อัลกุรอาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก อัลกุรอ่าน)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

แม่แบบ:Infobox religious text

อัลกุรอาน บ้างเรียก โกหร่าน หรือ โก้หร่าน[1] (อาหรับ: الْقُرآن‎) เป็นคัมภีร์ในศาสนาอิสลาม ชาวมุสลิมเชื่อว่าเป็นพระวจนะของอัลลอฮ์ที่ประทานผ่านทางเทวทูตญิบรีล มาสู่นบีมุฮัมมัด คำว่า กุรอาน มาจากรากศัพท์ในภาษาอาหรับแปลว่า การอ่าน หรือ อาขยาน

อัลลอฮ์ได้ประทานคัมภีร์อัลกรุอานแก่นบีมุฮัมมัดซึ่งชาวมุสลิมถือว่าเป็นศาสนทูตคนสุดท้าย และคัมภีร์นี้ก็เป็นคัมภีร์สุดท้ายที่อัลลอฮ์ได้ส่งมาให้แก่มวลมนุษยชาติ หลังจากนี้แล้วจะไม่มีคัมภีร์ใด ๆ จากพระเป็นเจ้าอีก คัมภีร์กรุอานนี้ได้ประทานมาเพื่อยกเลิกคัมภีร์เก่า ๆ ที่เคยได้ทรงประทานมาในอดีตนั่นคือคัมภีร์เตารอต ที่เคยทรงประทานมาแก่นบีมูซา คัมภีร์ซะบูร ที่เคยทรงประทานมาแก่นบีดาวูด (ดาวิด) และคัมภีร์อินญีลที่เคยทรงประทานมาแก่นบีอีซา (พระเยซู) เป็นคัมภีร์ที่บริบูรณ์ไม่มีการเพี้ยนเปลี่ยนแปลง ภาษาของคัมภีร์อัลกุรอานนั้นคือภาษาอาหรับ ที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน

การศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอานทั้งเล่มเป็นหลักการหนึ่งที่มุสลิมทุกคนต้องศรัทธา นั่นก็หมายความว่าหากไม่ศรัทธาในอัลกุรอาน หรือศรัทธาเพียงบางส่วนก็จะเป็นมุสลิมไม่ได้ เช่นเดียวกับที่ต้องศรัทธาว่าคัมภีร์อัลกุรอานนี้มีความบริบูรณ์ภายใต้การพิทักษ์ของพระผู้เป็นเจ้า ที่พระองค์​ทรงตรัส​ในซูเราะ​อัล-ฮิจรุ:9 الحجر:9 إِنَّا نَحْنُ نَزَّلْنَا الذِّكْرَ وَإِنَّا لَهُ لَحَافِظُونَ

  " แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน (อัลกุรอาน) ลงมา และแท้จริงเราเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน"

ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการสังคายนาคัมภีร์อัลกุรอาน[[1]][ต้องการอ้างอิง] ตั้งแต่วันที่ท่านศาสดาเสียชีวิตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยมีความเหมือนกันในทุกฉบับบนโลก และภาษาอาหรับในคัมภีร์จึงเป็นภาษาโบราณภาษาเดียว ที่มีใช้อย่างคงเดิมอยู่จนกระทั่งวันนี้ได้ และได้กลายเป็นภาษามาตรฐานของประเทศอาหรับทั้งหลาย เป็นภาษาวิชาการของอิสลาม และเป็นภาษาที่ใช้ในการปฏิบัติศาสนพิธีของมุสลิมทุกคนทั่วโลก

"ต้นฉบับเสนา" ภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต; โดยใช้รังสี UV และ X เผยให้เห็น "คำบรรยายและการเปลี่ยนแปลงในข้อความ"

แนวปฏิบัติคลาสสิกของอิสลาม (ชะรีอะฮ์) ที่อิงจากคัมภีร์กุรอ่านและหะดีษรวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในด้านต่างๆ เช่น ความเท่าเทียมทางเพศและเสรีภาพในการแสดงออก[2][3]

การประทานคัมภีร์[แก้]

Petra;ตามที่ Dan Gibson นักวิจัยด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีของอิสลามกล่าวว่านี่คือที่ที่มูฮัมหมัดอาศัยอยู่ในวัยหนุ่มของเขาและได้รับการเปิดเผยครั้งแรกของเขา นี่คือทิศทาง (กิบลัต) ที่มัสยิดและสุสานมุสลิมแห่งแรกชี้

ในราวปี ค.ศ. 610 เมื่อมุฮัมมัดนั่งบำเพ็ญตนอยู่ในถ้ำบนยอดเขาฮิรออ์อย่างที่เคยทำเป็นประจำ ญิบรีลก็ปรากฏตนขึ้น และนำพระโองการแรกจากพระผู้เป็นเจ้ามีความว่า

"อ่าน! ด้วยพระนามแห่งผู้อภิบาลของเจ้า ผู้ทรงบังเกิด ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่าน และพระเจ้าของเธอนั้นผู้ทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้ ..." (บทที่ 96 อัลอะลัก)

คัมภีร์อัลกุรอานในคริสต์ศตวรรษที่ 18

ตั้งแต่นั้นมามุฮัมมัดก็ได้กลายเป็นศาสนทูตของพระเจ้า ที่ต้องรับหน้าที่ประกาศศาสนาของพระเจ้า นั่นคือศาสนาอิสลาม ที่ตั้งอยู่บนหลักการไม่บูชาสิ่งอื่นใดนอกจากพระเจ้าองค์เดียว การวิวรณ์ การรับสาส์น หรือโองการจากพระเจ้านั้นเรียกในภาษาอาหรับว่าวะฮีย์ ศาสดามุฮัมมัดได้รับวะฮีย์เป็นคราว ๆ ทะยอยลงมาเรื่อย ๆ จากวะฮีย์แรกถึงวะฮีย์สุดท้ายใช้เวลา 23 ปี ทุกครั้งที่วะฮีย์ลงมา ท่านศาสนทูตจะประกาศให้สาวกของท่านทราบ เพื่อจะได้ไปประกาศให้คนอื่นทราบอีกต่อไป สาวกจะพยายามท่องจำวะฮีย์ที่ลงมานั้นจนขึ้นใจ และท่านศาสดาจะสั่งให้อาลักษณ์ของท่านบันทึกลงในสมุดที่ทำด้วยหนังสัตว์ กระดูก หรือสิ่งอื่น ๆ ที่สามารถเก็บรักษาไว้ได้

ชาวอาหรับสมัยนั้นเก่งกาจในเชิงกวีนิพนธ์ มีกวีลือนามปรากฏอยู่ทุกเผ่า ที่กะอ์บะฮ์นั้นก็มีบทกวีที่แต่งโดยเจ็ดยอดกวีอาหรับ เขียนด้วยน้ำทองคำแขวนอยู่ ในงานแสดงสินค้าประจำปีที่ อุกาซ ในอาราเบีย ที่จัดให้อาหรับทุกเผ่าพันธุ์มาพบปะแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรม ก็จะมีกิจกรรมที่สำคัญที่สุดร่วมอยู่ด้วยนั่นคือการประชันบทกวี

อันลักษณะของคัมภีร์อัลกรุอานนั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างร้อยแก้วและร้อยกรอง คัมภีร์อัลกรุอานจึงเป็นสิ่งท้าทายที่พิสดารสำหรับชาวอาหรับ เพราะเป็นร้อยแก้วมีความไพเราะได้โดยไม่ต้องใช้มาตราสัมผัสและบทวรรคตามกฎของกวีนิพนธ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวอาหรับฉงนใจว่า คนที่ไม่เคยแต่งโคลงกลอนและอ่านเขียนไม่ได้อย่างมุฮัมมัด จะต้องไม่ใช่ผู้แต่งอัลกุรอานเป็นแน่

จากข้อความและการวิจัยทางโบราณคดี Patricia Crone, Michael Cook ฯลฯ ตั้งสมมติฐานว่า "Masjid al-Haram" ไม่ได้ตั้งอยู่ในเมกกะ แต่อยู่ในคาบสมุทรอาหรับทางตะวันตกเฉียงเหนือ[4][5][6]

เนื้อหาสาระของอัลกุรอาน[แก้]

เรือของ Noah, Zübdetü't-Tevarih, ตำนานน้ำท่วม Gilgamesh ตีความใหม่ในโตราห์และคัมภีร์กุรอาน[7][8]

อัลกุรอานแบ่งออกเป็นบท เรียกว่า ซูเราะฮ์ ซึ่งมีทั้งหมด 114 ซูเราะฮ์ แต่ละซูเราะฮ์ แบ่งเป็นวรรคสั้นยาวไม่เท่ากัน เรียกว่า อายะห์ (แปลว่า สัญลักษณ์) ซึ่งอัลกรุอานมีอายะหฺทั้งหมด 6236 อายะฮ์ ตามการนับมาตรฐาน (ดู คัมภีร์มาตรฐานที่พิมพ์โดยรัฐบาลซาอุดีอารเบีย) เนื้อหาในอัลกุรอานนั้นแบ่งได้สามหมวดคือ หนึ่งเกี่ยวกับหลักการศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า ความเร้นลับที่มีอยู่ในและนอกกาละและเทศะ หมวดที่สองคือพงศาวดารของประเทศชาติก่อนหน้าการประกาศอิสลาม และคำพยากรณ์สำหรับอนาคตกาล หมวดที่สามเป็นนิติบัญญัติสำหรับมนุษย์ที่จะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในแต่ละซูเราะฮ์หรือแม้ในแต่ละวรรคอาจจะมีที่ระบุถึงสามหมวดในเวลาเดียวกัน แก่นกลางของอัลกุรอานคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้สร้าง (เอกเทวนิยม).

คัมภีร์อัลกุรอานมีความมหัศจรรย์หลายอย่าง ประการแรกก็คือความไพเราะของเชิงวรรณศิลป์จังหวะจะโคนที่ต่างไปจากกวีนิพนธ์อาหรับสมัยนั้น ประการที่สองคือการเปิดเผยความลี้ลับของศาสตร์และวิทยาการแขนงต่าง ๆ ที่คนสมัยนั้นยังไม่ทราบ การเปิดเผยพงศาวดารในอดีต การพยากรณ์อนาคต การเปิดเผยความลี้ลับที่วิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ ดั่งเช่น การระบุถึงการขยายตัวของจักรวาล คลื่นใต้น้ำ และบทบาทของลมในการผสมพันธุ์ของต้นไม้เป็นต้น

จักรวาลที่มีศูนย์กลางโลกหรือเหนือพื้นดิน C. Flammarion, Paris 1888 (Woodcut),จักรวาลถูกกำหนดให้เป็นแบบจำลองจักรวาลเหนือพื้นดินในคัมภีร์กุรอาน[9]

การที่ภาษาอาหรับเป็นภาษาที่ไม่วิวัฒน์หรือตายเหมือนภาษาอื่น ๆ และการที่วิทยาการที่มีระบุในคัมภีร์อัลกุรอานไม่เคยล้าสมัย อีกทั้งคำสั่งสอนของอัลกุรอานก็เอาหลักตรรกวิทยาและปรัชญาเป็นพื้นฐาน

ตามความเชื่อของชาวมุสลิม ด้วยความมหัศจรรย์ของกรุอานดังที่กล่าวมาคือปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ ที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้แก่นบีมุหัมมัด เพื่อยืนยันว่า อัลกรุอานเป็นโองการของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงไม่ใช่กวีนิพนธ์ของมนุษย์

หลังจากศาสนทูตมุฮัมมัดประกอบพิธีฮัจญ์ในมักกะฮ์ พระเจ้าก็ได้ทรงประทานโองการอันสุดท้าย นั่นคือ

"วันนี้ฉันได้ทำให้ศาสนาของพวกเธอสมบูรณ์ และฉันได้ทำให้ความโปรดปรานของฉันที่มีต่อพวกเธอนั้นบริบูรณ์ และฉันได้เลือกให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเธอ" (บทที่ 3 อัลมาอิดะฮฺ)

การจัดเรียงลำดับบทต่างๆของคัมภีร์ซึ่งเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ต้นนั้นไม่ได้ถือลำดับก่อนหลังเป็นหลัก แต่จะเรียงตามจำนวนของวรรคในบทต่างๆ แต่เพราะความที่ในทุกๆบทมีใจความสมบูรณ์แล้ว การเรียงลำดับใดๆจึงไม่มีผลกระทบต่อเนื้อหาของบัญญัติ กระนั้นก็มีนักวิชาการทำการค้นคว้าการจัดเรียงรูปแบบต่างๆ เช่น ตามลำดับก่อนหลังของการเปิดเผยโอการ แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม โองการที่ลงมาตอนท่านศาสดาอพยพ ซึ่งที่เรียกว่า มักกียะห์ ก็อาจจะเข้าไปอยู่ในบทที่มีโองการที่ลงมาหลังอพยพไปมะดีนะฮ์ คือทีเรียกว่า มะดะนียะฮฺ ท่านศาสดาเสียชีวิตหลังจากโองการอัลกุรอานได้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มบริบูรณ์แล้ว

เนื่องด้วยคัมภีร์อัลกุรอานเป็นธรรมนูญของอิสลาม จึงเกิดมีวิทยาการใหญ่ ๆ แตกแขนงมาจากคัมภีร์อัลกุรอานหลายสาขา เช่น วิชาตัจญ์วีด ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับการอ่านอัลกุรอานให้ถูกต้อง วิชาอุลูมอัลกุรอาน หรือที่เรียกว่า อุศูลอัลกุรอาน เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของอัลกุรอาน ศึกษาว่าโองการแต่ละโองการลงมาที่ไหนเมื่อไหร่และเหตุใด อันเป็นส่วนช่วยในการตีความหมายอัลกุรอาน หรือที่เรียกว่า ตัฟซีรอัลกุรอาน

เหรียญที่แสดงถึง อเล็กซานเดอร์มหาราช ในฐานะผู้พิชิตอียิปต์. อเล็กซานเดอร์ถือเป็นบุตรชายของเทพเจ้าราศีเมษ อาเมิน ในอียิปต์โบราณ. ตามที่ล่ามส่วนใหญ่ของคัมภีร์กุรอาน Zil-Karneyn (คนที่มีสองเขา) ในคัมภีร์กุรอานคือ Alexander.[10]

ตั้งอดีตจนกระทั่งปัจจุบันได้มีนักปราชญ์อิสลามหลายสิบคนที่ได้แต่งหนังสือตีความหมายอัลกุรอาน เรียกหนังสืออรรถาธิบายนี้ว่า หนังสือตัฟซีร และเรียกผู้แต่งว่า มุฟัซซิร การตีความหมายอัลกุรอานจะใช้หลักของอุลูมอัลกุรอานดังกล่าวบวกเข้ากับวจนะของศาสดา ภาษาศาสตร์ และวิทยาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในปัจจุบันนี้ชาวมุสลิมจะอ้างอิงหนังสือตัฟซีรเก่า ๆ เป็นหลักในการเขียนตัฟซีรใหม่ หรือในการแปลความหมายอัลกุรอานเป็นภาษาอื่น

อ้างอิง[แก้]

  1. ส.พลายน้อย. เกร็ดภาษา หนังสือไทย ฉบับปรับปรุง. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ : พิมพ์คำ, 2560, หน้า 150
  2. https://www.iusinitinere.it/clash-between-sharia-law-and-human-rights-in-light-of-pace-resolution-2253-23827
  3. http://www.etc-graz.eu/wp-content/uploads/2020/08/insan_haklar__305_n__305__anlamak_kitap_bask__305_ya_ISBNli_____kapakli.pdf
  4. Wang, Shutao (Spring 2016). "Religious Roots of Europe Master's Thesis: The Origins of Islam in the Arabian Context" (PDF). สืบค้นเมื่อ 8 January 2019.
  5. Meccan Trade And The Rise Of Islam, (Princeton, U.S.A: Princeton University Press, 1987
  6. Gordon, Ari Michael (2018). "Sacred Orientation: The Qibla As Ritual, Metaphor, And Identity Marker In Early Islam". University of Pennsylvania, ScholarlyCommons. สืบค้นเมื่อ 8 January 2019.
  7. http://sssjournal.com/DergiTamDetay.aspx?ID=811&Detay=Ozet
  8. https://dergipark.org.tr/tr/download/article-file/557354
  9. https://web.archive.org/web/20150712102135/http://wikiislam.net/wiki/The_Geocentric_Qur'an
  10. http://turkoloji.cu.edu.tr/mine_mengi_sempozyum/ismail_avci_iskenderi_zulkarneyn_ve_hizir.pdf

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]