ราชวงศ์แพลนแทเจเนต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ราชวงศ์แพลนทาเจเน็ท)
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ราชวงศ์แพลนแทเจเนต
Arms of Geoffrey of Anjou.svg
พระราชอิสริยยศ
ปกครอง อังกฤษ
เชื้อชาติ ฝรั่งเศส , อังกฤษ
สาขา

ราชวงศ์แลงคาสเตอร์

ราชวงศ์ยอร์ค
ประมุขพระองค์แรก เจฟฟรีย์ เคานท์แห่งอองชู
ประมุขพระองค์สุดท้าย พระเจ้าริชาร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษ
สถาปนา ค.ศ. 1128
สิ้นสุด ค.ศ. 1485

ราชวงศ์แพลนทาเจเน็ท (อังกฤษ: House of Plantagenet) หรือ ราชวงศ์อองชู หรือ เดิมเป็นตระกูลขุนนางมาจากฝรั่งเศส ซึ่งปกครองแคว้นอองชู (County of Anjou) ในภายหลังราชวงศ์นี้ได้ปกครองราชอาณาจักรอังกฤษในปี พ.ศ. 1697 - พ.ศ. 2028 รวมทั้งราชอาณาจักรเยรูซาเล็มในปี พ.ศ. 1674 - พ.ศ. 1748 แคว้นนอร์มังดี (พ.ศ. 1687 - พ.ศ. 1747 และ พ.ศ. 1958 - พ.ศ. 1993) แคว้นกาสโกนีและกุยแยน (แคว้นอากีแตนในปัจจุบัน) (พ.ศ. 1696 - พ.ศ. 1996)

ต้นกำเนิด[แก้]

ภาพวาดในคริสตศตวรรษที่ 13 ของพระเจ้าเฮนรีที่ 2 กับพระโอรสธิดาตามกฎหมาย คือ วิลเลียม, เฮนรี, ริชาร์ด, มาทิลดา, เจฟฟรีย์, เอลินอร์, โจน และจอห์น

เคานต์แห่งอ็องฌูคนหลังๆ ซึ่งรวมถึงชาวแพลนทาเจเนต สืบเชื้อสายมาจากจูฟเฟรย์ที่ 2 เคานต์แห่งแกติเนส์กับภรรยา แอร์เมนการ์ดแห่งอ็องฌู ในปี ค.ศ. 1060 สองสามีภรรยาได้สืบทอดตำแหน่งต่อจากตระกูลอ็องฌูแว็งผ่านทางการเป็นเครือญาติร่วมบรรพบุรุษเดียวกัน คือ สืบเชื้อสายมาจากขุนนางที่ชื่อ อินเกลเกอร์ ที่ได้รับการบันทึกในบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ลงวันที่ไว้ว่ามาจากปี ค.ศ. 870[1]

ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 10 และ 11 เกิดการแย่งชิงอำนาจขึ้นระหว่างผู้ปกครองในฝรั่งเศสเหนือกับฝรั่งเศสตะวันตก ประกอบด้วยผู้ปกครองของอ็องฌู, นอร์ม็องดี, บริตทานี, ปัวตู, บลัวส์, เมน และกษัตริย์ฝรั่งเศส ในต้นคริสตศตวรรษที่ 12 จูฟเฟรย์แห่งอ็องฌูแต่งงานกับจักรพรรดินีมาทิลดา พระโอรสธิดาตามกฎหมายเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ของพระเจ้าเฮนรีที่ 1 และทายาทในบัลลังก์อังกฤษ การแต่งงานครั้งนี้ทำให้บุตรชายของจูฟเฟรย์ พระเจ้าเฮนรีที่ 2 ได้สืบทอดต่อบัลลังก์อังกฤษกับตำแหน่งของนอร์ม็องดีและอ็องฌู อันเป็นเครื่องหมายของการเริ่มต้นของราชวงศ์อ็องฌูแว็งและแพลนทาเจเนต[2]

การแต่งงานดังกล่าวเป็นความพยายามครั้งที่สามของบิดาของจูฟเฟรย์ ฟุลค์ที่ 5 เคานต์แห่งอ็องฌู ในการสร้างสัมพันธไมตรีทางการเมืองกับนอร์ม็องดี ครั้งแรกเขาจับบุตรสาว อลิซ สมรสกับวิลเลียม อาเดลิน ทายาทของพระเจ้าเฮนรีที่ 1 หลังวิลเลียมจมน้ำสิ้นพระชนม์ในการอับปางของเรือขาว ฟุลค์จับบุตรสาวอีกคน ซีบิลลา แต่งงานกับวิลเลียม คลิโต บุตรชายของพระเชษฐาของพระเจ้าเฮนรีที่ 1 โรเบิร์ต เคอร์โธส พระเจ้าเฮนรีที่ 1 ทำให้การแต่งงานดังกล่าวเป็นโมฆะเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้การอ้างสิทธิ์ในนอร์ม็องดีที่เป็นปรปักษ์ต่อพระองค์ของวิลเลียม คลิโตแข็งแกร่งมากขึ้น สุดท้ายฟุลค์ก็บรรลุเป้าหมายด้วยการแต่งงานของจูฟเฟรย์กับมาทิลดา ฟุลค์จึงส่งต่อตำแหน่งให้จูฟเฟรย์แล้วไปเป็นกษัตริย์แห่งเยรูซาเล็ม[3]

กษัตริย์อ็องฌูแว็ง[แก้]

การเข้ามาในอังกฤษ[แก้]

การครอบครองบนพื้นทวีปของพระเจ้าเฮนรีที่ 2 ในปี ค.ศ. 1154 สร้างส่วนหนึ่งของ "จักรวรรดิอ็องฌูแว็ง" ขึ้นมา

ในตอนที่พระเจ้าเฮนรีที่ 2 เสด็จพระราชสมภพในปี ค.ศ. 1133 พระอัยกาของพระองค์ พระเจ้าเฮนรีที่ 1 ถูกกล่าวถึงว่าปลื้มปิติจนกล่าวว่าเด็กน้อยคือ "ทายาทในราชอาณาจักร"[4] การสมภพลดความเสี่ยงไม่ให้อาณาจักรของกษัตริย์ถูกส่งต่อไปให้ตระกูลของราชบุตรเขย ที่อาจเกิดขึ้นได้หากการแต่งงานของมาทิลดากับจูฟเฟรย์ไม่มีทายาท การถือกำเนิดของบุตรชายคนที่สอง ที่ชื่อจูฟเฟรย์เช่นกัน ทำให้ความน่าจะเป็นนั้นเพิ่มมากขึ้น ตามธรรมเนียมของฝรั่งเศส เฮนรีจะได้รับอังกฤษที่เป็นมรดกจากทางฝั่งมารดา ส่วนจูฟเฟรย์จะได้รับอ็องฌูที่เป็นมรดกจากทางฝั่งบิดา ซึ่งจะแยกอาณาจักรอังกฤษและอ็องฌูออกจากกัน[4] เพื่อให้การสืบทอดต่อเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย จูฟเฟรย์กับมาทิลดาจึงต้องการอำนาจที่มากขึ้นจากพระเจ้าเฮนรีที่ 1 แต่กลับขัดแย้งกับพระองค์หลังจากที่กษัตริย์ปฏิเสธที่จะมอบอำนาจที่อาจถูกนำมาใช้ต่อต้านพระองค์ให้ เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1135 สองสามีภรรยาอยู่ในอ็องฌู ทำให้ลูกพี่ลูกน้องของมาทิลดา สตีเฟน แย่งชิงเอาราชบัลลังก์แห่งอังกฤษไปได้ การขึ้นครองตำแหน่งที่แย่งชิงเอามาของสตีเฟนเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่สงบกลางเมืองที่ขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งต่อมาเรียกว่าภาวะอนาธิปไตย[5]

เคานต์จูฟเฟรย์ไม่ค่อยสนใจอังกฤษ แต่กลับเริ่มต้นสงครามสิบปีเพื่อแย่งชิงดัชชีนอร์ม็องดี แต่ต่อมากลับพบว่าหากจะเอาชนะสงครามในนอร์ม็องดีก็ต้องรบกวนการครอบครองอังกฤษของสตีเฟน ดังนั้นในปี ค.ศ. 1139 มาทิลดากับน้องชายร่วมบิดา โรเบิร์ต จึงบุกอังกฤษ[6] ตั้งแต่พระชนมายุ 9 พรรษา เฮนรีถูกส่งตัวไปอังกฤษครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อไปเป็นผู้นำแต่ในนามของการสู้รบ ซึ่งเป็นการบอกว่าพระองค์จะเป็นกษัตริย์คนต่อไปหากอังกฤษถูกพิชิต ในปี ค.ศ. 1141 สตีเฟนถูกจับตัวได้ที่สมรภูมิลิงคอร์น และต่อมาถูกแลกเปลี่ยนตัวกับโรเบิร์ตที่ถูกจับตัวได้เช่นกัน จูฟเฟรย์ยังคงพิชิตนอร์ม็องดีต่อไปและในปี ค.ศ. 1150 ก็โอนดัชชีไปเป็นของเฮนรีแต่ยังคงมีบทบาทสำคัญที่สุดในการบริหารปกครองดัชชี[7]

สามเหตุการณ์ที่ทำให้ฝั่งอ็องฌูแว็งยุติความขัดแย้งได้สำเร็จ คือ

  • เคานต์จูฟเฟรย์เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1151 ก่อนจะแบ่งอาณาจักรของตนให้เฮนรีกับน้องชาย จูฟเฟรย์ เสร็จ อ้างอิงตามที่วิลเลียมแห่งนิวเบรอะเขียนไว้ในคริสตทศวรรษที่ 1190 เคานต์จูฟเฟรย์ตัดสินใจว่าอังกฤษและอ็องฌูจะเป็นของเฮนรี ตราบใดที่เฮนรียังจำเป็นต้องมีทรัพยากรไว้ต่อสู้กับสตีเฟน เคานต์จูฟเฟรย์สั่งเสียไว้ว่าไม่ให้ฝังศพของตนจนกว่าเฮนรีจะสาบานว่าจะยกอ็องฌูให้น้องชายเมื่ออังกฤษกับนอร์ม็องดีปลอดภัยดีแล้ว[8] จูฟเฟรย์น้อยตายในปี ค.ศ. 1158 ก่อนที่จะได้อ็องฌู แต่ก็ได้เป็นเคานต์แห่งน็องต์ส์ในตอนที่พลเมืองของน็องต์ส์ก่อกบฏต่อผู้ปกครองของตนเอง เฮนรีสนับสนุนการก่อกบฏครั้งนี้[9]
  • พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศสยอมให้การแต่งงานของตนกับเอลินอร์แห่งอากีแตนเป็นโมฆะเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1152 และเอลินอร์แต่งงานใหม่กับเฮนรี (ที่จะกลายเป็นพระเจ้าเฮนรีที่ 2) ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1152 ทำให้ชาวอ็องฌูแว็งได้ดัชชีอากีแตนมา[10]
  • พระมเหสีกับพระโอรสคนโตของสตีเฟน ยูซตาส สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1153 นำไปสู่การทำสนธิสัญญาวอลลิงตัน สนธิสัญญาตกลงยอมรับข้อเสนอสันติภาพที่มาทิลดาเคยปฏิเสธไปในปี ค.ศ. 1142 ที่ว่าจะยอมรับเฮนรีเป็นทายาทของสตีเฟน, การันตีว่าพระโอรสคนที่สองของสตีเฟน วิลเลียม จะได้รับทรัพย์สินที่ดินของพระบิดา และให้สตีเฟนเป็นกษัตริย์ไปจนกว่าจะสิ้นพระชนม์ สตีเฟนสิ้นพระชนม์หลังจากนั้นไม่นาน และเฮนรีขึ้นครองบัลลังก์ในปี ค.ศ. 1154[11]

อ้างอิง[แก้]

  1. Davies 1997, p. 190
  2. Gillingham 2001, p. 7
  3. Davies 1999, p. 309
  4. 4.0 4.1 Gillingham 2001, pp. 11–12
  5. Schama 2000, p. 117
  6. Gillingham 2001, p. 15
  7. Gillingham 2001, pp. 15–1
  8. Gillingham 2001, p. 18
  9. Gillingham 2001, p. 21
  10. Weir 2008, pp. 60–61
  11. Gillingham 2001, pp. 19–20