วิราฏบรรพ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ในบทที่ 2 ของมหาภารตะ พวกปาณฑพทำงานในราชสำนักของท้าววิราฎ โดยยุธิษฐิระทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของท้าววิราฎ ภีมะเป็นคนทำครัว อรชุนเป็นครูสอนเต้นระบำ ส่วนนกุลไปเป็นคนเลี้ยงม้า ในขณะที่สหเทพเป็นคนเลี้ยงวัว สำหรับพระนางเทราปตีไปเป็นนางกำนัลให้กับพระมเหสีของท้าววิราฎ

วิราฏบรรพ (อักษรโรมัน: Virata Parva) แปลว่า "บรรพแห่งท้าววิราฏ" เป็นหนังสือบรรพที่ 4 ของ มหาภารตะ[1] ซึ่งในเรื่องนี้ประกอบด้วย 4 บรรพย่อย รวมทั้งสิ้น 72 ตอน[2][3][4][5] เป็นเนื้อหาต่อเนื่องมาจาก วนบรรพ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับช่วงที่เหล่าปาณฑพพำนักในราชสำนักของท้าววิราฏในปีที่ 13 แห่งการเนรเทศ บรรพนี้มีเนื้อหาต่อเนื่องมาจาก วนบรรพ ส่วนบรรพต่อไปจากนี้คือ อุทโยคบรรพ

เนื้อเรื่อง และบรรพย่อย[แก้]

ในบรรพใหญ่นี้มี 4 บรรพย่อย รวมทั้งสิ้น 72 ตอน[2][3] ดังนี้

  1. ปาณฑพประเวศบรรพ (ตอนที่ 1 - 13)[3]
  2. กิชกะวาตบรรพ (ตอนที่ 14 - 24)[6]
  3. โกหรานะบรรพ (ตอนที่ 25 - 69)[3][7]
  4. ไววหิกะบรรพ (ตอนที่ 70 - 72)[6]

บรรพนี้กล่าวถึงเหตุการณ์เรื่องการลี้ภัยในป่าเป็นเวลาสิบสองปีของพี่น้องปาณฑพ ในที่สุดก็ครบกำหนด แต่ว่าตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ พวกปาณฑพจะต้องซ่อนตัวไม่ให้ใครจำได้อีกเป็นเวลาสิบสองเดือนถึงจะถือว่าทำครบถ้วนตามสัญญา

พวกปาณฑพเดินทางออกจากป่ามุ่งไปยังแคว้นมัสยะ แต่ก่อนจะถึงแคว้นมัสยะ ทั้งหมดได้เก็บซ่อนอาวุธไว้ในสุสานนอกเมือง และเข้าไปในแคว้นมัสยะเพื่อทำงานในราชสำนักของท้าววิราฎ โดยยุธิษฐิระทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของท้าววิราฎ ภีมะเป็นคนทำครัว อรชุนเป็นครูสอนเต้นระบำ ส่วนนกุลไปเป็นคนเลี้ยงม้า ในขณะที่สหเทพเป็นคนเลี้ยงวัว สำหรับพระนางเทราปตีไปเป็นนางกำนัลให้กับพระมเหสีของท้าววิราฎ

ในระหว่างที่อยู่ในราชสำนักเกิดเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง เมื่อน้องชายของพระมเหสีท้าววิราฎมาล่วงเกินพระนางเทราปตี เดือดร้อนถึงภีมะซึ่งเป็นนักมวยปล้ำต้องเข้ามาช่วยสังหารน้องชายของพระมเหสีท้าววิราฎจนตายไป แต่ถึงกระนั้น การปลอมตัวของพวกปาณฑพในราชสำนักแคว้นมัสยะก็ยังไม่เป็นที่รู้กัน จนกระทั่งเกิดสงครามระหว่างแคว้นมัสยะกับแคว้นกุรุ พวกพี่น้องปาณฑพได้เข้าร่วมรบทำสงครามจนมีชัยชนะต่อกองทัพจากแคว้นตรีครรตะและแคว้นกุรุ ซึ่งมีทุรโยธน์พี่ชายคนโตของพี่น้องเการพนำทัพมาด้วยตนเอง เหตุการณ์นี้เป็นเหตุให้พวกปาณฑพต้องเปิดเผยตัวเอง เพราะเข้าร่วมทำสงคราม และบังเอิญว่าเกิดขึ้นในช่วงเกือบจะสิ้นปีที่สิบสามอันเป็นปีสุดท้ายของการซ่อนตัวอย่างยาวนาน ทำให้เกิดปมประเด็นปัญหาว่าได้ทำตามสัญญาครบถ้วนหรือเปล่า[ต้องการอ้างอิง]

เจ้าชายอุตระ กับอรชุนช่วยกันสู้ และเอาชนะกองทัพกุรุ และได้กลับสู่เมืองมัสยา เมืองของตนเอง[6]

การเปิดเผยตัวของพวกปาณฑพ ก็ทำให้ท้าววิราฎยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้คบหากับพวกปาณฑพ เพราะนอกเหนือจากมีส่วนร่วมช่วยรบจนสามารถป้องกันจากการโจมตีของข้าศึกได้ ถึงขนาดยกลูกสาวคือ เจ้าหญิงอุตตระ ให้แต่งงานกับเจ้าชายอภิมันยุซึ่งเป็นลูกชายของอรชุนด้วย[ต้องการอ้างอิง]

อ้างอิง[แก้]

  1. van Buitenen, J.A.B. (1978) The Mahabharata: Book 4: The Book of the Virata; Book 5: The Book of the Effort. Chicago, IL: University of Chicago Press
  2. 2.0 2.1 Ganguli, K.M. (1883-1896) "Virata Parva" in The Mahabharata of Krishna-Dwaipayana Vyasa (12 Volumes). Calcutta
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 Dutt, M.N. (1896) The Mahabharata (Volume 4): Virata Parva. Calcutta: Elysium Press
  4. van Buitenen, J.A.B. (1973) The Mahabharata: Book 1: The Book of the Beginning. Chicago, IL: University of Chicago Press, p 476
  5. Debroy, B. (2010) The Mahabharata, Volume 1. Gurgaon: Penguin Books India, pp xxiii - xxvi
  6. 6.0 6.1 6.2 Virata Parva Mahabharata, Translated by Kisari Mohan Ganguli, Published by P.C. Roy (1884)
  7. Monier Williams (1868), Indian Epic Poetry, University of Oxford, Williams & Norgate - London, page 105-107

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]