ปลานวลจันทร์ทะเล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ปลานวลจันทร์
ปลานวลจันทร์ทะเล
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Actinopterygii
อันดับ: Gonorynchiformes
วงศ์: Chanidae
สกุล: Chanos
Lacépède, 1803
สปีชีส์: C. chanos
ชื่อทวินาม
Chanos chanos
(Forsskål, 1775)
ชื่อพ้อง[1]

ปลานวลจันทร์ทะเล หรือ ปลานวลจันทร์ (อังกฤษ: milkfish; ตากาล็อก: bangus) เป็นปลาทะเลชนิดหนึ่งที่สามารถอาศัยในน้ำกร่อยหรือน้ำจืดได้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chanos chanos อยู่ในวงศ์ Chanidae ซึ่งถือเป็นปลาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในวงศ์นี้และสกุลนี้[2] ปลานวลจันทร์ทะเลมีรูปร่างเพรียวยาว เกล็ดเล็กละเอียดสีเงินแวววาว ครีบหางเว้าลึก ครีบท้องและครีบหลังเล็ก เป็นปลาที่มีความปราดเปรียวว่องไว พบได้ตามชายฝั่งทะเลแถบอบอุ่นทั่วภูมิภาคของโลก มักอยู่รวมกันเป็นฝูง กินอาหารได้แก่ ปลาอื่น ๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า และสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ รวมถึงสาหร่ายทะเลด้วย มีขนาดโตเต็มที่ยาวได้ถึง 1.5 เมตร ในประเทศไทยพบมากที่แถบจังหวัดเพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร และบางส่วนในจังหวัดตราด โดยมีการสำรวจพบครั้งแรกที่บ้านคลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์[3]

ลูกปลาวัยอ่อนจะเข้ามาอาศัยเจริญเติบโตในป่าชายเลน ในราวเดือนเมษายน–พฤษภาคม การที่จะนำลูกปลาไปเลี้ยงในบ่อเพื่อเป็นปลาเศรษฐกิจจะกระทำในช่วงเวลานี้ โดยปลาจะวางไข่ในเวลากลางคืน ไข่เป็นแบบไข่ลอย มีสีเหลืองอ่อน ใช้เวลาฟักเป็นตัวประมาณ 36 ชั่วโมง ลูกปลาในระยะแรกจะมีลำตัวใส และจะพัฒนาการเหมือนตัวเต็มวัยในอายุราว 21 วัน ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 7 เดือนก็สามารถจับขายได้ ในต่างประเทศ เช่น ประเทศฟิลิปปินส์มีการเลี้ยงอย่างแพร่หลาย และยังส่งลูกปลาไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, ไต้หวัน ที่นั่นนิยมรับประทานปลานวลจันทร์ทะเลด้วยการแปรรูปเป็นลูกชิ้นเนื้อปลา ส่วนหัวและท้องนิยมต้มใส่ขิงรับประทาน[3] สำหรับชาวฟิลิปปินส์จะรู้จักปลาชนิดนี้เหมือนที่ชาวไทยรู้จักปลาทู[4] นอกจากจะใช้บริโภคเป็นปลาเศรษฐกิจแล้ว ยังนิยมตกเป็นเกมกีฬาและเลี้ยงเป็นปลาสวยงามด้วย

การเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลในประเทศไทย เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2508 จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้มีการเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลในเชิงพาณิชย์ หลังจากที่ได้ทรงรับการทูลเกล้าฯถวายพันธุ์ปลานิลจากมงกุฎราชกุมารอะกิฮิโตะแห่งญี่ปุ่นแล้ว จึงเริ่มมีการเพาะเลี้ยงโดยมีการนำปลาส่วนหนึ่งที่จับได้จากธรรมชาติไปทดลองเลี้ยงในอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อำเภอหัวหิน ในโครงการพระราชดำริ และนำลูกปลาไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ แต่ด้วยองค์ความรู้ทางการประมงในขณะนั้นยังมีไม่เพียงพอ เรื่องการเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลก็ได้ถูกลืมเลือนหายไป จนกระทั่งในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปี พ.ศ. 2544 จึงทรงมีรับสั่งเรื่องปลานวลจันทรทะเลอีกครั้ง กรมประมงจึงได้ทำการศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจัง จนกระทั่งประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2553 จนกระทั่งปี พ.ศ. 2556 จึงเริ่มถ่ายองค์ความรู้นี้แก่ชาวประมงเกษตรกรได้ นอกจากการบริโภคสดแล้ว ปลานวลจันทร์ทะเลยังสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ เช่น ปลากระป๋อง, ลูกชิ้น, ปลานวลจันทร์ทะเลตากแห้งหรือแดดเดียว, ปลานวลจันทร์ทะเลต้มเค็ม หรือทำเป็นน้ำยารับประทานคลุกกับขนมจีน เป็นต้น[5]

ปลานวลจันทร์ทะเลยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ ว่า "ปลาดอกไม้", "ปลาชะลิน" หรือ "ปลาทูน้ำจืด" เป็นต้น[6]

อ้างอิง[แก้]

  1. จาก fishbase.de (อังกฤษ)
  2. "Chanidae". ระบบข้อมูลการจำแนกพันธุ์แบบบูรณาการ. 
  3. 3.0 3.1 หน้า 24 เกษตร, ปลานวลจันทร์ทะเล ตลาดยังสดใส, "เกษตรนวัตกรรม". เดลินิวส์ฉบับที่ 23,759: วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 12 ปีมะเมีย
  4. ชนิดของสัตว์ : ในป่าชายเลน
  5. หน้า 7, ปลานวลจันทร์ทะเล หนึ่งเดียวในพระราชกระแสรับสั่ง โดย ชาติชาย ศิริพัฒน์. ไทยรัฐปีที่ 67 ฉบับที่ 21344: วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559 แรม 10 ค่ำ เดือน 7 ปีวอก
  6. นวลจันทร์ทะเล น. จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]