ข้ามไปเนื้อหา

อุษมาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อุษมาน
عُثْمَان
อักษรวิจิตรที่มีพระนามอุษมาน จัดแสดงในฺฮาเกียโซเฟีย อิสตันบูล
เคาะลีฟะฮ์แห่งรัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดูนองค์ที่ 3
ครองราชย์6 พฤศจิกายน ค.ศ. 644 –
17 มิถุนายน ค.ศ. 656
ก่อนหน้าอุมัร
ถัดไปอะลี
ประสูติป.ค.ศ. 573/576
ฮิญาซ อาระเบีย
สวรรคต17 มิถุนายน ค.ศ. 656 (80/83 พรรษา)
(12[1][2] ษุลฮิจญ์ญะฮ์ ฮ.ศ. 35)[3][4]
มะดีนะฮ์ ฮิญาซ รัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดูน
ฝังพระศพญันนะตุลบะเกียะอ์ มะดีนะฮ์
คู่อภิเษก
พระราชบุตร
ราชวงศ์กุร็อยช์ (บะนูอุมัยยะฮ์)
พระราชบิดาอัฟฟาน อิบน์ อะบีอัลอาศ
พระราชมารดาอัรวา บินต์ กุร็อยซ์
ศาสนาอิสลาม

อุษมาน อิบน์ อัฟฟาน (อาหรับ: عُثْمَان بْن عَفَّان, อักษรโรมัน: ʿUthmān ibn ʿAffān; ป.ค.ศ. 573 หรือ 576  17 มิถุนายน ค.ศ. 656) เป็นเคาะลีฟะฮ์องค์ที่ 3 แห่งรัฐเคาะลีฟะฮ์รอชิดีน ครองราชย์ใน ค.ศ. 644 จนกระทั่งถูกลอบปลงพระชนม์ใน ค.ศ. 656 อุษมานมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อิสลามช่วงต้น ในรัชสมัยของพระองค์ เป็นที่รู้จักในฐานะผู้สั่งให้รวบรวมคัมภีร์อัลกุรอานฉบับมาตรฐานอย่างเป็นทางการ ซึ่งเรียกว่า อัลกุรอานของอุษมาน ซึ่งยังคงใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้

ก่อนที่เคาะลีฟะฮ์อุมัร (ค.634–644) ผู้ปกครองคนก่อนหน้า สวรรคตขณะครองราชย์ พระองค์ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ดูแลทรัพย์สินเพื่อเลือกผู้สืบทอดตำแหน่ง อุษมาน ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 68–71 ปี ได้รับเลือกให้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์ และกลายเป็นบุคคลที่มีพระชนมายุมากที่สุดที่ครองตำแหน่งเช่นนี้ ในช่วงที่ครองตำแหน่ง รัฐเคาะลีฟะฮ์ได้ขยายอำนาจออกไปยังดินแดนเปอร์เซีย และขยายอาณาเขตไปถึงแคว้นโฆรอซอนและทรานซอกเซียนาทางตะวันออก รวมถึงอิฟริกียะฮ์และคาบสมุทรไอบีเรียทางตะวันตก อุษมานได้ทำการปฏิรูปแบบศูนย์กลาง เพื่อสร้างโครงสร้างการบริหารที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ช่วงปีสุดท้ายของรัชสมัยเป็นช่วงแห่งความไม่พอใจซึ่งในที่สุดพัฒนาเป็นการก่อกบฏด้วยอาวุธ นำไปสู่การล้อมที่พักอาศัยของพระองค์ และในที่สุดก็ลงเอยด้วยการลอบปลงพระชนม์ ธรรมเนียมมุสลิมนิกายซุนนีถือว่าเขาเป็นเคาะลีฟะฮ์ที่ได้รับการชี้นำอย่างถูกต้องคนที่สาม

ครอบครัวและชีวิตช่วงต้น

[แก้]

อุษมานเกิดที่ฮิญาซ ปีเกิดจริงยังเป็นที่ถกเถียง โดยระบุปีเกิดเป็น ค.ศ. 573 และ 576[5] เขาเกิดในตระกูลบะนูอุมัยยะฮ์ที่มั่งคั่งและทรงอิทธิพล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลบะนูอับด์ชัมส์ บิดาของเขาคือ อัฟฟาน อิบน์ อะบีอัลอาศ มาจากตระกูลบะนูอุมัยยะฮ์ และมารดาคืออัรวา บินต์ กุร็อยซ์ มาจากตระกูลบะนูอับด์ชัมส์ อุษมานมีพี่/น้องสาวหนึ่งคนคือ Amina

อุษมานมีความสัมพันธ์กับมุฮัมมัดผ่านทางมารดา ซึ่งเป็นลูกของลูกพี่ลูกน้องของมุฮัมมัด ทำให้อุษมานได้เป็นบุตรชายของลูกของพี่ลูกน้อง

บิดาของเขาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็กขณะเดินทางด้วยคาราวาน ทำให้อุษมานได้รับมรดกจำนวนมาก เขานำความมั่งคั่งไปลงทุนในการค้าขายอย่างชาญฉลาด กลายเป็นพ่อค้าที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของชาวกุร็อยช์[6]

ผู้ติดตามของมุฮัมมัด

[แก้]

เข้ารับอิสลาม

[แก้]

ตอนเดินทางกลับจากกิจการทางธุรกิจไปยังอัชชามใน ค.ศ. 611 อุษมานเรียนรู้เกี่ยวกับการประกาศทางศาสนาของมุฮัมมัด หลังปรึกษากับอะบูบักร์ อุษมานจึงตัดสินใจเข้ารับอิสลาม และอะบุบักร์นำตัวเขามาหาท่านเพื่อประกาศความศรัทธา อุษมานจึงกลายเป็นหนึ่งในบุคคลกลุ่มแรกที่เข้ารับอิสลาม ตามหลังอะลี ซัยด์ อิบน์ ฮาริษะฮ์ อะบูบักร์ และคนอื่น ๆ การเข้าอิสลามของเขาทำให้ฮะกัม อิบน์ อะบี อัลอาศ ลุงผู้คัดค้านคำสอนของมุฮัมมัดอย่างหนัก โมโห[7] เขาได้รับการบันทึกไว้ว่าเป็นหนึ่งในชาวมักกะฮ์ 22 คนในยุคเริ่มต้นของศาสนาอิสลามที่รู้วิธีเขียน[8]

อพยพไปอบิสซิเนีย

[แก้]

อุษมานกับรุก็อยยะฮ์ ภรรยา อพยพไปอบิสซิเนีย (ปัจจุบันคือ เอธิโอเปีย) ร่วมกับมุสลิม 10 คน และมุสลิมะฮ์ 3 คนในเดือนเมษายน ค.ศ. 615 ชาวมุสลิมจำนวนมากเข้าร่วมอพยพในภายหลัง[9][10]:235–236 เนื่องจากอุษมานทำการติดต่อทางธุรกิจในอบิสซิเนียอยู่แล้ว เขาจึงยังคงฝึกฝนอาชีพของเขาในฐานะพ่อค้าและยังคงเจริญรุ่งเรืองต่อไป[11]

หลังจากผ่านไปสี่ปี มีข่าวแพร่สะพัดไปในหมู่ชาวมุสลิมในอบิสซิเนียว่าชาวกุร็อยช์แห่งมักกะฮ์ได้ยอมรับศาสนาอิสลามแล้ว และการยอมรับนี้ชักชวนอุษมาน รุก็อยยะฮ์ และมุสลิม 39 คนเดินทางกลับมา อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาไปถึงมักกะฮ์ กลับพบว่าข่าวเกี่ยวกับการยอมรับศาสนาอิสลามของกุร็อยช์นั้นไม่เป็นความจริง กระนั้น อุษมานและรุก็อยยะฮ์ได้ตั้งถิ่นฐานในมักกะฮ์ใหม่[9]:167–169[10]:238

อพยพไปมะดีนะฮ์

[แก้]

ใน ค.ศ. 622 อุษมานกับรุก็อยยะฮ์ ภรรยา เป็นมุสลิมกลุ่มที่สามที่อพยพไปอะดีนะฮ์ ก่อนออกไป อุษมานอาศัยอยู่กับอะบูฏ็อลฮะฮ์ อิบน์ ษาบิตก่อนย้ายไปบ้านที่เขาซื้อมาไม่นาน อุษมานเป็นหน่งในพ่อค้าที่ร่ำรวยที่สุดในมักกะฮ์ โดยไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากพี่น้องอันศอร เนื่องจากเขานำทรัพย์สินมหาศาลที่สะสมมาไว้กับตัวมายังเมืองมะดีนะฮ์ ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ในมะดีนะฮ์ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ไม่ค่อยสนใจการค้าขาย และชาวยิวเป็นผู้ทำการค้าส่วนใหญ่ในเมืองนั้น อุษมานตระหนักว่ามีโอกาสทางการค้ามากมายที่จะส่งเสริมการค้าขายระหว่างชาวมุสลิม และในไม่ช้าเขาก็ได้ตั้งตัวเป็นพ่อค้าในมะดีนะฮ์ ด้วยความขยันหมั่นเพียรและความซื่อสัตย์ ธุรกิจของเขาก็เจริญรุ่งเรือง ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในมะดีนะฮ์[12] ภรรยาสองคนของอุษมานเป็นลูกสาวคนโตของมุฮัมมัดกับเคาะดีญะฮ์ บินต์ คุวัยลิด ซึ่งทำให้เขาได้ฉายา ษูลนูร็อยน์ ("เจ้าของแห่งสองรัศมี")[13][14]

ชีวิตในมะดีนะฮ์

[แก้]

เมื่ออะลีสมรสกับฟาฏิมะฮ์ อุษมานซื้อโล่ของอะลีด้วยราคาห้าร้อยดิรฮัม 400 ดิรฮัมไว้เป็นมะฮัร (สินสมรส) ในการสมรสกับฟาฏิมะฮ์ ส่วนอีก 100 ดิรฮัมสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด ภายหลังอุษมานนำโล่คืนให้อะลีเป็นของขวัญแต่งงาน[15][16]

ยุทธการ

[แก้]

อุษมานเข้าร่วมในการรบสำคัญทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของศาสนาอิสลาม ยกเว้นสงครามบะดัร และนั่นเป็นเพราะท่านศาสดาบัญชาให้เขาอยู่ดูแลรุก็อยยะฮ์ ภรรยาของเขาที่เป็นบุตรสาวของมุฮัมมัด ซึ่งกำลังป่วยหนักและเสียชีวิตในเวลาต่อมา[17] ในเรื่องนี้ มีหะดีษบทหนึ่งกล่าวว่า "ท่าน (อุษมาน) จะได้รับรางวัลและส่วนแบ่งของทรัพย์สินที่ยึดได้เหมือนกับคนที่เข้าร่วมในสงครามบะดัร"[18]

นอกจากนี้ ในระหว่างการรบที่เฆาะาเฏาะฟานและษาตุรริกออ์ ท่านศาสดาแห่งอิสลามได้มอบหมายให้อุษมานดูแลเมืองมะดีนะฮ์เมื่อกองทัพมุสลิมออกไปนอกเมือง[19]

วาระสุดท้ายของมุฮัมมัด

[แก้]

อุษมานปรากฏในเหตุการณ์ที่เฆาะดีรคุมม์ ข้อมูลซุนนีตีความเหตุการณ์นี้เป็นมุฮัมมัดยกย่องอะลี ส่วนข้อมูลชีอะฮ์มองเป็นการประกาศความเป็นผู้นำของอะลี โดยมีอุษมานเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ให้คำสัตย์ปฏิญาณ[20][21][22][23][24]

สมัยเคาะลีฟะฮ์อะบูบักร์ (632–634)

[แก้]

อุษมานมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอะบูบักร์มาก เนื่องจากเขาเป็นผู้นำให้อุษมานเข้ารับอิสลาม เมื่ออะบูบักร์ได้รับเลือกเป็นเคาะลีฟะฮ์ อุษมานเป็นบุคคลแรกหลังอุมัรที่แสดงความจงรักภักดี ในช่วงสงครามริดดะฮ์ อุษมานยังคงอยู่ในมะดีนะฮ์ โดยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของอะบูบักร์ ก่อนเสียชีวิต อะบูบักร์ได้คำสั่งเสียแก่อุษมานและอิบน์ เอาฟ์ว่าผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขาคือ อุมัร[25]

การเลือกตั้งอุษมาน

[แก้]

เคาะลีฟะฮ์

[แก้]

เมื่อประมาณ ค.ศ. 650 หลังศาสนาอิสลามขยายตัวออกไปนอกคาบสมุทรอาหรับเข้าสู่เปอร์เซีย ลิแวนต์ และแอฟริกาเหนือ อุษมานเรื่มสังเกตเห็นความแตกต่างในการอ่านอัลกุรอานเล็กน้อย เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของพระคัมภีร์ พระองค์จึงสั่งให้คณะกรรมการที่นำโดยซัยด์ อิบน์ ษาบิต ใช้สำเนาของเคาะลีฟะฮ์อะบูบักร์ และจัดทำอัลกุรอานฉบับมาตรฐาน[26][27] ด้วยเหตุนี้ อัลกุรอานจึงถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 20 ปีหลังมุฮัมมัดเสียชีวิต คัมภีร์นี้กลายเป็นแบบอย่างที่ใช้ในการทำสำเนาและเผยแพร่ไปทั่วศูนย์กลางเมืองของโลกมุสลิม โดยอุษมานสั่งให้เผาฉบับอื่น ๆ ที่เหลือ[26][28][29][30]

ในขณะที่ชีอะฮ์ใช้อัลกุรอานเดียวกันกับซุนนี พวกเขาไม่เชื่อว่าอุษมานเป็นบุคคลแรกที่รวบรวมอัลกุรอาน[31] ในทางกลับกัน ชีอะฮ์เชื่อว่าคัมภีร์อัลกุรอานนั้นถูกรวบรวมและเรียบเรียงโดยมุฮัมมัดในระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่[32][33][34]

การบริหารเศรษฐกิจและสังคม

[แก้]

การลอบสังหาร

[แก้]

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ. 656 ฝ่ายกบฏพบว่าประตูบ้านของอุษมานได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาโดยผู้สนับสนุนของเขา พวกกบฏบางส่วนปีนข้ามบ้านหลังใกล้เคียงและกระโดดเข้าไปในบ้านของอุษมาน จากนั้นกบฏคนหนึ่งเดินเข้าไปหาอุษมาน จับและเขย่าเคราของเขา อุษมานอธิษฐานขอให้พระเจ้าคุ้มครองจากการถูกฆ่า กบฏคนนั้นแทงเขาที่ศีรษะ และกบฏคนอื่น ๆ ก็ทำตามเช่นกัน[35][36]

รายงานตามคำบอกเล่าที่ Madelung เชื่อกันว่าน่าจะเป็นตำนาน[35] บรรดาภรรยาของอุษมานต่างพากันเอาตัวเข้าปกป้องเขา นาอิละฮ์ บินต์ อัลฟุรอฟิเศาะฮ์ ภรรยาคนหนึ่ง ยื่นมือออกไปปัดป้องคมดาบ ทำให้นิ้วของนางถูกตัดขาด และตัวนางถูกผลักออกไป การฟันครั้งต่อมาทำให้อุษมานเสียชีวิต ทาสของอุสมานบางส่วนตอบโต้ และหนึ่งในนั้นสามารถฆ่าผู้ลอบสังหารได้หนึ่งคน ก่อนที่จะถูกพวกกบฏสังหารในที่สุด[37]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Ma’rifah Al-Sahabah, vol. 1, p. 264-271, no. 38727, status of naration: Sahih.
  2. Muhammad, Muhammad Hamid (7 May 2018). سيرة ومناقب عثمان بن عفان. Dar al-Taqwa. ISBN 9789776603585. استشهد في أوسط أيام التشريق (12 ذي الحجة) لصحة نقله عن أبي عثمان النهدي، المعاصر للحادثة. وما سواه من أقوال لم يصح إسناد شيء منها، وكل ما جاء به من أسانيد فهي ضعيفة، وبعض منها صدر ممن لم يعاصر الحادثة. [He was martyred in the middle of the days of Tashreeq, because it was reported by Abu Uthman Al-Nahdi, a contemporary of the incident. As for other sayings, none of them are authentic, and all the chain of narrators that scholars brought are weak, and some of them were issued by those who did not contemporary with the incident.][ลิงก์เสีย]
  3. [R. Stephen Humphreys (transl.), The History of al-Tabari: Volume XV. The Crisis of the Early Caliphate, (New York, State University of New York Press, 1990), pp. 250–251.]
  4. Wilferd Madelung, The Succession to Muhammad: A Study of the Early Caliphate (Cambridge, Cambridge University Press, 1997), p. 135.
  5. Muhammad ibn Saad, Kitab al-Tabaqat al-Kabir Volume 3, translated by Bewley, A.; (2013), The Companions of Badr, London, TaHa Publishers.
  6. Al-Mubarakphuri, Safi-ur-Rahman (1996), Ar-Raheeq Al-Makhtum [The Sealed Nectar], Riyadh: Darussalam Publishers.
  7. Ahmad, Abdul Basil. Uthman Bin Affan (ภาษาอังกฤษ). p. 19.
  8. Ahmed ibn Jabir al-Baladhuri. Kitab Futuh al-Buldan, translated by Murgotten, F. C.; (1924), The Origins of the Islamic State Part 2, p. 271, New York, Longmans, Green & Co., and London, P. S. King & Son, Ltd.
  9. 1 2 Muhammad ibn Ishaq, Sirat Rasul Allah, translated by Guillaume, A.; (1955), The Life of Muhammad, pp. 146–148, Oxford, Oxford University Press.
  10. 1 2 Muhammad ibn Saad, Kitab al-Tabaqat al-Kabir, translated by Haq, S. M. (1967), Ibn Sa'd's Kitab al-Tabaqat al-Kabir, Volume I, Parts I & II, Delhi, Kitab Bhavan.
  11. Hazrat Usman – by Rafi Ahmad Fidai, publisher: Islamic Book Service, page: 32
  12. "Talhah bin Ubaydullah". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 June 2006.
  13. Asma Afsaruddin, Oliver (2009). "Uthmān ibn Affān". ใน John L. Esposito (บ.ก.). The Oxford Encyclopedia of the Islamic World. Oxford: Oxford University Press. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 September 2019.
  14. "Uthman ibn Affan - Biography, Achievements & Assassination". 13 June 2023.
  15. Rogerson, Barnaby (4 November 2010). The Heirs Of The Prophet Muhammad - And The Roots Of The Sunni–Shia Schism. Little, Brown Book. ISBN 9780748124701. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 September 2015.
  16. A Chronology Of Islamic History 570–1000 CE, by H.U. Rahman, 1999, pp. 48, 52–53
  17. Nisa' Ahl al-Bayt by Ahmad Khaleel Jumu'ah, pp. 491-504
  18. al-Bukhari, no. 3698 at-Tirmidhi 3706
  19. al-Rawd al-Anf, 3/137; al-Tabaqit by Ibn Sa'd, 2/34, 35
  20. "A Shi'ite Encyclopedia". al-islam.org. Ahlul Bayt Digital Islamic Library Project. 12 November 2013.
  21. Musnad Ahmad Ibn Hanbal. Vol. 4. p. 281.
  22. al-Razi, Fakhr. Tafsir al-Kabir, Volume 12. pp. 49–50.
  23. al-Tabrizi, al-Khatib. Mishkat al-Masabih. p. 557.
  24. Khand, Mir. Habib al-Siyar. Vol. 1, part 3. p. 144.
  25. The Early Islamic Conquests, Fred Donner, Princeton, 1981.
  26. 1 2 Tabatabai, Sayyid M. H. (1987). The Qur'an in Islam - its impact and influence on the life of Muslims. Zahra Publ. ISBN 978-0710302663.
  27. al-Bukhari, Muhammad (810–870). "Sahih Bukhari, volume 6, book 61, narrations number 509 and 510". sahih-bukhari.com. สืบค้นเมื่อ 16 February 2018.
  28. Rippin, Andrew; และคณะ (2006). The Blackwell companion to the Qur'an ([2a reimpr.] ed.). Blackwell. ISBN 978140511752-4.
  29. Yusuff, Mohamad K. "Zayd ibn Thabit and the Glorious Qur'an".
  30. Cook, Michael (2000). The Koran - A Very Short Introduction. Oxford University Press. pp. 117–124. ISBN 0-19-285344-9.
  31. Shirazi, Muhammad (2004). The Qur'an made simple. Vol. 10. London: Fountain Books. pp. xxiv.
  32. Shirazi, Muhammad (2001). The Qur'an – When was it compiled?. London: Fountain Books. pp. 5, 7.
  33. Shirazi, Muhammad (2004). The Qur'an made simple. Vol. 10. London: Fountain Books. pp. xxi, xxiv, xxv.
  34. Shirazi, Muhammad (2008). The Shi'a and their Beliefs. London: Fountain Books. p. 29.
  35. 1 2 Madelung 1997, p. 139 n..
  36. Humphreys 1990, p. 190–191.
  37. Humphreys 1990, p. 216, 248.

บรรณานุกรม

[แก้]

อ่านเพิ่ม

[แก้]
  • Uthmān ibn 'Affān Muslim caliph, in Encyclopædia Britannica Online, by Asma Afsaruddin, Gita Liesangthem, Surabhi Sinha, Noah Tesch and The Editors of Encyclopaedia Britannica

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ Uthman

มุมมองเกี่ยวกับอุษมานตามนักประวัติศาสตร์อิสลามหลายคน:

มุมมองสื่ออาหรับต่ออุษมาน:

มุมมองชีอะฮ์ต่ออุษมาน: