ชุมชนโบราณบ้านแสลงโทน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประวัติ[แก้]

ชุมชนโบราณบ้านแสลงโทน สันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ ๑,๕๐๐ ปีหรือราวพุทธศตวรรษที่ 15 และน่าจะเป็นเมืองร่วมสมัยกับปราสาทหินพนมรุ้ง ที่ตั้งขึ้นในราวศตวรรษที่ ๑๕ เนื่องจากยังไม่ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างจิงจัง หรือว่าอาจมีการทิ้งร้างไประยะหนึ่ง จึงมีชุมชนในละแวกใกล้เคียงเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยซ้อนทับชุมชนโบราณเดิม จนเมื่อปี พ.ศ. 2478 เริ่มมีการสำรวจศึกษา

ภาพถ่ายทางอากาศบ้านแสลงโทน

ลักษณะทั่วไป[แก้]

จากภาพถ่ายทางอากาศและหลักฐาน ทางโบราณคดีที่พบแสดงให้เห็นว่า ชุมชนโบราณบ้านแสลงโทน มีการอาศัยมาตั้งแต่สมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น ช่วงนี้จะอาศัยกันอยู่อย่างไม่หนาแน่นนัก มีการขุดคูน้ำหรือคูเมืองละลม เป็นคูเมืองเก่าล้อมรอบชุมชนและกำแพงดินเพื่อใช้ป้องกันภัยศัตรู ผู้รุกราน และเพื่อกักเก็บน้ำและอาหาร ลักษณะของผังเมืองจะเป็นรูปวงรีวางตามแนวตะวันออก ตะวันตก กว้าง 1,750 เมตร ยาว 5,756 เมตร สูง 5-7 เมตร มีคูเมืองโอบอยู่นอกคันดินเป็นกำแพงเมือง 3 ชั้น ปัจจุบันเหลือเพียงชั้นเดียว ใกล้คันดินด้านที่ตั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแสลงโทนในปัจจุบัน มีเนินดินซึ่งมีก้อนหินศิลาแลงกระจัดกระจายแต่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งศาลเจ้าพ่อแสลงโทน เรียกว่า ศาลปู่เจ้าหรือกระท่อมเนียะตา เป็นศาลเจ้า ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านแสลงโทนและชาวบ้านใกล้เคียง สร้างด้วยไม้ระแนง หลังคามุงกระเบื้องและพื้นเป็นปูนซีเมนต์ และบริเวณเนินดินโรงพักตำรวจชุมชนตำบลแสลงโทนเช่นเดียวกัน สันนิษฐานว่าทั้งสองแห่งน่าจะเป็น ปราสาทแสลงโทน เป็นอนุสรณ์สถานทางศาสนา ถูกรื้อหมดสภาพ ทั้งคูน้ำคันดิน (ที่เหลืออยู่ริมทางหลวง) และเนินดินศาลเจ้าพ่อแสลงโทน ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานแล้ว นอกจากนี้ยังพบหลักฐานอื่นที่สำคัญ คือ สระน้ำโบราณรูปสี่เหลี่ยมในเขตวัดแสลงโทน 2 สระ พบเศษภาชนะดินเผา โครงกระดูกมนุษย์ เครื่องประดับ เทวรูปเก่าและใบเสมาเก่า ซึ่งเข้าใจว่าบริเวณนี้เคยเป็นศาสนสถานสำคัญประจำชุมชนโบราณ

ที่ตั้งชุมชนโบราณบ้านแสลงโทน[แก้]

ชุมชนโบราณบ้านแสลงโทน ตั้งอยู่ที่ บ้านแสลงโทน ตำบลแสลงโทน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

กำแพงเมืองโบราณ

เส้นทางสู่ชุมชนโบราณบ้านแสลงโทน[แก้]

จากตัวเมืองบุรีรัมย์ ใช้เส้นทางถนนสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย ประมาณ 25 กิโลเมตร ถึงชุมชนโบราณแสลงโทนอยู่ริมทางหลวง 2445 ทางขวาและซ้าย

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จฯ เขาพนมรุ้ง[แก้]

นายจัด ชัยวิเศษ เล่าว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เสด็จมาปราสาทพนมรุ้งพร้อมด้วยพระชายา เมื่อปีขาล ปลายเดือนธันวาคม 2457 โดยเสด็จจากเมืองบุรีรัมย์ พาหนะที่ใช้ในการเดินทางมีช้าง 5 เชือก น้ำที่ใช้บริโภคใช้คนหาบ ภาชนะที่ใส่น้ำเป็นไหเท (ภาชนะใส่เหล้าสมัยนั้น) คนหาบน้ำนำน้ำมาจากบุรีรัมย์ ครั้งนั้นหม่อมเจ้านิสากรเป็นเจ้าเมืองบุรีรัมย์

การเตรียมการต้อนรับทำเนียบ (พลับพลาที่พักชั่วคราว) ตามรายทางดังนี้คือ

  1. บ้านลำเดง-เสม็ด-ทำเนียบพักร้อนระหว่างทาง
  2. บ้านแสลงโทน -ทำเนียบพักกลางคืน
  3. บ้านไทร(หนองระหาน) -ทำเนียบพักร้อน
  4. วัดแจ้ง -ทำเนียบพักกลางคืน

มีการแสดงพื้นเมืองได้แก่ เล่นตรด โดยมีการสีซอ 3 สาย และจับกรับ เป็นต้น ในการต้อนรับเสด็จ และพ่อครัวประกอบอาหารเป็นชายชาวจีน 2 คนตามเสด็จ ภายหลังจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จมาผ่าน บ้านแสลงโทนเพื่อไปชมปราสาทพนมรุ้งเมื่อปี 2457 แล้ว ต่อมาก็มีการเปลี่ยนแปลงคำเรียก "เมือง" ให้เรียกว่า "จังหวัด" ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองก็ให้เรียกว่าผู้ว่าราชการจังหวัด (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 33 หน้า 51 วันที่ 28 พฤษภาคม 2459)

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสด็จฯ เขาพนมรุ้ง[แก้]

นายจัด ชัยวิเศษ เล่าให้ฟังว่าเมื่อปีวอกปลายเดือนมกราคม 2463 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสด็จประพาสพนมรุ้งโดยเสด็จจากบุรีรัมย์ผ่านเส้นทาง บ้านแสลงโทน โดยเสด็จมาเพียงพระองค์เดียว ใช้ม้าเป็นพาหนะในการเดินทางใช้เกวียนบรรทุกเสบียงไม่มีการแบกหามได้ดำเนินการจัดทำเนียบที่พักตามรายทางดังนี้

  1. บ้านแสลงโทน -ทำเนียบพักนอน
  2. บ้านไทร -ทำเนียบพักร้อน
  3. วัดแจ้ง -ทำเนียบพักนอน
  4. หนองบัวราย -ทำเนียบพักร้อน

จะเห็นว่าจุดที่สร้างทำเนียบจะเป็นจุดเดียวกันกับสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จ แต่การเสด็จของกรมหลวงนครสวรรค์ฯไม่ต้องใช้คนหาบน้ำเหมือนเมื่อครั้งกรมพระยาดำรงฯไม่มีการแสดงต้อนรับเหมือนครั้งก่อน แต่มีคณะเครื่องสายตามเสด็จมาจากกรุงเทพฯ การรับเสด็จครั้งนี้ที่ บ้านแสลงโทน เป็นการเล่นดนตรีพื้นเมืองเช่นกัน