคนชัยประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 17 แห่ง ได้แก่

แหล่งท่องเที่ยวและประเพณี[แก้]

ปราสาทบ้านบุ[แก้]

ตั้งอยู่ในโรงเรียนบ้านบุวิทยาสรรค์ ตำบลจระเข้มาก การเดินทางใช้เส้นทางเดียวกับทางไป ปราสาทเมืองต่ำ โดยปราสาทบ้านบุจะอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 2221 ห่างจากทางแยกเข้าปราสาทเมืองต่ำไปทางประโคนชัย 1.5 กม.

ปราสาทเมืองต่ำ[แก้]

ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็น โบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2478 และได้เข้ามาทำการบูรณะเมื่อ พ.ศ. 2531 แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2539 ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของสำนักอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งปราสาทหินเมืองต่ำ เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ศิลปะขอมโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16-17 มีลักษณะเป็นกลุ่มปราสาทอิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนศิลาแลงอันเดียวกัน เรียงเป็น 2 แถวตามแนวทิศเหนือใต้ แถวหน้า 3 องค์ องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าปรางค์อื่น ส่วนแถวหลังมีปรางค์อิฐจำนวน 2 องค์ วางตำแหน่งให้อยู่ระหว่างช่อง ของปรางค์ 3 องค์ ในแถวแรก ทำให้สามารถมองเห็นปรางค์ทั้ง 5 องค์ พร้อมกันโดยไม่มีองค์หนึ่งมาบดบัง ซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากปราสาทแห่งอื่นๆ ที่จะมีปรางค์องค์ใหญ่ตรงกลางและล้อมรอบด้วยปรางค์ขนาดเล็กกว่าทั้ง 4 มุม ปรางค์ประธาน ปัจจุบันมีสภาพให้เห็นเฉพาะฐานเท่านั้น โดยมีผนังเป็นรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมขนาด 7 x 7 เมตร โครงสร้าง โดยรวมนั้นมีลักษณะ เหมือนกับปรางค์บริวารทั้ง 4 องค์ จะต่างกันก็เพียงแต่ปรางค์ประธานมีมุขหน้า ส่วนปรางค์บริวารไม่มี ปรางค์ประธานจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก และเป็นด้านที่มีประตูเข้าสู่ภายในองค์ปรางค์เพียงด้านเดียว ส่วนที่เหลืออีก 3 ด้าน คือ ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกนั้น ทำเป็นรูปประตูหลอก จากการขุดค้นเพื่อทำการบูรณะ ปราสาทเมืองต่ำของกรมศิลปากร ได้ขุดพบหน้าบันและทับหลังของมุขปราสาทปรางค์ประธานทำจากหินทราย หน้าบันจำหลักเป็นรูปพระอินทร์ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ คือ นั่งชันเข่าขวาขึ้น ขาซ้ายพับ เหนือช้างเอราวัณสามเศียรในซุ้มเรือนแก้วอยู่บน หน้ากาล ลักษณะของซุ้มหน้าบันนี้ เป็นศิลปะเขมรแบบบาปวน มีอายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16 ปราสาททั้ง 5 จะล้อมรอบด้วยระเบียงคดซึ่งมีทับหลังและซุ้มประตูแกะสลักด้วยหินทรายอย่างงดงาม มีสระน้ำ หรือบาราย กรุด้วยศิลาแลง ทั้ง 4 ทิศ มุมสระมีพญานาคหินทราย 5 เศียร ทอดตัวยาวรอบขอบสระน้ำ ชั้นนอกปราสาทมีกำแพงศิลาแลงอีกชั้น

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน[แก้]

ห่างจากตัวอำเภอประโคนชัยเพียง 3กิโลเมตร ตามทางหลวงสาย ประโคนชัย - บุรีรัมย์ เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีทิวทัศน์ที่ สวยงาม เป็นที่ตั้งของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบินเก่า มีพื้นที่ประมาณ 3,568 ไร่ เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายสัมพันธมิตรใช้เป็นที่จอดเครื่องบินเพื่อส่งเสบียงอาหาร และเมื่อสงครามยุติทางราชการจึงให้พื้นที่นี้เป็นสาธารณประโยชน์ และที่พักผ่อนของชาวอำเภอประโคนชัย มีนกน้ำชนิดต่าง ๆ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก พบนกที่หาได้ยากในธรรมชาติ ได้แก่ นกอ้ายงั่ว ห่านเกรย์เลกหรือห่านเทาปากสีชมพู นกกาบบัว นกเป็ดหงษ์ เป็ดดำหัวดำ ฯลฯ เป็นแหล่งดูนกน้ำที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย เป็น พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบพักผ่อนหย่อนใจทางธรรมชาติ

ชุมชนโบราณบ้านแสลงโทน[แก้]

เป็นชุมชนโบราณตั้งอยู่ในเขตบ้านแสลงโทน ต.แสลงโทน อ.ประโคนชัย อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศใต้ ตามทางสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย ระยะทาง 25 กิโลเมตร ทางหลวงตัดผ่ากลางชุมชนโบราณ มองเห็นคันดินเป็นแนวสูงประมาณ 5-7 เมตร อยู่สองข้างทาง ชุมชนโบราณแห่งนี้มีลักษณะเป็นรูปกลมรีวางตามแนวตะวันออก ตะวันตก ยาวประมาณ 5,756 เมตร กว้าง 1,750 เมตร มีคูเมืองโอบอยู่นอกคันดิน 3 ชั้น ปัจจุบันเหลือเพียงชั้นเดียว ใกล้คันดินด้านที่ตั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแสลงโทนในปัจจุบัน มีเนินดินซึ่งมีก้อนหินศิลาแลงกระจัดกระจายเข้าใจว่าเคยมีศาสนสถาน แต่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งศาลเจ้าพ่อแสลงโทน เรียกว่า ศาลปู่เจ้าหรือกระท่อมเนียะตา เป็นศาลเจ้า ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านแสลงโทนและชาวบ้านใกล้เคียง สร้างด้วยไม้ระแนง หลังคามุงกระเบื้องและพื้นเป็นปูนซีเมนต์ ทั้งคูน้ำคันดิน (ที่เหลืออยู่ริมทางหลวง) และเนินดินศาลเจ้าพ่อแสลงโทน ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานแล้ว นอกจากนี้ยังพบหลักฐานอื่นที่สำคัญ คือ สระน้ำโบราณรูปสี่เหลี่ยมในเขตวัดแสลงโทน 2 สระ พบเศษภาชนะดินเผา โครงกระดูกมนุษย์ เครื่องประดับ เทวรูปเก่าและใบเสมาเก่า ซึ่งเข้าใจว่าบริเวณนี้เคยเป็นศาสนสถานสำคัญประจำชุมชนโบราณ

ประเพณีแห่เทียนพรรษาประโคนชัย[แก้]

ความเป็นมาของงานแห่เทียนเข้าพรรษาของอำเภอประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ มีความเป็นมาช้านานกว่า75ปี ช่วงแรกเริ่มจะเป็นการแห่เทียนพรรษาโดยเกวียนก่อนจะแทนที่ด้วยโดยกระบะ แล้วมาเป็นรถ6ล้อหรือ10ล้อ จนปัจจุบันได้กลายมาเป็นรถห้วตัด ช่วงแรกรางวัลชนะเลิศจะเป็นน้ำมันก๊าช1ปี๊ป แห่เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ช่วงหลังมานี้เริ่มมีการแข่งขันกันสูงแต่ยังคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาวอำเภอประโคนชัยไว้ ว่ากันว่างานแห่เทียนเข้าพรรษาอำเภอประโคนชัยเที่ยบชั้นงานแห่เทียนระดับประเทศ จากการจัดอันดับของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยกให้งานแห่เทียนพรรษาอำเภอประโคนชัยยิ่งใหญ่เป็นอันดับ3ของประเทศ รองจากงานแห่เทียนเข้าพรรษาที่อำเภอเมือง จ.อุบลราชธานี และงานแห่เทียนเข้าพรรษาที่ อำเภอเมือง จ.นครราชสีมา

สถานศึกษา[แก้]

ประถมศึกษา[แก้]

มัธยมศึกษา[แก้]

สถาบันอาชีวศึกษา[แก้]

วัดในเขตเทศบาลเมืองประโคนชัย[แก้]

  • วัดจำปา
  • วัดกลางประโคนชัย
  • วัดโคน
  • วัดแจ้ง
  • วัดโพธิ์
  • วัดสหมิตรนฤมาน
  • วัดชัยมงคล
  • วัดตาด่าน
  • วัดป่าหนองม่วง

อ้างอิง[แก้]

  1. ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 27 หน้า 993 [1]