ปลาตะพัด
| ปลาตะพัด, ปลามังกร, อโรวาน่า, Arowana | |
|---|---|
| ปลาตะพัดหรือปลาอโรวาน่าทองมาเลย์ | |
| การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
| อาณาจักร: | สัตว์ Animalia |
| ไฟลัม: | สัตว์มีแกนสันหลัง Chordata |
| ชั้น: | ปลาที่มีก้านครีบ Actinopterygii |
| อันดับ: | ปลาลิ้นกระดูก Osteoglossiformes |
| วงศ์: | ปลาตะพัด Osteoglossidae |
| สกุล: | ปลาอะโรวาน่าเอเชีย Scleropages (Sa. Müller & Schlegel, 1844) |
| สปีชีส์: | S. formosus |
| ชื่อทวินาม | |
| Scleropages formosus (Sa. Müller & Schlegel, 1844) | |
| ชื่อพ้อง | |
| |
ปลาตะพัด หรือที่นิยมเรียกว่า ปลาอโรวาน่า หรือปลามังกร (อังกฤษ: arowana; ชื่อวิทยาศาสตร์: Scleropages formosus) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลาตะพัด (Osteoglossidae) ซึ่งถือได้ว่าเป็นปลาที่สืบเผ่าพันธุ์มาตั้งแต่ปลาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ จัดได้ว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์มีชีวิตชนิดหนึ่ง นับว่าเป็นปลาที่ใกล้สูญพันธุ์ในธรรมชาติ เนื่องจากเป็นปลาที่สืบพันธุ์ยาก ประกอบกับแหล่งที่อยู่ถูกทำลายไป ได้รับความนิยมอย่างสูงของนักเลี้ยงปลาสวยงาม ในฐานะของปลาสวยงาม ราคาแพง และถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
ลักษณะ
[แก้]ลำตัวยาว ด้านข้างแบน เกล็ดมีขนาดใหญ่สีเงินอมเขียวหรือฟ้าเรียงเป็นระเบียบอย่างสวยงาม เกล็ดบริเวณเส้นข้างลำตัวมีประมาณ 24 ชิ้น ตาโต ปากใหญ่เฉียงขึ้นด้านบน ฟันแหลม ครีบหลังและครีบก้นยาวไปใกล้บริเวณครีบหาง สันท้องคม มีหนวด 1 คู่อยู่ใต้ริมฝีปากล่าง ปลาตะพัดขนาดโตเต็มที่ได้ยาวได้ราว 90 เซนติเมตร น้ำหนักหนักได้ถึง 7 กิโลกรัม พฤติกรรมมักจะว่ายบริเวณริมผิวน้ำ อาหารของปลาตะพัด ได้แก่ สัตว์น้ำขนาดเล็ก ตลอดจนแมลง สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำขนาดเล็ก ปลาโตเต็มวัยสามารถกระโดดงับอาหารได้สูงถึง 1 เมตร
ถิ่นที่อยู่
[แก้]อาศัยอยู่ในแม่น้ำที่มีสภาพใสสะอาด มีนิสัยค่อนข้างดุ ก้าวร้าว ขี้ตกใจ มักอาศัยอยู่ลำพังตัวเดียวหรือเป็นคู่ ถ้าอยู่เป็นฝูง ก็จะอยู่เป็นฝูงเล็ก ๆ ไม่เกิน 3–5 ตัว พบได้ในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และปลาในแต่ละแหล่งน้ำจะมีสีสันแตกต่างหลากหลายกันออกไป เชื่อว่าเกิดเนื่องจากลักษณะทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมที่อยู่ เช่น สีทอง สีแดง สีเงิน สีทองอ่อน สีเขียวอ่อน เป็นต้น
สถานะในประเทศไทย
[แก้]สำหรับชื่อ "ตะพัด" เป็นชื่อที่เรียกกันในภาคตะวันออก แถบจังหวัดจันทบุรีและตราด ในภาคใต้จังหวัดสุราษฎร์ธานีจะเรียกปลาชนิดนี้ว่า "หางเข้" ถูกค้นพบเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี ค.ศ. 1931 ตามรายงานของสมิธที่ลำน้ำเขาสมิง จังหวัดตราด โดยระบุว่าในขณะนั้น ปลาตะพัดเป็นปลาที่พบได้ทั่วไปในแม่น้ำลำคลองในภาคตะวันออก ไข่มีลักษณะสีส้มลูกกลมใหญ่ ฟักไข่ในปาก เนื้อมีรสชาติอร่อย นิยมใช้ทำเป็นอาหาร
ในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทย เชื่อว่าเหลือเพียงบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองยันซึ่งเป็นต้นแม่น้ำตาปี และบริเวณแม่น้ำที่อำเภอละงู จังหวัดสตูล เท่านั้น ส่วนทางภาคตะวันออกที่เคยชุกชุมในอดีต ไม่มีรายงานการพบอีกเลย อีกที่หนึ่งที่ได้เคยได้ชื่อว่ามีปลาตะพัดชุกชุมคือ บึงน้ำใส อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ในอดีตเป็นแหล่งจับปลาตะพัดที่มีชื่อเสียงมาก จนมีชื่อปรากฏในคำขวัญประจำอำเภอ โดยชาวบ้านจะเรียกปลาชนิดนี้ว่า "กรือซอ" แต่จากการจับอย่างมากในอดีต ทำให้ในปัจจุบัน ปริมาณปลาตะพัดลดน้อยลงจนแทบจะสูญพันธุ์
การเลี้ยง
[แก้]ปลาตะพัด อโรวาน่า หรือปลามังกร นับว่าเป็นปลาสวยงามที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดมาโดยตลอด อาจจะเป็นเพราะปลาชนิดนี้เป็นปลาที่มีรูปร่างสวยงาม มีเกล็ดขนาดใหญ่ และมีสีสันแวววาวมีหนวดซึ่งมีลักษณะคล้าย "มังกร" นอกจากนี้ยังมีเรื่องความเชื่อต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับปลาตะพัด โดยชาวจีนเชื่อว่าผู้ใดเลี้ยงปลาชนิดนี้แล้วจะร่ำรวยมีโชคลาภ บารมี และยังสามารถรับเคราะห์แทนเจ้าของได้ จึงทำให้ปลาชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงตลอดมา
สายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงในปัจจุบัน
[แก้]

อโรวาน่าเขียว (Green Arowana) เป็นปลาที่มีสีเงินขุ่นทั้งตัว อาจมีเหลือบสีฟ้า หรือเขียวอ่อน ปลายครีบหางเมื่อโตเต็มที่แล้วเป็นสีเขียวออกส้ม ขณะยังเป็นลูกปลาครีบต่าง ๆ จะใส ขณะที่ตามลำตัวจะมีสีดำแซมอยู่ระหว่างเกล็ด พบกระจายพันธุ์ในประเทศไทยและกัมพูชา รวมถึงบางส่วนในพม่า และมาเลเซีย

อโรวาน่าทองอินโดนีเซีย (Red Tail Golden Arowana) หรือ RTG เป็นปลาที่ได้รับความนิยม เนื่องจากมีราคาที่ไม่สูงมาก หากเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่พบในเอเชียด้วยกัน อีกทั้งมีความสวยงามมีสีทองเข้ม ครีบอก กระโดงต่าง ๆ และหาง มีสีแดงสด ด้วยเหตุนี้ จึงมีชื่อเรียก ว่า Red Tail Golden (นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า RTG) ครีบหลังและหางส่วนบนจะมีสีแดงคล้ำปนดำ บนหลังจะมีเกล็ดสีดำ เกล็ดสีทองจะมีขึ้นมาถึงเกล็ดแถวที่ 4 และอาจจะมีขึ้นประปรายบ้างบนแถวที่ 5 เรียกว่า ไฮแบ็ก (High Back) ปัจจุบันมีการผสมข้ามสายพันธุ์กับปลาอโรวาน่าทองมาเลย์จนได้สายพันธุ์ปลาพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่าไฮแบ็คมากขึ้น โดยเกล็ดเงางามขึ้น และเกล็ดเปิดถึงแถวที่ 5 ได้เร็วขึ้น และพัฒนาจนเป็น ซุปเปอร์ไฮแบ็ค (Super Hi Back) จะมีการเปิดของเกล็ดได้สูงกว่า แสะมีเกล็ดที่สีทองคล้ายทองมาเลย์มากที่สุด
นอกจากนี้แล้วยังมีสายพันธุ์ที่สีอ่อนกว่า เมื่อเล็กมีลักษณะคล้ายปลาตะพัดหรือปลาอโรวาน่าเขียว เมื่อโตขึ้นครีบมีสีใสและเกล็ดเป็นสีเงินปนเหลืองอ่อน ๆ เรียกว่า "ทองอ่อน" และตัวใดที่ครีบมีสีเหลืองเข้มขึ้นมาหน่อย ก็จะถูกเรียกว่า "ทองหางเหลือง" (Yellow Tail) เป็นต้น
เป็นปลาที่พบในประเทศอินโดนีเซีย บริเวณบอร์เนียวเหนือและเกาะสุมาตรา และส่วนของทางหางเหลืองก็อยู่ในแหล่งน้ำที่ต่างจากทองอินโดนีเซีย
อนึ่ง ในปี ค.ศ. 1994 มีนักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของอโรวาน่าทองอินโดนีเซียแยกออกมาต่างหากว่า Scleropages aureu ส่วนทองหางเหลืองก็ได้มีการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์แยกออกมาอีกว่า Scleropages macrocephalus ในปี ค.ศ. 2003[3]

อโรวาน่าทองมาเลย์ (Malaysian Golden / Crossback) เป็นปลาอโรวาน่าที่มีเกล็ดเป็นสีทองเงาอร่ามทั้งตัว จุดเด่นคือเกล็ดเปิดสูงถึงแถวที่ 6 (ข้ามหลัง) สีทองเงางามเหมือนทองคำแท่ง มีเกล็ดละเอียดชัดเจน นิยมเลี้ยงเพื่อความเป็นสิริมงคลและสวยงาม
ลักษณะเด่นและสายพันธุ์ย่อย
- Crossback (CB): เกล็ดสีทองเข้มข้ามหลัง เกล็ดละเอียดเปิดเต็ม
- 24K / Full Gold: ตัวปลามีสีทองทั้งตัว รวมถึงบริเวณหัวปลา ดูเงางามมาก
- Blue Base (บลูเบส): เนื้อเกล็ดมีสีน้ำเงินหรือสีเข้ม และมีขอบทอง
- Golden Head (หัวทอง): สายพันธุ์พัฒนาพิเศษ ที่มีแผ่นสีทองคลุมบริเวณหัว
- Full Helmet (หัวทองเต็ม) เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนามากจาก Golden Head ที่จะมีสีทองคลุมเต็มทั้งหัว

อโรวาน่าแดงอินโดนีเซีย (Super Red) เป็นในตอนเล็กเป็นปลาที่มีเกล็ดเป็นสีชมพูอ่อนๆ และมีขอบเกล็ดสีเงิน ครีบ ปาก ใบหาง มีสีแดงอ่อนๆ ในปลาที่โตจะมีขอบเกล็ดเป็นสีแดงเข้ม และในเกล็ดอาจมีสีแดง หรือสีม่วง ตามแต่ละสายพันธุ์ ครีบและหางจะมีสีแดง มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย ในแถบทะเลสาบขนาดเล็กในป่าบริเวณรอบ ๆ ทะเลสาบเซินตารุมทางตอนบนซึ่งต่อเชื่อมกับแม่น้ำกาปูวัซในจังหวัดกาลีมันตันตะวันตก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่มีค่าความเป็นกรดค่อนข้างต่ำ (pH น้อยกว่า 5.5) จัดเป็นสายพันธุ์ที่มีราคาสูงที่สุด ณ ปัจจุบัน
ในตัวที่มีสีแดงตัดขอบเกล็ดคมชัดเจน เรียกว่า ชิลลีเรด (Chili Red) ตัวที่มีสีแดงทั้งตัว เรียกว่า บลัดเรด (Blood Red) หรือในบางตัวมีเหลือบสีม่วงในเกล็ด เรียกว่า ไวโอเลตฟิวชัน (Violet Fusion) ทั้งนี้สีปลาอ่อนหรือเข้มขึ้นอยู่กับตัวปลาเองและผู้เลี้ยง
นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกัน โดยพบในประเทศอินโดนีเซียเช่นเดียวกัน แต่พบคนละแหล่งน้ำ คือ เรดบี (Red B) หรือ บันจาเรด (Banja Red) ซึ่งเมื่อยังเล็กจะมีสีออกแดงอ่อนๆ เหมือนปลาอโรวานาแดงอินโดนีเซียทั่วไป แต่เมื่อโตขึ้นสีจะซีดลง จนเกล็ดมีเพียงสีเงินเหลือบเหลืองอ่อนๆ สีครีบและหางเป็นสีเหลืองปนส้มเท่านั้น แลดูคล้ายปลาทองอ่อน และเป็นปลาที่มีราคาต่ำกว่า
ปัจจุบัน ได้มีการผสมข้ามสายพันธุ์กับปลาอโรวาน่าทองมาเลย์ เป็นปลาลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ทั้ง 2 ที่มีสีทองแดง เรียกว่า เรดสเปลนเดอร์ (Red Splendor)
อนึ่ง ในปี ค.ศ. 1994 มีนักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของปลาอโรวานาแดงอินโดนีเซียแยกออกมาต่างหาก โดยเรียกว่า Scleropages legendrei แต่ชื่อนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับเป็นสากลเท่าที่ควร

อโรวาน่าเขียวลายงู หรือปลาตะพัดพม่า (Batik Green) จัดเป็นปลาในวงศ์นี้ ชนิดใหม่ล่าสุดที่ได้รับการอนุกรมวิธาน โดยแยกออกมาจากปลาตะพัดหรือปลาอะโรวาน่าเอเชีย (S. formosus) ทั่วไป โดยที่ปลาตะพัดพม่าจะมีรูปร่างคล้ายกับปลาตะพัดทั่วไป แต่มีลักษณะที่แตกต่างไปอย่างชัดเจน คือ มีลวดลายคล้ายกับลายขดของสมองหรือที่ในภาษาวงการปลาสวยงามเรียกว่า "ลายงู" ตั้งแต่บริเวณแผ่นปิดเหงือกไล่ไปตามตัวจนถึงหาง ยกเว้นบริเวณสันหลังเท่านั้นที่ไม่มี โดยลวดลายนี้จะสมบูรณ์และปรากฏเมื่อปลามีขนาดได้ราว 10 นิ้วเป็นต้นไป และจะชัดเจนที่สุดเมื่อปลามีขนาด 20 นิ้วขึ้นไป ขณะที่สีสันลำตัวจะเป็นสีเขียวหรือทองอ่อนเป็นสีพื้นเป็นหลัก แต่มีเหลือบสีฟ้าหรือสีนากสดใสชัดเจนตลอดทั้งตัว
เดิมที ปลาตะพัดพม่าถูกจัดเป็นชนิดเดียวกันกับปลาตะพัดหรือปลาอะโรวาน่าเอเชียทั่วไป แต่เป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี พ.ศ. 2536 จากการเข้าไปสำรวจปลาของผู้เชี่ยวชาญชาวไทยในพื้นที่ป่าดิบบริเวณรอยต่อระหว่างประเทศไทยและพม่า บริเวณแม่น้ำตะนาวศรี ในเขตตะนาวศรีของพม่า จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2537 ได้มีการเข้าไปสำรวจเพื่อจับปลาอย่างแท้จริง โดยได้ปลามาจำนวน 2 ตัว ที่บริเวณวังน้ำบนภูเขาที่เป็นสาขาของแม่น้ำตะนาวศรี แต่ปลาได้ตายลงขณะเดินทางกลับเพราะเส้นทางวิบากมาก แต่ได้มีการถ่ายรูปปลาทั้ง 2 ตัวนี้ไว้ และได้แพร่กระจายไปในหมู่นักเลี้ยงปลาในระดับสูงทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่นซึ่งในขณะนั้นปลาตะพัดพม่า ได้เป็นที่รู้จักในชื่อ "บลู อะโรวาน่า"[3]
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2555 ดร.ไทสัน อาร์. โรเบิร์ตส์ นักมีนวิทยาชาวอเมริกันได้บรรยายคุณลักษณะของปลาตะพัดพม่าในทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ตัวอย่างต้นแบบ 2 ตัวอย่างซึ่งเป็นปลาที่ตายแล้วจากผู้ค้าปลาสวยงามที่เมืองมะริด และถูกฝากไว้ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จังหวัดปทุมธานี และมีคุณลักษณะดังเช่นที่ว่ามาในตอนต้น ซึ่งปลาตะพัดพม่านั้นมีถิ่นกำเนิดที่แม่น้ำตะนาวศรี และพบได้ในคลองละงู จังหวัดสตูล ในไทย และพบได้จนถึงทะเลสาบบางแห่งในตอนเหนือมาเลเซีย นอกจากนี้แล้วยังมีผู้ที่น่าเชื่ออ้างว่าพบเห็นบนเกาะภูเก็ตอีกด้วย โดยที่คำว่า inscriptus ที่ใช้เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ มาจากคำว่า "inscribeb" เป็นภาษาละตินแปลว่า "จารึกไว้" อันหมายถึง ลวดลายบนตัวปลานั่นเอง[4]

อโรวาน่าออสเตรเลีย (อังกฤษ: Australian arowana, Gulf saratoga, Northern saratoga; ชื่อวิทยาศาสตร์: Scleropages jardini) ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลาตะพัด (Osteoglossidae) มีรูปร่างทั่วไปคล้ายปลาอะโรวาน่าออสเตรเลียจุด (S. leichardti) ซึ่งเป็นปลาที่มีความใกล้เคียงกันมากที่สุด แต่ปลาตะพัดออสเตรเลียจะมีลำตัวที่อ้วนป้อมสั้นกว่าคล้ายปลาตะพัด(S. formosus) หัวมีลักษณะแหลมงุ้มกว่า หนวดทั้งคู่ม้วนงอเข้าหาลำตัว สีลำตัวเป็นสีเขียวมะกอกเหลือบทอง มีจุดสีแดงอมส้มสะท้อนแสงตามบริเวณลำตัวและครีบเช่นเดียวกับปลาอะโรวาน่าออสเตรเลียจุด แต่ปลาชนิดนี้จะมีจุดตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะในครีบหลัง ครีบท้อง และครีบหาง ปลาบางตัวอาจมีสีลำตัวเป็นสีแดงเลือดหมู ในปลาโตเต็มที่จะมีจุดแผ่ไปถึงบริเวณหน้าและช่องปิดเหงือก รวมทั้งอาจมีริ้วลายด้วย

อโรวาน่าออสเตรเลียจุด (อังกฤษ: Spotted arowana, Dawson river salmon; ชื่อวิทยาศาสตร์: Scleropages leichardti) ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลาตะพัด (Osteoglossidae) มีรูปร่างใกล้เคียงปลาตะพัด (S. formosus) ที่พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากที่สุด แต่มีเกล็ดขนาดเล็กกว่า ลักษณะลำตัวยาวเรียวกว่าปลาตะพัดชนิดอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด บริเวณสันหลังตรง ลำตัวบริเวณด้านหลังและด้านข้างลำตัวเป็นสีน้ำตาล หรือน้ำตาลอมเขียว หรือเหลืองอมเขียว บริเวณส่วนท้องสีจางกว่าลำตัว มีเกล็ดตามเส้นข้างตัว 35 เกล็ด มีจุดสีส้มอมแดงหรือชมพู สะท้อนแสงบนเกล็ดแต่ละเกล็ดจำนวน 1-2 จุด ยิ่งโดยเฉพาะในปลาที่โตเต็มที่จะเห็นได้ชัดเจน อันเป็นที่มาของชื่อ ครีบมีขนาดเล็กกว่าปลาตะพัด ครีบหลังและครีบก้นสีส้ม ขอบครีบทั้งสองมีแถบสีน้ำตาลดำ ครีบก้นยาวกว่าครีบหลังเล็กน้อยมีก้านครีบ 31 ก้าน ครีบหลังมีก้านครีบ 20 ก้าน หัวมีลักษณะกลมป้านและสั้นกว่าปลาตะพัด หนวดทั้งคู่ม้วนงอเข้าหาหัว ปลาในวัยเล็กไม่มีจุดสีแดงดังกล่าวและมีสีลำตัวออกเงินแวววาว โตเต็มที่ประมาณ 90 เซนติเมตร พบในภาคตะวันออกและเหนือของประเทศออสเตรเลีย บริเวณรัฐควีนส์แลนด์และนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี นอกจากนี้ยังพบในประเทศอินโดนีเซียบริเวณอิเรียนจายาและเกาะนิวกินี ด้วย โดยชื่อวิทยาศาสตร์ leichardti ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ ลูดวิก ลิชฮาร์ท นักสำรวจธรรมชาติชาวปรัสเซีย ที่ค้นพบปลาชนิดนี้ โดยสถานที่ค้นพบครั้งแรก คือ แม่น้ำเบอดีกิน
ปัจจุบันมีสถานภาพเป็นปลาที่ขึ้นบัญชีหมายเลข 1 (Appendix I) ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เป็นปลาที่พบได้ยากในธรรมชาติ แต่สามารถเพาะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้แล้ว นิยมเลี้ยงเป็นปลาตู้สวยงาม แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก จึงจัดเป็นปลาหายากในแวดวงปลาตู้ ทำให้มีราคาซื้อขายค่อนข้างสูง ซึ่งปลาตะพัดชนิดนี้มีนิสัยขี้ตกใจมากที่สุดในบรรดาปลาตะพัดทั้งหมด
มีชื่อเรียกในภาษาพื้นถิ่นว่า บารามุนดี (Barramundi) หรือ ซาราโตก้า (Saratoga)

อโรวาน่าเผือก (Albino Arowana) เป็นปลาที่มีสีพื้นเกล็ดออกเหลืองไปถึงสีทอง บางตัวออกขาวเหลือง ตาเป็นสีแดง หรือบางตัวเป็นสีม่วง สามารถพบได้ในทุกสายพันธุ์ ในอดีตเป็นปลาที่ไม่สามารถเพาะพันธุ์ได้ เนื่องจากเป็นการผ่าเหล่าของยีนส์ในตัวปลา แต่ก่อนจึงมีราคาที่แพงมาก แต่ปัจจุบันสามารถเพาะพันธุ์เผือกได้แล้ว จึงมีราคาที่ถูกลง เป็นที่สนใจของผู้เลี้ยงปลามังกรทั่วโลกเป็นอย่างมาก เพราะดูสง่างามบวกกับสีสันที่เหลืองออกไปทางโทนสีทอง ทำให้นักนิยมปลาแปลกทั้งหลายสนใจ และนำมาเลี้ยงเป็นอย่างมาก[3]
สายพันธุ์หายาก

อโรวาน่าแพลตตินั่ม (Platinum Arowana) เป็นปลาที่มีสีเกล็ดเป็นสีขาวด้านเมื่อตอนยังเล็ก มีดวงตาสีดำ และเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ จะมีสีเงินแมทเทลลิค หรือโลหะแมทเทลลิค ซึ่งมีความหายากมากๆ ไม่สามารถเพาะพันธุ์ได้ในปัจจุบัน ถึงแม้จะพยายามโดยการนำปลาแพลตตินั่มมาผสมกัน ก็ยังไม่สามารถเพาะพันธุ์ปลาอโรวาน่าแพลตตินั่มได้ จึงเป็นปลาอโรวาน่าที่สวย และแพงที่สุดในโลก โดยสามารถเกิดการกลายพันธุกรรมได้จากทุกสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่นิยมและสวยที่สุดคือ ทองมาเลย์ หรือ Platinum Malaysia Cross Back ซึ่งอยู่ในสายพันธุ์ของปลาอโรวาน่าทองมาเลย์ หรือ Malaysia Golden ซึ่งในปัจจุบัน (2026) สามารถพบได้น้อยมากถึงมากที่สุด และยังไม่เคยพบปลาอโรวาน่าแพลตตินั่มในธรรมชาติได้เลย ผู้คนจึงสนใจปลาอโรวาน่าชนิดนี้มาก ซึ่งราคาสูงที่สุดที่เคยประมูลกันอยู่ที่ประมาณ 400,000 - 1,000,000 ดอลล่าร์[3]
การแพร่พันธุ์และสถานะ
[แก้]พฤติกรรมเมื่อเวลาผสมพันธุ์และวางไข่ ปลาตัวผู้และตัวเมียจะจับคู่กัน เมื่อได้เวลาที่ปลาตัวเมียจะออกไข่ ปลาตัวผู้จะว่ายเข้าไปผสมน้ำเชื้อ ไข่มีลักษณะเป็นลูกกลมสีส้ม ไข่ไม่จับตัวกัน ปลาตัวผู้จะเป็นฝ่ายดูแลไข่โดยอมไว้ในปากจนกระทั่งฟักเป็นตัว ปริมาณในการวางไข่แต่ละครั้งประมาณ 40-100 ฟอง ซึ่งอายุของปลาที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้นั้นอยู่ที่ประมาณ 1.5-2 ปี ลูกปลาเมื่อแรกเกิดจะยังว่ายน้ำไม่ได้ และมีถุงไข่แดงติดออกมา ซึ่งถุงไข่แดงนี้จะยุบลงในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ พร้อมกับลูกปลาที่เริ่มจะว่ายน้ำได้แล้วและเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ
ปลาในสกุลนี้ ทุกชนิดเป็นปลาที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์แล้ว โดยมีชื่อติดอยู่ในรายชื่อบัญชีของ CITES ในบัญชีที่ 1 (Appendix I) ซึ่งผู้ที่เลี้ยง, ค้าขายหรือครอบครองต้องได้รับอนุญาตจากทางการของแต่ละประเทศซะก่อน
ปัจจุบัน มีการเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในหลายประเทศ จนกลายเป็นอุตสาหกรรมอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์
ชื่อเรียกในภาษาต่าง ๆ
[แก้]- ตะพัด (ภาษาภาคตะวันออก)
- ปลามังกร (ภาษาไทยภาคกลาง)
- หางเข้ (ภาษาใต้)
- กรือซอ (ภาษามลายูปัตตานี)
- กลีซาอีมัซ (ภาษามลายู)
- เคอลิซ่า (ภาษามาเลเซีย)
- อาร์วานาอาเซีย หรือ ซีลุกเมระฮ์ (ภาษาอินโดนีเซีย)
- อโรวาน่า (Arowana-ภาษาอังกฤษ-ชื่อที่เรียกทั่วไป)
- มังกร (อีกชื่อที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป)
- เล้งฮื้อ (ภาษาจีนแต้จิ๋ว)[5]
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ Larson, H.; Vidthayanon, C. (2019). "Scleropages formosus". IUCN Red List of Threatened Species (ภาษาอังกฤษ). 2019 e.T152320185A89797267. doi:10.2305/IUCN.UK.2019-3.RLTS.T152320185A89797267.en. สืบค้นเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2021.
{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Appendices | CITES". cites.org. สืบค้นเมื่อ 2022-01-14.
- 1 2 3 4 แนวทางการจำแนกเอเชียอะโรวาน่า (Asian Arowana.)
- ↑ เปิดตำนาน ตะพัดพม่า คอลัมน์ V.I.P. (Very Important Pisces) โดย กิตติพงษ์_จารุธาณินทร์, กำพล อุดมฤทธิรุจ, ดร.ชวลิต_วิทยานนท์, ชวิน ตันพิทยคุปต์ หน้า 104-119 นิตยสาร Aqurium Biz ฉบับที่ 24 ปีที่ 2: มิถุนายน 2012
- ↑ สุรศักดิ์ วงศ์กิตติเวชสกุล. คู่มือเลี้ยงปลาอะโรวาน่า. กรุงเทพฯ : เอม ซัพพลาย, 2540. 252 หน้า. ISBN 974-86869-5-7
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- "Catalog of Fishes (online version)". California Academy of Sciences. 2006-04-17. น. Search results for Osteoglossum formosum. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2001-08-30. สืบค้นเมื่อ 2006-08-15.
{{cite web}}: มี|accessdate=และ|access-date=ซ้ำ (วิธีใช้); มี|archivedate=และ|archive-date=ซ้ำ (วิธีใช้); มี|archiveurl=และ|archive-url=ซ้ำ (วิธีใช้) - "Appendices I, II and III". CITES. 2005-06-23. ข้อมูลเก่าจากแหล่งเดิมเมื่อ 2006-05-05. สืบค้นเมื่อ 2006-05-10.
- Froese, Rainer and Pauly, Daniel, eds. (2006). "Scleropages formosus" in FishBase. 3 2006 version.
- "Scleropages formosus". ระบบข้อมูลการจำแนกพันธุ์แบบบูรณาการ. สืบค้นเมื่อ 11 มีนาคม 2006.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
