ฮิจเราะห์
| ส่วนหนึ่งของ |
| มุฮัมมัด |
|---|
|
|
ฮิจเราะห์ (อ่านว่า ฮิด-จะ-เราะ[1]; อาหรับ: الهجرة, แปลตรงตัว 'การอพยพ') เป็นการเดินทางของศาสดามุฮัมมัดและผู้ติดตามของท่านจากมักกะฮ์ไปยังมะดีนะฮ์[2][3] ปีที่เกิดเหตุการณ์ฮิจเราะห์ยังถือเป็นต้นยุคอ้างอิงของปฏิทินอิสลามและปฏิทินฮิจเราะฮ์สุริยคติ ซึ่งเทียบเท่ากับวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 622 ตามปฏิทินจูเลียน[4][5][a]
ในช่วงแรกของการเผยแผ่ศาสนาอิสลามของมุฮัมมัด ผู้ติดตามของท่านมีเพียงเพื่อนสนิทและญาติพี่น้องเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ชาวกุร็อยช์ส่วนใหญ่กลับไม่สนใจกิจการของท่าน เพราะดูเหมือนพวกเขาจะไม่สนใจการพบปะพูดคุยทางศาสนาเป็นพิเศษ ดังนั้น มุฮัมมัดจึงไม่ได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากพวกเขา จนกระทั่งท่านเริ่มท้าทายความเชื่อของพวกเขา ก่อให้เกิดความตึงเครียด[8][9][10][11]
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 622 หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกับชนเผ่าเอาส์และค็อซร็อจญ์จากมะดีนะฮ์สองครั้งที่อัลอะกอบะฮ์ใกล้มินา มุฮัมมัดจึงออกจากบ้านในมักกะฮ์อย่างลับ ๆ เพื่ออพยพไปยังเมืองของพวกเขา พร้อมด้วยอะบูบักร์ เพื่อน พ่อตา และสหายของท่าน[12]
รากศัพท์
[แก้]ฮิจเราะห์เป็นคำยืมจากภาษาอาหรับ هجرة ที่แปลว่า 'จากไป', 'อพยพไป' หรือ 'ย้ายออกไป'[13][14] รากศัพท์แรก ฮ-ญ-ร, ฮะญะเราะ หมายถึง 'ตัดขาดความสัมพันธ์ฉันมิตร; หลีกเลี่ยงการคบหาสมาคม' รากศัพท์ที่สาม ฮาญะเราะ หมายถึง 'การยุติความสัมพันธ์ฉันมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยการออกไปหรือจากไป' คำนี้ถูกแปลผิดโดยไม่มีบริบทที่เหมาะสมว่าเป็น 'การตัดขาดความผูกพันทางเครือญาติหรือความสัมพันธ์'[15]
ภูมิหลัง
[แก้]สถานการณ์ในมะดีนะฮ์
[แก้]มะดีนะฮ์เป็นโอเอซิสอันเขียวขจีที่ตั้งอยู่ทางเหนือของมักกะฮ์กว่า 260 ไมล์ (420 กิโลเมตร)[16] ข้อมูลมุสลิมหลายแหล่งระบุว่า เมืองนี้ก่อตั้งโดยชาวยิวที่รอดชีวิตจากการกบฏต่อชาวโรมัน[17] แม้ว่าเกษตรกรรมจะห่างไกลจากอาณาเขตของชนเผ่าอาหรับ แต่ชาวยิวเป็นชาวนาที่เก่งกาจ โดยทำการเพาะปลูกในโอเอซิส[17] นอกจากตระกูลยิวขนาดเล็กแล้ว ยังมีชนเผ่ายิวหลักสามกลุ่มในเมืองนี้ คือ: บะนูก็อยนุกออ์, บะนูอันนะดีร และบะนูกุร็อยเซาะฮ์[18] เมื่อเวลาผ่านไป ชนเผ่าอาหรับจากอาระเบียตอนใต้ได้อพยพเข้ามาในเมืองและตั้งรกรากอยู่ร่วมกับชุมชนชาวยิว[17] ชนเผ่าอาหรับประกอบด้วยบะนูเอาส์และบะนูค็ฮซร็อจญ์ ทั้งสองกลุ่มเรียกกันโดยรวมเป็น Banu Qayla[19] ก่อน ค.ศ. 620 ชนเผ่าอาหรับสองเผ่านี้สู้รบกันเกือบร้อยปี[16] แต่ละคนจากสองเผ่าพยายามที่จะแสวงหาการสนับสนุนจากชนเผ่าชาวยิว ซึ่งบางครั้งนำไปสู่การต่อสู้ภายในระหว่างชนเผ่าเหล่านั้น[16]
พบกับบะนูเอาส์และบะนูค็อซร็อจญ์
[แก้]ใน ค.ศ. 620 เมื่อหมดหวังที่จะชักชวนชาวเมืองให้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามแล้ว มุฮัมมัดจึงจำกัดความพยายามของตนไว้เฉพาะกับผู้ที่ไม่ใช่ชาวมักกะฮ์ที่เข้าร่วมงานเทศกาลหรือไปแสวงบุญเท่านั้น[20] ในช่วงนี้ มุฮัมมัดพบกับสมาชิกเผ่าบะนูค็อซร็อจญ์หกคนที่กำลังเดินทางไปยังมักกะฮ์เพื่อแสวงบุญตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์รอบเมือง ทั้งหกคนนี้มีประวัติการปล้นสะดมชาวยิวในพื้นที่ของตน ซึ่งต่อมาได้เตือนพวกเขาว่าศาสดาจะมาถึง และชาวยิวจะกำจัดพวกเขาให้สิ้นซากด้วยความช่วยเหลือของท่าน เมื่อได้ยินสาส์นทางศาสนาของมุฮัมมัด ทั้งหกคนต่างพูดกันว่า "นี่คือศาสดาองค์เดียวกันที่ชาวยิวเตือนเรา อย่าให้พวกนั้นมาถึงก่อนเรา!" หลังเข้ารับอิสลามแล้ว พวกเขาเดินทางกลับมะดีนะฮ์และร่วมแบ่งปันประสบการณ์ โดยหวังว่าการให้ผู้คนของพวกเขา – เผ่าค็อซร็อจญ์และเอาส์ที่ขัดแย้งกันมานาน – ยอมรับอิสลามและรับมุฮัมมัดเป็นผู้นำ จะทำให้พวกเขามีความสามัคคีกัน[21][22]
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 621 ผู้เข้ารับอิสลามก่อนหน้า 5 คนพบมุฮัมมัดอีกครั้ง[23][ต้องการเลขหน้า] พวกเขามีผู้เข้าร่วมใหม่เจ็ดคน รวมถึงสองคนจากชนเผ่าบะนูเอาส์ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ช่องเขาอัลอะกอบะฮ์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางการค้าทางเหนือของมักกะฮ์ ในการประชุมนี้ พวกเขาได้ให้คำมั่นสัญญาต่อมุฮัมมัด ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ "คำมั่นสัญญาของสตรี"[24][25] ที่เรียกเช่นนี้เพราะไม่มีพันธะผูกพันที่จะต้องต่อสู้เพื่ออิสลาม หนึ่งในหลักการสำคัญของคำปฏิญาณนี้คือการละทิ้งรูปเคารพและยึดมั่นในอัลลอฮ์เป็นพระเจ้าองค์เดียว โดยมีมุฮัมมัดเป็นผู้นำ มุฮัมมัดจึงมอบหมายให้มุศอับ อิบน์ อุมัยร์ร่วมเดินทางไปมะดีนะฮ์กับพวกเขาเพื่อเผยแพร่ศาสนาอิสลาม[26][27]
ในช่วงแสวงบุญใน ค.ศ. 622 มุฮัมมัดได้พบปะกับชาวมะดีนะฮ์ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอีกครั้งที่อะกอบะฮ์[26] คราวนี้มี 75 คน รวมถึงสตรี 2 คน[28] อัลอับบาส ลุงของมุฮัมมัดที่อยู่ร่วมกับพวกเขา กล่าวสุนทรพจน์ในตอนต้นแล้วประกาศว่ามุฮัมมัดเป็น "บุคคลที่ได้รับความเคารพนับถือสูงสุดในหมู่ญาติพี่น้อง" ซึ่งตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงที่ว่ามุฮัมมัดได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากอะบูละฮับ ลุงอีกคนของท่าน รวมถึงอะบูญะฮัลและผู้นำกุร็อยช์คนอื่น ๆ อัลอับบาสยังกล่าวเท็จว่ามุฮัมมัดปฏิเสธข้อเสนอจากทุกคนยกเว้นชาวมะดีนะฮ์ โดยเห็นได้ชัดว่าเป็นความพยายามที่จะสร้างความรู้สึกพิเศษและความสำคัญในหมู่พวกเขา อย่างไรก็ตาม บันทึกทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้เป็นหนึ่งในกลุ่มสุดท้ายที่มุฮัมมัดพยายามติดต่อ และท่านก็ไม่มีข้อเสนออื่นใดให้เลือก[29]
จากนั้นมุฮัมมัดได้พูดและเชิญชวนพวกเขาให้ร่วมแสดงความจงรักภักดี โดยขอให้พวกเขาปกป้องท่านเช่นเดียวกับที่พวกเขาปกป้องสตรีและเด็ก ๆ ของตนเอง[30][22] หนึ่งในนั้นคือ al-Bara เห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยเน้นย้ำถึงศักยภาพทางทหารของประชาชนของเขา อย่างไรก็ตาม อีกคนหนึ่งคือ อะบูอัลฮัยษัม แสดงความกังวลว่าหากพวกเขาให้คำมั่นสัญญาและตัดความสัมพันธ์กับชาวยิว มุฮัมมัดจะกลับไปหาประชาชนของท่านหลังจากที่พวกเขามอบชัยชนะให้แก่ท่าน มุฮัมมัดรับรองกับพวกเขาว่าบัดนี้ท่านเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา และจะร่วมชะตากรรมกับพวกเขาทั้งในยามสงครามและสันติภาพ[29][31] จากนั้นมีการเลือกผู้แทนจำนวน 12 คน โดย 3 คนจากเอาส์ และ 9 คนจากค็ฮซร็อจญ์ เพื่อเฝ้าดูการดำเนินการตามข้อตกลงนี้[28] เมื่อกลุ่มคนสอบถามถึงรางวัลสำหรับความภักดีของพวกเขา มุฮัมมัดตอบเพียงว่า "สวรรค์" จากนั้นพวกเขาก็ให้คำสาบาน ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าคำมั่นสัญญาแห่งสงคราม[32][33][29]
การอพยพ
[แก้]
หลังได้รับคำมั่นสัญญาไม่นาน มุฮัมมัดได้สั่งให้สาวกชาวมักกะฮ์ย้ายไปอยู่ที่มะดีนะฮ์ การเดินทางทั้งหมดใช้เวลาประมาณสามเดือน เพื่อให้แน่ใจว่าท่านจะไม่เดินทางมาถึงมะดีนะฮ์เพียงลำพังในขณะที่สาวกของท่านยังคงอยู่ในมักกะฮ์ มุฮัมมัดจึงเลือกที่จะไม่ไปก่อน แต่กลับอยู่ในมักกะฮ์เพื่อคอยดูแลและชักชวนผู้ที่ลังเล[28] ชาวกุร็อยช์บางคนพยายามห้ามไม่ให้สมาชิกในครอบครัวออกไป[34][35] แต่สุดท้ายก็ไม่มีมุสลิมเหลืออยู่ในมักกะฮ์[34] มุฮัมมัดถือว่าการอพยพครั้งนี้เป็นการขับไล่โดยชาวกุร็อยช์[35]
ธรรมเนียมอิสลามระบุว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หัวหน้าเผ่ากุเรชคนหนึ่งชื่ออะบูญะฮัล เพื่อนสมัยเด็กที่กลายมาเป็นศัตรูของมุฮัมมัด[36] เสนอให้ตัวแทนจากแต่ละตระกูลของเผ่ากุร็อยช์ร่วมกันลอบสังหารมุฮัมมัด หลังได้รับแจ้งเรื่องนี้จากมลาอิกะฮ์ญิบรีล มุฮัมมัดจึงขอให้อะลี ลูกพี่ลูกน้องของท่าน นอนบนเตียงโดยคลุมด้วยผ้า hadrami สีเขียว โดยรับรองว่าผ้าคลุมนี้จะช่วยปกป้องเขา[37] จากนั้นมุฮัมมัดจึงพาอะบูบักร์ไปยังถ้ำบนภูเขาเษาร์ ซึ่งอยู่ห่างจากมักกะฮ์ไปทางใต้ประมาณหนึ่งชั่วโมง และซ่อนตัวอยู่ที่นั่น[38] ลูก ๆ และคนรับใช้ของอะบูบักร์ที่ยังคงอยู่ในมักกะฮ์ มักนำอาหารมาให้พวกเขาเป็นประจำ[39] หลังซ่อนตัวอยู่สามวัน พวกเขาก็ออกเดินทางไปยังมะดีนะฮ์ด้วยอูฐที่อะบูบักร์ซื้อไว้ล่วงหน้า โดยร่วมเดินทางกับ Abdallah ibn Arqat ผู้นำทางที่เป็นคนนอกศาสนา[38]
หลังจากนั้นและสิ่งสืบทอด
[แก้]สาวกของศาสดามุฮัมมัดต้องทนทุกข์จากความยากจนหลังหลบหนีการข่มเหงในมักกะฮ์และอพยพไปมะดีนะฮ์พร้อมกับท่านศาสดา ผู้ข่มเหงชาวมักกะฮ์ได้ยึดทรัพย์สมบัติและทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ในมักกะฮ์[40] มุฮัมมัดได้นำการโจมตีต่อกองคาราวานชาวมักกะฮ์ที่เดินทางไปตามชายฝั่งตะวันออกของทะเลแดงหลายครั้งเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 623 สมาชิกชนเผ่าต่าง ๆ จึงเกิดความสามัคคีขึ้นด้วยความเร่งด่วนในขณะนั้น ความสามัคคีนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความผูกพันทางเครือญาติเป็นหลัก[40][41][42]
อุมัร อิบน์ อัลค็อฏฏอบ เคาะลีฟะฮ์รอชิดูนองค์ที่ 2 กำหนดปีมุสลิมในช่วงที่เกิดการฮิจเราะห์เป็นปีแรกของปฏิทินอิสลามใน ค.ศ. 638 หรือปีที่ 17 ของฮิจเราะห์ Burnaby ระบุว่า: "นักประวัติศาสตร์โดยทั่วไปยืนยันว่ามุฮัมมัดหลบหนีจากมักกะฮ์ตอนต้นเดือนเราะบีอุลเอาวัล เดือนที่สามของปีอาหรับ พวกเขาไม่ตกลงกันในเรื่องวันที่แน่นอน อิบน์ อิสฮากระบุว่าเป็นวันที่หนึ่งหรือวันที่สองของเดือน"[43]
นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการอิสลามบางคน อย่างอัลบิรูนี, อิบน์ ซะอัด และอิบน์ ฮิชาม ได้พูดถึงเรื่องวันเหล่านี้อย่างละเอียด[44]
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ 1 มุฮัรร็อมของปฏิทินคงที่ใหม่สอดคล้องกับวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 622 ซึ่งเป็นวันที่สากลแบบเทียบเท่า (ช่วงเวลากลางวันเท่ากัน) ในปฏิทินจูเลียน วันในปฏิทินอิสลามเริ่มขึ้นก่อนพระอาทิตย์ตกดินในตอนเย็นของวันที่ 15 กรกฎาคม วันที่จูเลียนนี้ (16 กรกฎาคม) ถูกกำหนดโดยนักดาราศาสตร์มุสลิมสมัยกลางด้วยการใช้ปฏิทินอิสลามแบบตาราง (tabular Islamic calendar) ของตนเองแล้วย้อนเวลากลับไป ซึ่งมีเดือน 30 และ 29 วันสลับกันในแต่ละปีจันทรคติ บวกกับวันอธิกสุรทินอีก 11 วันทุก ๆ 30 ปี เช่น อัลบิรูนีกล่าวถึงวันจูเลียนนี้ใน ค.ศ. 1000[6] แม้ว่านักดาราศาสตร์มุสลิมสมัยกลางหรือนักวิชาการสมัยใหม่จะไม่ได้นำมาใช้เพื่อกำหนดต้นยุคอ้างอิงอิสลาม แต่จันทร์เสี้ยวบาง ๆ ก็จะปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรก (โดยสมมติว่าไม่มีเมฆบดบัง) ไม่นานหลังจากพระอาทิตย์ตกก่อนในตอนเย็นวันที่ 15 กรกฎาคม ซึ่งเป็น 1.5 วันหลังจากเดือนดับ (จันทร์ดับทางดาราศาสตร์) ที่เกี่ยวข้องกับช่วงเช้าวันที่ 14 กรกฎาคม[7]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ http://legacy.orst.go.th/?knowledges=ฮิจเราะห์-๒๓-มีนาคม-๒๕๕๓
- ↑ Shaikh, Fazlur Rehman (2001). Chronology of Prophetic Events. London: Ta-Ha Publishers Ltd. pp. 51–52.
- ↑ Marom, Roy (Fall 2017). "Approaches to the Research of Early Islam: The Hijrah in Western Historiography". Jamma'a. 23: vii.
- ↑ Burnaby, Sherrard Beaumont (1901). Elements of the Jewish and Muhammadan calendars. pp. 373–5, 382–4.
- ↑ Dershowitz, Nachum; Reingold, Edward (2018). "Table 1.2 Epochs for various calendars". Calendrical Calculations (Third ed.). O'Reilly. p. 17. ISBN 9781108546935. OCLC 1137352777.
- ↑ al-Biruni, The chronology of ancient nations, tr. C. Edward Sachau (1000/1879) 327.
- ↑ "NASA phases of the moon 601–700". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 October 2010.
- ↑ Buhl & Welch (1993), p. 364.
- ↑ Lewis (2002), p. 35–36.
- ↑ Muranyi (1998), p. 102.
- ↑ Gordon (2005), p. 120-121.
- ↑ Moojan Momen (1985), An Introduction to Shi'i Islam: History and Doctrines of Twelver Shi'ism, Yale University Press, New edition 1987, p. 5.
- ↑ (Schacht et al. 1998, p. 366)
- ↑ (Holt et al. 1978, p. 40)
- ↑ (Schacht et al. 1998, p. 366)
- 1 2 3 Holt et al. (1978), p. 39.
- 1 2 3 Gil (1997), p. 11.
- ↑ Rodgers (2012), p. 54.
- ↑ Gibb et al. (1986), p. 514.
- ↑ Fontaine (2022), p. 244.
- ↑ Rodinson (2021), p. 142–3.
- 1 2 Peters (2021), p. 211.
- ↑ Rodgers (2012).
- ↑ "THE FIRST AQABAH PLEDGE". IslamBasics.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2024-09-18.
- ↑ Gabriel, Richard A. (2014-10-22). Muhammad: Islam's First Great General (ภาษาอังกฤษ). University of Oklahoma Press. ISBN 978-0-8061-8250-6.
- 1 2 Rodgers (2012), p. 47.
- ↑ Rodinson (2021), p. 143–4.
- 1 2 3 Rodinson (2021), p. 144.
- 1 2 3 Rodgers (2012), p. 48.
- ↑ Fontaine (2022), p. 245.
- ↑ Peters (1994), p. 212.
- ↑ Glubb (2001), p. 144.
- ↑ Gabriel (2007), p. 61.
- 1 2 Fontaine (2022), p. 246.
- 1 2 Rodgers (2012), p. 49.
- ↑ Gabriel (2007), p. 101.
- ↑ Peters (1994), p. 186–7.
- 1 2 Rodinson (2021), p. 145.
- ↑ Rodgers (2012), p. 51.
- 1 2 John Esposito, Islam, Expanded edition, Oxford University Press, pp. 4–5.
- ↑ William Montgomery Watt, Muhammad at Mecca, Oxford, 1953, pp. 16–18.
- ↑ Rue, Loyal D. (2005). Religion is Not about God: How Spiritual Traditions Nurture Our Biological Nature and what to Expect when They Fail. Rutgers University Press. ISBN 978-0813535111. p. 224.
- ↑ Sherrard Beaumont Burnaby, Elements of the Jewish and Muhammadan calendars (1901).
- ↑ Caussin de Perceval writing in 1847 as reported in 1901 by Sherrard Beaumont Burnaby, Elements of the Jewish and Muhammadan calendars (London: 1901) 374–75.
บรรณานุกรม
[แก้]- Gil, Moshe (27 February 1997). A History of Palestine, 634–1099. Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-59984-9. OCLC 779476694.
- Gibb, Hamilton Alexander Rosskeen; Lewis, Brian; Donzel, Emeri J. van; Bosworth, Clifford Edmund (1986). The Encyclopaedia of Islam: Vol. 1-. E.J. Brill. OCLC 872092039.
- Rodgers, Russ (2012). The Generalship of Muhammad: Battles and Campaigns of the Prophet of Allah. University Press of Florida. ISBN 978-0-8130-3766-0. OCLC 797916550.
- Gabriel, Richard A. (2007). Muhammad: Islam's First Great General. University of Oklahoma Press. ISBN 978-0-8061-3860-2. OCLC 78788501.
- Peters, F. E. (2021-03-09). Judaism, Christianity, and Islam: The Classical Texts and Their Interpretation, Volume I: From Convenant to Community. Princeton University Press. ISBN 978-0-691-22682-8. OCLC 1132222513.
- Glubb, Sir John Bagot (2001). The Life and Times of Muhammad. Cooper Square Press. ISBN 978-0-8154-1176-5. OCLC 50273853.
- Holt, Peter Malcolm; Lambton, Ann K. S.; Lewis, Bernard (1978). The Cambridge History of Islam. Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-29135-4. OCLC 828737664.
- Muranyi, Miklos (1998). The Life of Muhammad. Ashgate. ISBN 978-0-86078-703-7. OCLC 1338681712.
- Gordon, Matthew (30 May 2005). The Rise of Islam. Greenwood Publishing Group. ISBN 978-0-313-32522-9. OCLC 57613641.
- Rodinson, Maxime (2 March 2021). Muhammad. New York Review of Books. ISBN 978-1-68137-493-2. OCLC 1150849724.
- Fontaine, P. F. M. (4 October 2022). Imperialism in Medieval History I: Dualism in Byzantine History 476–638 and Dualism in Islam 572–732. BRILL. ISBN 978-90-04-50234-5. OCLC 1348484291.
- Peters, F. E. (6 April 1994). Muhammad and the Origins of Islam. State University of New York Press. ISBN 978-1-4384-1597-0. OCLC 42636559.
- Schacht; Lewis; Pellat; Ménage, บ.ก. (1998-06-26). Encyclopaedia of Islam, Volume III (H-Iram): [Fasc. 41-60, 60a]. Brill. ISBN 978-90-04-08118-5. OCLC 223374133. สืบค้นเมื่อ 2023-06-21.
- Lewis, Bernard (2002). The Arabs in History. Oxford, New York: Oxford University Press. ISBN 978-0-19-280310-8. OCLC 784886690.
- Buhl, F.; Welch, A.T. (1993). "Muḥammad". Encyclopaedia of Islam. Vol. 7 (2nd ed.). Brill. ISBN 978-90-04-09419-2. OCLC 872092039.