ศอเลียะห์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
บทความนี้กล่าวถึงศาสนาในศาสนาอิสลาม สำหรับชื่อ ดูที่ ศอเลียะห์ (ชื่อ) สำหรับเผ่าอาหรับไบแซนไทน์ ดูที่ ซะลีฮ์ สำหรับหมู่บ้านในประเทศอิหร่าน ดูที่ ศอลิฮ์ (ประเทศอิหร่าน)
นบี
ศอเลียะห์
Saleh, prophet (calligraphic, transparent background).png
ชื่อของท่านในอักษรวิจิตรอิสลาม
ชื่อจริงصَالِحٌ
สุสานฮาซิก (ปัจจุบันคือประเทศโอมาน)
ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนฮูด
ผู้สืบตำแหน่งอิบรอฮีม (อับราฮัม)
ญาติษะมูด

ศอเลียะห์ (อาหรับ: صَالِحٌ‎, อักษรโรมัน: Ṣāliḥ, lit.'เคร่งศาสนา') เป็นนบีที่ถูกกล่าวในอัลกุรอานกับคัมภีร์ศาสนาบาไฮ[1][2] ซึ่งเผยแผ่หลัดคำสอนแก่ชนเผ่าษะมูด[3][4][5]ในอาระเบียโบราณก่อนช่วงชีวิตของศาสดามุฮัมมัด เรื่องราวของศอเลียะห์ถูกเชื่อมโยงกับเรื่องราวของอูฐตัวเมียของอัลลอฮ์ ซึ่งอัลลอฮ์ประทานเป็นของขวัญให้กับชาวษะมูด เมื่อพวกเขาต้องการปาฏิหาริย์เพื่อพิสูจน์ว่าศอเลียะห์เป็นศาสดาจริง ๆ

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์[แก้]

ษะมูดเป็นสมาพันธ์ชนเผ่าทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรอาหรับ ถูกกล่าวถึงในข้อมูลของขาวอัสซีเรียในสมัยของซาร์กอนที่ 2 ชื่อเผ่ายังคงปรากฎในเอกสารมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 4 แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 6 พวกเขาถูกระบุว่าเป็นกลุ่มที่สูญหายไปเมื่อนานมาแล้ว[6]:81

รายงานจากอัลกุรอาน เมืองที่ศอเลียะห์เดินทางไปนั้นคืออัลฮิจญร์[7] ซึ่งตรงกับเมืองเฮกราของชาวแนบาเทีย[8] ตัวเมืองได้ชื่อเสียงในช่วงคริสต์ศตวรรษแรก เพราะเป็นสถานที่สำคัญในการค้าขายด้วยคาราวานระดับภูมิภาค[9] สิ่งก่อสร้างที่อยู่ติดกับเมืองคือสุสานที่ตกแต่งบนหินขนาดใหญ่ ซึ่งถูกใช้โดยกลุ่มสมาชิกทางศาสนาหลายกลุ่ม[6]:146 ต่อมาสถานที่นี้ถูกทอดทิ้งไปในช่วงหนึ่งของสมัยโบราณ แล้วค่อยแทนที่ด้วยอัลอุลา[10] สถานที่นี้เป็นที่รู้จักในชื่อมะดาอินศอเลียะห์มาตั้งแต่สมัยมุฮัมมัด โดยนำชื่อมาจากนบีศอเลียะห์[11]

นอกจากศาสนาอิสลามกับบาไฮแล้ว ศอเลียะห์ไม่ได้รับการกล่าวถึงในคัมภีร์อื่น ๆ ของศาสนาอับราฮัมหรือประวัติศาสตร์ร่วมสมัยอื่นอีกเลย แต่รายงานการทำลายล้างของษะมูดอาจเป็นที่รู้จักในอาระเบียโบราณ ชื่อเผ่าถูกใช้ในกวีอาหรับโบราณในเชิงอุปมัยว่า "ความไม่คงทนของทุกสิ่ง"[6]:223-24

ในศาสนาอิสลาม[แก้]

ศอเลียะห์เชิญชวนผู้คนมาดูอูฐตัวเมีย
ชุดสะสมตัวเขียนสีวิจิตรของกิเศาะศุลอันบิยาอ์

กุรอาน[แก้]

ชีวิตของศอเลียะห์ในสังคมของเขามีความชอบธรรมมากจนชาวษะมูดต้องพึ่งพาสนับสนุนเขา[12] พระผู้เป็นเจ้าเลือกเขาเป็นศาสนทูตและส่งไปให้คำสอนต่อพวกคนรวยที่ขี้เหนียวและประนามการทำ ชิรก์ (การบูชารูปปั้นหรือพหุเทวนิยม) ถึงแม้ว่าศอเลียะห์ให้คำสั่งสอนไประยะหนึ่งแล้ว ชาวษะมูดไม่ยอมฟังคำเตือนและเริ่มเรียกร้องให้ศอเลียะห์แสดงปาฏิหาริย์

ศอเลียะห์เตือนพวกเขาด้วยปราสาทและพระราชวังหลายแห่งที่สร้างด้วยหิน[13] และความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีต่อชุมชนใกล้เคียง ที่มากไปกว่านั้น ท่านกล่าวถึงบรรพบุรุษของพวกเขา เผ่าอ๊าด ซึ่งถูกทำลายด้วยบาปของตนเอง ชาวษะมูดบางส่วนเชื่อคำพูดของศอเลียะห์ แต่หัวหน้าเผ่าไม่ยอมฟังและยังคงต้องการให้ท่านแสดงปาฏิหาริย์เพื่อพิสูจน์ว่าตนคือศาสดาจริง ๆ[14]

เพื่อเป็นการตอบรับ พระผู้เป็นเจ้าจึงประทานอูฐตัวเมียศักดิ์สิทธิ์ เพื่อใช้ในการดำรงชีพและบททดสอบ ชนเผ่าต้องอนุญาตให้อูฐกินหญ้าอย่างสงบและห้ามทำร้ายมันเด็ดขาด[15] แต่เพื่อเป็นการท้าคำเตือนของศอเลียะห์ พวกเขาจึงฆ่าอูฐเสีย[16] ศอเลียะห์เตือนว่า พวกเขามีเวลาแค่ 3 วันก่อที่ความพิโรธของพระเจ้าจะลงมายังพวกเขา[17] พวกเขาสำนึกผิด[18] แต่ไม่ยอมอภัยต่อความผิดของตน และผู้ปฏิเสธศรัทธาทุกคนในเมืองถูกแผ่นดินไหวฆ่าตาย นัับแต่นั้น อัลฮิจญร์จึงไม่มีผู้อาศัยและกลายเป็นซากปรักหักพังตลอดกาล[19] คงเหลือเพียงศอเลียะห์กับผู้ศรัทธาเพียงไม่กี่คนที่รอดมาได้[20]

มีการขยายเรื่องนี้ในซูเราะฮ์อันนัมล์ ขณะที่อูฐเพศเมียไม่ได้กล่าวถึงโดยตรง มีรายงานถึงชาย 9 คนวางแผนฆ่าศอเลียะห์กับครอบครัวทั้งหมด[21] ทำให้พวกเขาถูกพระผู้เป็นเจ้าลงโทษใน 3 วันต่อมา[22]

ธรรมเนียมของฮะดีษ[แก้]

นักเขียนมุสลิมได้อธิบายเรื่องศอเลียะห์กับอูฐตัวเมียอย่างละเอียด ธรรมเนียมอิสลามตอนต้นมักให้อูฐออกจากหินอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งมักตามมาด้วยลูกอูฐ และนมในตัวอูฐเอง อัฏเฏาะบะรีกล่าวว่า ศอเลียะห์เรียกผู้คนมาที่ภูเขา โดยเห็นหินเปิดอย่างน่าอัศจรรย์ เผยให้เห็นอูฐตัวเมียกับลูกของมัน ศอเลียะห์กล่าวว่า อูฐวัยแก่จะดื่มน้ำจากแหล่งน้ำของพวกเขาเป็นเวลาหนึ่งวัน และพวกเขาสามารถดื่มน้ำได้ในวันถัดมา ในวันที่พวกเขาดื่มน้ำไม่ได้ อูฐจะผลิตนมให้ แต่พระเจ้าตรัสแก่ศอเลียะห์ว่า ในไม่ช้าจะมีเด็กชาย ผู้จะเอ็นร้อยหวายอูฐ เกิดมาในเผ่านี้ และเด็กคนนั้นชั่วช้าและโตเร็วผิดปกติ อูฐตัวนั้นถูกฆ่า และลูกของมันร้องไห้สามครั้ง เป็นสัญญาณว่าพวกษะมูดจะถูกทำลายในเวลา 3 วัน ใบหน้าของพวกเขากลายเป็นสีเหลือง แดง แล้วดำ และพวกเขาตายในวันที่สาม[23]

นักวิชาการอิสลามบางส่วนรายงานว่า ฮะญัร แม่ของอิสมาอีล เป็นหลานสาวของนบีศอเลียะห์[24]

ธรรมเนียมคล้ายกันพบในคำวิจารณ์ศาสนาอิสลามในคริสต์ศตวรรษที่ 8 โดยยอห์นแห่งดามัสกัส[25][26] และถูกกล่าวถึงในผลงานของอิบน์กะษีร[27]

อ้างอิง[แก้]

  1. "LAWḤ-I-BURHÁN (Tablet of the Proof)". Baháʼí Reference Library. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 12 September 2018. สืบค้นเมื่อ 2 September 2018.
  2. "Kitáb-i-Íqán (The Book of Certitude)". Baháʼí Reference Library. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 25 December 2018. สืบค้นเมื่อ 24 December 2018.
  3. อัลกุรอาน 7:73–79
  4. อัลกุรอาน 11:61–69
  5. อัลกุรอาน 26:141–158
  6. 6.0 6.1 6.2 Hoyland, Robert. Arabia and the Arabs. Routledge. ISBN 978-0415195355.
  7. อัลกุรอาน 15:80–84
  8. Can Aksoy, Omer (2009). "Framing the Primordial: Islamic Heritage and Saudi Arabia". ใน Rico, Trinidad (บ.ก.). The Making of Islamic Heritage: Muslim Pasts and Heritage Presents. p. 69. ISBN 978-981-10-4070-2.
  9. Fiema, Zbigniew T. (2003). "Roman Petra (A.D. 106–363): A Neglected Subject". Zeitschrift des Deutschen Palästina-Vereins. 119 (1): 38–58.
  10. Nehme, Leila. "Ancient Hegra, a Nabataean Site in a Semi-arid Environment. The Urban Space and Preliminary Results from the First Excavation Season" (PDF). Bollettino di Archeologia. เก็บ (PDF) จากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-09-03. สืบค้นเมื่อ 2018-09-02.
  11. Hizon, Danny. "Madain Saleh: Arabia's Hidden Treasure – Saudi Arabia". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 2008-07-24. สืบค้นเมื่อ 2009-09-17.
  12. อัลกุรอาน 11:62: "พวกเขากล่าวว่า “โอ้ ศอและฮ์เอ๋ย ! แน่นอนท่านเคยเป็นความหวังในหมู่พวกเรามาก่อน บัดนี้ ท่านจะห้ามมิให้เราเคารพอิบาดะฮ์สิ่งที่บรรพบุรุษของเราเคารพอิบาดะฮ์อยู่กระนั้นหรือ? และแท้จริงพวกเราอยู่ในการสงสัยต่อสิ่งที่ท่านเรียกร้องเชิญชวนเรายังสิ่งนั้น” "
  13. อัลกุรอาน 7:74: "และพวกท่านจงรำลึกขณะที่พระองค์ได้ทรงให้พวกท่านเป็นผู้สืบช่วงแทนมา หลังจากชาวอ๊าด และได้ทรงให้พวกท่านตั้งหลักแหล่งอยู่ในแผ่นดินส่วนนั้น โดยยึดเอาจากที่ราบของมันเป็นวัง และสกัดภูเขาเป็นเป็น พวกท่านพึงรำลึกถึงความกรุณาของอัลลอฮ์เถิด และจงอย่าก่อกวนในแผ่นดินในฐานะผู้บ่อนทำลาย"
  14. อัลกุรอาน 7:75: "บรรดาชั้นชั้นนำที่แสดงโอหังจากประชาชาติของเขาได้กล่าวแก่บรรดาผู้ที่ถูกนับว่าอ่อนแอ (กล่าวคือ) แก่บรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเขากล่าวว่าพวกท่านรู้กระนั้นหรือว่า แท้จริงศอและฮ์นั้นเป็นผู้ถูกส่งมาจากพระเจ้าของเขา พวกเขากล่าวว่าแท้จริงพวกเราเป็นผู้ศรัทธาต่อสิ่งที่เขาถูกส่งให้นำสิ่งนั้นมา"
  15. อัลกุรอาน 7:73: "...แน่นอนได้มีหลักฐานอันชัดเจนจากพระเจ้าของพวกท่านมายังพวกท่านแล้วนี้คืออูฐตัวเมัย ของอัลลอฮ์ในฐานะเป็นสัญญาณหนึ่งสำหรับพวกท่าน ดังนั้นพวกท่านจงปล่อยมันกินในแผ่นดินของอัลลอฮ์เถิด และจงอย่าแตะต้องมันด้วยการทำร้ายใด ๆ เลยจะเป็นเหตุให้การลงโทษอันเจ็บแสบคร่าพวกท่านเสีย'"
  16. อัลกุรอาน 7:77
  17. อัลกุรอาน 11:65
  18. อัลกุรอาน 26:157
  19. อัลกุรอาน 7:78
  20. อัลกุรอาน 7:79: "แล้วเขา ก็หันออกไปจากพวกนั้น และกล่าวว่า โอ้ประชาชาติของฉัน แท้จริงฉันได้ประกาศแก่พวกท่านแล้ว ซึ่งสารแห่งพระเจ้าของฉัน และฉันก็ได้ชี้แจงแนะนำแก่พวกท่านด้วย แต่ทว่าพวกท่านไม่ชอบบรรดาผู้ชี้แจงแนะนำ!'"
  21. อัลกุรอาน 27:48-49
  22. อัลกุรอาน 11:65
  23. al-Tabari, Muhammad ibn Yarir. The History of al-Tabari, Volume 2. Translated by William Brinner. p. 41-44.
  24. Fatani, Afnan H. (2006). "Hajar". ใน Leaman, Oliver (บ.ก.). The Qur'an: an encyclopedia. London: Routeledge. pp. 234–36.
  25. Hoyland, Robert (1997). Seeing Islam As Others Saw It A Survey And Evaluation Of Christian Jewish And Zoroastrian Writings On Early Islam. Darwin Press. p. 480-485.
  26. John of Damascus (1958). The Fathers Of The Church: A New Translation, Vol 37. Translated by Frederick H Chase Jr. Catholic University of America Press. p. 158-159.
  27. Ibn Kathir. "Prophet Salih". Stories of the Prophets. Translated by Muhammad Mustapha Geme’ah. Darussalam.