วัดกลางสุรินทร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
วัดกลางสุรินทร์
วัดกลางสุรินทร์.jpg.tif
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อวัดกลาง อำเภอเมืองสุรินทร์ / วัดกลางสุรินทร์.
ที่ตั้งตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 32000
ประเภทวัดราษฎร์
นิกายเถรวาท / มหานิกาย
พระพุทธรูปสำคัญพระพุทธสุรินทรพร
เจ้าอาวาสพระครูปริยัติกิจธำรง (สมหวัง อคฺคเสโน)
จุดสนใจพระธาตุเจดีย์ศรีเมืองช้างวัดกลางสุรินทร์
กิจกรรมเข้าวัดฟังธรรมะ ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา

วัดกลาง หรือ วัดกลางสุรินทร์[1](อังกฤษ: Wat Klang-Surin) เป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เขตปกครองคณะสงฆ์หนตะวันออก ภาค 11 ได้รับการพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2508 กำหนดเขตวิสุงคามสีมา กว้าง 15 เมตร ยาว 27 เมตร

ประวัติวัดกลางสุรินทร์[แก้]

ภูมิศาสตร์เมืองสุรินทร์ ก่อนกล่าวถึงเรื่องวัดกลาง ใคร่กล่าวถึงภูมิศาสตร์ของเมืองสุรินทร์ อันเป็นมูลแห่งการสร้างวัดกลางตามควรแก่กรณีเมืองสุรินทร์เป็นเมืองโบราณ มีชื่อเรียกว่า คูประทาย หรือ ไผทสมัน มีกำแพงและคูล้อมชั้นใน เป็นรูปวงกลม วัดผ่าศูนย์กลางจากตะวันออกสู่ตะวันตกประมาณ 22 เส้นจากทิศเหนือจดใต้ประมาณ 26 เส้น มีกำแพงและคูชั้นนอกอีกชั้นหนึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมวงรี ๆ รวมเป็นกำแพง 2 ชั้น ภูมิประเทศภายในเขตกำแพงชั้นในส่วนมากเป็นที่ลุ่ม บางแห่งมีน้ำขังอยู่ตลอดฤดูหนาว ที่เป็นเนินมีบริเวณจากซอยตาดอกทอดไปทางทิศตะวันออกจดวัดบูรพารามด้านทิศใต้แค่บริเวณถนนหลักเมือง เนินที่สูงสุดตรงบริเวณทิศใต้ตลาดเทศบาล ชาวบ้านเรียกคนแถบนี้ว่า “คุ้มโคกสูง” วัดที่มีอยู่ในตัวเมืองสุรินทร์ ที่เป็นวัดโบราณเก่าแก่มี 9 วัด ที่สร้างขึ้นใหม่เฉพาะในเขตเทศบาลมี2 วัด วัดทั้ง 10 นี้ตั้งอยู่ดังนี้

วัดกลางและวัดบูรพาราม ตั้งอยู่ภายในเขตกำแพงชั้นใน วัดจำปา, วัดศาลาลอย วัดจุมพลสุธาวาส, วัดพรหมสุรินทร์ และวัดโคกบัวราย (ตั้งใหม่) ตั้งอยู่ภายในเขตกำแพงชั้นนอกและวัดที่ตั้งอยู่นอกกำแพงชั้นนอกมี วัดหนองบัว, วัดประทุมเมฆ และวัดเทพสุรินทร์ (สร้างใหม่) วัดทั้ง 8 ล้วนเป็นวัดโบราณไม่มีประวัติจารึกว่า วัดใดสร้างขึ้นเมื่อใดแน่นอน อนึ่ง ภายในเขตกำแพงและคูเมืองชั้นใน มีที่พอสันนิษฐานว่า เคยเป็นวัดมาก่อน 4 แห่งคือ

  1. ในพื้นที่บริเวณตั้งโรงเรียนสุรินทร์ราษฏร์บำรุง มีซากอิฐเก่าแก่มาก่อนเคยมีต้นโพธิ์ปรากฏมาแต่เดิม ชาวบ้านแห่งนี้ว่า ”โคกโพธิ์”
  2. ในพื้นที่ตั้งโกลเด้นท์ไนคลับ มีซากอิฐเป็นมาก่อน บางคนว่าเคยเป็นวัดบางคนว่า น่าจะเป็นเทวาลัย เพราะมีอิฐกองเป็นกลุ่มขนาดย่อม ชาวบ้านเรียกที่แห่งนี้ว่า “โพธิ์ร้าง” ขณะนี้ต้นโพธิ์ยังมีอยู่
  3. ที่ตั้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ เคยมีต้นโพธิ์ใหญ่ มีซากอิฐมาก่อนผู้แก่ผู้เฒ่าเล่ากันว่า เป็นวัดมาก่อน แต่ย้ายออกไปทางทิศใต้ พ้นเขตกำแพงชั้นนอกและต่อมาก็ย้ายกลับมาภายในกำแพงชั้นนอก คือวัดจุมพลสุทธาวาสปัจจุบันนี้ ณ ที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนี้ ชาวบ้านเรียกว่า “โคกโพธิ์สามต้น”
  4. ณ ที่เนินนอกกำแพงชั้นใน ตรงใกล้มุมกำแพงเมืองด้านตะวันตกเฉียงใต้เคยเป็นวัดมาก่อนเรียกว่า วัดศาลาแดง ต่อมาวัดนี้ย้ายขยับมาทางทิศตะวันออก คือวัดพรหมสุรินทร์ปัจจุบันนี้ ที่บริเวณวัดศาลาแดง ทางวัดพรหมสุรินทร์ ถือว่าเป็นธรณีสงฆ์ของวัด แต่ชาวบ้านก็ยึดครองปลูกบ้านเรือนอยู่ ไม่ยอมรับรู้ว่าเป็นธรณีสงฆ์ของวัด

การก่อตั้งวัดกลางสุรินทร์ วัดกลางสุรินทร์ ได้เริ่มสร้างขึ้นเมื่อใดใครเป็นผู้สร้าง เจ้าอาวาสองค์แรกและองค์ต่อ ๆ มามีชื่ออย่างไรบ้าง ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดแต่สถานที่ตั้งวัดนั้นพอมีเหตุผลที่น่าเชื่อดังนี้ เมืองสุรินทร์มีกำเนิดมาแต่ครั้งใด นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า หลายร้อยปีมาแล้วโดยมีชื่อเดิมว่า ไผทสมัน ต่อมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2306 เชียงปุมซึ่งเดิมอยู่บ้านเมืองที ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระสุรินทร์ภักดี และย้ายมาอยู่ที่ไผทสมัน เมืองนี้จึงได้ชื่อว่าเมืองสุรินทร์ ตามบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมือง ในการอพยบครั้งแรก สันนิษฐานว่า ได้เริ่มกำหนดตั้งสถานที่หลักเมืองขึ้นโดยถือเนื้อที่ส่วนกลางของเมืองจริง ๆ กล่าวคือประมาณอาณาเขตภายในคูกำแพงเมืองชั้นใน จากทิศตะวันออกจดทิศตะวันตก และจากทิศเหนือจดทิศใต้ มีศูนย์กลางตรงที่ตั้งหลักเมืองในปัจจุบันพอดี ถนนสายนี้เกิดขึ้นในสมัยหลัง ส่วนจวนเจ้าเมืองนั้น ตั้งเยืองจากศาลเจ้าหลักเมืองมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตรงบริเวณตลาดเก่า ตรงหน้าวัดกลางปัจจุบัน หรือบริเวณหลังโรงแรมโมเมเรียลทั้งหมดเป็นบริเวณจวนเจ้าเมืองมาแต่เดิม แต่ปัจจุบันนี้เป็นที่ของเอกชนหมดแล้ว วัดกลาง น่าจะเริ่มได้รับการก่อสร้างขึ้นในสมัยนี้ ทั้งนี้เนื่องจากตั้งในเนื้อที่แนวเดียวกับจวนเจ้าเมือง ด้านทิศตะวันออกขนานกับจวนเจ้าเมือง โดยมีทางขั้นกลางระหว่างจวนเจ้าเมืองกับวัด ปัจจุบันทางสายนี้ คือถนนธนสารซึ่งเป็นทางสายเดียว ที่ตัดกลางเมืองทอดจากกำแพงด้านเหนือจดด้านใต้ และมีถนนสายหลักเมืองผ่ากลางจากตะวันออกสู่ตะวันตก ตัดกันเป็นสี่แยกหลักเมือง ถนนสองสายนี้เป็นถนนดังเดิมของเมืองสุรินทร์ การวางผังเมืองของเจ้าเมืองสุรินทร์ เข้าใจว่า ได้เพ่งถึงจุดศูนย์กลางของตัวเมืองและสร้างจวนในบริเวณดังกล่าว ที่แห่งนี้เป็นเนินสูง

  • ข้อยืนยันว่าเจ้าเมืองคนแรกสร้างวัดกลางสุรินทร์

ข้อยืนยันว่า เจ้าเมืองสุรินทร์คนแรกเป็นผู้สร้างวัดกลางสุรินทร์ มีเหตุผลประกอบดังนี้

หลังจากเชียงปุมได้รับพระราชทานยศและตำแหน่ง กลับมาสู่บ้านเดิมที่เมืองที และเห็นว่าที่บ้านเมืองทีเป็นบ้านเล็ก ชัยภูมิไม่เหมาะสมจึงย้ายมาตั้งเมืองที่คูประทาย เมื่อกำหนดที่ตั้งจวนแล้วก็วางผังการสร้างวัดเคียงข้างกับเขตจวน ทางทิศตะวันออก การตั้งวัดนี้ น่าจะเป็นการเลียนแบบข้าราชการทหารในสมัยนั้น ที่กลับจากการทำศึกสงครามก็มีการสร้างวัด ซึ่งการสร้างวัดนี้แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ก็สร้างมาก ข้าราชบริพารก็สร้างเช่นกัน จนมีคำกล่าวในสมัยนั้นว่า “สร้างวัดให้ลูกเล่น” เจ้าเมืองสุรินทร์ได้สร้างวัดขึ้นเป็นความนิยมตามสมัยนั้น เป็นการเลียนแบบจากส่วนกลางก็ได้ เจ้าเมืองอาจตั้งความประสงค์ว่า เมื่อสร้างเมืองก็สร้างวัดเป็นคู่บ้านคู่เมืองด้วย จึงกำหนดพื้นที่วัดกลางติดกับเขตจวน การปฏิบัติราชการในสมัยนั้น ไม่มีศาลากลางเป็นเอกเทศใช้จวนเป็นที่ราชการด้วย เมื่อมีการชุมนุมเรื่องข้าราชการก็ใช้บริเวณวัดเป็นที่ชุมนุมเป็นความสะดวกสบายโดยตลอด วัดกลางได้เป็นที่ร่วมประชุมของทางราชการตลอดในสมัยนั้น รวมทั้งการระดมพล ตามที่กล่าว ณ เบื้องต้นว่า เรื่องมีปรากฏซากอิฐเก่าที่ “โคกโพธิ์” คือบริเวณตั้งโรงเรียนราษฎร์บำรุงว่า เคยเป็นที่ตั้งวัดมาแต่เดิม เมื่อพระสุรินทร์มาสร้างเมืองแล้วเมื่อมีการวางผังเมืองและกำหนดที่วัด โดยท่านเจ้าเมืองอาจโยกย้ายวัดนี้มาตั้งเป็นวัดกลางก็ได้ ทั้งนี้โดยเหตุผลตามคติพื้นบ้านถือว่า การสร้างวัดต้องให้อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน จึงจะเป็นมงคล วัดอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ถือว่าเป็นอัปมงคล วัดอยู่ทางทิศเหนือหรือใต้หมู่บ้านไม่ถือเป็นเรื่องเสียหาย อาจจะเป็นเพราะเหตุที่เจ้าเมืองสร้างจวนอยู่ทางทิศตะวันออกวัด จึงย้ายวัดจากทิศตะวันตกมาตั้งทิศตะวันออก แต่ทั้งนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานอาจจะร้างไปเอง และวัดกลางก็อาจตั้งขึ้นใหม่ก็ได้ แต่เหตุผลที่ยืนยันมานั้นพอกล่าวได้ว่า วัดกลางเกิดในสมัยพระสุรินทร์คนแรกแน่นอน เพราะปรากฏเรื่องของเจ้าเมืองดังกล่าวแล้ว


วัดกลางสุรินทร์ ได้รับการพระราชทานวิสุงคามสีมา

วัดกลาง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานวิสุงคามสีมา ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๘๒ ตอนที่ ๒๔ ๑๙ มีนาคม ๒๕๐๘ ฉบับพิเศษ หน้า ๑๘ และบัญชีรายชื่อวัดที่ขอพระราชทานวิสุงคามสีมา งวดที่ ๑ ประจำปี ๒๕๐๘ ลำดับที่ ๙๔ วัดกลาง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ กำหนดเขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๑๕ เมตร ยาว ๒๗ เมตร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๘๒ ตอนที่ ๒๔ ๑๙ มีนาคม ๒๕๐๘ ฉบับพิเศษ หน้า ๒๒[2]


ประเพณีที่เกิดขึ้นในวัด

วัดกลางสุรินทร์มีอุโบสถ สร้างด้วยอิฐโบกปูนแบบโบราณ ไม่มีปูนซีเมนต์เช่นปัจจุบัน เป็นโครงสวยงามในสมัยโบราณมาแล้ว วัดกลางเป็นศูนย์งานราชการ เช่นการเกณฑ์คนมาเพื่อกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง มีเกณฑ์ทหารเป็นต้น งานประเพณีของชาวบ้านที่ต้องชุมนุม และที่เกี่ยวกับด้านศาสนาดังนี้

  1. ประเพณีการบวชนาค ในแต่ละปีนาคในเขตเมืองและจากตำบลต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงมีการนัดบวชพร้อมกัน โดยเจ้าเมืองเป็นผู้นัด ปกติก็นัดตั้งขบวนแห่ตระเวน ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 เจ้าเมืองมีการเกณฑ์ช้าง ประมาณไม่ต่ำกว่าร้อยเชือก แห่ไปสมทบที่ต่าง ๆ หนึ่งวันเป็นที่สนุกสนาน มีขบวนม้าล่อช้าง เกิดทั้งความสนุกสนานตื่นเต้น ตอนค่ำก็ทำพิธีเรียกขวัญ และเจริญพระพุทธมนต์สมโภช รุ่งเช้าขบวนในเมืองก็แห่ไปรับนาคจากข้างนอก เมื่อสมทบพร้อมกันแล้ว แห่ตระเวนนอกเมืองประมาณบ่าย นาคทั้งหลายก็พร้อมกันกราบลาเจ้าเมือง แล้วเข้าบวช เสร็จตอนดึกเลยเที่ยงคืนก็มีชาวบ้านเรียกการบวชนาคนี้ว่า “นาคหลวง วัดกลางถือว่าเป็นวัดหลวง” เพราะเป็นที่รวมชุมชนทุกอย่าง โดยเจ้าเมืองเป็นประธานในงานทุกอย่าง
  2. ประเพณีสงกรานต์ เมือถึงเดือน 5 ชาวบ้านทุกคุ้มในเมืองร่วมขนทรายก่อเจดีย์ ณ วัดกลาง เป็นการประกวดประชันกันในการแต่งเจดีย์ทราย วันขึ้น 14 ค่ำ เป็นวันแต่งเจดีย์ทรายและสมโภช รุ่งเช้าทำบุญตักบาตร ตอนบ่ายเริ่มสรงน้ำพระโดยตระเวรไปตามวัดต่าง ๆ แล้วมารวมกัน ณ วักลางสุรินทร์ มีการละเล่นต่าง ๆ มีเล่นตรุษรำสาก เจรียง จรวง เจรียงนอระแก้ว เล่นซ้อนผ้าและสะบ้า ระหว่างหนุ่มสาวเป็นที่ครื้นเครง เป็นประจำทุกปี
  3. ประเพณีวันสารท วันดับเดือน 10 ถือว่าเป็นวันสารท หลังจากการทำบุญจากทุกวัดก็มาชุมนุมกัน มีการกีฬาพื้นบ้าน เช่น ชักคะเย่อระหว่างหนุ่มสาว บางครั้งหนุ่ม ๆ อริก็เรียกตัวมาชกมวยกัน เป็นทั้งมวยธรรมดาและขึงเป็นเขตให้ชก หลังจากนั้นก็แนะนำให้มีความสามัคคีกัน เลิกโกรธแค้นพยาบาทกัน วัดกลางเหมือนสนามศาลากลางจังหวัดในปัจจุบัน
  4. พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา หลังจากสมัยเจ้าเมืองคนแรก วัดกลางยังเป็นศูนย์รวมประเพณีต่าง ๆ แม้ในสมัยต่อมาเมื่อทางราชการมีพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ก็ได้มาประกอบพิธี ณ วัดกลางเป็นเวลาหลายปี สมัยต่อมาวัดกลางก็ถึงความเจริญบ้าง เสื่อมบ้างตามยุคสมัย กล่าวคือยุคใดเจ้าอาวาสมีความสามารถในการปกครองวัด และฝ่ายบ้านเมืองให้ความอุปถัมภ์มั่นคง ก็มีความเจริญขึ้น สมัยใดขาดเจ้าอาวาสที่ทรงคุณ ก็ขาดผู้อุปถัมภ์ สมัยนั้นก็ตกอยู่ในสภาพร่วงโรย บางสมัยก็ว่างพระเหลือแต่เณร บางสมัยก็ว่างหมด วัดร่วงโรยถึงที่สุดเป็นครั้งคราว
  5. ประเพณีกวนข้าวทิพย์ลอยฟ้า วัดกลางสุรินทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จัดขึ้นก่อนวันออกพรรษา 3วัน ของทุกปี
  6. ประเพณีแห่เทียนพรรษา วัดกลางสุรินทร์ และ อุบาสกอุบาสิกาคุ้มวัดกลางสุรินทร์ ได้จัดต้นเทียนร่วมขบวนแห่เทียนพรรษาประจำทุกปี
  7. ประเพณีตักบาตรดอกไม้ ในเวลา ๑๘.๓๐ น. ของวันเข้าพรรษาเป็นประจำทุกปี เพื่อนิมนต์พระภิกษุที่อยู่ในอาวาสวัดกลางสุรินทร์เข้าจำพรรษา
  8. ประเพณีกันสงฆ์ (กิจกรรมทำบุญอุทิศต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 12 วัน) วัดกลางสุรินทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จัดขึ้นในเดือนตุลาคม ของทุกปี
  9. งานนมัสการพระธาตุเจดีย์ศรีเมืองช้าง วัดกลางสุรินทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
  10. งานนมัสการพระพุทธสุรินทรพร ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดกลางสุรินทร์ บ้านละเอาะ ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

อาณาบริเวณของวัดกลางสุรินทร์ ในสมัยก่อนมีความกว้างขวาง จดเขตติดต่อถึงวัดบูรพาราม แต่เนื่องจากความล้มลุกคลุกคลานของวัดประกอบด้วยการครอบครองที่ดินของวัดด้วยมือเปล่า เมื่อทางราชการได้มีการวางผังเมืองขึ้น ที่ดินของวัดมีสภาพรกร้างว่างเปล่าครอบครองไม่ทั่วถึง ทางราชการได้ถือเอาที่ดินทางบริเวณทิศใต้สระของวัดทั้งหมดเป็นที่ราชพัสดุของกระทรวงยุติธรรม คงปล่อยเพียงสระน้ำให้เป็นของวัด โดยที่ไม่มีใครชี้แจงคัดค้านชี้แนวเขตของวัด ประกอบชาวเมืองสุรินทร์สมัยนั้น ก็คือชาวบ้านที่ไร้การศึกษา ไม่มีความเจริญทางภาษาที่พูด ใช้ภาษาท้องถิ่นคือภาษาเขมร ไม่มีความรู้ภาษาไทยเลย ข้าราชการในสมัยนั้นชาวบ้านรู้สึกว่าเป็นเจ้านายไม่กล้าคัดค้านถกเถียงข้าราชการ จะพูดอะไรได้ตามใจชอบเพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง แม้ภิกษุสงฆ์ก็ไม่ต่างจากชาวบ้าน

  • ในสมัยต่อมา "หลวงวุฒิธรรมเนติกร" มาเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัด ได้ขอที่ดินปลูกโรงงานเลื่อยไม้ ขอกั้นสระน้ำเป็นที่สงวนไว้ใช้ในครอบครัวผู้พิพากษาศาลจังหวัด (ประมาณ พ.ศ. 2468-2475) และที่นี้ก็ขาดกรรมสิทธิ์อีกครั้งหนึ่ง โดยที่ท่านผู้นี้ไม่ได้บอกคืนแก่วัด และวัดก็ไม่กล้าเรียกร้องคืนที่ดินส่วนนี้จึงตกเป็นราชพัสดุไปอีก 2 ตอน
  • อนึ่ง ทางทิศใต้ของวัด ก็ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน โดยที่วัดไม่ได้มีหลักฐานเรียกร้องคืนเลย ที่ดินดังกล่าวจึงถูกตัดขาดไป
  • ปัจจุบันวัดนี้มีพื้นที่ 3 ไร่ 3 งาน 48 ตารางวา และหลังจากเกิดอัคคีภัยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2516 ทางราชการได้ขอขยายถนนธนสารด้านหน้าวัดอีกประมาณ 1 เมตรเศษตลอดแนวด้านหน้าของวัดจึงมีความจำเป็นต้องสละเพื่อความเจริญของบ้านเมือง

ที่ดินและที่ธรณีสงฆ์วัดกลางสุรินทร์[แก้]

  • ที่ตั้งวัดกลางสุรินทร์ มีที่ดินเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 48 ตารางวา
  • ที่ธรณีสงฆ์วัดกลางสุรินทร์ ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดกลางสุรินทร์ และศูนย์การศึกษาพระปริยัติธรรมวัดกลางสุรินทร์ เลขที่ 22 หมู่ที่ 18 บ้านละเอาะ ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ มีที่ดินเนื้อที่ 17 ไร่ - งาน 33 ตารางวา[3]
  • ที่ธรณีสงฆ์ เขตตำบลสลักได จำนวน 24 ไร่ แปลงสาธิตการทำเกษตรกรรมวัดกลางสุรินทร์

เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวัดกลางสุรินทร์[แก้]

ทำเนียบเจ้าอาวาสวัดกลางสุรินทร์ และรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดกลางสุรินทร์[แก้]

วัดกลางสุรินทร์ตั้งแต่สมัยแรกเริ่มการสร้างวัดเมื่อประมาณ พ.ศ. 2306-2320 แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเจ้าอาวาสรูปแรกและต่อ ๆ มามีกี่รูปกี่สมัย มีชื่ออย่างไรบ้าง ไม่มีหลักฐานปรากฏ เพิ่งมาปรากฏในยุคหลัง ประมาณ พ.ศ. 2440 เป็นต้นมา จนถึงเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน มีรายนาม ตามลำดับดังนี้

ลำดับ รูป รายนาม / สมณศักดิ์ ดำรงตำแหน่ง ถึง
1 วัดกลางสุรินทร์.jpg.tif พระอาจารย์แก้ว ประมาณ พ.ศ. 2440 พ.ศ. 2450
2 วัดกลางสุรินทร์.jpg.tif พระอาจารย์น้อม ประมาณพ.ศ. 2450 พ.ศ. 2453
3 วัดกลางสุรินทร์.jpg.tif พระอาจารย์โหย ประมาณพ.ศ. 2453 พ.ศ. 2455
4 วัดกลางสุรินทร์.jpg.tif พระอาจารย์ใบ ประมาณพ.ศ. 2455 พ.ศ. 2460
5 วัดกลางสุรินทร์.jpg.tif พระอาจารย์มี ประมาณ พ.ศ. 2460 พ.ศ. 2464
6 วัดกลางสุรินทร์.jpg.tif พระอาจารย์ทิน ประมาณ พ.ศ. 2464 พ.ศ. 2475
7 พระประภากรคณาจารย์ (เดื่อ ปภากโร).jpg พระประภากรคณาจารย์ (เดื่อ ปภากโร) พ.ศ. 2475 พ.ศ. 2506
8 พระราชสิทธิโกศล วัดกลางสุรินทร์.jpg พระราชสิทธิโกศล (เทพ นนฺโท) พ.ศ. 2506 พ.ศ. 2539
9 พระครูบรรณสารโกวิท(หลวงพ่อแป).jpg พระครูบรรณสารโกวิท (แป สุปญฺโญ) พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2550
10 พระครูปริยัติกิจธำรง (สมหวัง).jpg พระครูปริยัติกิจธำรง (สมหวัง อคฺคเสโน) พ.ศ. 2550 ปัจจุบัน

ทำเนียบรองเจ้าอาวาสวัดกลางสุรินทร์[แก้]

ลำดับ รายนาม / สมณศักดิ์ ดำรงตำแหน่ง ถึง
1 พระปริยัติวรคุณ (สุคนธ์ คนฺธวํโส) พ.ศ. - พ.ศ. 2516
2 พระครูบรรณสารโกวิท (แป สุปญฺโญ) พ.ศ. 2506 พ.ศ. 2532
3 พระครูสิริปริยัตยาทร (ถวิล ชินวโร) พ.ศ. 2533 พ.ศ. 2539
4 พระมหาสมหวัง อคฺคเสโน พ.ศ. 2540 พ.ศ. 2550

ทำเนียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกลางสุรินทร์[แก้]

ลำดับ รายนาม / สมณศักดิ์ ดำรงตำแหน่ง ถึง
1 พระครูสิทธิการโกศล (เทพ นนฺโท) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พ.ศ. 2483 พ.ศ. 2506
2 พระมหาเมธ ปญฺญาวโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พ.ศ. 2502 พ.ศ. 2517
3 พระครูวิมลธรรมทัศน์ (จินต์ จิณฺณธมฺโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พ.ศ. - พ.ศ. -
4 พระมหาสมหวัง อคฺคเสโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พ.ศ. 2536 พ.ศ. 2540
5 พระปลัดชาญณรงค์ จิรเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พ.ศ. 2556 ปัจจุบัน
6 พระมหาสมพงษ์ ฐิตจิตฺโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาส พ.ศ. 2557 ปัจจุบัน


พระเถระที่ได้รับตำแหน่งทางคณะสงฆ์ในระดับจังหวัด

  1. พระมหาสาโรช วิสารโท ป.ธ.6 อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ม) (ลาสิกขา)
  2. พระประภากรคณาจารย์ (เดื่อ ปภากโร)[6] อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ม) (มรณภาพ)
  3. พระราชสิทธิโกศล (เทพ นนฺโท) อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (มรณภาพ)
  4. พระปริยัติวรคุณ (สุคนธ์ คนฺธวํโส)[7] (น.ธ.เอก,ป.ธ.๖)อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์รูปที่ ๒ (ม) พ.ศ. 2516 (ลาสิกขา)
  5. พระครูวิภัชกัลยาณธรรม (จันทร์ กลฺยาณมุตฺโต) อดีตเผยแผ่จังหวัด (ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดศาลาลอย มรณภาพ)
  6. พระครูปริยัติกิจธำรง (สมหวัง อคฺคเสโน) ป.ธ.4 เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (๒๕๖๐)

พระเถระที่ได้รับตำแหน่งทางคณะสงฆ์ในระดับอำเภอ

  1. พระครูบรรณสารโกวิท (แป สุปญฺโญ)อดีตเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์ - กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์ (มรณภาพ)
  2. พระครูธรรมรสสุนทร (เมธ ปญฺญาวโร) ป.ธ.5 อดีตเจ้าคณะอำเภอศีขรภูมิ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระสิทธิการโกศล (เมธ ปญฺญาวโร) อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ม) รูปที่ 2 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์
  3. พระครูสิริปริยัตยาทร (ถวิล ชินวโร) ป.ธ.4 อดีตรองเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์รูปที่ 1 (มรณภาพ)
  4. พระครูประสาทธรรมวัฒน์ (เอียน สีลสาโร) อดีตรองเจ้าคณะอำเภอปราสาท อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณวิจิตร (มรณภาพ)
  5. พระมหาสมศักดิ์ ชาติญาโณ ป.ธ.5 ย้ายไปประจำอำเภอสังขะ อดีตรองเจ้าคณะอำเภอสังขะรูปที่ 1 (ลาสิกขาบท)
  6. พระมหาธีรวัฒน์ ป.ธ.3 อดีตเจ้าอาวาสวัดเทพสุรินทร์ อดีตรองเจ้าคณะอำเภอสังขะรูปที่ 2 (มรณภาพ)
  7. พระครูปริยัติกิจธำรง (สมหวัง อคฺคเสโน) ป.ธ.4 อดีตเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์ (๒๕๕๘)

พระสงฆ์ที่ได้รับตำแหน่งทางคณะสงฆ์ในระดับตำบล

  1. พระครูสถิตบุญโสภณ (บุญเรือง ฐิตสาโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดเพี้ยราม และอดีตเจ้าคณะตำบลเพี้ยราม-กาเกาะ

พระสงฆ์ที่ได้รับตำแหน่งทางคณะสงฆ์ในระดับพระเลขานุการ

  1. พระครูวิมลธรรมทัศน์ (จินต์ จิณฺณธมฺโม)อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกลางสุรินทร์ และอดีตเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์(ลาสิกขาบท) (พระราชสิทธิโกศล (เทพ นนฺโท) อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์)
  2. พระมหาสมหวัง อคฺคเสโน น.ธ.เอก ป.ธ.4 อดีตเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (พระราชสิทธิโกศล (เทพ นนฺโท) อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์)
  3. พระมหานัย โกวิโท น.ธ.เอก ป.ธ.5 อดีตเลขานุการเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์-กิ่งอำเภอเขวาสินทร์ (พระครูบรรณสารโกวิท (แป สุปญฺโญ) อดีตเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์ - กิ่งอำเภอเขวาสินรินทร์)
  4. พระมหาเมธี วชิรเมธี น.ธ.เอก ป.ธ.5 อดีตเลขานุการเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์-กิ่งอำเภอเขวาสินทร์ (พระครูปัญญาวุฒิสุนทร (คุน ปญฺญาวุฑฺโฒ)อดีตเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์-กิ่งอำเภอเขวาสินทร์)
  5. พระมหาวัชระ วชิรญาโณ น.ธ.เอก ป.ธ.3 อดีตผู้ช่วยเลขานุการเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์-กิ่งอำเภอเขวาสินทร์ (ลาสิกขาบท) (พระครูปัญญาวุฒิสุนทร (คุน ปญฺญาวุฑฺโฒ)อดีตเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์-กิ่งอำเภอเขวาสินทร์)
  6. พระวรศักดิ์ ขนฺติธมฺโม น.ธ.เอก ประโยค 1-2 อดีตผู้ช่วยเลขานุการเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์-กิ่งอำเภอเขวาสินทร์(ลาสิกขาบท) (พระครูปัญญาวุฒิสุนทร (คุน ปญฺญาวุฑฺโฒ)อดีตเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์-กิ่งอำเภอเขวาสินทร์)
  7. พระมหาสมพงษ์ ฐิตจิตฺโต น.ธ.เอก ป.ธ.3 เลขานุการรองเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ ใน(พระครูปริยัติกิจธำรง (สมหวัง อคฺคเสโน) รองเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์
  8. พระครูสังฆรักษ์ชาญณรงค์ จิรเมธี น.ธ.เอก ประโยค 1-2 อดีตเลขานุการเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์ (พระครูปริยัติกิจธำรง (สมหวัง อคฺคเสโน) อดีตเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์)
  9. พระชะรินทร์ อคฺคธมฺโม น.ธ.เอก ประโยค 1-2 อดีตผู้ช่วยเลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์ ( พระครูปริยัติกิจธำรง (สมหวัง อคฺคเสโน) อดีตรองเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์)
  10. พระสุพล สิริปญฺโญ น.ธ.เอก อดีตผู้ช่วยเลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์ ( พระครูปริยัติกิจธำรง (สมหวัง อคฺคเสโน) อดีตรองเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์)
  11. พระสมุห์สมโภชน์ ฐิตฺสุโข น.ธ.เอก อดีตเลขานุการเจ้าตำบลตั้งใจ (ลาสิกขาบท) ( พระครูสันตจิตตาภรณ์ เจ้าคณะตำบลตั้งใจ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์)

เสนาสนะของวัดกลางสุรินทร์[แก้]

ทางวัดกลางสุรินทร์ได้พยายามก่อสร้างเริ่มสร้างบูรณะเท่าที่เป็นไปได้ แต่วัดมีอุปสรรคที่แก้ไม่ได้ เพราะเหตุการณ์และสถานที่ไม่อำนวย เช่น เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับอัคคีภัยเมื่อต้นปี พ.ศ. 2516 ทำให้วัดกลางสุรินทร์ตกอยู่ในสภาพเหมือนวัดสร้างใหม่ ไม่มีความสะดวกในการบำเพ็ญศาสนกิจ แม้สถานศึกษาของพระภิกษุสามเณรก็ต้องปลูกปรำเรียน ทั้ง ๆ ที่วัดอยู่กลางใจเมือง เท่ากับเป็นการประจานน้ำใจของพุทธศาสนิกชนของชาวจังหวัดสุรินทร์ทั่วไปซึ่งเนื่องจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ที่ทางวัดยังแก้ไม่ตกที่ได้กล่าวว่าสถานที่ไม่อำนวย ก็เพราะความคับแคบของวัดไม่อาจวางผังวัดให้มีเขตเป็นพุทธาวาส สังฆาวาสให้เป็นสัดส่วนได้ แม้ในการพัฒนาวัดยังไม่สามารถทำได้เท่าที่ควร เพราะอาคารสถานที่ยังไม่พอแก่ความจำเป็น แต่ก็ได้ตั้งโครงการเพื่อการทะนุบำรุงทางศาสนาวัตถุต่อไป

เสนาสนะที่ก่อสร้างมาก่อน และยังปลอดอัคคีภัย

  • พ.ศ. 2494 สร้างกุฏิสำนักงาน และเป็นกุฏิเจ้าอาวาส 1 หลัง 2 ชั้น กว้าง 7 เมตร ยาว 12 เมตร สร้างด้วยเนื้อไม้แข็ง มูลค่า 60,000 บาท
  • พ.ศ. 2503-2508 สร้างอุโบสถ 1 หลัง กว้าง 8 เมตร ยาว 20 เมตร ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มูลค่า 850,000 บาท
  • พ.ศ. 2508 สร้างประตูและกำแพงวัดด้านหน้า มูลค่าประมาณ 48,000 บาท
  • พ.ศ. 2510 สร้างกุฏิสังฆาธิการ 2 ชั้น 8 ห้อง ทรงปั้นหยา มูลค่า 215,000 บาท

อาคารสถานที่สร้างหลังเกิดอัคคีภัยและสร้างใหม่ในยุคปัจจุบัน

  • พ.ศ. 2516-2517 สร้างศาลาสหมิตรังสรรค์ 1 หลัง 2 ชั้น ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 15 เมตร ยาว 30 เมตร ทรงไทย มูลค่า 952,000 บาท
  • พ.ศ. 2516-2517 สร้างกุฏิทรงไทย 1 หลัง 2 ชั้น ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 7 เมตร ยาว 17.50 เมตร มูลค่า 300,000 บาท
  • พ.ศ. 2516-2517 สร้างกุฏิเก็บสังฆภัณฑ์ 1หลัง 2 ชั้น ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 5 เมตร ยาว 8 เมตร มูลค่า 85,000 บาท
  • พ.ศ. 2518 สร้างกุฏิครัวสงฆ์ 1 หลัง 2 ชั้น ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 5 เมตร ยาว 12 เมตร มูลค่า 52,000 บาท
  • พ.ศ. 2519 ซ่อมอุโบสถที่เสียหายจากอัคคีภัย มูลค่า 40,300 บาท
  • พ.ศ. 2519 สร้างกำแพงด้านข้าง ยาว 60 เมตร และห้องน้ำ 6 ห้อง มูลค่า 52,000 บาท
  • พ.ศ. 2521 สร้างอาคารเรียนปริยัติธรรม 1 หลัง 3 ชั้น จำนวน 18 ห้องเรียน ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 7 เมตร ยาว 43 เมตร มูลค่า 2,200,800 บาท
  • พ.ศ. 2523 สร้างศาลาเอนกประสงค์ 1 หลังอาคาร 3 ชั้นลักษณะทรงไทย ด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 12 เมตร ยาว 26 เมตร มูลค่า 1,220,000 บาท
  • พ.ศ. 2546 สร้างพระธาตุเจดีย์ศรีเมืองช้างวัดกลางสุรินทร์ (ยังสร้างไม่แล้วเสร็จโดยสมบูรณ์)
  • พ.ศ. 2554 ริเริ่มโครงการก่อสร้าง ศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดกลางสุรินทร์ และศูนย์การศึกษาพระปริยัติธรรม เลขที่ 22 หมู่ที่ 18 บ้านละเอาะ ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ มีเนื้อที่ 11 ไร่ 2 งาน ซึ่งต้องใช้งบประมาณ จำนวน 200,500,000บาท (สองร้อยล้านห้าแสนบาทถ้วน) เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้เมตตามาเป็นประธานในพิธีและประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 22 เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช 2554 (แต่ยังขาดงบประมาณอีกมากร่วมจองเป็นเจ้าภาพได้)

การจัดการศึกษาจากอดีตถึงปัจจุบัน[แก้]

วัดกลางสุรินทร์ ได้เปิดการศึกษาปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2481 แต่ยังไม่มั่นคงมีอุปสรรคเกี่ยวกับเรื่องครูสอนยังขาดเป็นครั้งคราว และได้เปิดทำการสอนได้มั่นคงดังนี้

  • พ.ศ. 2486 เปิดการศึกษาปริยัติธรรมแผนกนักธรรม
  • พ.ศ. 2487 เปิดการศึกษาปริยัติธรรมแผนกธรรมศึกษา
  • พ.ศ. 2491 เปิดการศึกษาปริยัติธรรมแผนกบาลี
  • พ.ศ. 2515 เปิดโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ สำหรับภิกษุสามเณร
  • พ.ศ. 2524 เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาตอนต้น มีชื่อว่า โรงเรียนปริยัติโกศลวิทยา
  • พ.ศ. 2527 โรงเรียนปริยัติโกศลวิทยา เปิดขยายโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาตอนปลาย

วัดกลาง เป็นศูนย์การศึกษาปริยัติธรรมส่วนกลางของจังหวัด แต่ละปีมีภิกษุสามเณรร่วมเรียนเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น ปีการศึกษา 2519 มีจำนวนนักเรียนเข้าศึกษาเล่าเรียน โดยปริมาณดังนี้

นักธรรมทุกชั้นมีจำนวน 39 รูป เปิดเรียนเวลา 08.30-10.30 น.

ธรรมศึกษา มีจำนวนนักเรียน 42 คน เปิดเรียนเวลา 16.30-17.30 น.

แผนกบาลี มีจำนวน 92 รูป เปิดเรียนเวลา 13.00-15.00 น.

เปิดเรียนศึกษาผู้ใหญ่ มีจำนวนนักเรียน 165 รูป เปิดเรียนเวลา 16.00-19.00 น.

โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ มีนักเรียน 118 คน เปิดเรียนเวลา 08.30 น.

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2508/D/024/18.PDF
  2. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2508/D/024/18.PDF ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๘๒ ตอนที่ ๒๔ ๑๙ มีนาคม ๒๕๐๘ ฉบับพิเศษ หน้า ๑๘ และราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๘๒ ตอนที่ ๒๔ ๑๙ มีนาคม ๒๕๐๘ ฉบับพิเศษ หน้า ๒๒
  3. https://www.facebook.com/photo.php?fbid=228159144390964&set=basw.AbpAm38ep5uIheJaNTc9uyQjLCBY-KoGkyWwQYIxW13905duRzEPO4rpt66944DHrxC3hYxOFa4hNmw_Yxt17bqqFpwwC7YefUb1tfWc-9JnW1PJnGYcWFO6jngCqaxECs_JAn59tlFY7tGLtM2nWpgnAKJ3Wlaf8wbJYyF6OKKmJGh0vUILTTw2o5FCJZiCMni9h_GLzKgZRTCCNegHEfL_H7mPcdFbz21Jb5WD12xsp_nIx21EZuVfvmElldChW_wFj_IurHPrBFB4wwu4brg6TCpur1pjPF2SRLjTQsX_BnWyf6lrX4t4r67PFmLvTaRFA-dYaKoZSolJklWeo0Gkg1MHLrXYNa4ncPrmglJ6Ss6TBVt_lnzOhrdLx8LCD1W5fvBr9QxIc0hKDOVyvJLrpiw4thM_0ECCoQs70R2Z_FFvdy3DO5EJlqPL3y9viVQcc4Ohb2_7QdhUEVrzKPjcRJ6SIcoGocTv8O_5QWya-iJ0Gl12cJQcKfA8D4YtbYc.1483180588370262.680769522031627.674329322776327.1709286856033826.604080319700548.228159144390964.1709286819367163.1309473905827849.1709286892700489&type=1&opaqueCursor=AbqFnD9YeDCnOhZlWlACcOYCg6D1hRVFfOn4dsxPV93UtPRxmvGAw20AwDIYJ_z9hI5E0AwHh8VOsj436l0KosZ3iWLBG_1_88dTBu9U-N8DqIwLIJ0mh4yHfcAyZtJGUOVzJv9hwqyFxhj21f_096yTBXb78lwbyxyd-PLdjMLTIYbIq_7NHpy_CUJe4q1qmUSjC_NfL_-Z7ZCnBdZ92f77XiCZ798mRq0inDpadZWqupv5UynRYq2a6h4vG9XR5CAp7vKKiKcq8V_pay0XFSZKnDawzHY7ZG1gsaVLRQdclZXHXgf6RSTESkeNgkAC-q42ASl3UK2Hwa4FqOrjn8EurDsLiL7pEyBO1IsiELIQ3np9ZjcZxua1bQHFIaQtWx-2f7U2XDF-Z9tXXrmtibMywqegHx71Xl7IjFDp3q2CMuVv5h7cLiTWGrhAhNGdlDKbL68WzBcjSaK961zC6y64Lfboda7g5uuTehv8t98KwUdRsNvyZZ8oKXjorvgI9jacC46dcVFWRahhJ7UvXiRv&theater
  4. หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระราชสิทธิโกศล อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ และอดีตเจ้าอาวาสวัดกลางสุรินทร์ 9 เมษายน 2540 พิมพ์ที่ สุรินทร์การพิมพ์
  5. http://radio.prd.go.th/surin/ewt_news.php?nid=97&filename=index
  6. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2503/D/102/1.PDF | ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม ๗๗ , ตอนที่ ๑๐๒ ,๑๔ ธันวาคม ๒๕๐๓,หน้า ๗ พระครูประกรกิจโกศล วัดกลาง จังหวัดสุรินทร์ เป็นพระราชาคณะ มีนามว่า พระประภากรคณาจารย์ สุรินทรบริหาร สังฆปาโมกข์
  7. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2516/D/177/1.PDF | ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม ๙๐ , ตอนที่ ๑๗๗ ,๒๘ ธันวาคม ๒๕๑๖,หน้า ๗ พระมหาสุคนธ์ ๖ ประโยค วัดกลาง จังหวัดสุรินทร์ เป็นพระราชาคณะ มีนามว่า พระปริยัติวรคุณ
  • หนังสือที่ระลึก ฉลองอายุวัฒนมงคลครบ 5 รอบ พระสิทธิการโกศล (เทพ นนฺโท) เจ้าอาวาสวัดกลางสุรินทร์


แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]