ข้ามไปเนื้อหา

ยาซีน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ซูเราะฮ์ยาซีน (อาหรับ: سورة يس) เป็นซูเราะฮ์ที่ 36 ของอัลกุรอาน เป็นหนึ่งในซูเราะฮ์มักกียะฮ์ที่มี 83 อายะฮ์ (โองการ) ถึงแม้ว่านักวิชาการได้อธิบายว่าอายะฮ์ที่ 12 มาจากมะดีนะฮ์ก็ตาม[1] ชื่อของซูเราะฮ์นี้มีจากตัวอักษรสองตัวของอายะฮ์แรก[2] ซึ่งมีข้อถกเถียงกันมาก โดยทางตัฟซีร อัล-ญาลาลัยน์ ผู้ตีความหมายนิกายซุนนี (ตัฟซีร) ได้ตีความหมายและพูดว่า "อัลลอฮ์เท่านั้นที่รู้ความหมายของสิ่งนี้ [คำศัพท์]"[3] และเป็นหนึ่งในชื่อของศาสดามุฮัมมัด ที่รายงานโดยอะลี "ฉันได้ยินศาสนทูตของอัลลอฮ์กล่าวว่า "แท้จริงแล้ว อัลลอฮ์ได้ตั้งชื่อของฉันถึง 7 ชื่อในอัลกุรอาน: มุฮัมมัด [3:144; 33:40; 47:2; 48:29], อะฮ์หมัด [61:6], ฏอฮา, [20:1], ยาซีน [36:1], [อัลมุซซัมมิล; 73:1], [อัลมุดดัซซิร; 74:1] และ[อับดุลลอฮ์; 72:19]."[4]

รายละเอียด

[แก้]

ซูเราะฮ์นี้เริ่มต้นโดยการยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของมูฮัมหมัด[5] ตัวอย่างเช่น อายะฮ์ที่ 2-6 "ขอสาบานด้วยอัลกุรอานที่มีคำสั่งอันรัดกุม แท้จริง เจ้าเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้ถูกส่งมาอย่างแน่นอน (เป็นผู้) อยู่บนแนวทางอันเที่ยงธรรม อัลกุรอานนี้เป็นการประทานลงมาจากพระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงเมตตาเสมอ เพื่อเจ้าจะได้ตักเตือนกลุ่มชนหนึ่งซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขามิได้ถูกตักเตือนมาก่อนดังนั้น พวกเขาจึงไม่สนใจ"[6] ในช่วงของอายะฮ์ที่ 1-12 ได้กล่าวให้ผู้คนนำกุรอานเป็นทางนำ โดยกล่าวเป็นคำเตือนแก่ผู้ปฏิเสธไว้ว่า 36:10 "และมีผลเท่ากันแก่พวกเขา เจ้าจะตักเตือนพวกเขาหรือไม่ตักเตือนพวกเขาก็ตาม พวกเขาก็จะไม่ศรัทธา"[6]

จากนั้นจึงเล่าเรื่องราวของศาสดาที่ถูกส่งมาตักเตือนผู้ปฏิเสธ แต่พวกเขากลับไม่สนใจ[5] ถึงแม้ว่าศาสดาท่านนั้นได้กล่าวว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้ว แต่ถูกผู้ปฏิเสธกล่าวไว้ว่า 36:14-15 " เมื่อเราส่งทูตสองคนไปยังพวกเขา พวกเขาได้ปฏิเสธเขาทั้งสอง ดังนั้น เรา (อัลลอฮฺ) จึงเพิ่มพลังด้วยการส่งทูตคนที่สามแล้วพวกเขา (บรรดาทูต) ได้กล่าวว่า “แท้จริงพวกเราถูกส่งมายังพวกท่าน“ พวกเขา (ชาวเมือง) กล่าวว่า “พวกท่านมิใช่ใครอื่น นอกจากเป็นสามัญชนเช่นเดียวกับพวกเรา และพระผู้ทรงกรุณาปรานีมิได้ประทานสิ่งใดลงมา พวกท่านมิได้เป็นอื่นใดนอกจากกล่าวเท็จ”[7] หลังจากที่เขาตายแล้ว ศาสดาคนที่สามได้เข้าสวรรค์ 36:26 - 27 "เขากล่าวว่า “โอ้ มาตรว่าหมู่ชนของฉันได้รู้ (สภาพของฉัน) ถึงการที่พระเจ้าของฉันทรงอภัยให้แก่ฉัน และทรงทำให้ฉันอยู่ในหมู่ผู้มีเกียรติ”"[8] และตักเตือนผู้ปฏิเสธศรัทธาในสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธ แต่อายะฮ์ที่ 36:30 ได้ยืนยันว่า พวกเขาไม่มีทางรู้ถึงสิ่งนี้แน่นอน "โอ้ อนิจจาต่อปวงบ่าว ไม่มีรอซูลคนใดมายังพวกเขา เว้นแต่พวกเขาได้เย้ยหยันเขา"[9]

หลังจากนั้นได้กล่าวถึงสัญญาณอำนาจสูงสุดของอัลลอฮ์เหนือธรรมชาติ[5] ตัวอย่างเช่น 36:33-37:

และสัญญาณหนึ่งสำหรับพวกเขาก็คือ แผ่นดินที่แห้งแล้งเราได้ให้มันมีชีวิตชีวาขึ้นมาและเราได้นำเมล็ดพืชออกมาจากมัน ซึ่งส่วนหนึ่งจากเมล็ดพืชนั้นพวกเขาใช้กิน และเราได้ทำให้มีในแผ่นดินนั้นเรือกสวนมากหลาย จากอินทผลัมและองุ่น และเราได้ทำมีตาน้ำในนั้น เพื่อพวกเขาจะได้กินผลไม้ของมันและจากสิ่งที่มือของพวกเขาได้กระทำมันขึ้นแล้วพวกเขาจะไม่ขอบคุณกระนั้นหรือ ? มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระผู้ทรงสร้างทุกสิ่งทั้งหมดเป็นคู่ ๆ จากสิ่งที่แผ่นดินได้ (ให้มัน) งอกเงยขึ้นมา และจากตัวของพวกเขาเองและจากสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ และสัญญาณหนึ่งสำหรับพวกเขาก็คือกลางคืน เราได้ถอนกลางวันออกจากมัน แล้วพวกเขาก็อยู่ในความมืด[8]

หลังจากนั้นจึงกล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าใครปฏิเสธทางนำที่ถูกต้องของมุฮัมมัดและอัลลอฮ์ ในวันสุดท้าย วันแห่งการชำระบัญชี ผู้ปฏิเสธจะต้องรับกรรมของตนเองและถูกลงโทษไปตามกัน[5] อัลลอฮ์ได้เตือนไม่ให้หลงตามชัยฏอน แต่มันนำทางลูกหลานอาดัมไปสู่ความหายนะ 36:60-63 "ข้ามิได้บัญชาพวกเจ้าดอกหรือ โอ้ลูกหลานของอาดัมเอ๋ย! ว่าพวกเจ้าอย่าได้เคารพบูชาชัยฏอนมารร้าย แท้จริงมันนั้นเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกเจ้า และพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้า นี่คือแนวทางอันเที่ยงแท้ และโดยแน่นอน มันได้ทำให้หมู่ชนจำนวนมากของพวกเจ้าหลงทาง ทำไมพวกเจ้าจึงไม่ใช้สติปัญญาใคร่ครวญเล่า? นี่คือนรกญะฮันนัม ซึ่งพวกเจ้าถูกสัญญาไว้"[10] อย่างไรก็ตาม อัลลอฮ์ได้เตือนไม่ให้หลงตามชัยฏอน แต่ผู้ปฏิเสธศรัทธากลับหูหนวกต่อสัจธรรม จึงต้องรับกรรมในวันแห่งการชำระบัญชี 36:63-64 "นี่คือนรกญะฮันนัม ซึ่งพวกเจ้าถูกสัญญาไว้ วันนี้พวกเจ้าจะเข้าไปลิ้มรสมัน เนื่องเพราะพวกเจ้าปฏิเสธ"[10]

ซูเราะฮ์นี้ได้ยืนยันว่ามุฮัมมัดคือศาสดาที่แท้จริง[5] 36:69 "เรามิได้สอนกวีนิพนธ์แก่เขา (มุฮัมมัด) และไม่เหมาะสมแก่เขาที่จะเป็นกวีคัมภีร์นี้มิใช่อื่นใดเลย นอกจากเป็นข้อตักเตือนและเป็นคัมภีร์อันชัดแจ้ง"[11] และกล่าวถึงความยิ่งใหญ่กับอำนาจของอัลลอฮ์ 36:82-83 "แท้จริงพระบัญชาของพระองค์ เมื่อทรงประสงค์สิ่งใด พระองค์ก็จะตรัสแก่มันว่า “จงเป็น” แล้วมันก็จะเป็นขึ้นมา ดังนั้น มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ซึ่งในพระหัตถ์ของพระองค์มีอำนาจเหนือทุกสิ่งและยังพระองค์เท่านั้นที่พวกเจ้าจะถูกนำกลับไป"[11]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Joseph E. B. Lumbard, "Introduction to Sūrat Yā Sīn", in The Study Quran ed. S.H. Nasr, Caner Dagli, Maria Dakake, Joseph Lumbard, and Mohammed Rustom (HarperOne, 2015), p. 1069.
  2. The Qur'an. A new translation by M.A.S. Abdel Haleem. Oxford University Press. 2004.
  3. Tafsir al-Jalalayn. Translated by Firas Hamza. Royal Al al-Bayt Institute for Islamic Thought. Amman, 2007.
  4. Joseph E. B. Lumbard, "Commentary on Sūrat Yā Sīn", in The Study Quran, ed. S.H. Nasr, Caner Dagli, Maria Dakake, Joseph Lumbard, and Mohammed Rustom (HarperOne, 2015), p. 1070.
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 5.4 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ linguisticmiracle.com
  6. 6.0 6.1 The Qur'an. A new translation by M.A.S. Abdel Haleem. Oxford University Press. 2004. Pg. 281
  7. The Qur'an. A new translation by M.A.S. Abdel Haleem. Oxford University Press. 2004. Pg.281
  8. 8.0 8.1 The Qur'an. A new translation by M.A.S. Abdel Haleem. Oxford University Press. 2004. Pg. 282
  9. The Qur'an. A new translation by M.A.S. Abdel Haleem. Oxford University Press. 2004. Pg.282
  10. 10.0 10.1 The Qur'an. A new translation by M.A.S. Abdel Haleem. Oxford University Press. 2004. Pg. 283
  11. 11.0 11.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ The Qur'an 2004. Pg. 284

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]