บ็อบบี ร็อบสัน
| ข้อมูลส่วนตัว | ||
|---|---|---|
| ชื่อเต็ม | โรเบิร์ต วิลเลียม ร็อบสัน | |
| วันเกิด | 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 | |
| สถานที่เกิด | ซาคริสตัน, มณฑลเดอแรม ประเทศอังกฤษ | |
| วันที่เสียชีวิต | 31 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 (76 ปี) | |
| ตำแหน่ง | กองหน้าตัวริมเส้น | |
| สโมสรอาชีพ* | ||
| ปี | สโมสร | ลงเล่น (ประตู) |
| 1950-1956 1956-1962 1962-1967 1967-1968 |
ฟูแลม เวสต์บรอมวิชอัลเบียน ฟูแลม แวนคูเวอร์รอยัลส์ |
152 (68) 239 (56) 192 (9) |
| ทีมชาติ | ||
| 1957-1962 | ทีมชาติอังกฤษ | 20 (4) |
| บริหารทีม | ||
| 1968 1969-1982 1982-1990 1990-1992 1992-1994 1994-1996 1996-1997 1998-1999 1999-2004 |
ฟูแลม อิปสวิชทาวน์ ทีมชาติอังกฤษ พีเอสวีไอนด์โฮเฟน สปอร์ติงลิสบอน เอฟซีปอร์โต บาร์เซโลนา พีเอสวีไอนด์โฮเฟน นิวคาสเซิลยูไนเต็ด |
|
|
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมสโมสร |
||
เซอร์ โรเบิร์ต วิลเลียม ร็อบสัน (อังกฤษ: Sir Robert William Robson) (18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 – 31 กรกฎาคม ค.ศ. 2009) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน เป็นอดีตนักฟุตบอลและผู้จัดการทีมฟุตบอลชาวอังกฤษ
เขาเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหน้า ในเวลาเกือบ 20 ปี เขาลงเล่นให้กับ 3 ทีม ได้แก่ ฟูแลม, เวสต์บรอมวิชอัลเบียน และแวนคูเวอร์รอยัลส์ เขาลงเล่นในนามทีมชาติอังกฤษ 20 นัด และยิงได้ 4 ประตู
เขาเป็นที่รู้จักจากการเป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จทั้งกับทีมชาติและสโมสร เขาสามารถคว้าแชมป์ลีกได้ใน 2 ประเทศ คือเนเธอร์แลนด์ และโปรตุเกส และคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยในอังกฤษและสเปน รวมทั้งยังสามารถนำทีมชาติอังกฤษเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในฟุตบอลโลก 1990 และประสบความสำเร็จในการคุมทีมชาติไอร์แลนด์
เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน เสียชีวิตลงอย่างสงบในขณะที่มีอายุ 76 ปี ด้วยโรคมะเร็งที่บ้านของเขา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 หลังจากที่ป่วยมานานถึง 15 ปี
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติ
ร็อบสันเกิดที่มณฑลเดอแรม เขาเป็นลูกชายคนที่ 4 จาก 5 คน ของฟิลิปป์ และลิเลียน ร็อบสัน ในวัยเด็กพ่อของเขามักจะพาเขาไปชมเกมการแข่งขันของนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ที่เซนต์เจมส์พาร์คอยู่เสมอ[1][2][3] ร็อบสันชื่นชอบ แจ็คกี มิลเบิร์น และเลน แช็คเลย์ตันมาก และยกย่องว่าเป็นฮีโร่ในวัยเด็กของเขา โดยทั้งสองเป็นนักฟุตบอลที่เล่นในตำแหน่งกองหน้า ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่เขาเล่นเมื่อตอนค้าแข้ง
[แก้] สมัยเป็นนักเตะ
[แก้] ระดับสโมสร
[แก้] สถิติในฐานะผู้เล่น
| ระดับสโมสร | เกมลีก | ฟุตบอลถ้วย | ลีกคัพ | รวม | ||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ฤดูกาล | สโมสร | ลีก | ลงเล่น | ประตู | ลงเล่น | ประตู | ลงเล่น | ประตู | ลงเล่น | ประตู |
| อังกฤษ | ลีก | เอฟเอคัพ | ลีกคัพ | รวม | ||||||
| 1950–51 | ฟูแลม | ดิวิชันหนึ่ง | 1 | 0 | - | - | 1 | 0 | ||
| 1951–52 | 16 | 3 | - | - | 16 | 3 | ||||
| 1952–53 | ดิวิชันสอง | 35 | 19 | 1 | 0 | - | 36 | 19 | ||
| 1953–54 | 33 | 13 | 1 | 1 | - | 34 | 14 | |||
| 1954–55 | 42 | 23 | 1 | 0 | - | 43 | 23 | |||
| 1955–56 | 25 | 10 | 2 | 0 | - | 27 | 10 | |||
| 1955–56 | เวสต์บรอมวิชอัลเบียน | ดิวิชันหนึ่ง | 10 | 1 | - | - | 10 | 1 | ||
| 1956–57 | 39 | 12 | 2 | 1 | - | 41 | 13 | |||
| 1957–58 | 41 | 24 | 7 | 3 | - | 48 | 27 | |||
| 1958–59 | 29 | 4 | 1 | 1 | - | 30 | 5 | |||
| 1959–60 | 41 | 6 | 3 | 0 | - | 44 | 6 | |||
| 1960–61 | 40 | 5 | 1 | 0 | - | 41 | 5 | |||
| 1961–62 | 39 | 4 | 4 | 0 | - | 43 | 4 | |||
| 1962–63 | ฟูแลม | 34 | 1 | 2 | 1 | 2 | 0 | 38 | 2 | |
| 1963–64 | 39 | 1 | 2 | 0 | 1 | 0 | 42 | 1 | ||
| 1964–65 | 42 | 1 | 2 | 0 | 3 | 1 | 47 | 2 | ||
| 1965–66 | 36 | 6 | - | 3 | 0 | 39 | 6 | |||
| 1966–67 | 41 | 0 | 3 | 0 | 3 | 0 | 47 | 0 | ||
| รวม | อังกฤษ | 583 | 133 | 32 | 7 | 12 | 1 | 627 | 141 | |
| สรุปรวม | 583 | 133 | 32 | 7 | 12 | 1 | 627 | 141 | ||
[แก้] ระดับทีมชาติ
[แก้] บทบาทในฐานะผู้จัดการทีม
[แก้] การคุมทีมในช่วงแรก
ใน ค.ศ. 1959 ร็อบสันได้เข้าดำรงตำแหน่งเป็นโค้ชให้กับทีมชาติอังกฤษ ร็อบสันดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีมเป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม ค.ศ. 1968 โดยเป็นผู้จัดการทีมของฟูแลม อดีตต้นสังกัดของเขาในสมัยค้าแข้ง ภายใต้การคุมทีมของเขาจาก 24 นัด ฟูแลมมีคะแนนเพียงแค่ 16 คะแนนเท่านั้น[4][5] ทำให้เขาไม่สามารถช่วยทีมให้รอดพ้นจากการตกชั้นสู่ดิวิชันสองได้[6] ซึ่งการตกชั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน[7]
หลังจากนั้นเขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีมของอิปสวิชทาวน์ ใน ค.ศ. 1969 และประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยในฤดูกาล 1972-73 เขาพาทีมคว้าอันดับที่ 4 ในลีกได้สำเร็จ และยังพาทีมคว้าแชมป์ Texaco Cup อีกด้วย[8] ในฤดูกาล 1977-78 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ 9 ของเขากับทีม อิปสวิชจบฤดูกาลได้ต่ำกว่าอันดับที่ 6 ของตาราง แต่อย่างไรก็ตามเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้ โดยในนัดชิงชนะเลิศอิปสวิชสามารถเอาชนะอาร์เซนอลไปได้ 1-0[9] ในอีก 3 ปีถัดมา เขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพได้สำเร็จ โดยการเอาชนะอาแซดอัลค์มาร์ด้วยสกอร์รวม 5-4[10]
ใน ค.ศ. 2002 การสร้างรูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของเขาเสร็จสิ้น โดยตั้งอยู่ที่พอร์ตแมนโรด สนามเหย้าของอิปสวิช
[แก้] ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ
[แก้] การคุมทีมอื่นๆในทวีปยุโรป
ก่อนที่ฟุตบอลโลก 1990 จะเริ่มขึ้น สมาคมฟุตบอลอังกฤษหรือเอฟเอได้บอกกับร็อบสันว่าจะไม่ต่อสัญญาของเขาต่อไป หลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมพีเอสวีไอน์โฮเฟน และคว้าแชมป์พรีเมียร์ดัตต์ได้ทั้ง 2 ฤดูกาลที่คุมทีม คือ ฤดูกาล 1990-91 และ 1991-92 แต่ไม่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลถ้วยยุโรป ทำให้เขาต้องพ้นจากตำแหน่งเมื่อจบฤดูกาล[11]
เขาเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมสปอร์ติงลิสบอนในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1992 ซึ่งในขณะนั้น โชเซ มูริญโญ เป็นล่ามในภาษาโปรตุเกสให้กับเขา ร็อบสันพาทีมจบอันดับที่ 3 ในฤดูกาลแรก แต่ก็ถูกปลดในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1993
หลังจากที่ลิสบอนปลดร็อบสันออกจากตำแหน่งไม่นานนัก เอฟซีปอร์โตก็ได้ประกาศแต่งตั้งให้เขาเป็นผู้จัดการทีมทันที โดยมีมูริญโญเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม ภายใต้การคุมทีมของเขา ปอร์โตสามารถเอาชนะลิสบอนได้ในนัดชิงชนะเลิศโปรตุกีสคัพ ต่อมาปอร์โตก็สามารถคว้าแชมป์ลีกได้ 2 สมัยติดต่อกัน คือ ฤดูกาล 1994-95 และ 1995-96[12]
เขาได้รับต่อสัญญากับทีมใน ค.ศ. 1995 และประสบความสำเร็จอย่างสูงในการคุมปอร์โต[13]
ในช่วงซัมเมอร์ปี ค.ศ. 1996 เขาได้รับโทรศัพท์จาก จวน กัลพาร์ท รองประธานสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา โดยได้สนทนากับ หลุยส์ ฟิโก เพื่อที่จะเชื้อเชิญให้เขาเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีม[14] จนในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1996 ร็อบสันได้รับการแต่งตั้งในคุมทีมบาร์เซโลนา โดยเขาได้ให้มูริญโญเป็นผู้ช่วยของเขาด้วย[15] ในการคุมทีมเขาได้เซ็นสัญญากับ โรนัลโด ด้วยค่าตัว 19.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[16] และในฤดูกาลเดียวร็อบสันสามารถพาทีมคว้าแชมป์สเปนิชคัพ, สเปนิชซูเปอร์คัพ และยูโรเปียนส์วินเนอร์คัพได้[17] โดยในฤดูกาลนี้เขาได้รับรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรปด้วย
ในฤดูกาล 1997-98 ร็อบสันเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมทั่วไปของสโมสร และ หลุยส์ ฟาน กัล เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้จัดการทีม แต่ร็อบสันอยู่ในตำแหน่งเพียงแค่ฤดูกาลเดียวเขาก็กลับไปรับตำแหน่งผู้จัดการทีมของพีเอสวีไอนด์โฮเฟนอีกครั้ง ด้วยสัญญาระยะสั้นเพียง 1 ฤดูกาล คือ ฤดูกาล 1998-99[18] โดยจบฤดูกาลในอันดับที่ 3 ของตารางตามหลังเฟเยนูร์ด และวิลเลม II[19]
[แก้] กลับคืนสู่เกาะอังกฤษ
ภายหลังสัญญาระหว่างร็อบสันกับพีเอสวีหมดลง เขาได้กลับสู่อังกฤษอีกครั้ง และมีตำแหน่งในทีมชาติอังกฤษด้วย[20] แต่หลังจากนั้น รุด กุลลิท ผู้จัดการทีมนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง บอร์ดบริหารจึงตัดสินใจแต่งตั้งให้ร็อบสันดำรงตำแหน่งแทนในวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1999[21] และสโมสรก็ได้ทำให้ร็อบสันเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากเนื่องจากให้เงินค่าซื้อขายเพียง 1 ล้านปอนด์เท่านั้น[22]
ในนัดแรกที่ร็อบสันคุมทีม เขาสามารถพาทีมถล่มเชฟฟิลด์เวนส์เดย์ไปได้อย่างขาดลอยถึง 8-0 และพาทีมจบในอันดับที่ 11 ในฤดูกาลแรก โดยจากการแข่ง 32 นัด นิวคาสเซิลสามารถเก็บชัยชนะได้ถึง 14 นัด ภายใต้การคุมทีมของเขา[22][23] หลังปี ค.ศ. 2000 เควิน คีแกน ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ทำให้มีการเจรจาให้ร็อบสันเข้ารับตำแหน่งแทนเป็นการชั่วคราว แต่ร็อบสันก็ได้ปฏิเสธที่จะเข้ารับตำแหน่ง[24] ในฤดูกาล 2001-02 นิวคาสเซิลภายใต้การคุมทีมของร็อบสันสามารถจบฤดูกาลได้ในอันดับที่ 4 ของตาราง[25] ในฤดูกาลถัดมานิวคาสเซิลจบฤดูกาลในอันดับที่ 3 ของตาราง พร้อมทั้งได้สิทธิ์ลงแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน[26] อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถพาทีมให้เขารอบต่อไปได้ ทำให้ต้องแข่งขันยูฟ่าคัพแทนในฤดูกาล 2003-04[27] โดยในฤดูกาล 2003-04 นิวคาสเซิลจบฤดูกาลในอันดับที่ 5 ของตาราง ห่างจากทีมอันดับที่ 4 เพียง 4 คะแนนเท่านั้น ทำให้ในฤดูกาล 2004-05 นิวคาสเซิลไม่สามารถแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้ แต่ต้องไปแข่งขันยูฟ่าคัพแทน[28]
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 2004 เฟรดดี เชพเพิร์ด ประธานสโมสร ประกาศปลดร็อบสันออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเริ่มฤดูกาลใหม่อย่างย่ำแย่ และขัดแย้งกับนักเตะ[29] โดยสโมสรได้ประกาศแต่งตั้ง แกรม ซูเนสส์ เข้าดำรงตำแหน่งแทนร็อบสัน
[แก้] ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์
ในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2005 เขาได้ปฏิเสธข้อเสนอของฮาร์ทส์ที่ต้องการให้เขาดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีม เนื่องจากเขาต้องการอาศัยอยู่ที่นิวคาสเซิล[30] ต่อมาในวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 2006 สตีฟ สตอนตัน เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติไอร์แลนด์ โดยพร้อมกันนี้ได้แต่งตั้งให้ร็อบสันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้วย[31] และเขาก็ได้ประกาศรีไทร์จากวงการฟุตบอลด้วยเหตุผลด้านสุขภาพใน ค.ศ. 2007
[แก้] ชีวิตนอกสนามฟุตบอล
[แก้] ชีวิตส่วนตัว
ร็อบสันสมรสกับเอลซีตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1995[32] มีลูกชาย 3 คน คือ แอนดรูว์, พอล และมาร์ค[1][33]
ตั้งแต่ ค.ศ. 1992 เป็นต้นมา ร็อบสันจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งในบางครั้งนั้นต้องมีการผ่าตัดด้วย ทำให้ส่งผลต่อด้านการงานของเขาเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างสมัยที่เขาเป็นผู้จัดการทีมเอฟซีปอร์โต เขาต้องพลาดการคุมทีมหลายเดือนในฤดูกาล 1995-96 เนื่องจากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งผิวหนัง และเนื้องอกในปอดข้างขวา[34][35]
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 ร็อบสันเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งอีกเป็นครั้งที่ 5 ต่อมาวันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอคัพที่สนามเวมบลีย์ ซึ่งปอร์ทสมัธเอาชนะคาร์ดิฟฟ์ซิตีไปได้ 1-0 โดยเขาเป็นผู้มอบถ้วยแชมป์ให้กับ โซล แคมป์เบลล์ กัปตันทีมปอร์ทสมัธ
[แก้] การเสียชีวิต
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ร็อบสันเสียชีวิตลงอย่างสงบในขณะที่มีอายุ 76 ปี ด้วยโรคมะเร็ง[36]ที่บ้านของเขา หลังจากที่ป่วยมานานถึง 15 ปี หลังจากมีการเผยแพร่ข่าวการเสียชีวิตของเขาไปทั่วโลก ทำให้คนในแวดวงต่างๆเกิดความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ออกมาสดุดีร็อบสันว่าเป็นยอดคนของวงการลูกหนัง โดยเฟอร์กูสันกล่าวว่า "ผมเสียใจมากต่อการจากไปของเพื่อนผู้ยิ่งใหญ่ ของบุคคลที่มหัศจรรย์ และเป็นคนที่มีความรู้ในเกมอย่างสูง" ส่วน กอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็ร่วมกล่าวไว้อาลัยร็อบสันเช่นกัน โดยบราวน์กล่าวว่า "ผมรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของ เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน ผมเคยได้พบกับบ็อบบี้ในหลายๆโอกาส เขาคือภาพรวมที่ชัดเจนสำหรับทุกๆเรื่องราวอันยอดเยี่ยมเกี่ยวกับฟุตบอลในประเทศนี้"[37]
[แก้] กิจกรรมอื่นๆ
[แก้] มูลนิธิ เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน
[แก้] เกียรติยศ
[แก้] สถิติในฐานะผู้จัดการทีม
[แก้] สถิติการคุมทีม
| ทีม | ประเทศ | ตั้งแต่ | ถึง | บันทึก | ||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แข่ง | ชนะ | แพ้ | เสมอ | ชนะ % | ||||
| ฟูแลม | มกราคม 1968 | พฤศจิกายน 1968 | 36 | 6 | 21 | 9 | 16.67 | |
| อิปสวิชทาวน์[38] | มกราคม 1969 | สิงหาคม 1982 | 709 | 316 | 220 | 173 | 44.57 | |
| ทีมชาติอังกฤษ[39] | 1982 | 1990 | 95 | 47 | 18 | 30 | 49.47 | |
| พีเอสวีไอนด์โฮเฟน | 1990 | 1992 | 76 | 52 | 7 | 17 | 68.42 | |
| สปอร์ติงลิสบอน | 1992 | 1994 | 59 | 34 | 12 | 13 | 57.63 | |
| เอฟซีปอร์โต | 1994 | 1996 | 120 | 86 | 11 | 23 | 71.67 | |
| บาร์เซโลนา | 1996 | 1997 | 58 | 38 | 8 | 12 | 65.52 | |
| พีเอสวีไอนด์โฮเฟน | 1998 | 1999 | 38 | 20 | 8 | 10 | 52.63 | |
| นิวคาสเซิลยูไนเต็ด | กันยายน 1999 | สิงหาคม 2004 | 255 | 119 | 72 | 64 | 46.67 | |
| ทั้งหมด | 1446 | 718 | 377 | 351 | 49.65 | |||
[แก้] เกียรติยศจากการคุมทีม
| เกียรติยศ | ทีม | ปี |
|---|---|---|
| เท็กเซโกคัพ | อิปสวิชทาวน์ | 1973 |
| เอฟเอคัพ | 1978 | |
| ยูฟ่าคัพ | 1981 | |
| Rous Cup | ทีมชาติอังกฤษ | 1986, 1988, 1989 |
| พรีเมียร์ดัตช์ | พีเอสวีไอนด์โฮเฟน | 1991, 1992 |
| คัพออฟโปรตุเกส | เอฟซีปอร์โต | 1994 |
| โปรตุกีสแชมเปียนชิพ | 1995, 1996 | |
| สเปนิชซูเปอร์คัพ | บาร์เซโลนา | 1996 |
| โคปาเดลดีเลย์ | 1997 | |
| ยูโรเปียนคัพวินเนอร์คัพ | 1997 |
[แก้] อ้างอิง
- ^ 1.0 1.1 "Sir Bobby: My fight against cancer". Daily Mail. 2007-05-05. http://www.mailonsunday.co.uk/pages/live/articles/news/news.html?in_article_id=452940&in_page_id=1770&in_a_source=. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-05-15.
- ^ "Robson: Dream to manage Newcastle", BBC Sport, 1999-09-30. สืบค้นวันที่ 2007-06-13
- ^ Robson. Farewell but Not Goodbye. pp. 15.
- ^ Robson. Farewell but Not Goodbye. pp. 299.
- ^ "Final 1967/1968 English Division 1 (old) Table". Soccerbase. http://www.soccerbase.com/league2.sd?teamid=1055&seasonid=97. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-27.
- ^ Robson. Farewell but Not Goodbye. pp. 66.
- ^ "Bobby Robson". Fulham F.C.. http://www.fulhamfc.com/Club/ClubHistory/Managers/BobbyRobson.aspx. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-05-16.
- ^ "Bobby Robson". Pride of Anglia.com. http://www.tmwmtt.com/sql/managers/profile.phtml?&managerid=9. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-05-16.
- ^ "1978 - Osbourne's year". BBC Sport. 2001-05-10. http://news.bbc.co.uk/sport1/hi/football/fa_cup/1321993.stm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-05-16.
- ^ "Ipswich thankful for Thijssen". UEFA. 2006-01-02. http://www.uefa.com/competitions/uefacup/history/season=1980/intro.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-17.
- ^ Robson. Farewell but Not Goodbye. pp. 150–53.
- ^ "SPORTING LISBON — PORTO". footballderbies.com. http://www.footballderbies.com/honours/index.php?id=103. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-06-19.
- ^ Robson. Farewell but Not Goodbye. pp. 160–61.
- ^ Robson. Farewell but Not Goodbye. pp. 168.
- ^ "Tactical masters fight for glory", BBC Sport, 2005-04-26. สืบค้นวันที่ 2007-06-15
- ^ "Fast facts on Ronaldo". Sports Illustrated. http://sportsillustrated.cnn.com/soccer/news/2002/08/31/ronaldo_facts_reuters/. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-31.
- ^ "Managers — Bobby Robson (1996-97)". FC Barcelona. http://www.fcbarcelona.com/web/english/club/historia/entrenadors/Robson.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-16.
- ^ "Bobby Robson returns to PSV". BBC Sport. 1998-04-06. http://news.bbc.co.uk/2/hi/sport/football/75031.stm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-16.
- ^ "Historie eredivisie competitie 1998-1999" (ในภาษาDutch). http://www.eredivisie.nl/subpage.aspx?l1=1667&l2=1668. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-17.
- ^ "Robson: Dream to manage Newcastle". BBC Sport. 1999-08-30. http://news.bbc.co.uk/2/hi/sport/football/news/432906.stm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-17.
- ^ "Robson takes Newcastle hotseat". BBC Sport. 1999-09-03. http://news.bbc.co.uk/2/hi/sport/football/436390.stm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-05-15.
- ^ 22.0 22.1 Robson. "Going home". Farewell but Not Goodbye. pp. 190.
- ^ "England 1999/2000". rsssf.com. http://www.rsssf.com/tablese/eng00.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-26.
- ^ Brian McNally (2000-10-15). "Football: FA Warned: Hands off our Bobby". findarticles.com, originally Sunday Mirror. http://findarticles.com/p/articles/mi_qn4161/is_20001015/ai_n14519243. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-05-15.
- ^ "FA Premier League 2001-2002". fchd.btinternet.co.uk. http://www.fchd.btinternet.co.uk/lghist/fa/fa2002.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-26.
- ^ "FA Premier League - 2002-03". fchd.btinternet.co.uk. http://www.fchd.btinternet.co.uk/lghist/fa/fa2003.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-08-26.
- ^ Michael Walker. "Newcastle pay price of failure | Football | The Guardian". The Guardian. http://www.guardian.co.uk/football/2003/aug/29/newsstory.sport4. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-09-13.
- ^ "2003/2004 | Newcastle United | nufc.co.uk | Matches | Tables". Nufc.premiumtv.co.uk. http://www.nufc.premiumtv.co.uk/page/Tables/0,,10278~20040622,00.html. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-09-13.
- ^ "Newcastle force Robson out". BBC Sport. 2004-08-30. http://news.bbc.co.uk/sport1/hi/football/teams/n/newcastle_united/3610042.stm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-05-14.
- ^ "Robson rejects approach by Hearts". BBC Sport. 2005-06-07. http://news.bbc.co.uk/sport2/hi/football/teams/h/heart_of_midlothian/4612251.stm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-05-15.
- ^ "Republic appoint Staunton as boss". BBC Sport. 2006-01-13. http://news.bbc.co.uk/sport1/hi/football/internationals/4610306.stm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-05-14.
- ^ "Bobby Robson diagnosed With Cancer for Fifth time". Medindia.net. 2007-05-07. http://www.medindia.net/news/view_news_main.asp?x=20669. เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-07-31.
- ^ "Sir Bobby Robson receives knighthood". BBC News. 2002-11-21. http://news.bbc.co.uk/1/hi/england/2499521.stm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-05-15.
- ^ Robson. Farewell but Not Goodbye. pp. 162–68.
- ^ "Robson discharged from hospital". BBC. 2006-08-07. http://news.bbc.co.uk/sport1/hi/football/5249042.stm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-05-13.
- ^ Jonathan Stewart. "Football legend Sir Bobby Robson dies". 4ni.co.uk. http://www.4ni.co.uk/northern_ireland_news.asp?id=97315. เรียกข้อมูลเมื่อ 2009-07-31.
- ^ Football honours Sir Bobby Robson BBC News 2009-08-01
- ^ "Bobby Robson". Pride of Anglia. http://www.tmwmtt.com/sql/managers/profile.phtml?&managerid=9. เรียกข้อมูลเมื่อ 2008-02-14.
- ^ "England Hall of Fame". FA.com. http://www.thefa.com/England/SeniorTeam/History/Postings/2003/09/10877.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-05-14.
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- Sir Bobby Robson - Daily Telegraph obituary
- The Sir Bobby Robson Foundation
|
||||||||||||||