จักรวรรดิอังกฤษ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จักรวรรดิแห่งบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์
พื้นที่ต่าง ๆ ของโลกซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิบริติช ปัจจุบันดินแดนโพ้นทะเลอังกฤษถูกขีดเส้นใต้สีแดง
พื้นที่ต่าง ๆ ของโลกซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิบริติช ปัจจุบันดินแดนโพ้นทะเลอังกฤษถูกขีดเส้นใต้สีแดง

จักรวรรดิบริติช (อังกฤษ: British Empire) ประกอบด้วยดินแดนในปกครอง (dominion) คราวน์โคโลนี รัฐในอารักขา รัฐในอาณัติ และดินแดนอื่น ๆ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองหรือบริหารโดยสหราชอาณาจักร จักรวรรดิมีต้นกำเนิดมาจากดินแดนอาณานิคมโพ้นทะเลและสถานีการค้าที่ก่อตั้งโดยราชอาณาจักรอังกฤษ ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในช่วงที่เจริญถึงขีดสุด จักรวรรดิบริติชเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นมหาอำนาจชั้นแนวหน้าของโลกนานกว่าหนึ่งศตวรรษ ใน ค.ศ. 1922 จักรวรรดิบริติชปกครองประชากรทั้งหมดประมาณ 458 ล้านคน หรือกว่าหนึ่งในห้าของประชากรโลกในเวลานั้น[1] ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 33,000,000 ตารางกิโลเมตร เกือบหนึ่งในสี่ของพื้นดินทั้งหมดของโลก[2] เป็นผลให้มรดกทางการเมือง ภาษาและวัฒนธรรมของอังกฤษแผ่ขยายไป ในยุคที่จักรวรรดิบริติชรุ่งเรืองที่สุด มักกล่าวกันบ่อยครั้งว่า "ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกดินในจักรวรรดิบริติช" เพราะดินแดนที่มีอยู่ทั่วโลกทำให้ดวงอาทิตย์ยังส่องแสงอยู่ในดินแดนใต้ปกครองอย่างน้อยที่สุดหนึ่งแห่งตลอดเวลา

ระหว่างยุคแห่งการสำรวจในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ 16 สเปนและโปรตุเกสได้บุกเบิกการสำรวจโลกของชาวยุโรป และสร้างจักรวรรดิโพ้นทะเลขนาดใหญ่ไปพร้อมกันด้วย จากความอิจฉาในความมั่งคั่งของจักรวรรดิทั้งสอง อังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์จึงเริ่มก่อตั้งอาณานิคมและเครือข่ายการค้าของตนในทวีปอเมริกาและเอเชีย[3] สงครามอย่างต่อเนื่องกับเนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ 18 ทำให้อังกฤษ (หรือ บริเตน ภายหลังพระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707 ซึ่งผนวกสกอตแลนด์) เป็นมหาอำนาจด้านอาณานิคมในอเมริกาเหนือและอินเดียอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ดี การสูญเสียสิบสามอาณานิคมในอเมริกาเหนือ หลังจากสงครามประกาศอิสรภาพอเมริกา ใน ค.ศ. 1783 เป็นการสูญสิ้นอำนาจในอาณานิคมที่เก่าแก่ที่สุดและมีประชากรหนาแน่นที่สุดไปบางส่วน อังกฤษจึงหันไปสนใจทวีปแอฟริกา ทวีปเอเชีย และแปซิฟิกแทนหลังจากนั้น หลังความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสสมัยนโปเลียนใน ค.ศ. 1815 อังกฤษได้ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจที่แทบจะไร้ผู้ต่อกรเป็นเวลาหนึ่งศตวรรษ และได้ขยายดินแดนในจักรวรรดิออกไปทั่วโลก มีการเพิ่มระดับอัตตาณัติแก่อาณานิคมผู้ตั้งถิ่นฐานผิวขาวหลายแห่ง โดยบางแห่งถูกจัดเป็นดินแดนในปกครอง

การเติบโตของเยอรมนีและสหรัฐอเมริกาสั่นคลอนความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของอังกฤษเมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ความตึงเครียดทางทหารและเศรษฐกิจต่อมาระหว่างอังกฤษและเยอรมนีเป็นสาเหตุหลักนำสู่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งในระหว่างสงครามครั้งนั้น อังกฤษได้พึ่งพาจักรวรรดิของตนเป็นอย่างมาก ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้เกิดความเครียดทางการเงิน อย่างมโหฬารแก่อังกฤษ และแม้ว่าจักรวรรดิจะแผ่ขยายดินแดนไปกว้างขวางที่สุดทันทีหลังจากสงครามยุติ แต่อังกฤษก็มิใช่มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกในอำนาจทางทหารหรืออุตสาหกรรมอีกต่อไป ในสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้ยึดครองอาณานิคมของอังกฤษในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันทำลายเกียรติภูมิของอังกฤษและเร่งความเสื่อมถอยของจักรวรรดิ แม้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของอังกฤษและพันธมิตรก็ตาม ภายในสองปีหลังสงครามโลกยุติลง อังกฤษให้เอกราชแก่อินเดีย ซึ่งเป็นอาณานิคมที่มีค่ามากที่สุดและมีประชากรมากที่สุด

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด ดินแดนส่วนใหญ่ในจักรวรรดิบริติชได้รับเอกราช อันเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวในการปลอดปล่อยอาณานิคมทั่วโลกจากมหาอำนาจยุโรป และสิ้นสุดลงด้วยการคืนฮ่องกงให้แก่สาธารณรัฐประชาชนจีน ใน ค.ศ. 1997 ดินแดน 14 แห่งยังคงอยู่ภายใต้อธิปไตยของอังกฤษ ซึ่งเรียกว่า อาณานิคมโพ้นทะเลของอังกฤษ หลังได้รับเอกราชแล้ว อดีตอาณานิคมหลายแห่งได้เข้าร่วมกับเครือจักรภพแห่งชาติ ซึ่งนับเป็นการรวมกลุ่มกันอย่างเสรีของรัฐเอกราชต่าง ๆ 16 รัฐ โดยมีประมุขแห่งเครือจักรภพพระองค์เดียวกันคือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

เนื้อหา

จุดเริ่มต้น (1497–1583)[แก้]

การจำลองเรือ เดอะแมทธิว เรือของจอห์น คาบ็อต ซึ่งใช้ในการเดินเรือไปยังโลกใหม่ครั้งที่สอง

มีการวางรากฐานของจักรวรรดิบริติชตั้งแต่อังกฤษและสกอตแลนด์ยังเป็นราชอาณาจักรที่แยกจากกัน ใน ค.ศ. 1496 หลังโปรตุเกสและสเปนประสบความสำเร็จในการสำรวจโพ้นทะเล สมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 7 แห่งอังกฤษทรงแต่งตั้งให้จอห์น คาบ็อตนำการเดินทางทางเรือเพื่อสำรวจหาเส้นทางไปทวีปเอเชียผ่านทางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ[4] ต่อมาใน ค.ศ. 1497 ห้าปีหลังการค้นพบทวีปอเมริกา คาบ็อตได้แล่นเรือออกจากอังกฤษ และแม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในการขึ้นฝั่งเกาะนิวฟันด์แลนด์ (ซึ่งเข้าใจผิดว่าเขาได้ถึงทวีปเอเชียแล้ว เช่นเดียวกับคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส[5]) แต่ไม่มีความพยายามที่จะจัดตั้งอาณานิคมใด ๆ ขึ้น คาบ็อตได้นำการเดินทางด้วยเรือไปยังทวีปอเมริกาอีกครั้งหนึ่งในปีต่อมา แต่ก็ไม่มีใครได้ข่าวจากเรือของเขาอีกเลย[6]

อังกฤษไม่พยายามที่จะก่อตั้งอาณานิคมอังกฤษเพิ่มเติมอีกในทวีปอเมริกาเรื่อยมากระทั่งรัชสมัยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ในช่วงทศวรรษสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 16[7] การปฏิรูปโปรแตสแตนต์ทำให้อังกฤษกับสเปนที่นับถือนิกายคาทอลิกเป็นศัตรูกัน[4] ใน ค.ศ. 1562 พระมหากษัตริย์อังกฤษทรงให้นักเดินเรือส่วนตัว (prirateer) จอห์น ฮอว์กินส์และฟรานซิส เดรก ทำการโจมตีปล้นทาสตามเรือสเปนและโปรตุเกสซึ่งแล่นออกจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก[8] มีเป้าหมายเพื่อทำลายระบบการค้าแอตแลนติก ความพยายามดังกล่าวถูกหยุดยั้ง และเมื่อสงครามอังกฤษ-สเปนทวีความรุนแรงขึ้น สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ทรงอนุญาตให้ขยายโจมตีแบบโจรสลัดไปจนถึงเมืองท่าของสเปนในทวีปอเมริกาและการเดินเรือที่แล่นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกกลับมา ซึ่งเรือนี้เต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติซึ่งขนกลับจากโลกใหม่ ขณะเดียวกัน นักเขียนที่มีอิทธิพล อาทิ ริชาร์ด ฮัคลุยต์ และจอห์น ดี (เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า "จักรวรรดิบริติช"[9]) กำลังเริ่มผลักดันให้มีการก่อตั้งจักรวรรดิที่เป็นของอังกฤษเอง จนถึงเวลานี้ สเปนได้สร้างถิ่นฐานอย่างมั่นคงในทวีปอเมริกา ส่วนโปรตุเกสได้สร้างสถานีการค้าและค่ายทหารจากชายฝั่งทวีปแอฟริกาและบราซิลถึงจีน และฝรั่งเศสเริ่มตั้งถิ่นฐานบริเวณแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ ที่ต่อมากลายเป็นอาณานิคมนิวฟรานซ์

การตั้งถิ่นฐานในไอร์แลนด์[แก้]

แม้ว่าอังกฤษจะล้าหลังในการล่าอาณานิคมเมื่อเทียบกับสเปนและโปรตุเกส อังกฤษก็ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยการตั้งถิ่นฐานในไอร์แลนด์ คล้ายกับการรุกรานของชาวนอร์มันในปี ค.ศ. 1171[10][11] กลุ่มคนซึ่งมีส่วนร่วมในการตั้งถิ่นฐานในไอร์แลนด์ยังได้มีส่วนในการตั้งถิ่นฐานในอเมริกาเหนือในช่วงเริ่มแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า "หนุ่มชนบทตะวันตก" (West Country men) [12] ซึ่งประกอบด้วยฮัมฟรีย์ กิลเบิร์ต, วอลเทอร์ ราเลห์, ฟรานซิส เดรก, จอห์น ฮอว์กินส์, ริชาร์ด เกรนวิลล์ และราล์ฟ เลน[13]

"จักรวรรดิบริติชที่หนึ่ง" (1583–1783)[แก้]

ใน ค.ศ. 1578 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 พระราชทานเอกสารสิทธิ์ (patent) แก่ฮัมฟรีย์ กิลเบิร์ต เพื่อการค้นพบและการสำรวจโพ้นทะเล[14] ปีนั้น กิลเบิร์ตเดินเรือมุ่งสู่หมู่เกาะอินเดียตะวันตก ด้วยความตั้งใจที่จะปล้นสะดมและตั้งอาณานิคมในทวีปอเมริกาเหนือ แต่การเดินทางดังกล่าวถูกยกเลิกก่อนจะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก[14][15] ค.ศ. 1583 กิลเบิร์ตออกเดินทางเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งนี้ไปเกาะนิวฟันด์แลนด์ ซึ่งเขาได้อ้างสิทธิท่าเรือให้เป็นของอังกฤษอย่างเป็นทางการ แม้จะยังไม่มีผู้ตั้งถิ่นฐานมาอยู่อาศัยก็ตาม กิลเบิร์ตเสียชีวิตขณะเดินทางกลับอังกฤษ และหน้าที่ของเขาถูกสืบทอดต่อโดยน้องชายต่างมารดา วอลเทอร์ ราเลห์ ซึ่งได้รับพระราชทานเอกสารสิทธิ์ของเขาเองจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ใน ค.ศ. 1584 ในปีเดียวกัน เขาได้ก่อตั้งอาณานิคมโรอาโนคบนชายฝั่งรัฐนอร์ทแคโรไลนาในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดแคลนเสบียง[16]

ในปี ค.ศ. 1603 สมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ได้ทรงสืบราชบัลลังก์อังกฤษต่อมา และในปี ค.ศ. 1604 ได้ทรงเจรจาในสนธิสัญญาลอนดอน ในการยุติความบาดหมางกับสเปน หลังจากการสงบศึกกับคู่แข่งที่สำคัญ ความสนใจของอังกฤษเปลี่ยนจากการหาผลประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทางอาณานิคมของชาติอื่นมาเป็นกิจการการก่อตั้งอาณานิคมโพ้นทะเลเป็นของตนเอง[17] จักรวรรดิบริติชได้เริ่มเป็นรูปร่างขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยการก่อตั้งนิคมของอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือและหมู่เกาะเล็ก ๆ แถบแคริบเบียน ตลอดจนถึงการจัดตั้งบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ชื่อ บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ เพื่อทำการค้าขายกับทวีปเอเชีย ในช่วงนี้จนไปถึงการสูญเสียสิบสามอาณานิคม หลังจากการประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้รับกล่าวถึงในเวลาต่อมาว่าเป็น "จักรวรรดิบริติชที่หนึ่ง"[18]

ทวีปอเมริกา แอฟริกา และการค้าทาส[แก้]

ในช่วงแรก แคริบเบียนเป็นอาณานิคมที่มีความสำคัญและให้ผลกำไรมากที่สุดของอังกฤษ[19] แต่ไม่ก่อนหน้าความพยายามหลายครั้งในการจัดตั้งอาณานิคมประสบความล้มเหลว ความพยายามในการก่อตั้งอาณานิคมหนึ่งในกิอานาเมื่อปี ค.ศ. 1604 ดำเนินไปเพียงสองปี และถูกล้มเลิกไปเนื่องจากไม่สามารถหาแหล่งแร่ทองคำ อันจุดประสงค์หลัก[20] อาณานิคมต่าง ๆ ในเซนต์ลูเซีย (ค.ศ. 1605) และเกรนาดา (ค.ศ. 1609) ถูกล้มเลิกไปอย่างรวดเร็ว แต่การจัดตั้งอาณานิคมประสบผลสำเร็จในเซนต์คิตส์ (ค.ศ. 1624) บาร์เบโดส (ค.ศ. 1627) และเนวิส (ค.ศ. 1628) [21] ในเวลาไม่นาน อาณานิคมก็ได้รับเอาระบบการปลูกน้ำตาลที่ชาวโปรตุเกสนำมาใช้อย่างได้ผลในบราซิล ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานทาส และเรือสินค้าดัตช์ในตอนแรก เพื่อขายทาสและซื้อน้ำตาล เพื่อรับประกันให้กำไรที่เพิ่มมีมากขึ้นจากการค้าขายจะอยู่ในมือของอังกฤษ รัฐสภาได้มีพระราชกฤษฎีกาในปี พ.ศ. 2194 ว่ามีเพียงเรือสินค้าอังกฤษเท่านั้นจะสามารถดำเนินการค้าในอาณานิคมอังกฤษได้ ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่ความขัดแย้งกับสหจังหวัดดัตช์ คือ สงครามอังกฤษ-ดัตช์ ซึ่งก็มีผลทำให้สถานภาพของอังกฤษในทวีปอเมริกาแข็งแกร่งมากขึ้นจากค่าใช้จ่ายของดัตช์ ในปี ค.ศ. 1655 อังกฤษได้ผนวกจาเมกาจากสเปนและในปี ค.ศ. 1656 ก็ได้ก่อตั้งอาณานิคมบนเกาะบาฮามาสได้สำเร็จ

อาณานิคมนิคมโพ้นทะเลถาวรแห่งแรกของอังกฤษก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1607 ณ เมืองเจมส์ทาวน์ นำโดยกัปตันจอห์น สมิธ และอยู่ภายใต้การจัดการโดยบริษัทเวอร์จิเนีย ซึ่งสาขาของบริษัทนี้ได้ก่อตั้งอาณานิคมบนเกาะเบอร์มิวดา อันถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1609 กฎบัตรของบริษัทได้ถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1624 และรัฐบาลอังกฤษก็เข้ามาควบคุมกิจการโดยตรง ดังนั้นจึงได้ก่อตั้งเป็นอาณานิคมเวอร์จิเนีย[22] ส่วนบริษัทนิวฟันด์แลนด์ ได้จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2153 เพื่อที่จะก่อตั้งอาณานิคมถาวรบนเกาะนิวฟันด์แลนด์ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จอย่างมาก ในปี ค.ศ. 1620 อาณานิคมพลีมัธ ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่พำนักแก่พวกแบ่งแยกศาสนากลุ่มเพียวริตัน ซึ่งต่อมาเรียกว่า พิลกริม (Pilgrim)[23] การหลบหนีจากความไม่ปลอดภัยทางศาสนาจะเป็นแรงกระตุ้นให้เหล่าว่าที่ชาวอาณานิคมหลายคนยอมเสี่ยงกับการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอันยากลำบาก กล่าวคือ อาณานิคมแมรีแลนด์ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นที่พำนักแก่นิกายโรมันคาทอลิก (ค.ศ. 1634) อาณานิคมโรดไอส์แลนด์ (ค.ศ. 1636) เป็นอาณานิคมที่ยอมรับทุกศาสนา และอาณานิคมคอนเน็กติกัต (ค.ศ. 1639) สำหรับนิกายคอนเกรเกชันนอลลิสต์ มณฑลแคโรไลนาถูกจัดตั้งในปี ค.ศ. 1663 ภายหลังการยอมจำนนของฟอร์ทอัมสเตอร์ดัมในปี ค.ศ. 1664 อังกฤษได้เข้าควบคุมอาณานิคมนิวอัมสเตอร์ดัมของดัตช์ และเปลี่ยนชื่อเป็นนิวยอร์ก การควบคุมดังกล่าวได้ทำให้เป็นทางการในการเจรจาหลังจากสงครามอังกฤษ-ดัตช์ครั้งที่สอง เพื่อแลกเปลี่ยนกับซูรินาม และในปี ค.ศ. 1681 อาณานิคมเพนซิลเวเนียก็ได้จัดตั้งขึ้นมาโดยวิลเลียม เพนน์ อาณานิคมบนทวีปอเมริกาประสบความสำเร็จทางการเงินน้อยกว่าในแคริบเบียน แต่อาณานิคมเหล่านี้มีพื้นที่เกษตรกรรมที่ดีขนาดใหญ่ และดึงดูดผู้อพยพชาวอังกฤษซึ่งชื่นชอบภูมิอากาศอบอุ่นของอาณานิคมเหล่านี้[24]

ในปี ค.ศ. 1670 สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แก่บริษัทอ่าวฮัดสัน โดยให้บริษัทผูกขาดการค้าขนสัตว์ในดินแดนซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า รูเพิตส์แลนด์ ซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลซึ่งในภายหลังได้กลายเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของแคนาดา ค่ายทหารและสถานีการค้าถูกก่อตั้งขึ้นโดยบริษัทซึ่งบ่อยครั้งมักตกเป็นเป้าการโจมตีของฝรั่งเศส ผู้ซึ่งก่อตั้งอาณานิคมค้าขนสัตว์ในนิวฟรานซ์ที่อยู่ใกล้เคียง[25]

อีกสองปีต่อมา บริษัทรอยัลแอฟริกันถูกสถาปนาขึ้น โดยได้รับพระราชทานสิทธิ์จากพระเจ้าชาร์ลส์ให้ทำการผูกขาดการค้าทาสเพื่อส่งมอบให้อาณานิคมอังกฤษในแคริบเบียน[26] จากแรกเริ่ม การค้าทาสถือเป็นรากฐานของจักรวรรดิบริติชในอินเดียตะวันตก จนกระทั่งการยกเลิกการค้าทาสในปี ค.ศ. 1807 อังกฤษเป็นผู้รับผิดชอบการขนส่งทาสชาวแอฟริกันกว่า 3.5 ล้านคนไปยังทวีปแอฟริกา ซึ่งหนึ่งในสามของทาสทั้งหมดถูกขนส่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก[27] เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การค้าเหล่านี้ จึงได้มีการจัดตั้งค่ายทหารขึ้นตามแนวชายฝั่งของแอฟริกาตะวันตก อย่างเช่น เกาะเจมส์, อักกรา และเกาะบันซ์ ในแคริบเบียนของอังกฤษ ประชากรของคนผิวดำเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 25 ในปี ค.ศ. 1650 เป็นราวร้อยละ 80 ในปี ค.ศ. 1780 และในสิบสามอาณานิคม อัตราส่วนได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 40 ในช่วงเวลาเดียวกัน (โดยส่วนใหญ่แล้วจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอาณานิคมตอนใต้) [28] สำหรับนักค้าทาส การค้าได้สร้างกำไรมหาศาล และกลายมาเป็นหลักสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงสำหรับเมืองทางตะวันตกของอังกฤษ อย่างเช่น บริสตอลและลิเวอร์พูล ซึ่งได้ก่อตั้งมุมที่สามในสิ่งที่เรียกว่า การค้าสามเหลี่ยม กับทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกา สำหรับการขนส่ง สภาพความรุนแรงและไม่มีสุขอนามัยบนเรือทาสและอาหารเลว ทำให้อัตราการเสียชีวิตระหว่างการเดินทางมีมากถึง 1 ใน 7[29]

ในปี ค.ศ. 1695 รัฐสภาสกอตแลนด์ให้สัญญาแก่บริษัทสกอตแลนด์ ซึ่งก่อตั้งถิ่นฐานในปี ค.ศ. 1698 บนคอคอดปานามา โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะขุดคลองขึ้นที่นั่น แต่เมื่ออาณานิคมถูกล้อมโดยชาวอาณานิคมสเปนเพื่อนบ้าน นิวกรานาดา และประสบกับปัญหาการแพร่ระบาดของมาลาเรีย อาณานิคมจังถูกละทิ้งในอีกสองปีต่อมา โครงการดาเรียนถือเป็นหายนะทางการเงินสำหรับสกอตแลนด์ โดยทุนหนึ่งในสี่ของสกอตแลนด์สูญเสียไปในวิสาหกิจดังกล่าว[30] และยุติความหวังของสกอตแลนด์ที่จะก่อตั้งจักรวรรดิอาณานิคมโพ้นทะเลอย่างสิ้นเชิง กรณีดังกล่าวยังได้มีผลกระทบทางการเมืองครั้งสำคัญ โดยทำให้รัฐบาลของทั้งอังกฤษและสกอตแลนด์เห็นประโยชน์ของการรวมตัวกันของทั้งสองประเทศ มากกว่าเป็นเพียงอาณานิคมเท่านั้น[31] การรวมประเทศทั้งสองเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1707 ด้วยพระราชบัญญัติสหภาพ และก่อตั้งขึ้นเป็นราชอาณาจักรบริเตนใหญ่

การแข่งขันกับเนเธอร์แลนด์ในเอเชีย[แก้]

ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 อังกฤษและเนเธอร์แลนด์เริ่มท้าทายการผูกขาดการค้าขายกับทวีปเอเชียของโปรตุเกส โดยการก่อตั้งบริษัทเอกชนร่วมหุ้นเพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินแก่การออกเดินเรือ บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษและบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ ได้จดกฎบัตรใน ค.ศ. 1600 และ 1602 ตามลำดับ เป้าหมายหลักของบริษัทดังกล่าว คือ การเจาะสู่การค้าเครื่องเทศซึ่งได้กำไรงาม และพวกเขายังมุ่งความพยายามไปยังแหล่งที่มาของสินค้าเหล่านี้ หมู่เกาะอินโดนีเซีย และศูนย์กลางสำคัญในเครือข่ายการค้านี้ อินเดีย ความใกล้ชิดกันระหว่างลอนดอนและอัมสเตอร์ดัมข้ามทะเลเหนือและการแข่งขันอันแรงกล้าระหว่างอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่งบริษัททั้งสอง โดยพวกดัตช์ได้เปรียบในหมู่เกาะโมลุกกะ (เคยเป็นที่มั่นของโปรตุเกสมาก่อน) หลังจากการล่าถอยของอังกฤษในปี ค.ศ. 1622 และอังกฤษกำลังประสบความสำเร็จมากขึ้นในอินเดีย โดยที่สุรัต อังกฤษได้ก่อตั้งโรงงานได้สำเร็จ ใน ค.ศ. 1613

ถึงแม้ว่าอังกฤษจะสามารถเบียดบังเนเธอร์แลนด์ในความเป็นเจ้าอาณานิคม แต่ในเวลาอันสั้น เนเธอร์แลนด์ได้พัฒนาระบบการเงินอย่างก้าวหน้า[32] และสงครามอังกฤษ-ดัตช์ถึงสามครั้งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้ทำให้เนเธอร์แลนด์มีฐานะมั่นคงในทวีปเอเชีย ความเป็นปรปักษ์นี้ลดลงหลังจากการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ ค.ศ. 1688 เมื่อวิลเลียมแห่งออเรนจ์ ชาวดัตช์ ได้ขึ้นครองบัลลังก์อังกฤษ นำมาซี่งสันติภาพระหว่างเนเธอร์แลนด์และอังกฤษ ข้อตกลงระหว่างชาติทั้งสองได้รักษาการค้าเครื่องเทศในหมู่เกาะอินโดนีเซียให้เป็นของเนเธอร์แลนด์ และอุตสาหกรรมสิ่งทอในอินเดียให้เป็นของอังกฤษ แต่ในเวลาไม่นาน สิ่งทอได้ทำกำไรมากกว่าเรื่องเทศ และในแง่ของยอดขายใน ค.ศ. 1720 บริษัทอังกฤษจึงได้เข้าควบคุมกิจการของบริษัทดัตช์[32] บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษจึงหันความสนใจจากสุรัต ศูนย์กลางของเครือข่ายการค้าเครื่องเทศ ไปยังฟอร์ตเซนต์จอร์จ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมัลทราส), บอมเบย์ (โปรตุเกสยกให้แก่ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ เพื่อเป็นสินเดิมแด่แคทเธอรีนแห่งบราแกนซา) และสุตนุติ (ซึ่งในภายหลังได้รวมเข้ากับหมู่บ้านอีกสองแห่งเพื่อจัดตั้งเป็นกัลกัตตา)

การต่อสู้กับฝรั่งเศสในระดับโลก[แก้]

สันติภาพระหว่างอังกฤษกับเนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1688 หมายความว่าทั้งสองประเทศเข้าสู่สงครามเก้าปีในฐานะพันธมิตร แต่ความขัดแย้งซึ่งปะทุขึ้นในทวีปยุโรปและดินแดนโพ้นทะเลระหว่างฝรั่งเศส สเปน และพันธมิตรอังกฤษ-ดัตช์ ได้ทำให้อังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคมที่แข็งแกร่งกว่าดัตช์ ซึ่งถูกบีบบังคับให้ต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากเป็นรายจ่ายด้านการทหารในสงครามราคาแพงในทวีปยุโรป[33] ในช่วงคริสตษศตวรรษที่ 18 อังกฤษกำลังจะก้าวขึ้นเป็นอำนาจอาณานิคมของโลกอย่างเด็ดขาด และฝรั่งเศสดพลังจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีจักรวรรดิ[34]

การสวรรคตของพระเจ้าการ์โลสที่ 2 แห่งสเปน ในปี ค.ศ. 1700 และการทรงทำพินัยกรรมโดยยกสเปนและจักรวรรดิอาณานิคมสเปนให้แก่เฟลีเปแห่งอันจู ผู้ทรงมีศักดิ์เป็นหลานชายของพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส ได้เร่งให้เกิดความหวังในการรวมฝรั่งเศศ สเปน และอาณานิคมในอนาคตของทั้งสอง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่รับไม่ได้สำหรับอังกฤษและอำนาจอื่นในทวีปยุโรป[35] ในปี ค.ศ. 1701 อังกฤษ โปรตุเกส และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเข้าเป็นพวกกับจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อต่อต้านสเปนและฝรั่งเศสในสงครามสืบราชบัลลังก์สเปน ซึ่งกินเวลาไปจนถึง ค.ศ. 1714 สงครามยุติลงด้วยสนธิสัญญาอูเทร็คท์ เฟลีเปทรงอ้างสิทธิ์เหนือราชบัลลังก์ฝรั่งเศสและสเปนสูญเสียจักรวรรดิในทวีปยุโรป[36] จักรวรรดิบริติชได้ขยายดินแดนกว้างขวางออกไป อังกฤษได้รับนิวฟันด์แลนด์และอคาเดียจากฝรั่งเศส และยิบรอลตาร์และไมนอร์กาจากสเปน ยิบรอลตาร์ซึ่งยังคงเป็นอาณานิคมโพ้นทะเลของอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน ได้กลายมาเป็นฐานทัพเรืออันสำคัญยิ่งของอังกฤษ และเปิดทางให้อังกฤษควบคุมจุดเข้าและออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไมนอร์กาถูกคืนให้แก่สเปนในสนธิสัญญาอเมนส์ในปี ค.ศ. 1802 หลังจากเปลี่ยนเจ้าของมาแล้วสองครั้ง สเปนยังได้มอบสิทธิ์ อาเซย์นโต (การอนุญาตให้ขายทาสในอเมริกาเหนือของสเปน) อันได้กำไรงาม แก่อังกฤษ[37]

ความปราชัยของทัพเรือฝรั่งเศสที่ควิเบก ค.ศ. 1759

สงครามเจ็ดปี ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1756 นับเป็นสงครามครั้งแรกที่เกิดขึ้นในระดับโลก โดยมีการสู้รบตั้งแต่ทวีปยุโรป อินเดีย ทวีปอเมริกาเหนือ แคริบเบียน ฟิลิปปินส์และชายฝั่งแอฟริกา การลงนามในสนธิสัญญาปารีสได้มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อจักรวรรดิบริติช ในทวีปอเมริกาเหนือ อนาคตในการก้าวขึ้นเป็นเจ้าอาณานิคมของฝรั่งเศสจบลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อฝรั่งเศสรับรองในการอ้างสิทธิ์ของอังกฤษเหนือดินแดนรูเพิร์ต[25] การผนวกนิวฟรานซ์เข้ากับอังกฤษ (ซึ่งทำให้ประชากรพูดภาษาฝรั่งเศสจำนวนมากอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ) และหลุยส์เซียนาให้แก่สเปน สเปนยกฟลอริดาให้แก่อังกฤษ ในอินเดีย สงครามคาร์เนติคทำให้ฝรั่งเศสยังคงปกครองดินแดนแทรกของอินเดีย แต่ก็ได้รับการจำกัดทางทหารและข้อบังคับในการสนับสนุนรัฐบริวารของอังกฤษ ซึ่งทำให้อินเดียตกเป็นของอังกฤษในอนาคต ชัยชนะของอังกฤษเหนือฝรั่งเศสในสงครามเจ็ดปีได้ทำให้อังกฤษกลายเป็นเจ้าอาณานิคมของโลกแต่เพียงชาติเดียว[38]

ความรุ่งเรืองของ "จักรวรรดิบริติชที่สอง" (1783-1815)[แก้]

ชัยชนะของโรเบิร์ต คลิฟในยุทธการพลาสเซย์ ได้ทำให้บริษัทกลายมาเป็นอำนาจทางทหารและด้านพาณิชย์

การปกครองอินเดียของบริษัท[แก้]

ในช่วงศตรวรรษแรกของการดำเนินการ บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษได้ให้ความสำคัญแก่การค้ากับอนุทวีปอินเดีย เพื่อที่จะได้ไม่อยู่ในฐานะที่จะท้าทายอำนาจของจักรวรรดิโมกุลอันเกรียงไกร[39] บริษัทได้รับสิทธิการค้าในปี ค.ศ. 1617 สถานการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อจักรวรรดิโมกุลเริ่มเสื่อมอำนาจและบริษัทอินเดียตะวันออกกำลังต่อสู้กับบริษัทคู่แข่งสัญชาติฝรั่งเศส บริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศส ระหว่างสงครามคาร์นาติกในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1740 และ 1750 ยุทธการพลาสเซย์ ในปี ค.ศ. 1757 ซึ่งกองกำลังอังกฤษ ภายใต้การนำของโรเบิร์ต คลิฟ สามารถเอาชนะฝรั่งเศสและพันธมิตรชาวอินเดีย ทำให้บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษปกครองอ่าวเบงกอล และเป็นอำนาจทางทหารและทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย[23] ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา ขนาดของดินแดนภายใต้การปกครองของบริษัทเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะปกครองโดยตรงหรือผ่านทางผู้ปกครองหุ่นเชิดท้องถิ่นซึ่งถูกคุกคามโดยกองกำลังบริติชอินเดีย โดยทหารส่วนใหญ่ในกองทัพนี้ประกอบด้วยชนพื้นเมืองอินเดีย ซีปอย[40] การยึดครองอินเดียของบริษัทประสบความสำเร็จโดยสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1857 การกบฏในอินเดียปีเดียวกัน ทำให้บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษยุติบทบาทลง และอินเดียถูกปกครองโดยตรงภายใต้บริติชราช

การสูญเสียสิบสามอาณานิคม[แก้]

ดูบทความหลักที่: การปฏิวัติอเมริกา

ในช่วงระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1760 และ 1770 ความสัมพันธ์ระหว่างสิบสามอาณานิคมและอังกฤษเริ่มตึงเครียดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่พอใจในความพยายามของรัฐสภาสหราชอาณาจักรที่จะปกครองและเก็บภาษีชาวอาณานิคมอเมริกันโดยปราศจากความยินยอมของพวกเขา[41] ในเวลานั้น โดยสรุปเป็นสโลแกนที่ว่า "ไม่จ่ายภาษีหากไม่มีผู้แทน" ความไม่เห็นด้วยในการรับประกันสิทธิความเป็นชาวอังกฤษ ได้ทำให้เกิดการปฏิวัติอเมริกา และการปะทุของสงครามปฏิวัติสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1775 ในปีต่อมา ชาวอาณานิคมได้ประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา โดยได้รับความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส สเปน และเนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกายังคงทำสงครามต่อไปจนกระทั่งชนะสงครามในปี ค.ศ. 1783

การยอมจำนนของคอร์นวัลลิสที่ยอร์กทาวน์ การสูญเสียอาณานิคมอเมริกันถูกระบุว่าเป็นจุดสิ้นสุดของ "จักรวรรดิบริติชที่หนึ่ง"

นักประวัติศาสตร์มองว่าความสูญเสียดินแดนอันกว้างใหญ่ของอเมริกาของอังกฤษ ซึ่งเป็นอาณานิคมโพ้นทะเลซึ่งมีประชากรมากที่สุดของอังกฤษในเวลานั้น เป็นเหตุการณ์ซึ่งจำกัดความของการเปลี่ยนผ่านระหว่างจักรวรรดิ "ที่หนึ่ง" และ "ที่สอง"[42] เนื่องจากอังกฤษได้หันความสนใจจากทวีปอเมริกาไปยังทวีปเอเชีย มหาสมุทรแปซิฟิก และในภายหลัง ทวีปแอฟริกา ความมั่งคั่งของประชาชาติ ของอดัม สมิธ ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1776 ได้โต้แย้งว่าอาณานิคมนั้นมีมากเกินไป และควรนำเอาระบบการค้าเสรีเข้ามาแทนที่นโยบายพาณิชยนิยมแบบเก่า ซึ่งเป็นลักษณะของการขยายอาณานิคมในช่วงแรก ซึ่งย้อนกลับไปจนถึงลัทธิคุ้มครองของสเปนและโปรตุเกส[38][43] การขยายตัวของการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาซึ่งได้รับเอกราชใหม่ กับอังกฤษ หลังจาก ค.ศ. 1783 ดูเหมือนว่าจะเป็นการยืนยันมุมมองของสมิธที่ว่าการควบคุมทางการเมืองไม่จำเป็นต่อความสำเร็จในทางเศรษฐกิจ[44][45] ความตึงเครียดระหว่างชาติทั้งสองเพิ่มสูงขึ้นระหว่างสงครามนโปเลียน อังกฤษพยายามที่จะขัดขวางการค้าขายระหว่างสหรัฐอเมริกากับฝรั่งเศส และส่งคนขึ้นไปบนเรืออเมริกันเพื่อเกณฑ์ลูกเรือสัญชาติอังกฤษแต่กำเนิดให้เข้าสู่ราชนาวี สหรัฐอเมริกาจึงประกาศสงคราม ซึ่งเรียกกันว่า สงคราม ค.ศ. 1812 ทั้งสองฝ่ายพยายามที่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายของฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด แต่ก็ประสบความล้มเหลวทั้งสองฝ่าย สนธิสัญญาเก้นท์ ซึ่งให้สัตยาบันในปี ค.ศ. 1815 รักษาพรมแดนก่อนสงครามระหว่างชาติทั้งสอง[46]

เหตุการณ์ในทวีปอเมริกาได้มีอิทธิพลต่อนโยบายของอังกฤษในแคนาดา ที่ซึ่งพวกรอยัลลิสต์ที่แพ้สงครามปฏิวัติจำนวนระหว่าง 40,000 ถึง 100,000 คน[47] ได้อพยพออกจากอเมริกาภายหลังการประกาศอิสรภาพ รอยัลลิสต์ 14,000 คนผู้ซึ่งไปยังแม่น้ำเซนต์จอห์นในโนวาสโกเทียรู้สึกว่าไกลเกินกว่าที่จะปลดออกจากการปกครองมณฑลในแฮลิแฟกซ์ ดังนั้นรัฐบาลอังกฤษจึงแบ่งนิวบรันสวิกออกเป็นอาณานิคมต่างหากในปี ค.ศ. 1784[48] พระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 ได้จัดตั้งมณฑลอัปเปอร์แคนาดา (ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษ) และโลว์เออร์แคนาดา (ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาฝรั่งเศส) เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างประชาคมชาวอังกฤษและชาวฝรั่งเศส และมีรูปแบบการปกครองคล้ายคลึงกับรูปแบบซึ่งใช้ในอังกฤษ โดยมีเจตนาที่จะเพิ่มอำนาจของจักรวรรดิและไม่อนุญาตให้อยู่ภายใต้การปกครองของประชาชน ซึ่งได้นำไปสู่การปฏิวัติอเมริกา[49]

การสำรวจแปซิฟิก[แก้]

การเดินเรือแห่งการค้นพบโดยเจมส์ คุก ในมหาสมุทรแปซิฟิกนำไปสู่การก่อตั้งอาณานิคมสหราชอาณาจักรหลายแห่ง รวมไปถึงออสเรเลียและนิวซีแลนด์

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1718 การขนส่งไปยังอาณานิคมอเมริกันเป็นโทษสำหรับอาชญากรรมทั้งหลายในอังกฤษ โดยนักโทษอย่างน้อย 1,000 คนถูกขนส่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกต่อปี[50] หลังจากการเสียสิบสามอาณานิคมในปี ค.ศ. 1783 สถานการณ์บังคับให้มีการหาสถานที่ใหม่สำหรับขนส่งนักโทษ และรัฐบาลอังกฤษได้ให้ความสนใจไปยังดินแดนออสเตรเลียซึ่งเพิ่งค้นพบใหม่[51] ชายฝั่งด้านตะวันตกของออสเตรเลียเคยมีการสำรวจโดยชาวยุโรปมาแล้ว คือ นักสำรวจชาวดัตช์ วิลเล็ม เจนซ์ ในปี ค.ศ. 1606 และในภายหลัง บริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ได้ตั้งชื่อว่า นิวฮอลแลนด์[52] แต่ไม่มีความพยายามที่จะก่อตั้งอาณานิคมแต่อย่างใด ในปี ค.ศ. 1770 เจมส์ คุก ได้ค้นพบชายฝั่งด้านตะวันออกของออสเตรเลีย ในระหว่างการเดินเรือเที่ยววิทยาศาสตร์ไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ เขาได้อ้างสิทธิ์ของอังกฤษเหนือดินแดนแห่งนี้ และตั้งชื่อว่านิวเซาท์เวลส์[51] ในปี ค.ศ. 1778 โจเซฟ แบงกส์ นักพฤกษศาสตร์ซึ่งเดินทางไปคุก ได้นำเสนอหลักฐานต่อรัฐบาลถึงความเหมาะสมของอ่าวโบตานีในการก่อตั้งทัณฑนิคม และในปี ค.ศ. 1787 เรือขนนักโทษเที่ยวแรกก็ออกเดินทาง และมาถึงในปี ค.ศ. 1788[51] อังกฤษได้ดำเนินการส่งนักโทษมายังนิวเซาท์เวลส์จนกระทั่ง ค.ศ. 1840 ซึ่งในเวลานั้นอาณานิคมมีประชากรอาศัยอยู่ถึง 56,000 คน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นนักโทษ อดีตนักโทษ หรือผู้สืบสกุลของนักโทษเหล่านี้[53] อาณานิคมออสเตรเลียได้กลายมาเป็นแหล่งส่งออกขนแกะและทองอันสร้างรายได้มหาศาล[53]

ในระหว่างการเดินทาง คุกยังได้เดินทางไปถึงนิวซีแลนด์ ซึ่งถูกค้นพบเป็นครั้งแรกโดยนักสำรวจชาวดัตช์ แอเบล แทสมัน ในปี ค.ศ. 1642 และได้อ้างสิทธิ์ของทั้งเกาะเหนือและเกาะใต้ให้เป็นของพระมหากษัตริย์อังกฤษในปี ค.ศ. 1769 และ ค.ศ. 1770 ตามลำดับ ในตอนเริ่มแรก ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชากรชนพื้นเมืองมาวรีและชาวยุโรปจำกัดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนสินค้าเท่านั้น ถิ่นฐานของชาวยุโรปได้ขยายตัวขึ้นในช่วงทศวรรษแรก ๆ ของคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยมีสถานีการค้าจำนวนมากถูกจัดตั้งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกาะเหนือ ในปี ค.ศ. 1839 บริษัทนิวซีแลนด์ประกาศแผนที่จะซื้อที่ดินขนาดใหญ่และก่อสร้างอาณานิคมในนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1840 กัปตันวิลเลียม ฮอบสัน และหัวหน้าชนเผ่ามาวรีอีกราว 40 คน ลงนามในสนธิสัญญาไวทังกิ[54] ซึ่งคนส่วนใหญ่มองว่าสนธิสัญญาดังกล่าวเป็นเอกสารก่อตั้งนิวซีแลนด์[55] แต่ความแตกต่างในการตีความข้อความในเอกสารภาษามาวรีและภาษาอังกฤษ[56] หมายความว่ามันจะยังคงเป็นที่มาของความขัดแย้งต่อไป[57]

สงครามกับฝรั่งเศสสมัยนโปเลียน[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามนโปเลียน

สหราชอาณาจักรถูกท้าทายอีกครั้งหนึ่งโดยฝรั่งเศสสมัยนโปเลียน ในการต่อสู้ที่ไม่เหมือนกับสงครามครั้งที่ผ่านมา โดยได้แสดงถึงอุดมการณ์อันขัดแย้งกันระหว่างชาติทั้งสอง[58] ไม่เพียงแต่ฐานะของอังกฤษได้เวทีโลกเท่านั้นที่ถูกคุกคาม นโปเลียนยังได้คุกคามที่จะรุกรานเกาะอังกฤษเลยทีเดียว เมื่อกองทัพของเขายึดครองหลายประเทศในยุโรปภาคพื้นทวีปเวลานั้น

จักรวรรดิบริติชหลังความปราชัยของนโปเลียนในปี ค.ศ. 1815[59]

ดังนั้น สงครามนโปเลียนจึงเป็นสงครามที่อังกฤษลงทุนและทุ่มทรัพยากรมหาศาลเพื่อเอาชนะ เมืองท่าของฝรั่งเศสถูกราชนาวีปิดล้อม ซึ่งได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือกองทัพเรือฝรั่งเศส-สเปนที่ทรากัลฟาร์ ในปี ค.ศ. 1805 อาณานิคมโพ้นทะเลถูกโจมตีและถูกยึดครอง รวมไปถึงอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งตกอยู่ใต้การปกครองของนโปเลียนในปี ค.ศ. 1810 ในที่สุด กองทัพฝรั่งเศสปราชัยต่อกองทัพผสมยุโรปในปี ค.ศ. 1815 และเป็นอีกครั้งที่อังกฤษได้รับผลประโยชน์จากสนธิสัญญาสันติภาพหลายฉบับ: ฝรั่งเศสได้ผนวกหมู่เกาะไอโอเนียน มอลตา (ซึ่งถูกยึดครองในปี ค.ศ. 1797 และ 1798 ตามลำดับ) เซเชลส์ มอริเชียส เซนต์ลูเซีย และโตบาโก สเปนผนวกตรินิแดด เนเธอร์แลนด์เกียนาและอาณานิคมเคป อังกฤษคืนกัวเดอลุป มาร์ตีนิก โกรี เฟรนช์เกียนา และเรอูว์นียงให้แก่ฝรั่งเศส รวมไปถึงคืนเกาะชวาและซูรินามให้แก่เนเธอร์แลนด์

การเลิกทาส[แก้]

ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นจากขบวนการเรียกร้องให้มีการเลิกทาสชาวอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษจึงผ่านพระราชบัญญัติการค้าทาสในปี ค.ศ. 1807 ซึ่งล้มล้างการค้าทาสในจักรวรรดิ ในปี ค.ศ. 1808 เซียร์ราลีโอนได้รับการประกาศให้เป็นอาณานิคมอังกฤษสำหรับทาสที่ได้รับอิสระโดยทางการอังกฤษ[60] พระราชบัญญัติเลิกทาสได้ผ่านในปี ค.ศ. 1833 ไม่เพียงแต่การค้าทาสเท่านั้นที่ผิดกฎหมาย แต่การเป็นทาสก็ผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน ทาสทุกคนในจักรวรรดิอังกฤษได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1834[61]

ศตวรรษแห่งจักรวรรดิของบริติช (1815-1914)[แก้]

จักรวรรดิบริติชในปี ค.ศ. 1897 อาณานิคมของจักรวรรดิบริติชแสดงด้วยสีแดง

ระหว่าง ค.ศ. 1815 และ ค.ศ. 1914 นักประวัติศาสตร์บางส่วนได้เรียกช่วงเวลาดังกล่าวว่าเป็น "ศตวรรษแห่งจักรวรรดิ" ของอังกฤษ[62][63] โดยพื้นที่ราว 25,899,881 ตารางกิโลเมตร และประชากรราว 400 ล้านคนได้เพิ่มเข้ารวมกับจักรวรรดิบริติช[64] ชัยชนะเหนือนโปเลียนทำให้อังกฤษไม่มีคู่แข่งในระดับนานาชาติที่สำคัญ นอกเหนือจากรัสเซียในเอเชียกลาง[65] แสงยานุภาพของอังกฤษบนผืนน้ำไร้เทียมทาน อังกฤษจึงได้เริ่มดำเนินบทบาทของตำรวจโลก ความสัมพันธ์ของรัฐซึ่งในภายหลังเรียกว่า แพกซ์บริตานิกา[66] และนโยบายต่างประเทศ "การโดดเดี่ยวอย่างสง่างาม"[67] พร้อม ๆ กับความพยายามที่จะขยายการปกครองของอังกฤษไปเหนืออาณานิคมของตน ฐานะของอังกฤษซึ่งครอบงำการค้าโลกอยู่นั้น หมายความว่า อังกฤษสามารถควบคุมเศรษฐกิจของหลายประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ จีน อาร์เจนตินา และสยาม ซึ่งเป็นลักษณะที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า "จักรวรรดิไม่เป็นทางการ"[68][69]

ความแข็งแกร่งของจักรวรรดิบริติชได้รับการส่งเสริมด้วยเรือไอน้ำและโทรเลข เทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทำให้จักรวรรดิอังกฤษสามารถควบคุมและป้องกันจักรวรรดิได้ ในปี ค.ศ. 1902 จักรวรรดิบริติชเชื่อมโยงเข้าด้วยกันโดยสายโทรเลข ซึ่งเรียกว่า "สายแดงทั้งหมด"[70]

บริษัทอินเดียตะวันออกในอินเดีย[แก้]

ดูบทความหลักที่: บริติชราช
การ์ตูนการเมืองในปี ค.ศ. 1876 ของเบนจามิน ดิสราเอลี เป็นภาพพระราชินีวิกตอเรีย ทรงได้รับพระอิสริยยศจักรพรรดินีแห่งอินเดีย คำอธิบายใต้ภาพเขีนยว่า "มงกุฎใหม่สำหรับกษัตริย์องค์เก่า!"

นโยบายของอังกฤษในทวีปเอเชียในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ส่วนใหญ่เน้นไปยังการป้องกันและการขยายอาณาเขตของอินเดีย เนื่องจากอังกฤษมองว่าอินเดียเป็นอาณานิคมที่สำคัญที่สุดและเป็นกุญแจซึ่งนำไปสู่ส่วนที่เหลือของทวีปเอเชีย[71] บริษัทอินเดียตะวันออกนำมาซึ่งการขยายตัวของจักรวรรดิอังกฤษในเอเชีย กองทัพของบริษัทได้เข้าร่วมกับกองกำลังราชนาวีระหว่างสงครามเจ็ดปี และกองกำลังทั้งสองยังคงร่วมมือกันในอีกหลายพื้นที่นอกเหนือไปจากอินเดีย: การขับไล่นโปเลียนออกจากอียิปต์ (ค.ศ. 1799) การยึดเกาะชวาจากเนเธอร์แลนด์ (ค.ศ. 1811) การถือสิทธิ์ของสิงคโปร์ (ค.ศ. 1819) และมะละกา (ค.ศ. 1824) และความพ่ายแพ้ของพม่า (ค.ศ. 1826) [65]

จากฐานของบริษัทในอินเดีย บริษัทยังได้ดำเนินการค้าส่งออกฝิ่นอันสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากไปยังจีนนับตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1930 การค้าดังกล่าว ซึ่งราชวงศ์ชิงได้ประกาศให้ผิดกฎหมายในปี ค.ศ. 1729 ได้ช่วยพลิกการขาดดุลการค้าอันเป็นผลมาจากการนำเข้าชา โดยเห็นได้จากการไหลออกจากเงินจากอังกฤษไปยังจีนเป็นจำนวนมาก ในปี ค.ศ. 1839 การริบฝิ่นกว่า 20,000 ลัง ที่กวางตุ้งโดยทางการจีน ทำให้อังกฤษโจมตีจีนในสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง และนำไปสู่การยึดครองเกาะฮ่องกงของอังกฤษ ซึ่งในเวลานั้นเป็นเพียงถิ่นฐานเล็ก ๆ เท่านั้น[72]

การขัดคำสั่งของซีปอยต่อผู้บัญชาการชาวอังกฤษของพวกตนนั้นได้เร่งให้เกิดจุดจบของการปกครองโดยบริษัทในอินเดีย อันเป็นผลจากความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้นหลังความพยายามของอังกฤษที่จะเปลี่ยนแปลงอินเดียไปสู่วัฒนธรรมตะวันตก[73] การก่อกบฏในอินเดียใช้เวลาถึงหกเดือนในการปราบปราม โดยทั้งสองฝ่ายได้รับความเสียหายอย่างหนัก หลังจากนั้น รัฐบาลอังกฤษได้ถือสิทธิ์ในควบคุมอินเดียโดยตรง นำไปสู่สมัยซึ่งเรียกว่าบริติชราช ที่ซึ่งมีการแต่งตั้งผู้ว่าการขึ้นบริหารอินเดีย และสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียก็ทรงรับตำแหน่งจักรพรรดินีแห่งอินเดีย ในปี ค.ศ. 1858 บริษัทอินเดียตะวันออกถูกยุบ[74]

อินเดียประสบกับภาวะพืชพันธุ์ไม่เพียงพอในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นำไปสู่ทุพภิกขภัยอย่างกว้างขวาง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10 ล้านคน บริษัทอินเดียตะวันออกล้มเหลวที่จะสนับสนุนนโยบายประสานงานเพื่อรับมือกับทุพภิกขภัยในสมัยการปกครองของบริษัท แต่สถานการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปในสมัยของบริติชราช ที่ซึ่งได้มีการจัดตั้งคณะผู้ตรวจการขึ้นมาหลังจากเกิดทุพภิกขภัยแต่ละครั้งเพื่อสืบสวนหาสาเหตุ แล้วจึงนำไปจัดทำเป็นนโยบาย อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวกว่าจะเริ่มมีผลก็ย่างเข้าต้นคริสต์ทศวรรษ 1900[75]

การแข่งขันกับรัสเซีย[แก้]

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 อังกฤษและรัสเซียแข่งขันกันเพื่อเติมเต็มสุญญากาศแห่งอำนาจซึ่งหลงเหลือจากการเสื่อมถอยของจักรวรรดิออตโตมัน จักรวรรดิเปอร์เซีย และจักรวรรดิจีน[71] ความขัดแย้งในยูเรเชียนี้ได้กลายมาเป็นที่รู้จักกันว่า "เกมอันยิ่งใหญ่"[71] ในส่วนที่อังกฤษกังวล ความพ่ายแพ้ของจักรวรรดิเปอร์เซียและตุรกีในสงครามรัสเซีย-เปอร์เซีย (ค.ศ. 1826-1828) และสงครามรัสเซีย-ตุรกี (ค.ศ. 1828-1829) ได้แสดงถึงความทะเยอทะยานและขีดความสามารถของจักรวรรดิ และได้สร้างความกลัวแก่อังกฤษว่าจะมีการรุกรานอินเดียทางบก[76] ในปี ค.ศ. 1839 อังกฤษจึงรับมือกับความเคลื่อนไหวดังกล่าวโดยการรุกรานอัฟกานิสถาน แต่สงครามอังกฤษ-อัฟกานิสถานครั้งที่หนึ่ง ได้กลายมาเป็นหายนะสำหรับอังกฤษ[77]

เมื่อรัสเซียรุกรานบอลข่านของตุรกีในปี ค.ศ. 1853 ความกลัวว่ารัสเซียจะมีภาวะครอบงำในเมดิเตอร์เรเนียนและตะวันออกกลาง ทำให้อังกฤษและฝรั่งเศสร่วมกันรุกรานไครเมียเพื่อที่จะทำลายขีดความสามารถของกองทัพเรือรัสเซีย[77] สงครามไครเมีย (ค.ศ. 1854-1856) ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ได้นำมาซึ่งรูปแบบการรบสมัยใหม่[78] และเป็นเพียงสงครามในระดับโลกซึ่งเป็นเพียงการรบครั้งเดียวระหว่างอังกฤษและอำนาจจักรวรรดิอีกแห่งหนึ่งระหว่างสันติภาพอังกฤษ ยุติลงด้วยความปราชัยครั้งใหญ่ของรัสเซีย[77]

ในขณะที่สถานการณ์ในเอเชียกลางยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติหลังเวลาผ่านไปสองทศวรรษ โดยการผนวกบาลูจิสถาน ในปี ค.ศ. 1876 และการผนวกคีร์กีซเทีย คาซัคสถาน และเติร์กเมนิสถานของรัสเซีย เป็นช่วงเวลาที่ปรากฏว่าสงครามเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ทั้งสองชาติก็ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงเพื่อกำหนดเขตอิทธิพลของทั้งสองในภูมิภาคในปี ค.ศ. 1878 และสาระที่สำคัญทั้งหมดในปี ค.ศ. 1907 ด้วยการลงนามในภาคีอังกฤษ-รัสเซีย[71] การทำลายกองทัพเรือรัสเซียที่ยุทธนาวีพอร์ตอาเธอร์ ระหว่างสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1904-1905 ได้จำกัดภัยคุกคามของรัสเซียต่ออังกฤษ[79]

จากแหลมถึงไคโร[แก้]

เดอะโรดส์โคลอสซัสเซซิล โรดส์กางแขน "จากแหลมถึงไคโร"

บริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ได้ก่อตั้งอาณานิคมเคปขึ้น ณ ปลายสุดทางใต้ของแอฟริกา ในปี ค.ศ. 1652 เพื่อใช้เป็นสถานีทางผ่านสำหรับเรือดัตช์ในการเดินทางไปและกลับจากอาณานิคมในอินเดียตะวันออก อังกฤษได้ถือสิทธิ์อาณานิคมดังกล่าวอย่างเป็นทางการ รวมทั้งประชากรแอฟริกันเนอร์ (หรือชาวบัวร์) ขนาดใหญ่ในปี ค.ศ. 1806 หลังจากที่ได้ยึดครองตั้งแต่ ค.ศ. 1795 เพื่อป้องกันมิให้อาณานิคมแห่งนี้ตกอยู่ในมือของฝรั่งเศส หลังจากการรุกรานเนเธอร์แลนด์ของฝรั่งเศส[80] การอพยพเข้ามาของชาวอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่ ค.ศ. 1820 และได้ผลักดันให้ชาวบัวร์นับพัน ซึ่งไม่พอใจกับการปกครองของอังกฤษ ขึ้นไปทางเหนือเพื่อก่อตั้งสาธารณรัฐอิสระปกครองตนเองในช่วงการเดินทางอันยิ่งใหญ่ ปลายคริสต์ทศวรรษ 1830 และต้นคริสต์ทศวรรษ 1840 ในระหว่างนั้น วูเทรกเกอส์ได้ปะทะกับชาวอังกฤษอยู่บ่อยครั้ง ผู้ซึ่งมีระเบียบวาระการประชุมเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของอาณานิคมในแอฟริกาใต้และต่อองค์กรการเมืองแอฟริกาหลายแห่ง รวมไปถึงชาติโซโท และซูลู หลังจากนั้น ชาวโบร์ได้ก่อตั้งสาธารณรัฐสองแห่งที่มีอายุยืนยาวกว่าแห่งอื่น ๆ: สาธารณรัฐแอฟริกาตอนใต้ หรือสาธารณรัฐทรานส์วัลล์ (ค.ศ. 1852-1877; 1881-1902) และเสรีรัฐออเรนจ์ (ค.ศ. 1854-1902) ในปี ค.ศ. 1902 อังกฤษได้เสร็จสิ้นการยึดครองทางทหารของทั้งสองรัฐนี้โดยการลงมติในสนธิสัญญากับสาธารณรัฐบัวร์ทั้งสองนี้หลังจากสงครามบัวร์ครั้งที่สอง (ค.ศ. 1899-1902)

ในปี ค.ศ. 1869 คลองสุเอซได้รับการเปิดในรัชสมัยของนโปเลียนที่ 3 ซึ่งเชื่อมระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับมหาสมุทรอินเดีย คลองสุเอซได้รับการต่อต้านจากอังกฤษในตอนแรก[81] แต่หลังจากที่ได้เปิดใช้งาน คุณค่าทางยุทธศาสตร์ของมันได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 1875 รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมในสมัยที่เบนจามิน ดิสราเอลีเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ซื้อหุ้นของคลองสุเอซร้อยละ 44 เป็นจำนวนเงิน 4 ล้านปอนด์ จากผู้ปกครองอียิปต์ อิสมาอิล ปาชา ซึ่งเป็นหนี้บุญคุณอังกฤษ ซึ่งถึ่งแม้ว่าจำนวนหุ้นดังกล่าวจะไม่ได้ทำให้อังกฤษได้ควบคุมเส้นทางน้ำยุทธศาสตร์นี้อย่างเปิดเผย แต่ก็ได้ทำให้อังกฤษมีอิทธิพลอย่างมาก การควบคุมทางการเงินร่วมกันของอังกฤษและฝรั่งเศสของอียิปต์ยุติลงหลังจากอังกฤษได้ยึดครองอียิปต์อย่างเปิดเผยในปี ค.ศ. 1882[82] ฝรั่งเศสยังคงเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของคลองสุเอซและพยายามที่จะบ่อนทำลายสถานะของอังกฤษ[83] แต่ได้มีการประนีประนอมกันในอนุสัญญาคอนสแตนติโนเปิล ค.ศ. 1888 สนธิสํญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 1904 และได้ทำให้คลองสุเอซเป็นดินแดนเป็นกลาง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กองกำลังของอังกฤษได้ยึดครองพื้นที่จนกระทั่ง ค.ศ. 1954

เนื่องจากกิจกรรมของฝรั่งเศส เบลเยี่ยมและโปรตุเกสในภูมิภาคแม่น้ำคองโกตอนล่างคุกคามที่จะบ่อนทำลายการแทรกซึมของแอฟริกาเขตร้อนอย่างเป็นระบบ การประชุมเบอร์ลินแห่งปี ค.ศ. 1884-1885 เป็นความพยายามที่จะจัดระเบียบการแข่งขันระหว่างอำนาจยุโรปในสิ่งที่เรียกว่า "ยุคล่าอาณานิคมในแอฟริกา" โดยการจำกัดความ "การยึดครองอย่างมีประสิทธิภาพ" เป็นเกณฑ์ในการรับรองของนานาชาติต่อการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน[84] ยุคล่าอาณานิคมดังกล่าวดำเนินต่อไปจนถึงคริสต์ทศวรรษ 1890 และทำให้อังกฤษพิจารณาการตัดสินใจของตนที่จะถอนตัวออกจากซูดานใหม่ในปี ค.ศ. 1885 กองกำลังร่วมอังกฤษและอียิปต์สามารถเอาชนะกองทัพมะซิซต์ได้ในปี ค.ศ. 1896 และขัดขวางความพยายามของฝรั่งเศสที่จะรุกรานฟาโชดาในปี ค.ศ. 1898 ซูดานได้กลายมาอยู่ภายใต้อำนาจปกครองดินแดนร่วมกันอังกฤษ-อียิปต์ ซึ่งถือเป็นรัฐในอารักขาร่วมกันแต่เพียงในนาม แต่ในความเป็นจริงก็คืออาณานิคมอังกฤษนี่เอง[84]

การผนวกดินแดนของอังกฤษในแอฟริกาใต้และแอฟริกาตะวันออกทำให้ซีซิล โรดส์ ผู้บุกเบิกการขยายตัวของอังกฤษในแอฟริกา กระตุ้นให้มีการสร้างทางรถไฟ "แหลมถึงไคโร" เพื่อเชื่อมคลองสุเอซอันมีความสำคัญยิ่งทางยุทธศาสตร์เข้ากับแอฟริกาใต้ซึ่งอุดมไปด้วยแร่[85] ในปี ค.ศ. 1888 โรดส์และบริษัทแอฟริกาใต้ของอังกฤษซึ่งเข้าถือกิจการเป็นของเอกชนได้ยึดครองและผนวกดินแดนซึ่งในภายหลังได้ตั้งชื่อตามเขาว่า โรดีเซีย

การเปลี่ยนสถานะของอาณานิคมผิวขาว[แก้]

เส้นทางสู่อิสรภาพของอาณานิคมผิวขาวของจักรวรรดิบริติชเริ่มต้นขึ้นด้วยรายงานดูร์ฮัม ค.ศ. 1839 ซึ่งเสนอการสร้างเอกภาพและการปกครองตนเองสำหรับทั้งอัปเปอร์และโลวเออร์แคนาดา ซึ่งจะเป็นแนวทางแก้ไขความไม่สงบทางการเมืองในพื้นที่ได้ เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มขึ้นจากการผ่านพระราชบัญญัติสหภาพในปี ค.ศ. 1840 ซึ่งได้ก่อตั้งจังหวัดแคนาดา ได้มีให้สิทธิ์รัฐบาลแห่งความรับผิดชอบแก่โนวาสโกเทียเป็นแห่งแรกในปี ค.ศ. 1848 และได้ขยายไปยังอาณานิคมอเมริกาเหนือของอังกฤษที่เหลืออย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 1867 อัปเปอร์และโลวเออร์แคนาดา นิวบรันสวิก และโนวาสโกเทียได้รวมเข้าด้วยกันเป็นอาณาจักรแคนาดา สมาพันธรัฐแห่งนี้มีสิทธิในการปกครองตนเอง ยกเว้นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น[86]

ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้รับระดับการปกครองตนเองระดับเดียวกันหลังจาก ค.ศ. 1900 โดยอาณานิคมออสเตรเลียได้รวมเข้าด้วยกันเป็นสมาพันธรัฐในปี ค.ศ. 1901[87] คำว่า "สถานภาพดินแดนในปกครอง" มีที่มาอย่างเป็นทางการจากการประชุมอาณานิคม ค.ศ. 1907 โดยหมายถึงแคนาดา นิวฟันด์แลนด์ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในปี ค.ศ. 1910 อาณานิคมเคป นาทัล ทรานสวัล และรัฐอิสระออเรนจ์ได้ถูกรวมเข้าด้วยกันเพื่อจัดตั้งสหภาพแอฟริกาใต้ ซึ่งได้รับสถานภาพดินแดนในปกครองเช่นเดียวกัน[87]

ช่วงทศวรรษสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้เห็นการรณรงค์ทางการเมืองอย่างพร้อมเพรียงกันของการปกครองตนเองไอริช ไอร์แลนด์ได้ถูกดูดกลืนเข้ากับสหราชอาณาจักรโดยพระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1800 หลังจากกบฏไอริช ค.ศ. 1798 และประสบทุพภิกขภัยรุนแรงระหว่าง ค.ศ. 1845-1852 การปกครองตนเองได้รับการสนับสนุนโดยนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร วิลเลียม แกลดสโตน ผู้ซึ่งหวังว่าไอร์แลนด์จะตามรอยเท้าของแคนาดาในการเป็นดินแดนในปกครองภายในจักรวรรดิ แต่กฎหมายปกครองตนเอง ค.ศ. 1886 ของเขาพ่ายแพ้ในรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภาหลายคนเกรงว่าการให้เอกราชแก่ไอร์แลนด์บางส่วนอาจเป็นคุกคามความมั่นคงของบริเตนใหญ่หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายจักรวรรดิ กฎหมายปกครองตนเองฉบับที่สองก็พ่ายแพ้ด้วยเหตุผลที่คล้ายกัน[88] กฎหมายปกครองตนเองฉบับที่สามได้ผ่านโดยรัฐสภาในปี ค.ศ. 1914 แต่มิได้นำออกมาบังคับใช้เนื่องจากการปะทุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งนำไปสู่การลุกฮืออีสเตอร์ ในปี ค.ศ. 1916

สงครามโลก (1914-1945)[แก้]

เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความกลัวเริ่มแพร่ขยายขึ้นในหมู่ชาวอังกฤษว่าอังกฤษอาจะไม่สามารถป้องกันเมืองแม่และจักรวรรดิทั้งหมดในขณะเดียวกับการดำเนินนโยบาย "การโดดเดี่ยวอย่างสง่างาม"[89] เยอรมนีได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วในฐานะอำนาจทางการทหารและอุตสาหกรรม และถูกมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็นคู่แข่งของอังกฤษในสงครามอนาคต เนื่องจากทราบดีว่าตนถูกบีบให้ทำเกินความสามารถในแปซิฟิก[90] และถูกคุกคามที่แผ่นดินแม่โดยกองทัพเรือเยอรมัน อังกฤษจึงได้ก่อตั้งพันธมิตรกับญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1902 และศัตรูเก่า ได้แก่ ฝรั่งเศสและรัสเซีย ในปี ค.ศ. 1904 และ ค.ศ. 1907 ตามลำดับ[91]

สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[แก้]

แกรนด์ฟลีตมุ่งหน้าไปยังจัตแลนด์ ค.ศ. 1916

ความกลัวที่จะทำสงครามกับเยอรมนีของอังกฤษมาถึงจุดสิ้นสุดในปี ค.ศ. 1914 เนื่องจากการปะทุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การประกาศสงครามต่อเยอรมนีและชาติพันธมิตรของอังกฤษ เช่นเดียวกับอาณานิคมและดินแดนในปกครองของอังกฤษ ซึ่งได้มีส่วนช่วยในทางการทหาร การเงิน และวัตถุดิบอย่างหาค่ามิได้ มีทหารมากกว่า 2.5 ล้านนายอยู่ในกองทัพของดินแดนในปกครองทั้งหมด เช่นเดียวกับอาสาสมัครหลายพันคนจากคราวน์โคโลนี[92] อาณานิคมโพ้นทะเลส่วนใหญ่ของเยอรมนีในทวีปแอฟริกาถูกรุกรานและถูกยึดครองอย่างรวดเร็ว และในแปซิฟิก ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ยึดครองเยอรมันนิวกินีและซามัวตามลำดับ การมีส่วนร่วมของกองกำลังออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ระหว่างการทัพกัลลิโปลีในปี ค.ศ. 1915 ต่อจักรวรรดิออตโตมัน ได้ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อจิตสำนึกของชาติที่บ้าน และได้เป็นจุดซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จากอาณานิคมเป็นชาติซึ่งมีสิทธิ์เป็นของตัวเอง ทั้งสองประเทศยังคงจัดพิธีรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในวันแอนแซก ชาวแคนาดามองว่ายุทธการเนินไวมีเป็นจุดเปลี่ยนเช่นเดียวกัน[93] การมีส่วนร่วมอย่างสำคัญของดินแดนในปกครองในการทำสงครามได้รับการรับรองในปี ค.ศ. 1917 โดยนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เดวิด ลอยด์ จอร์จ เมื่อเขาได้เชิญนายกรัฐมนตรีของดินแดนในปกครองทั้งหลายเพื่อเข้าร่วมคณะรัฐมนตรีสงครามจักรวรรดิเพื่อความร่วมมือในนโยบายจักรวรรดิ[94]

ภายใต้เงื่อนไขของสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ซึ่งได้ลงนามในปี ค.ศ. 1919 จักรวรรดิบริติชได้ขยายตัวกว้างใหญ่ไพศาลที่สุด เมื่อได้รับดินแดนเพิ่มเข้ามาอีก 4,662,000 ตารางกิโลเมตร และประชากรเพิ่มขึ้นอีก 13 ล้านคน[95] อาณานิคมของเยอรมนีและจักรวรรดิออตโตมันถูกแจกจ่ายให้กับอำนาจฝ่ายพันธมิตรในฐานะรัฐในอาณัติสันนิบาติชาติ อังกฤษได้รับสิทธิ์เหนือปาเลสไตน์ ทรานสจอร์แดน อิรัก บางส่วนของแคเมอรูนและโตโก และแทนกานยิกา ดินแดนในปกครองของอังกฤษเองก็ได้รับดินแดนในอาณัติของตนเองเช่นกัน: แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ (ปัจจุบัน คือ นามิเบีย) ได้มอบให้กับสหภาพแอฟริกาใต้ ออสเตรเลียได้เยอรมันนิวกินี นิวซีแลนด์ได้เวสเทิร์นซามัว นาอูรูได้ถูกทำให้เป็นดินแดนในอาณัติร่วมระหว่างอังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์[96]

สมัยระหว่างสงครามและสงครามประกาศอิสรภาพไอร์แลนด์[แก้]

ระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงที่นำพามาโดยสงคราม โดยเฉพาะการเติบโตของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นในฐานะมหาอำนาจทางทะเล และความเจริญของขบวนการเรียกร้องเอกราชในอินเดียและไอร์แลนด์ ทำให้มีการประเมินนโยบายจักรวรรดิบริติชใหม่ครั้งสำคัญ อังกฤษถูกบีบให้เลือกระหว่างปรับแนวกับสหรัฐอเมริกาหรือญี่ปุ่น อังกฤษเลือกที่จะไม่ต่ออายุพันธมิตรกับญี่ปุ่นและลงนามในสนธิสัญญานาวิกวอชิงตัน ค.ศ. 1922 แทน ซึ่งอังกฤษยอมรับความเสมอกันทางนาวิกกับสหรัฐอเริกา การตัดสินใจนี้เป็นที่มาของการโต้เถียงอย่างมากในอังกฤษระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1930 เพราะรัฐบาลนิยมทหารถือการช่วยเหลือญี่ปุ่นและเยอรมนีบางส่วนโดยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เพราะเกรงว่าจักรวรรดิไม่สามารถอยู่รอดจากการโจมตีพร้อมกันของทั้งสองประเทศได้ แม้ประเด็นความมั่นคงของจักรวรรดิเป็นความกังวลใหญ่หลวงในอังกฤษ แต่ขณะเดียวกันจักรวรรดิก็สำคัญต่อเศรษฐกิจอังกฤษเช่นกัน

ใน ค.ศ. 1919 ความขัดข้องอันเกิดจากความล่าช้าต่อสมาชิกพรรคซินน์เฟน พรรคนิยมเอกราชที่ได้รับเสียงข้างมากในที่นั่งไอร์แลนด์ในเวสต์มินสเตอร์ในการเลือกตั้งทั่วไปในอังกฤษ ค.ศ. 1918 ผู้นำขบวนการปกครองตนเองของไอร์แลนด์ (Irish home rule) ในการจัดตั้งสมัชชาไอร์แลนด์ในดับลิน ที่ซึ่งมีการประกาศเอกราชของไอร์แลนด์ กองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์เริ่มสงครามกองโจรพร้อมกันต่อรัฐบาลอังกฤษ สงครามอังกฤษ-ไอร์แลนด์สิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1921 ด้วยการคุมเชิงกันอยู่ และการลงนามสนธิสัญญาอังกฤษ-ไอร์แลนด์ สถาปนารัฐอิสระไอร์แลนด์ ประเทศในเครือจักรภพในจักรวรรดิอังกฤษ โดยเอกราชภายในมีผลแต่ยังเชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์อังกฤษในทางรัฐธรรมนูญ ไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งประกอบด้วย เทศมณฑล 6 จาก 32 แห่งของไอร์แลนด์ ซึ่งได้ถูกสถาปนาเป็นภูมิภาคที่ได้รับถ่ายโอนอำนาจ (devolved region) ภายใต้พระราชบัญญัติรัฐบาลไอร์แลนด์ ค.ศ. 1920 ซึ่งใช้ทางเลือกของตนภายใต้สนธิสัญญาทันทีเพื่อคงสถานภาพที่มีอยู่ในสหราชอาณาจักร

การให้เอกราชและความเสื่อมสลาย (1945-1997)[แก้]

ประเทศที่ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในทวีปแอฟริกาแบ่งตามช่วงเวลา

มรดกตกทอด[แก้]

อาณานิคมที่ยังเหลืออยู่ของสหราชอาณาจักร

อ้างอิง[แก้]

  1. Maddison 2001, pp. 98, 242.
  2. Ferguson 2004, p. 15.
  3. Ferguson 2004, p. 2.
  4. 4.0 4.1 Ferguson 2004, p. 3.
  5. Andrews 1985, p. 45.
  6. Ferguson 2004, p. 4.
  7. Canny, p. 35.
  8. Thomas, pp. 155–158
  9. Canny, p. 62.
  10. Canny, p. 7.
  11. Kenny, p. 5.
  12. Alan, Taylor (2001). American Colonies, The Settling of North America. Penguin. p. 119. 
  13. Taylor, pp. 119,123.
  14. 14.0 14.1 Olson, p. 466.
  15. Canny, p. 63.
  16. Canny, pp. 63–64.
  17. Canny, p. 70.
  18. Canny, p. 34.
  19. James, p. 17.
  20. Canny, p. 71.
  21. Canny, p. 221.
  22. Olson, p. 600.
  23. 23.0 23.1 Olson, p. 897.
  24. Ferguson 2004, pp. 72–73.
  25. 25.0 25.1 Buckner, p. 25.
  26. Lloyd, p. 37.
  27. Ferguson 2004, p. 62.
  28. Canny, p. 228.
  29. Marshall, pp. 440–64.
  30. Magnusson, p. 531.
  31. Macaulay, p. 509.
  32. 32.0 32.1 Ferguson 2004, p. 19.
  33. Canny, p. 441.
  34. Pagden, p. 90.
  35. Olson, p. 1045.
  36. Olson, p. 1122.
  37. Olson, pp. 1121–22.
  38. 38.0 38.1 Pagden, p. 91.
  39. Canny, p. 93.
  40. Olson, p. 995.
  41. Ferguson 2004, p. 73.
  42. Canny, p. 92.
  43. Olson, p. 1026.
  44. James, p. 119.
  45. Marshall, p. 585.
  46. Latimer, pp. 8, 30–34, 389–92.
  47. Olson, p. 685.
  48. Olson, p. 796.
  49. Smith, p. 28.
  50. Smith, p. 20.
  51. 51.0 51.1 51.2 Olson, p. 808.
  52. Olson, p. 806.
  53. 53.0 53.1 Olson, p. 87.
  54. Olson, p. 1137.
  55. "Waitangi Day". History Group, New Zealand Ministry for Culture and Heritage. สืบค้นเมื่อ 13 December 2008. 
  56. Porter, p. 579.
  57. Mein Smith, p. 49.
  58. James, p. 152.
  59. Dalziel, pp. 64–65.
  60. Porter, p. 14.
  61. Porter, p. 204.
  62. Hyam, p. 1.
  63. Smith, p. 71.
  64. Parsons, p. 3.
  65. 65.0 65.1 Porter, p. 401.
  66. Porter, p. 332.
  67. Olson, p. 285.
  68. Porter, p. 8.
  69. Marshall, pp. 156–57.
  70. Dalziel, pp. 88–91.
  71. 71.0 71.1 71.2 71.3 Olson, p. 478.
  72. Olson, p. 293.
  73. Olson, p. 567.
  74. Olson, p. 568.
  75. Marshall, pp. 133–34.
  76. James, p. 181.
  77. 77.0 77.1 77.2 James, p. 182.
  78. Royle, preface.
  79. Hodge, p. 47.
  80. Smith, p. 85.
  81. Olson, p. 1070.
  82. Ferguson 2004, pp. 230–33.
  83. James, p. 274.
  84. 84.0 84.1 Olson, p. 989.
  85. Olson, p. 248.
  86. Porter, p. 187
  87. 87.0 87.1 Olson, p. 376.
  88. James, p. 315.
  89. O'Brien, p. 1.
  90. Brown, p. 667.
  91. Lloyd, p. 275.
  92. Marshall, pp. 78–79.
  93. Lloyd, p. 277.
  94. Lloyd, p. 278.
  95. Ferguson 2004, p. 315.
  96. Olson, p. 658.

บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]