ข้ามไปเนื้อหา

ฮิจเราะห์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ฮิจเราะห์ (อ่านว่า ฮิด-จะ-เราะ[1]; อาหรับ: الهجرة, แปลตรงตัว'การอพยพ') เป็นการเดินทางของศาสดามุฮัมมัดและผู้ติดตามของท่านจากมักกะฮ์ไปยังมะดีนะฮ์[2][3] ปีที่เกิดเหตุการณ์ฮิจเราะห์ยังถือเป็นต้นยุคอ้างอิงของปฏิทินอิสลามและปฏิทินฮิจเราะฮ์สุริยคติ ซึ่งเทียบเท่ากับวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 622 ตามปฏิทินจูเลียน[4][5][a]

ในช่วงแรกของการเผยแผ่ศาสนาอิสลามของมุฮัมมัด ผู้ติดตามของท่านมีเพียงเพื่อนสนิทและญาติพี่น้องเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ชาวกุร็อยช์ส่วนใหญ่กลับไม่สนใจกิจการของท่าน เพราะดูเหมือนพวกเขาจะไม่สนใจการพบปะพูดคุยทางศาสนาเป็นพิเศษ ดังนั้น มุฮัมมัดจึงไม่ได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากพวกเขา จนกระทั่งท่านเริ่มท้าทายความเชื่อของพวกเขา ก่อให้เกิดความตึงเครียด[8][9][10][11]

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 622 หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกับชนเผ่าเอาส์และค็อซร็อจญ์จากมะดีนะฮ์สองครั้งที่อัลอะกอบะฮ์ใกล้มินา มุฮัมมัดจึงออกจากบ้านในมักกะฮ์อย่างลับ ๆ เพื่ออพยพไปยังเมืองของพวกเขา พร้อมด้วยอะบูบักร์ เพื่อน พ่อตา และสหายของท่าน[12]

รากศัพท์

[แก้]

ฮิจเราะห์เป็นคำยืมจากภาษาอาหรับ هجرة ที่แปลว่า 'จากไป', 'อพยพไป' หรือ 'ย้ายออกไป'[13][14] รากศัพท์แรก ฮ-ญ-ร, ฮะญะเราะ หมายถึง 'ตัดขาดความสัมพันธ์ฉันมิตร; หลีกเลี่ยงการคบหาสมาคม' รากศัพท์ที่สาม ฮาญะเราะ หมายถึง 'การยุติความสัมพันธ์ฉันมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยการออกไปหรือจากไป' คำนี้ถูกแปลผิดโดยไม่มีบริบทที่เหมาะสมว่าเป็น 'การตัดขาดความผูกพันทางเครือญาติหรือความสัมพันธ์'[15]

ภูมิหลัง

[แก้]

สถานการณ์ในมะดีนะฮ์

[แก้]

มะดีนะฮ์เป็นโอเอซิสอันเขียวขจีที่ตั้งอยู่ทางเหนือของมักกะฮ์กว่า 260 ไมล์ (420 กิโลเมตร)[16] ข้อมูลมุสลิมหลายแหล่งระบุว่า เมืองนี้ก่อตั้งโดยชาวยิวที่รอดชีวิตจากการกบฏต่อชาวโรมัน[17] แม้ว่าเกษตรกรรมจะห่างไกลจากอาณาเขตของชนเผ่าอาหรับ แต่ชาวยิวเป็นชาวนาที่เก่งกาจ โดยทำการเพาะปลูกในโอเอซิส[17] นอกจากตระกูลยิวขนาดเล็กแล้ว ยังมีชนเผ่ายิวหลักสามกลุ่มในเมืองนี้ คือ: บะนูก็อยนุกออ์, บะนูอันนะดีร และบะนูกุร็อยเซาะฮ์[18] เมื่อเวลาผ่านไป ชนเผ่าอาหรับจากอาระเบียตอนใต้ได้อพยพเข้ามาในเมืองและตั้งรกรากอยู่ร่วมกับชุมชนชาวยิว[17] ชนเผ่าอาหรับประกอบด้วยบะนูเอาส์และบะนูค็ฮซร็อจญ์ ทั้งสองกลุ่มเรียกกันโดยรวมเป็น Banu Qayla[19] ก่อน ค.ศ. 620 ชนเผ่าอาหรับสองเผ่านี้สู้รบกันเกือบร้อยปี[16] แต่ละคนจากสองเผ่าพยายามที่จะแสวงหาการสนับสนุนจากชนเผ่าชาวยิว ซึ่งบางครั้งนำไปสู่การต่อสู้ภายในระหว่างชนเผ่าเหล่านั้น[16]

พบกับบะนูเอาส์และบะนูค็อซร็อจญ์

[แก้]

ใน ค.ศ. 620 เมื่อหมดหวังที่จะชักชวนชาวเมืองให้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามแล้ว มุฮัมมัดจึงจำกัดความพยายามของตนไว้เฉพาะกับผู้ที่ไม่ใช่ชาวมักกะฮ์ที่เข้าร่วมงานเทศกาลหรือไปแสวงบุญเท่านั้น[20] ในช่วงนี้ มุฮัมมัดพบกับสมาชิกเผ่าบะนูค็อซร็อจญ์หกคนที่กำลังเดินทางไปยังมักกะฮ์เพื่อแสวงบุญตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์รอบเมือง ทั้งหกคนนี้มีประวัติการปล้นสะดมชาวยิวในพื้นที่ของตน ซึ่งต่อมาได้เตือนพวกเขาว่าศาสดาจะมาถึง และชาวยิวจะกำจัดพวกเขาให้สิ้นซากด้วยความช่วยเหลือของท่าน เมื่อได้ยินสาส์นทางศาสนาของมุฮัมมัด ทั้งหกคนต่างพูดกันว่า "นี่คือศาสดาองค์เดียวกันที่ชาวยิวเตือนเรา อย่าให้พวกนั้นมาถึงก่อนเรา!" หลังเข้ารับอิสลามแล้ว พวกเขาเดินทางกลับมะดีนะฮ์และร่วมแบ่งปันประสบการณ์ โดยหวังว่าการให้ผู้คนของพวกเขา – เผ่าค็อซร็อจญ์และเอาส์ที่ขัดแย้งกันมานาน – ยอมรับอิสลามและรับมุฮัมมัดเป็นผู้นำ จะทำให้พวกเขามีความสามัคคีกัน[21][22]

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 621 ผู้เข้ารับอิสลามก่อนหน้า 5 คนพบมุฮัมมัดอีกครั้ง[23][ต้องการเลขหน้า] พวกเขามีผู้เข้าร่วมใหม่เจ็ดคน รวมถึงสองคนจากชนเผ่าบะนูเอาส์ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ช่องเขาอัลอะกอบะฮ์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางการค้าทางเหนือของมักกะฮ์ ในการประชุมนี้ พวกเขาได้ให้คำมั่นสัญญาต่อมุฮัมมัด ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ "คำมั่นสัญญาของสตรี"[24][25] ที่เรียกเช่นนี้เพราะไม่มีพันธะผูกพันที่จะต้องต่อสู้เพื่ออิสลาม หนึ่งในหลักการสำคัญของคำปฏิญาณนี้คือการละทิ้งรูปเคารพและยึดมั่นในอัลลอฮ์เป็นพระเจ้าองค์เดียว โดยมีมุฮัมมัดเป็นผู้นำ มุฮัมมัดจึงมอบหมายให้มุศอับ อิบน์ อุมัยร์ร่วมเดินทางไปมะดีนะฮ์กับพวกเขาเพื่อเผยแพร่ศาสนาอิสลาม[26][27]

ในช่วงแสวงบุญใน ค.ศ. 622 มุฮัมมัดได้พบปะกับชาวมะดีนะฮ์ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอีกครั้งที่อะกอบะฮ์[26] คราวนี้มี 75 คน รวมถึงสตรี 2 คน[28] อัลอับบาส ลุงของมุฮัมมัดที่อยู่ร่วมกับพวกเขา กล่าวสุนทรพจน์ในตอนต้นแล้วประกาศว่ามุฮัมมัดเป็น "บุคคลที่ได้รับความเคารพนับถือสูงสุดในหมู่ญาติพี่น้อง" ซึ่งตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงที่ว่ามุฮัมมัดได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากอะบูละฮับ ลุงอีกคนของท่าน รวมถึงอะบูญะฮัลและผู้นำกุร็อยช์คนอื่น ๆ อัลอับบาสยังกล่าวเท็จว่ามุฮัมมัดปฏิเสธข้อเสนอจากทุกคนยกเว้นชาวมะดีนะฮ์ โดยเห็นได้ชัดว่าเป็นความพยายามที่จะสร้างความรู้สึกพิเศษและความสำคัญในหมู่พวกเขา อย่างไรก็ตาม บันทึกทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้เป็นหนึ่งในกลุ่มสุดท้ายที่มุฮัมมัดพยายามติดต่อ และท่านก็ไม่มีข้อเสนออื่นใดให้เลือก[29]

จากนั้นมุฮัมมัดได้พูดและเชิญชวนพวกเขาให้ร่วมแสดงความจงรักภักดี โดยขอให้พวกเขาปกป้องท่านเช่นเดียวกับที่พวกเขาปกป้องสตรีและเด็ก ๆ ของตนเอง[30][22] หนึ่งในนั้นคือ al-Bara เห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยเน้นย้ำถึงศักยภาพทางทหารของประชาชนของเขา อย่างไรก็ตาม อีกคนหนึ่งคือ อะบูอัลฮัยษัม แสดงความกังวลว่าหากพวกเขาให้คำมั่นสัญญาและตัดความสัมพันธ์กับชาวยิว มุฮัมมัดจะกลับไปหาประชาชนของท่านหลังจากที่พวกเขามอบชัยชนะให้แก่ท่าน มุฮัมมัดรับรองกับพวกเขาว่าบัดนี้ท่านเป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา และจะร่วมชะตากรรมกับพวกเขาทั้งในยามสงครามและสันติภาพ[29][31] จากนั้นมีการเลือกผู้แทนจำนวน 12 คน โดย 3 คนจากเอาส์ และ 9 คนจากค็ฮซร็อจญ์ เพื่อเฝ้าดูการดำเนินการตามข้อตกลงนี้[28] เมื่อกลุ่มคนสอบถามถึงรางวัลสำหรับความภักดีของพวกเขา มุฮัมมัดตอบเพียงว่า "สวรรค์" จากนั้นพวกเขาก็ให้คำสาบาน ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าคำมั่นสัญญาแห่งสงคราม[32][33][29]

การอพยพ

[แก้]
มัสยิดกุบาอ์ มัสยิดแห่งแรกในประวัติศาสตร์อิสลามที่ชานเมืองมะดีนะฮ์ สร้างขึ้นโดยศาสดามุฮัมมัดตอนที่ท่านอพยพมายังมะดีนะฮ์

หลังได้รับคำมั่นสัญญาไม่นาน มุฮัมมัดได้สั่งให้สาวกชาวมักกะฮ์ย้ายไปอยู่ที่มะดีนะฮ์ การเดินทางทั้งหมดใช้เวลาประมาณสามเดือน เพื่อให้แน่ใจว่าท่านจะไม่เดินทางมาถึงมะดีนะฮ์เพียงลำพังในขณะที่สาวกของท่านยังคงอยู่ในมักกะฮ์ มุฮัมมัดจึงเลือกที่จะไม่ไปก่อน แต่กลับอยู่ในมักกะฮ์เพื่อคอยดูแลและชักชวนผู้ที่ลังเล[28] ชาวกุร็อยช์บางคนพยายามห้ามไม่ให้สมาชิกในครอบครัวออกไป[34][35] แต่สุดท้ายก็ไม่มีมุสลิมเหลืออยู่ในมักกะฮ์[34] มุฮัมมัดถือว่าการอพยพครั้งนี้เป็นการขับไล่โดยชาวกุร็อยช์[35]

ธรรมเนียมอิสลามระบุว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หัวหน้าเผ่ากุเรชคนหนึ่งชื่ออะบูญะฮัล เพื่อนสมัยเด็กที่กลายมาเป็นศัตรูของมุฮัมมัด[36] เสนอให้ตัวแทนจากแต่ละตระกูลของเผ่ากุร็อยช์ร่วมกันลอบสังหารมุฮัมมัด หลังได้รับแจ้งเรื่องนี้จากมลาอิกะฮ์ญิบรีล มุฮัมมัดจึงขอให้อะลี ลูกพี่ลูกน้องของท่าน นอนบนเตียงโดยคลุมด้วยผ้า hadrami สีเขียว โดยรับรองว่าผ้าคลุมนี้จะช่วยปกป้องเขา[37] จากนั้นมุฮัมมัดจึงพาอะบูบักร์ไปยังถ้ำบนภูเขาเษาร์ ซึ่งอยู่ห่างจากมักกะฮ์ไปทางใต้ประมาณหนึ่งชั่วโมง และซ่อนตัวอยู่ที่นั่น[38] ลูก ๆ และคนรับใช้ของอะบูบักร์ที่ยังคงอยู่ในมักกะฮ์ มักนำอาหารมาให้พวกเขาเป็นประจำ[39] หลังซ่อนตัวอยู่สามวัน พวกเขาก็ออกเดินทางไปยังมะดีนะฮ์ด้วยอูฐที่อะบูบักร์ซื้อไว้ล่วงหน้า โดยร่วมเดินทางกับ Abdallah ibn Arqat ผู้นำทางที่เป็นคนนอกศาสนา[38]

หลังจากนั้นและสิ่งสืบทอด

[แก้]

สาวกของศาสดามุฮัมมัดต้องทนทุกข์จากความยากจนหลังหลบหนีการข่มเหงในมักกะฮ์และอพยพไปมะดีนะฮ์พร้อมกับท่านศาสดา ผู้ข่มเหงชาวมักกะฮ์ได้ยึดทรัพย์สมบัติและทรัพย์สินที่ทิ้งไว้ในมักกะฮ์[40] มุฮัมมัดได้นำการโจมตีต่อกองคาราวานชาวมักกะฮ์ที่เดินทางไปตามชายฝั่งตะวันออกของทะเลแดงหลายครั้งเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 623 สมาชิกชนเผ่าต่าง ๆ จึงเกิดความสามัคคีขึ้นด้วยความเร่งด่วนในขณะนั้น ความสามัคคีนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความผูกพันทางเครือญาติเป็นหลัก[40][41][42]

อุมัร อิบน์ อัลค็อฏฏอบ เคาะลีฟะฮ์รอชิดูนองค์ที่ 2 กำหนดปีมุสลิมในช่วงที่เกิดการฮิจเราะห์เป็นปีแรกของปฏิทินอิสลามใน ค.ศ. 638 หรือปีที่ 17 ของฮิจเราะห์ Burnaby ระบุว่า: "นักประวัติศาสตร์โดยทั่วไปยืนยันว่ามุฮัมมัดหลบหนีจากมักกะฮ์ตอนต้นเดือนเราะบีอุลเอาวัล เดือนที่สามของปีอาหรับ พวกเขาไม่ตกลงกันในเรื่องวันที่แน่นอน อิบน์ อิสฮากระบุว่าเป็นวันที่หนึ่งหรือวันที่สองของเดือน"[43]

นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการอิสลามบางคน อย่างอัลบิรูนี, อิบน์ ซะอัด และอิบน์ ฮิชาม ได้พูดถึงเรื่องวันเหล่านี้อย่างละเอียด[44]

หมายเหตุ

[แก้]
  1. 1 มุฮัรร็อมของปฏิทินคงที่ใหม่สอดคล้องกับวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 622 ซึ่งเป็นวันที่สากลแบบเทียบเท่า (ช่วงเวลากลางวันเท่ากัน) ในปฏิทินจูเลียน วันในปฏิทินอิสลามเริ่มขึ้นก่อนพระอาทิตย์ตกดินในตอนเย็นของวันที่ 15 กรกฎาคม วันที่จูเลียนนี้ (16 กรกฎาคม) ถูกกำหนดโดยนักดาราศาสตร์มุสลิมสมัยกลางด้วยการใช้ปฏิทินอิสลามแบบตาราง (tabular Islamic calendar) ของตนเองแล้วย้อนเวลากลับไป ซึ่งมีเดือน 30 และ 29 วันสลับกันในแต่ละปีจันทรคติ บวกกับวันอธิกสุรทินอีก 11 วันทุก ๆ 30 ปี เช่น อัลบิรูนีกล่าวถึงวันจูเลียนนี้ใน ค.ศ. 1000[6] แม้ว่านักดาราศาสตร์มุสลิมสมัยกลางหรือนักวิชาการสมัยใหม่จะไม่ได้นำมาใช้เพื่อกำหนดต้นยุคอ้างอิงอิสลาม แต่จันทร์เสี้ยวบาง ๆ ก็จะปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรก (โดยสมมติว่าไม่มีเมฆบดบัง) ไม่นานหลังจากพระอาทิตย์ตกก่อนในตอนเย็นวันที่ 15 กรกฎาคม ซึ่งเป็น 1.5 วันหลังจากเดือนดับ (จันทร์ดับทางดาราศาสตร์) ที่เกี่ยวข้องกับช่วงเช้าวันที่ 14 กรกฎาคม[7]

อ้างอิง

[แก้]
  1. http://legacy.orst.go.th/?knowledges=ฮิจเราะห์-๒๓-มีนาคม-๒๕๕๓
  2. Shaikh, Fazlur Rehman (2001). Chronology of Prophetic Events. London: Ta-Ha Publishers Ltd. pp. 51–52.
  3. Marom, Roy (Fall 2017). "Approaches to the Research of Early Islam: The Hijrah in Western Historiography". Jamma'a. 23: vii.
  4. Burnaby, Sherrard Beaumont (1901). Elements of the Jewish and Muhammadan calendars. pp. 373–5, 382–4.
  5. Dershowitz, Nachum; Reingold, Edward (2018). "Table 1.2 Epochs for various calendars". Calendrical Calculations (Third ed.). O'Reilly. p. 17. ISBN 9781108546935. OCLC 1137352777.
  6. al-Biruni, The chronology of ancient nations, tr. C. Edward Sachau (1000/1879) 327.
  7. "NASA phases of the moon 601–700". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 October 2010.
  8. Buhl & Welch (1993), p. 364.
  9. Lewis (2002), p. 35–36.
  10. Muranyi (1998), p. 102.
  11. Gordon (2005), p. 120-121.
  12. Moojan Momen (1985), An Introduction to Shi'i Islam: History and Doctrines of Twelver Shi'ism, Yale University Press, New edition 1987, p. 5.
  13. (Schacht et al. 1998, p. 366)
  14. (Holt et al. 1978, p. 40)
  15. (Schacht et al. 1998, p. 366)
  16. 1 2 3 Holt et al. (1978), p. 39.
  17. 1 2 3 Gil (1997), p. 11.
  18. Rodgers (2012), p. 54.
  19. Gibb et al. (1986), p. 514.
  20. Fontaine (2022), p. 244.
  21. Rodinson (2021), p. 142–3.
  22. 1 2 Peters (2021), p. 211.
  23. Rodgers (2012).
  24. "THE FIRST AQABAH PLEDGE". IslamBasics.com (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2024-09-18.
  25. Gabriel, Richard A. (2014-10-22). Muhammad: Islam's First Great General (ภาษาอังกฤษ). University of Oklahoma Press. ISBN 978-0-8061-8250-6.
  26. 1 2 Rodgers (2012), p. 47.
  27. Rodinson (2021), p. 143–4.
  28. 1 2 3 Rodinson (2021), p. 144.
  29. 1 2 3 Rodgers (2012), p. 48.
  30. Fontaine (2022), p. 245.
  31. Peters (1994), p. 212.
  32. Glubb (2001), p. 144.
  33. Gabriel (2007), p. 61.
  34. 1 2 Fontaine (2022), p. 246.
  35. 1 2 Rodgers (2012), p. 49.
  36. Gabriel (2007), p. 101.
  37. Peters (1994), p. 186–7.
  38. 1 2 Rodinson (2021), p. 145.
  39. Rodgers (2012), p. 51.
  40. 1 2 John Esposito, Islam, Expanded edition, Oxford University Press, pp. 4–5.
  41. William Montgomery Watt, Muhammad at Mecca, Oxford, 1953, pp. 16–18.
  42. Rue, Loyal D. (2005). Religion is Not about God: How Spiritual Traditions Nurture Our Biological Nature and what to Expect when They Fail. Rutgers University Press. ISBN 978-0813535111. p. 224.
  43. Sherrard Beaumont Burnaby, Elements of the Jewish and Muhammadan calendars (1901).
  44. Caussin de Perceval writing in 1847 as reported in 1901 by Sherrard Beaumont Burnaby, Elements of the Jewish and Muhammadan calendars (London: 1901) 374–75.

บรรณานุกรม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]