อาอิชะฮ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อาอิชะฮ์
มารดาผู้ศรัทธา
Aisha bint Abi Bakr.png
ชื่อจริงعائشة بنت أبي بكر  (อาหรับ)
เกิดอาอิชะฮ์ บินต์ อะบีบักร์
ป. ค.ศ. 613/614
เสียชีวิตป. 13 กรกฎาคม ค.ศ. 678 / 17 เราะมะฎอน ฮ.ศ. 58 (อายุราว 64 ปี)
สุสาน
คู่สมรสมุฮัมมัด (m. 620; เสียชีวิต ค.ศ. 632)
บิดามารดาอะบูบักร์ (พ่อ)
อุมมุรูมาน (แม่)
วิชาชีพทางทหาร
การยุทธ์ฟิตนะฮ์ครั้งแรก
สงครามอูฐ

อาอิชะฮ์ บินต์ อะบีบักร์ (อาหรับ: عائشة بنت أبي بكر‎, [ˈʕaːʔɪʃa]; ป. ค.ศ. 613/614 – ป. ค.ศ. 678)[a] เป็นภรรยาคนที่ 3 และภรรยาที่อายุน้อยที่สุดของศาสดามุฮัมมัด[2][3] ในงานเขียนอิสลามมักมีคำนำหน้าชื่อเธอว่า "มารดาผู้ศรัทธา" (อาหรับ: أمّ المؤمنين‎, อุมมุลมุอ์มินีน) เพื่อสื่อถึงคำอธิบายของภรรยาของมุฮัมมัดในอัลกุรอาน[4][5][6]

อาอิชะฮ์มีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์อิสลามช่วงต้น ทั้งในตอนที่มุฮัมมัดยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตแล้ว ในธรรมเนียมซุนนี อาอิชะฮ์ดูมีความเป็นนักวิชาการและอยากรู้อยากเห็น เธอมีส่วนร่วมในการเผยแผ่หลักคำสอนของมุฮัมมัดและบริการสังคมมุสลิมหลังท่านศาสดาเสียชีวิตเป็นเวลา 44 ปี[7] เธอยังเป็นผู้รายงานฮะดีษ 2,210 สายรายงาน[8] ไม่เพียงแต่ชีวิตส่วนตัวกับมุฮัมมัดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหัวข้อต่าง ๆ เช่น มรดก, ฮัจญ์ และอวสานวิทยา[9]

อะบูบักร์ พ่อของเธอกลายเป็นเคาะลีฟะฮ์องค์แรกต่อจากมุฮัมมัด สองปีต่อมาอุมัรสืบทอดหน้าที่ต่อ ในช่วงรัชสมัยของอุษมาน เคาะลีฟะฮ์องค์ที่ 3 อาอิชะฮ์มีส่วนนำในกลุ่มต่อต้านที่ต่อต้านเขา ถึงแม้ว่าเธอไม่ยอมรับทั้งความเกี่ยวข้องในการลอบสังหารเขา หรือกับพรรคพวกของอะลีก็ตาม[10] ในรัชสมัยของอะลี เธอต้องการล้างแค้นต่อการเสียชีวิตของอุษมาน ซึ่งเธอพยายามทำในสงครามอูฐ เธอเข้าร่วมสงครามโดยการให้โอวาสและนำกองทัพบนหลังอูฐ โดยจบลงที่เธอแพ้สงคราม แต่การมีส่วนร่วมและความมุ่งมั่นของเธอทำให้เกิดความประทับใจไม่รู้ลืม[6] เนื่องด้วยเหตุนี้ ทำให้มุสลิมนิกายชีอะฮ์ทั่วไปมองอาอิชะฮ์ในแง่ลบ

หลังจากนั้น เธออาศัยอยู่ในมะดีนะฮ์แบบเงียบ ๆ เป็นเวลากว่า 20 ปี ไม่ยุ่งการเมือง คืนดีกับอะลี และไม่ต่อต้านเคาะลีฟะฮ์มุอาวิยะฮ์ที่ 1[10]

ฮะดีษบางส่วนรายงานว่า อาอิชะฮ์หมั้นกับมุฮัมมัดตอนอายุ 6 หรือ 7 ขวบ[11] บางส่วนรายงานว่า มีการจัดพิธีแต่งงานเล็กตอนเธออายุ 9 ขวบ[12] และบางส่วนจัดให้เธออยู่ในวัยรุ่น แต่ทั้งวันที่และอายุตอนที่เธอแต่งงานและหลังสมรสกับมุฮัมมัดที่มะดีนะฮ์เป็นจุดที่มีข้อโต้แย้งและอภิปรายในเหล่านักวิชาการ

ชีวิตช่วงต้น

อาอิชะฮ์เกิดใน ค.ศ. 613 หรือต้น ค.ศ. 614[13][14] เป็นลูกสาวของอุมมุรูมานกับอะบูบักร์ เศาะฮาบะฮ์ 2 คนที่มุฮัมมัดเชื่อมั่นที่สุด[2] ไม่มีข้อมูลใดกล่าวถึงชีวิตวัยเด็กของเธออีกเลย[15][16]

แต่งงานกับมุฮัมมัด

แนวคิดการจับคู่อาอิชะฮ์กับมุฮัมมัดถูกแนะนำจากเคาละฮ์ บินต์ ฮะกีม หลังเคาะดีญะฮ์ บินต์ คุวัยลิด ภรรยาคนแรกของมุฮัมมัดเสียชีวิต[17][18] หลังจากนี้ ข้อตกลงก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการแต่งงานกับอาอิชะฮ์โดยญุบัยร์ อิบน์ มุฏอิมถูกกันไว้ด้วยความยินยอมร่วมกัน ในตอนแรก อะบูบักร์ไม่แน่ใจ "เพราะมันเกี่ยวกับความเหมาะสมหรือถูกต้องตามกฎหมายในการแต่งงานของลูกสาวของเขากับ 'พี่ชาย' " อย่างไรก็ตาม มุฮัมมัดตอบว่า พวกเขาเป็นพี่น้องกันในทางศาสนาเท่านั้น[18] วิลเลียม มอนต์โกเมอรี วัตต์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษกล่าวแนะว่า มุฮัมมัดหวังว่าจะเชื่อมความสัมพันธ์กับอะบูบักร์[10] การเชื่อมความสัมพันธ์นั้น โดยเรื่องทั่วไปเป็นพื้นฐานในการแต่งงานตามวัฒนธรรมอาหรับ[19]

เสียชีวิต

อาอิชะฮ์เสียชีวิตในบ้านของเธอที่มะดีนะฮ์ในวันที่ 17 เราะมะฎอน ฮ.ศ. 58 (16 กรกฎาคม ค.ศ. 678)[b] ด้วยอายุ 67 ปี[1] อะบูฮุร็อยเราะฮ์ เศาะฮาบะฮ์ที่มีชื่อเสียงของท่านศาสดา เป็นผู้นำละหมาดศพหลังละหมาดตะฮัจญุด (กลางคืน) และถูกฝังที่ญันนะตุลบะกีอ์[21]

มุมมอง

ซุนนี

ซุนนีเชื่อว่าเธอเป็นภรรยาคนโปรดของมุฮัมมัดหลังจากเคาะดีญะฮ์ บินต์ คุวัยลิด พวกเขาถือว่าเธอ (กับภรรยาคนอื่น) เป็น อุมมุลมุอ์มินีน และเป็นสมาชิกอะฮ์ลุลบัยต์ หรือครอบครัวมุฮัมมัด รายงานจากฮะดีษซุนนี ศาสดามุฮัมมัดฝันเห็นอาอิชะฮ์ 2 ครั้ง[22][23] ซึ่งฉายภาพว่าท่านจะแต่งงานกับเธอ[24][25]

ชีอะฮ์

ส่วนชีอะฮ์มองอาอิชะฮ์ต่างจากซุนนี พวกเขาวิจารณ์เธอจากการเกลียดชังอะลี และเมื่อเธอสู้กับผู้ชายจากกองทัพอะลีที่บัศเราะฮ์ ก็ท้าทายเขาในรัชสมัยของเขาในช่วงสงครามอูฐ [26]

หมายเหตุ

  1. นี่เป็นวันที่ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ถึงแม้ว่ายังไม่มีใครทราบวันเกิดที่แท้จริงก็ตาม[1]
  2. นี่เป็นวันที่ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ถึงแม้ว่ายังไม่มีใครทราบวันเกิดที่แท้จริงก็ตาม[20]

อ้างอิง

  1. 1.0 1.1 Al-Nasa'i 1997, p. 108

    ตอนที่ท่านศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เสียชีวิต เธอมีอายุ 18 ปี และยังคงเป็นหม้ายเป็นเวลา 48 ปี จนเธอเสียชีวิตตอนอายุ 67 ปี ในช่วงชีวิตเธอพบเห็นเคาะลีฟะฮ์ปกครองทั้งหมด 4 องค์ เธอเสียชีวิตในเดือนเราะมะฎอน ฮ.ศ. 58 ในรัชสมัยของมุอาวิยะฮ์...

  2. 2.0 2.1 Esposito 2004
  3. Spellberg 1994, p. 3
  4. อัลกุรอาน 33:6
  5. Brockelmann 1947
  6. 6.0 6.1 Abbott 1942
  7. Aleem, Shamim (2007). Prophet Muhammad(s) and His Family: A Sociological Perspective. AuthorHouse. p. 130. ISBN 9781434323576.
  8. Islamyat: a core text for students
  9. Sayeed, Asma (6 August 2013). Women and the Transmission of Religious Knowledge in Islam. Cambridge University Press. pp. 27–9. ISBN 9781107031586.
  10. 10.0 10.1 10.2 Watt 1960
  11. Spellberg 1994, pp. 39–40
  12. Armstrong 1992, p. 157
  13. Abbott 1942, p. 1
  14. Ibn Sa'd 1995, p. 55

    อาอิชะฮ์เกิดเมื่อต้นปีที่สี่ของการเป็นศาสดา

    นั่นคือ ค.ศ. 613–614
  15. Watt 1961, p. 102
  16. Abbott 1942, p. 7
  17. Ahmed 1992
  18. 18.0 18.1 Abbott 1942, p. 3
  19. Sonbol 2003, pp. 3–9
  20. Haylamaz, Resit (1 March 2013). Aisha: The Wife, The Companion, The Scholar. Tughra Books. pp. 192–193. ISBN 9781597846554. สืบค้นเมื่อ 11 July 2018.
  21. Ibn Kathir, p. 97
  22. Richard Crandall (2008). Islam: The Enemy. Xulon Press. p. 129.
  23. Kelly Bulkeley; Kate Adams; Patricia M. Davis (2009). "6 (Dreaming in the Life of the Prophet Muhammad)". Dreaming in Christianity and Islam: Culture, Conflict, and Creativity. Rutgers University Press. p. 87. ISBN 9780813546100.
  24. M. Fethullah Gülen (2014). Questions and Answers About Islam Vol. 1. 4.4 (Why Was The Prophet Polygamous?): Işık Yayıncılık Ticaret. ISBN 9781597846189. This is surely why the Prophet was told in a dream that he would marry Aisha.CS1 maint: location (link)
  25. "The Book of Marriage". SahihalBukhari.Com. SalafiPublications.Comlocation=Hadeeth No. 4745 & 4787. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 23 November 2015.
  26. "Objections to the Shia criticisms leveled at Ayesha". Shiapen.com. 17 October 2013. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 20 December 2013. สืบค้นเมื่อ 31 December 2013.

ผลงานที่อ้างอิง

อ่านเพิ่ม