โชเซ มูรีนโย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โชเซ มูรีนโย
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม โจเซ่ มาริโอ ดอส ซานโต๊ส มูริญโญ่ เฟลิกซ์
สูง 1.75 เมตร (5 ft 9 in)
ตำแหน่ง ตำแหน่งกองกลาง
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน เชลซี (ผู้จัดการทีม)
ชุดใหญ่*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
1980–1982 รีอูอาวี 16 (2)
1982–1983 บีลีเนงซิช 16 (2)
1983–1985 เชเดซีซิงบรา 35 (1)
1985–1987 โคเมร์ซีอู อินดัสตรีอา 27 (8)
รวม 94 (13)
ผู้จัดการทีม
2000 ไบฟีกา
2001–2002 อูนีเอาดีลรีอา
2002–2004 โปร์ตู
2004–2007 เชลซี
2008–2010 อินเตอร์มิลาน
2010–2013 เรอัลมาดริด
2013–ปัจจุบัน เชลซี
* จำนวนนัดที่ลงเล่นให้ชุดใหญ่และจำนวนประตูนับเฉพาะลีกท้องถิ่นเท่านั้น.
† ลงเล่น (ประตู)

โจเซ่ มาริโอ ดอส ซานโต๊ส มูริญโญ่ เฟลิกซ์ (โปรตุเกส: José Mário dos Santos Félix Mourinho) หรือ โจเซ่ มูริญโญ่ ตามการออกเสียงในภาษาอังกฤษ[1] เป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลชาวโปรตุเกส เกิดวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) เขาเป็นลูกชายของเฟลิกซ์ มูรีนโย ซึ่งเคยติดทีมชาติโปรตุเกส 1 นัดในฐานะผู้รักษาประตูและเป็นผู้ฝึกสอนในเวลาต่อมา ทำให้เขาได้รับศาสตร์ลูกหนังจากคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก และเป็นกุนซือที่ประสบความสำเร็จอย่างมากแม้อายุจะยังน้อยก็ตาม รวมทั้งเป็นที่ยอมรับว่ามีความสามารถมากที่สุดคนหนึ่งอีกด้วย จนได้รับฉายาว่า "เดอะสเปเชียลวัน"[2]

การทำงาน[แก้]

ช่วงต้น[แก้]

งานแรกของเขาในวงการฟุตบอลเริ่มขึ้นที่สปอร์ติงลิสบอน ยุคที่เซอร์บ็อบบี ร็อบสัน คุมทีมเมื่อปี ค.ศ. 1992 โดยเป็นล่ามแปลภาษาโปรตุเกส และในไม่ช้าก็เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม และติดตามปู่บ็อบไปคุมทีมโปร์ตู และมหาอำนาจลูกหนังอย่างบาร์เซโลนาในปี ค.ศ. 1996 หลังจากปู่บ็อบออกจากกัมนอว (คัมป์นู) ไปคุมเพเอสเวไอนด์โฮเวน (พีเอสวี) ในเนเธอร์แลนด์ โชเซก็ยังคงอยู่ที่ถิ่นอ่างยักษ์นี้ต่อไป โดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของหลุยส์ ฟาน กาล ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ที่เข้ามาแทนนั่นเอง ในระหว่างที่อยู่กับบาร์เซโลนา ทีมได้แชมป์มากมายทั้งสแปนิชคิงส์คัพและซูเปอร์คัพ รวมถึงยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพด้วย การได้ทำงานที่บาร์เซโลนานั้นทำให้เขามีโอกาสในการศึกษาจากผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ถึง 2 คน โดยโชเซกล่าวไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติว่า ผู้จัดการ 2 คนนี้แตกต่างกันมาก โดยปู่บ็อบแทบไม่สนใจแทกติกเลย ปล่อยหน้าที่การวางแผนเป็นของมูรีนโย แต่จะคุมทีมซ้อมด้วยตนเองเพื่อแสดงให้ลูกทีมเห็นด้วยท่าทางที่ชัดเจน และจำลองเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสนามด้วย และปู่บ็อบยังชอบเกมรุกอย่างมากอีกด้วย ขณะที่ฟาน กาล ยกหน้าที่คุมทีมซ้อมให้กับมูรีนโย และตัวเขาเป็นผู้วางแผน ด้วยเหตุนี้ มูรีนโยจึงได้เรียนรู้ทั้งสองด้าน[3]

ไบฟีกาและไลรีอา[แก้]

และแล้วโอกาสในการเป็นผู้จัดการทีมเต็มตัวของเขาก็มาถึงในเดือนกันยายน ค.ศ. 2000 เมื่อเขาได้รับข้อเสนอจากทีมยักษ์ใหญ่ในประเทศบ้านเกิดอย่างไบฟีกาเพื่อไปแทนที่ยุพพ์ ไฮน์เคส (Jupp Heynckes) ซึ่งในขณะนั้นฟุตบอลลีกโปรตุเกสผ่านไปแล้ว 4 นัด งานแรกของเขาคือดึงตัวการ์ลูส โมเซร์ อดีตกองหลังทีมชาติบราซิลชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 1990 ซึ่งเคยมาค้าแข้งกับไบฟีกาถึง 2 ครั้งก่อนไปแขวนสตั๊ดที่ญี่ปุ่นมาเป็นผู้ช่วยของเขา

แต่ขณะที่ทั้งคู่กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะหลังถล่มคู่ปรับร่วมเมืองสปอร์ติงลิสบอนไปถึง 3-0 สโมสรก็ไม่ได้ต่อสัญญาหลังผ่านไปเกือบครึ่งฤดูกาลเพื่อเปิดทางให้อังตอนีอู ชูเซ กงไซเซา โอลีไวรา หรือโตนี ซึ่งเป็นตำนานของทีมคนหนึ่งเข้ามารับงานแทน มูรีนโยจึงต้องออกจากไบฟีกาหลังทำงานไปเพียง 9 นัดในลีกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 2000

แต่แล้วเขาก็ว่างได้ไม่นานเมื่อทีมระดับกลางตารางอย่างอูนีเอาดีไลรีอาหยิบยื่นโอกาสให้เขาในเดือนมกราคม ค.ศ. 2001หรือหลังจากตกงานเพียงเดือนเดียว โดยในปีแรกนั้น เขาพาทีมทะยานสู่อันดับ 5 ซึ่งเป็นอันดับดีที่สุดของทีม และที่สำคัญ ไลรีอาของเขามีอันดับดีกว่าไบฟีกาที่เพิ่งเมินเขาด้วย

โปร์ตู[แก้]

ในเดือนมกราคมปีต่อมา มูรีนโยก็ต้องย้ายที่ทำงานอีกครั้งหลังผลงานการคุมทีมไปเข้าตาโปร์ตู ยักษ์ใหญ่อีกรายของโปรตุเกสที่ผลงานกำลังจมดิ่ง และมีทีท่าจะอดร่วมสังคายนาบอลยุโรปทุกรายการด้วยฝีมือการคุมทีมของออกตาวีอู มาชาดู และแล้วการตัดสินใจของปอร์โต้ก็สัมฤทธิ์ผลในท้ายฤดูกาล เมื่อกุนซือสมองเพชรคนนี้โชว์ฝีมือในการคุมทีม 15 นัด ชนะ 11 เสมอ 2 และแพ้แค่ 2 นัด และให้สัญญาว่าปีหน้าจะพาทีมไปร่วมวงตะลุยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีกด้วย

มูรีนโยจัดแจงเตรียมทีมเพื่อสู้ต่อในฤดูกาลถัดไป ทั้งนักเตะเก่าที่เขาเชื่อมั่นว่าจะเป็นกำลังสำคัญในทีมอย่างวีตูร์ บาอีอา, รีการ์ดู การ์วัลยู, กอชตินยา, เดโก, ดมีตรี อาเลนีเชฟ, เอลดีร์ ปูชตีกา และเรียกชอร์ชี กอชตา กองหลังกัปตันทีมกลับมาจากชาร์ลตันแอทเลติก (หลังจากขัดแย้งกับมาชาดู) จากนั้นนักเตะหน้าใหม่ก็ทยอยเดินเข้าสู่ทีม ทั้งนูนู วาเลงตี, เดร์เลย์ (ศิษย์เก่าจากไลรีอาทั้งสองคน), เปาลู ฟีร์ไรรา (จากวีตอเรียดีเซตูบัล), เปดรู เอมานูเอล (จากบัววีชตา) และเอดการัส ยันเคาส์คัสกับมานีชีจากไบฟีกา

แล้วมูรีนโยก็ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง เมื่อฤดูกาลต่อมา เขาพาทีมได้แชมป์ลีกด้วยสถิติสวยหรู ชนะ 27 นัด เสมอ 5 นัด และแพ้เพียง 2 นัด ทิ้งห่างอันดับ 2 ไบฟีกาที่เขาเดินออกมาเมื่อ 2 ปีก่อนไม่เห็นฝุ่นถึง 11 แต้ม โดยแต้มรวม 86 แต้มยังเป็นสถิติใหม่ของลีกอีกด้วย นับตั้งแต่เปลี่ยนการให้คะแนนทีมชนะเป็น 3 คะแนน เฉือนของเก่าที่ปอร์โต้ทำไว้เองไปคะแนนเดียว ไม่เท่านั้น แชมป์โปรตุเกสคัพก็ตกเป็นของมูรีนโยและเหล่าลูกทีม เมื่อเอาชนะทีมเก่าไลรีอาในนัดชิงไปหวุดหวิด 1-0 กลายเป็นดับเบิลแชมป์ในประเทศ แต่เขาและลูกทีมโปร์ตูยังไม่พอใจแค่นั้น หลังจากได้แชมป์ที่สองไม่นาน แชมป์ที่สามก็ตามมาในไม่กี่วัน เมื่อโปร์ตูสามารถยัดเยียดความปราชัยให้ยอดทีมจากสกอตแลนด์อย่างเซลติกในนัดชิงยูฟ่าคัพที่เมืองเซบียา ประเทศสเปน สร้างประวัติศาสตร์คว้าทริปเปิลแชมป์มาครองในปีแรกที่เข้ามาทำหน้าที่อย่างเต็มฤดูกาล พร้อมทั้งได้สิทธิ์ไปยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

ฤดูกาลถัดมา โปร์ตูของมูรีนโยยังคงเล่นได้ดีและคว้าแชมป์ลีกไปครองเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน โดยพวกเขาได้แชมป์ไปตั้งแต่ 5 สัปดาห์ก่อนปิดฤดูกาล แม้ทีมต้องลงแข่งหลายรายการ รวมทั้งยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกด้วย โปร์ตูก็ยังคงฝ่าฟันมาจนถึงรอบชิงชนะเลิศโปรตุเกสคัพได้สำเร็จ ครั้งนี้พวกเขาพ่ายให้กับไบฟีกาไป แต่สองสัปดาห์ถัดมา พวกเขาก็สร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลอันล้ำค่ามาครองได้ที่อาเรนาเอาฟ์ชัลเคอในเมืองเกลเซนเคียร์เชิน ประเทศเยอรมนี โทรฟีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรปตกเป็นของพวกเขาหลังฝ่าด่านโหดมากมายทั้งแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, โอลิมปิกลียง, ลาโกรูญา และโมนาโก ในนัดชิง 3-0 โดยแพ้เพียงนัดเดียวให้กับเรอัลมาดริดในรอบแบ่งกลุ่ม เป็นแชมป์ที่ 5 และแชมป์ส่งท้ายของเขากับโปร์ตู

ขณะที่เขายังคุมโปร์ตูอยู่นั้น มูรีนโยมีข่าวพัวพันกับยอดทีมของยุโรปมากมายรวมถึงลิเวอร์พูลและเชลซีด้วย ในขณะนั้นมูรีนโยกล่าวว่าเขาสนใจลิเวอร์พูลมากกว่าเชลซี “ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ทำให้ทุกคนสนใจ และเชลซีไม่ทำให้ผมสนใจมากนัก เพราะเชลซีเป็นโครงการใหม่ที่สร้างขึ้นมาด้วยเงินมหาศาล ผมคิดว่ามันเป็นโครงการที่หากสโมสรไม่ประสบความสำเร็จใด ๆ อับราโมวิชก็จะล้มเลิกและนำเงินของเขาออกจากสโมสร มันเป็นโครงการที่ไม่แน่นอน มันน่าสนใจสำหรับผู้ฝึกสอนที่มีเงินซื้อนักเตะคุณภาพ แต่คุณไม่สามารถรู้เลยว่าจะประสบความสำเร็จเมื่อไหร่”

เชลซี[แก้]

ฤดูกาลต่อมา ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004 เขาย้ายมาเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลเชลซี ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทีมอย่างมากมายจากการเข้ามาของเจ้าของคนใหม่ โรมัน อับราโมวิช เพียงฤดูกาลแรกเค้าสร้างความเกรียวกราวกับการตอบโต้ระหว่างผู้จัดการทีม และการให้ข่าวกับนักข่าวอย่างมากมาย มูรีนโยสามารถทำทีมเชลซีได้แชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมานาน สามารถทำแต้มได้สูงสุดนับแต่ตั้งพรีเมียร์ลีกมาและยังสร้างสถิติใหม่อีกมากมาย พร้อม ๆ กับถ้วยแชมป์ลีกคัพกลายเป็นดับเบิลแชมป์ มูรีนโยสามารถทำทีมเข้าสู่รอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก แต่สุดท้ายแพ้ลิเวอร์พูล ตกรอบไปด้วยผล 1-0 มูรีนโยสร้างความเกรียวกราวอีกครั้งกับประโยค "ประตูที่ไม่เคยเกิดขึ้น" ของลุยส์ การ์ซีอา ซานซ์

ฤดูกาลต่อมา (2005-2006) มูรีนโยทำทีมป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง แต่ผลงานในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกทำได้เพียงผ่านเข้ารอบแปดทีมสุดท้าย โดยแพ้บาร์เซโลนาตกรอบ พร้อม ๆ กับสร้างความเกรียวกราวด้วยการวิจารณ์ผู้ตัดสินจนถูกปรับเงิน และผู้ตัดสินได้ตัดสินใจแขวนนกหวีดในเวลาต่อมา

ฤดูกาลต่อมา (2006-2007) มูรีนโยไม่สามารถป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากลูกทีมเชลซีตัวสำคัญคือ ปีเตอร์ เช็ค และจอห์น เทอร์รี ในเวลานั้น มีอาการบาดเจ็บอย่างมากและต้องใช้เวลาพักฟื้นยาวนาน แต่สุดท้ายในช่วงปลายฤดูกาลแข่งขัน มูรีนโยสามารถสร้างผลงานด้วยการคว้าแชมป์ลีกคัพและเอฟเอคัพมาครองได้ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อลิเวอร์พูลอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกจากการดวลจุดโทษ

ฤดูกาลต่อมา (2007) มูรีนโยไม่สามารถสร้างผลงานให้เชลซีได้ดีเพียงพอและมีปัญหากับเจ้าของสโมสร จึงถูกปลดออกกลางฤดูกาลแข่งขัน โดยเป็นผู้จัดการทีมคนแรกของพรีเมียร์ลีกในปีนั้นที่ออกจากตำแหน่งทั้ง ๆ ที่ทำงานได้ดี

อินเตอร์มิลาน[แก้]

ในปี ค.ศ. 2008 เขาก็ตอบรับการเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลอินเตอร์มิลานและทำทีมได้แชมป์ลีกอิตาลี

ในปี ค.ศ. 2010 พาอินเตอร์มิลานเข้ารอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2009-2010 กับบาเยิร์นมิวนิกซึ่งมีหลุยส์ ฟาน กาล เจ้านายเก่าเป็นกุนซืออยู่ตอนนั้น และได้คว้าแชมป์ไปในที่สุด รวมทั้งได้ 3 แชมป์ ได้แก่ แชมป์ลีกในประเทศ บอลถ้วยในประเทศ และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลเดียวกัน จากนั้นก็มีข่าวทันทีว่ามูรีนโยจะไปคุมยอดทีมจากประเทศสเปนนั่นคือเรอัลมาดริด

เรอัลมาดริด[แก้]

ในปี ค.ศ. 2010 เขาย้ายมาเป็นผู้จัดการทีมเรอัลมาดริดและต่อมาเขาก็ได้แชมป์โกปาเดลเรย์ ด้วยการชนะบาร์เซโลนาในช่วงต่อเวลาพิเศษไป 1–0 ต่อมาในปี ค.ศ. 2012 หรือในช่วงฤดูกาล 2011–12 ในลาลีกา มูรีนโยนำทีมเรอัลมาดริด คว้าแชมป์ลาลีกาได้สำเร็จโดยมีคะแนนทั้งหมด 100 คะแนน ซึ่งนำห่างบาร์เซโลนา แชมป์เก่าไปถึง 9 แต้ม ในช่วงต้นฤดูกาลสุดท้ายของเขากับเรอัลมาดริด มูรีนโยนำทีมโค่นบาร์เซโลนาในศึกสแปนิชซูเปอร์คัพ โดยเป็นการเตะ 2 นัด เหย้า-เยือน นั่นเท่ากับว่า มูรีนโยได้คว้าทุกแชมป์ในสเปนภายในระยะเพียง 3 ปี และทั้งหมดคือการโค่นบาร์เซโลนา ไม่ว่าจะเป็นลาลีกา โกปาเดลเรย์ และสแปนิชซูเปอร์คัพ และเป็นการบ่งบอกว่านับตั้งแต่เริ่มทำงานกับสโมสรโปร์ตู ไม่มีปีไหนที่มูรีนโยมือเปล่า และจากไปอย่างยิ่งใหญ่สู่สโมสรเชลซี

เชลซี[แก้]

เป็นการกลับมาบ้านเก่าอีกครั้งของมูรีนโย โดยเซ็นสัญญาระยะเวลา 4 ปี พร้อมประเดิมนักเตะคนแรก อันเดร เชือร์เลอ ในงานแถลงข่าว นักข่าวถามมูรีนโยว่ารู้สึกอย่างไรที่อันเดรส อีเนียสตา กล่าวว่าเขาทำให้วงการฟุตบอลในสเปนเสื่อมเสีย มูรีนโยตอบว่า เรอัลมาดริดคว้าแชมป์ลาลีกาเหนือบาร์เซโลนาด้วยการทำแต้มสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่กำเนิดวงการฟุตบอลสเปนขึ้นมาร้อยกว่าปี ทำประตู 121 ประตู สูงที่สุดในประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในโกปาเดลเรย์ เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในกัมนอว์ ถิ่นของพวกเขา เรอัลมาดริดล้มบาร์เซโลนาในสแปนิชซูเปอร์คัพ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกเจ็บสุด ๆ (They hurted) มูรีนโยบอกว่าการคุมทีมระดับเชลซีโดยทำได้เพียงคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ (ยูโรปาลีก) ถือเป็นสิ่งที่น่าผิดหวัง เพราะถ้วยนี้ไม่เคยอยู่ในสายตาของเขา เป็นการเหน็บแนมราฟาเอล เบนีเตซ ตามสไตล์ของเขา

เกียรติยศ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ในภาษาอังกฤษออกเสียง /ʒəʊˈzeɪ mʊˈriːnjəʊ/ หรือ /ʒoʊˈzeɪ mʊˈriːnjoʊ/. Longman Dictionary of Contemporary English fifth edition. [DVD-ROM]. London: Pearson Education, 2009.
  2. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ .E0.B9.80.E0.B8.94.E0.B8.AD.E0.B8.B0
  3. หนังสือพิมพ์สตาร์ ซอคเก้อร์ ฉบับวันเสาร์ที่ 22 กันยปกด้ห่ยน 2550 : 21-22