มารีโอ บาโลเตลลี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มารีโอ บาโลเตลลี
Mario Balotelli with Liverpool September 2014.jpg
บาโลเตลลีขณะที่ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูล ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2014
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม มารีโอ บาร์วูอา บาโลเตลี
เกิด 12 สิงหาคม ค.ศ. 1990 (24 ปี)[1]
เกิดที่ ปาแลร์โม, อิตาลี
สูง 1.89 ม. (6 ฟุต 2 นิ้ว)[2]
ตำแหน่ง กองหน้า
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน ลิเวอร์พูล
หมายเลข 45
ชุดเยาวชน
2001–2006 ลูเมซซาเน
ชุดใหญ่*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2006–2007 ลูเมซซาเน 2 (0)
2007–2010 อินเตอร์มิลาน 59 (20)
2010–2013 แมนเชสเตอร์ซิตี 54 (20)
2013–2014 เอ.ซี. มิลาน 43 (26)
2014– ลิเวอร์พูล 11 (0)
ทีมชาติ
2008–2010 อิตาลี ยู-21 16 (6)
2010– อิตาลี 33 (13)
* จำนวนนัดที่ลงเล่นให้ชุดใหญ่และจำนวนประตูนับเฉพาะลีกท้องถิ่นเท่านั้น และ เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 พฤศภาคม 2014.

† ลงเล่น (ประตู)

‡ จำนวนนัดที่ลงเล่นและจำนวนประตูให้ทีมชาติ ข้อมูล ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2014
ขณะที่ลงเล่นให้กับอิตาลี ในฟุตบอลยูโร 2012 นัดที่พบกับอังกฤษ

มารีโอ บาร์วูอา บาโลเตลลี (อิตาลี: Mario Barwuah Balotelli, เสียงอ่านภาษาอิตาลี: [ˈmaːrjo baloˈtɛlli])[3] นักฟุตบอลอาชีพชาวอิตาลี เล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวรุกให้กับลิเวอร์พูล[4][5] และทีมชาติอิตาลี ทั้งนี้บาโลเตลลีเป็นนักฟุตบอลที่เป็นที่รับรู้กันดีว่า มีพฤติกรรมส่วนตัวที่แย่กับหลายสโมสร[6]

บาโลเตลลี เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1990 เป็นชาวอิตาลีเชื้อสายกานา ครอบครัวมีฐานะยากจนมาก แถมมีปัญหาสุขภาพตั้งแต่เด็ก ทำให้พ่อและแม่ต้องตัดสินใจส่งให้กับผู้ที่มีฐานะร่ำรวยกว่าดูแลเมื่ออายุ 3 ขวบ [6]

บาโลเตลลีเริ่มอาชีพในฐานะนักฟุตบอลอาชีพกับลูเมซซาเน และได้เล่นในทีมชุดใหญ่เพียง 2 ครั้ง เคยทดสอบฝีเท้ากับบาร์เซโลนา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จากนั้นได้ร่วมกับอินเตอร์มิลาน ในปี ค.ศ. 2007 โรแบร์โต มันชีนี ผู้จัดการทีมนำบาโลเตลลีเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ แต่เมื่อมันชีนีออกจากทีมไป วินัยของบาโลเตลลีก็แย่ลง บาโลเตลลีไม่ลงรอยกับโชเซ มูรีนโย ผู้ช่วยผู้จัดการทีม และในเดือนมกราคม ค.ศ. 2009 ก็ถูกพักออกไปจากทีมชุดใหญ่หลังมีปัญหาด้านวินัย ปัญหาเริ่มมากขึ้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2010 เมื่อถูกวิจารณ์อย่างหนักจากแฟน ๆ อินเตอร์มิลาน เมื่อบาโลเตลลีออกรายการโทรทัศน์อิตาลีที่ชื่อ Striscia la Notizia โดยสวมเสื้อเอ.ซี. มิลาน สถานการณ์ในทีมของบาโลเตลลียังแย่ลงเรื่อย ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังได้ลงสนามเป็นครั้งคราว และสถานการณ์ก็มาเลวร้ายสุด ๆ เมื่อบาโลเตลลีโยนชุดอินเตอร์มิลานลงบนพื้น หลังจากถูกแฟนสโมสรโห่ในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในรอบรองชนะเลิศที่เสมอกับบาร์เซโลนา

เมื่ออนาคตกับอินเตอร์มิลานไม่แน่นอน บาโลเตลลีก็ได้รับการติดต่อจากมันชีนี อดีตผู้จัดการของอินเตอร์มิลานให้ย้ายไปร่วมกับแมนเชสเตอร์ซิตีในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ที่นั่นบาโลเตลลีได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าในช่วงปลายฤดูกาลมันชีนีก็ระบุว่า มาโลเตลลีเป็นนักฟุตบอลที่ไม่อาจจะควบคุมได้ และสั่งระงับการลงเล่นของบาโลเตลลีในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในนัดที่พบกับเรอัลมาดริด ถึงขนาดมีข่าวลือว่าทั้งคู่เกือบจะชกต่อยกันในสนามฝึกซ้อม แต่มันชีนีก็ได้ปฏิเสธ[7] ต่อมาบาโลเตลลีได้ย้ายเล่นที่เอ.ซี. มิลาน ในอิตาลี ประเทศของตนเองอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ต้นฤดูกาล 2014-15 เมื่อลิเวอร์พูลได้ขอซื้อตัวบาโลเตลลีกลับไปยังพรีเมียร์ลีกอีกครั้งด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ สัญญา 3 ปี[8] ทั้งที่สโมสรที่มีข่าวกับบาโลเตลลีมาอย่างต่อเนื่อง คือ อาร์เซนอล[9]

สโมสรอาชีพ[แก้]

อินเตอร์มิลาน[แก้]

แมนเชสเตอร์ซิตี[แก้]

เอ.ซี. มิลาน[แก้]

ลิเวอร์พูล[แก้]

บาโลเตลลีได้ย้ายจาก เอ.ซี. มิลาน มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ โดย บาโลเตลลี ได้สวมเสื้อหมายเลข 45 ในวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 2014 บาโลเตลลี ได้ลงสนามนัดแรก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ทอตนัมฮอตสเปอร์ ที่ ไวต์ฮาร์ตเลน 3-0 ต่อมา ในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 2014 บาโลเตลลี ได้ทำประตูแรกให้กับ ลิเวอร์พูล ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ลูโดโกเร็ตส์ ราซกราด จาก บัลแกเรีย 2-1 ได้ที่สนามแอนฟีลด์[10] ต่อมา ในแคปปิตอล วัน คัพ รอบที่ 3 บาโลเตลลี ได้ลงสนามเป็นตัวสำรอง ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เสมอกับ มิดเดิลส์เบรอ 1-1 ในเวลา 90 นาที และในช่วงต่อเวลาพิเศษเสมอ 2-2 ทำให้ต้องตัดสินในการยิงจุดโทษ และ บาโลเตลลี ยิงจุดโทษเข้า 2 ประตู ช่วยให้ ลิเวอร์พูล เอาชนะในการยิงจุดโทษ 14-13[11] ต่อมา ในแคปปิตอล วัน คัพ รอบที่ 4 บาโลเตลลี ได้ลงสนามเป็นตัวสำรอง และยิงประตูตีเสมอในช่วงท้ายการแข่งขัน ก่อนที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ สวอนซีซิตี 2-1 ได้ที่สนามแอนฟีลด์[12]

แต่การเล่นในพรีเมียร์ลีก บาโลเตลลียิงไม่ได้เลยจนกระทั่งจบปี ค.ศ. 2014 จนถูกวิจารณ์อย่างหนัก ซึ่งทางเบรนดัน ร็อดเจอส์ ผู้จัดการทีมก็ได้ยอมรับว่าบาโลเตลลีมีรูปแบบการเล่นที่ไม่เข้ากับทีม[13] อีกทั้งเจ้าตัวก็ได้รับการลงโทษจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ให้แบน 1 นัด ในนัดที่ลิเวอร์พูลพบกับ อาร์เซนอล ที่สนามแอนฟีลด์ และปรับเงิน 25,000 ปอนด์ จากการที่เจ้าตัวได้โพสต์ข้อความในอินสตาแกรมส่วนตัวในลักษณะเหยียดเชื้อชาติ[14]

สถิติ[แก้]

สโมสร[แก้]

สโมสร ฤดูกาล ลีก ฟุตบอลถ้วย ลีกคัพ ยุโรป อื่น ๆ รวม
Division ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู
ลูเมซซาเน 2005–06 Serie C1 2 0 2 0
Total 2 0 2 0
อินเตอร์มิลาน 2007–08 Serie A 11 3 4 4 0 0 0 0 15 7
2008–09 22 8 2 0 6 1 1 1 31 10
2009–10 29 9 5 1 8 1 1 0 40 11
Total 59 20 11 5 14 2 2 1 86 28
แมนเชสเตอร์ซิตี 2010–11 พรีเมียร์ลีก 17 6 5 1 0 0 6 3 28 10
2011–12 23 13 0 0 2 1 6 3 1 0 32 17
2012–13 14 1 1 0 1 1 4 1 0 0 20 3
รวม 54 20 6 1 3 2 16 7 1 0 80 30
มิลาน 2012–13 Serie A 13 12 0 0 13 12
2013–14 30 14 1 1 10 3 41 18
รวม 43 26 1 1 10 3 54 30
ลิเวอร์พูล 2014–15 พรีเมียร์ลีก 11 0 0 0 2 1 3 1 0 0 16 2
รวม 11 0 0 0 2 1 3 1 0 0 16 2
รวมทั้งหมด 169 66 18 7 5 3 43 13 3 1 238 90

ทีมชาติ[แก้]

ทีมชาติ ปี ลงเล่น ประตู
อิตาลี 2010 2 0
2011 5 1
2012 9 4
2013 13 7
2014 4 1
รวม 33 13

เกียรติประวัติ[แก้]

สโมสร[แก้]

อินเตอร์มิลาน

  • Serie A (3): 2007–08, 2008–09, 2009–10
  • Coppa Italia (1): 2009–10
  • Supercoppa Italiana (1): 2008
  • UEFA Champions League (1): 2009–10

แมนเชสเตอร์ซิตี

  • Premier League (1): 2011–12
  • FA Cup (1): 2010–11
  • FA Community Shield (1): 2012

ทีมชาติ[แก้]

  • UEFA European Football Championship Runner up: 2012
  • FIFA Confederations Cup Third place: 2013

รางวัลส่วนตัว[แก้]

  • Golden Boy Award (1): 2010
  • Serie A Team of the Year (1): 2012–13
  • FA Cup Final Man of the Match (1): 2011
  • UEFA Euro Team of the Tournament (1): 2012

อ้างอิง[แก้]

  1. "Mario Balotelli Profile". Internazionale. สืบค้นเมื่อ 3 July 2010. 
  2. "Mario Balotelli". acmilan.com. สืบค้นเมื่อ 9 June 2013. 
  3. "Mario Balosas" (ใน Italian). FC Internazionale Milano. สืบค้นเมื่อ 18 October 2008. 
  4. "Balotelli saluta l'Italia "Ho bisogno di giocare"". La Gazzetta dello Sport (ใน Italian). 13 August 2010. สืบค้นเมื่อ 13 August 2010. 
  5. "Balotelli signs for City". Manchester City FC. 13 August 2010. สืบค้นเมื่อ 13 August 2010. 
  6. 6.0 6.1 "“บาโลเตลลี-ซัวเรซ” ความเหมือนที่ลงตัว". ผู้จัดการออนไลน์. 28 August 2014. สืบค้นเมื่อ 30 August 2014. 
  7. "มันชินี่ปัดทะเลาะเกรียนโอ้". http://sport.thaiza.com/. สืบค้นเมื่อ 30 August 2014. 
  8. ""หงส์แดง" เปิดตัว "บาโลเตลลี"". now26.tv. 26 August 2014. สืบค้นเมื่อ 30 August 2014. 
  9. "'ปืนใหญ่' เล็งคว้า 'บาโลเตลลี' เสริมแนวรุกช่วงปิดฤดูกาล". ไทยรัฐ. 13 February 2014. สืบค้นเมื่อ 30 August 2014. 
  10. เจอร์ราร์ดยิงจุดโทษท้ายเกมให้ลิเวอร์พูลคว้าชัยสุดดราม่า
  11. ลิเวอร์พูลผ่านเข้ารอบจากการดวลจุดโทษสุดดราม่า
  12. บาโลเตลลี และลอฟเรน ทำประตูชัยสุดดราม่าท้ายเกม
  13. "เพิ่งรู้ตัว!บีร็อดยอมรับบาโลไม่เข้ากับสไตล์หงส์". สยามสปอร์ต. 25 December 2014. สืบค้นเมื่อ 4 January 2015. 
  14. "บาโลเตลลีโดนแบน 1 นัด หลังโพสต์ IG เชิงเหยียดเชื้อชาติ". ครอบครัวข่าว 3. 19 December 2014. สืบค้นเมื่อ 4 January 2015. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]