พระเจ้าธีบอ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเจ้าธีบอ
Konbang-Thibaw.jpg

พระบรมนามาภิไธย เจ้าชายหม่องปู
พระปรมาภิไธย ศรีบวรอทิตยลังควิชัยนันทรัตตดิลกอธิบดีบัณฑิตมหาธรรมราชาธิราช
ราชวงศ์ ราชวงศ์อลองพญา
ครองราชย์ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2421 - 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2428
ระยะครองราชย์ 7 ปี 59 วัน [1]
รัชกาลก่อนหน้า พระเจ้ามินดง
รัชกาลถัดไป สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (จักรวรรดิอินเดีย)
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 1 มกราคม พ.ศ. 2402
Flag of Burma (Alaungpaya Dynasty).svg เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
สวรรคต 19 ธันวาคม พ.ศ. 2458
British Raj Red Ensign.svg เมืองรัตนคีรี บริติชราช
พระราชบิดา พระเจ้ามินดง
พระราชมารดา เจ้าหญิงเมืองสีป่อ [2]
พระอัครมเหสี พระนางศุภยาลัต
พระมเหสี เจ้าหญิงสะลิน[3]
พระนางศุภยาคยี[3]
พระนางศุภยากเล[4]
พระราชโอรส/ธิดา เจ้าชายไม่ปรากฏนาม
เจ้าชายไม่ปรากฏนาม
เจ้าหญิงไม่ปรากฏนาม
เจ้าหญิงเมียะพยาจี
เจ้าหญิงมยะพะยาละ
เจ้าหญิงเมียะพยา
เจ้าหญิงเมียะพยากเล

พระเจ้าธีบอ หรือ พระเจ้าสีป่อ (ภาษาพม่า: သီပော္‌မင္‌း; ออกเสียง [θìbɔ́ mɪ́ɴ] สี่ป๊อมิ๊ง) เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์อลองพญา และเป็นองค์สุดท้ายของพม่า ถูกบังคับให้สละราชสมบัติและเนรเทศไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรี ประเทศอินเดีย หลังสิ้นสงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 3 และ สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2459 [5]

พระเจ้าสีป่อเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ามินดง กับเจ้าหญิงจากเมืองสีป่อ ในดินแดนไทใหญ่ มีพระนามเดิมว่า เจ้าชายหม่องปู (မောင်ပု Maung Pu) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2402 ที่กรุงมัณฑะเลย์ เมืองหลวงของราชอาณาจักรพม่าในเวลานั้น เมื่อเจริญพระชันษาขึ้น ได้ผนวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเพื่อศึกษาวิชาการต่างๆ เมื่อทรงลาผนวชแล้ว พระราชบิดาจึงทรงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองสีป่อ ซึ่งเป็นที่มาของพระนามเมื่อเสวยราชสมบัติในเวลาต่อมา

พระองค์ได้ขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2421 ด้วยความช่วยเหลือจากพระนางอเลนันดอ พระมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้ามินดงผู้เป็นพระราชบิดา และเหล่าขุนนางชั้นสูงกลุ่มหนึ่ง พระองค์ได้ทรงเสกสมรสกับพระนางศุภยาลัต พระราชธิดาของพระเจ้ามินดงกับพระนางอเลนันดอ และพระขนิษฐาร่วมพระราชบิดาเดียวกัน ซึ่งพระนางศุภยาลัต เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อการตัดสินพระทัยในเหตุสำคัญต่างๆ ของพระเจ้าสีป่อเป็นอย่างมาก

ขึ้นครองราชย์[แก้]

เจ้าฟ้าสีป่อเป็นที่โปรดปรานของพระนางสินพยูมาชิน อัครมเหสีของพระเจ้ามินดง รวมทั้งสมาชิกเสนาบดีสภาอย่างกินหวุ่นมินจี มัคเวมินจี และเยนันจองมินจีก็สนับสนุนเจ้าฟ้าสีป่อเพื่อให้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญตามที่วางแผนไว้ [6] อย่างไรก็ตาม เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์เมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2421 ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่คาดไว้ พระองค์กับพระนางศุภยาลัต พระมเหสี ได้สั่งปลด มัคเวมินจี และเยนันจองมินจีในเดือนมกราคม พ.ศ. 2421 และยกเลิกแผนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ประหารเจ้านายฝ่ายหน้าฝ่ายในที่คุมขังไว้ตั้งแต่พระเจ้ามินดงประชวรระหว่างวันที่ 13 - 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2421 จนหมดสิ้น

อังกฤษได้ประท้วงการสังหารหมู่ครั้งนี้ โดย R. B. Shaw ผู้แทนอังกฤษประจำราชสำนักมัณฑะเลย์ ได้ยื่นประท้วงและเสนอจะนำนักโทษการเมืองไปไว้ในพม่าที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ แต่ไม่เป็นผล อย่างไรก็ตาม อังกฤษได้ช่วยให้เจ้าฟ้านยองจันลี้ภัยไปอยู่ในพม่าตอนล่างตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2421[6]

สงครามกับอังกฤษและสิ้นสุดอำนาจ[แก้]

พระราชวังธีบอที่เมืองรัตนคีรี ประเทศอินเดีย ที่ประทับของพระเจ้าธีบอหลังสิ้นสุดอำนาจ

ในรัชกาลของพระองค์ได้ส่งคณะทูตไปยังฝรั่งเศสเมื่อ 30 เมษายน พ.ศ. 2426 และได้มีการเจรจาเกี่ยวกับการทำสัญญาทางการค้า ยินยอมให้ฝรั่งเศสเข้ามาทำสัมปทานป่าไม้ซึ่งได้สร้างความหวาดระแวงให้อังกฤษ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2428 พม่าเรียกค่าปรับจากบริษัทบอมเบย์เบอร์มาเทรดดิงเป็นเงินจำนวน 2.3 ล้านรูปี อังกฤษจึงตัดสินใจยื่นคำขาดต่อพม่าในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2428 โดยให้พม่าลดค่าปรับ ให้ความสะดวกแกอังกฤษในการค้าขายกับจีนและให้อังกฤษควบคุมนโยบายต่างประเทศของพม่า พม่าปฏิเสธมาในวันที่ 9 พฤศจิกายน กองทัพอังกฤษจึงเคลื่อนทัพออกจากย่างกุ้งไปยังพม่าเหนือในวันที่ 14 พฤศจิกายนและยึดมัณฑะเลย์ได้ในวันที่ 28 พฤศจิกายน พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัตยอมแพ้ในวันนี้ ทั้งสองพระองค์เสด็จลงเรือไปยังย่างกุ้งและถูกเนรเทศไปอินเดีย[7]

หลังสิ้นอำนาจ[แก้]

พระเจ้าธีบอ (กลาง) ขณะทรงประทับในรัตนคีรี อินเดีย พร้อมข้าราชสำนัก ภาพถ่ายในพระราชพิธีเจาะพระกรรณของพระราชธิดา ราวก่อนปีพ.ศ. 2443

พระเจ้าสีป่อไปประทับที่รัตนคีรี ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลอาหรับ ในช่วงห้าปีแรก ทรงได้รับเงินจากอังกฤษ เดือนละ 100,000 รูปี หลังจากนั้นเงินจำนวนนี้ลดลงครึ่งหนึ่ง และเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ ได้เพียงเดือนละ 25,000 รูปีเท่านั้น[8] พระองค์สวรรคตเมื่อ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2459 พระศพของพระองค์ถูกฝังไว้ใกล้ๆสุสานของชาวคริสต์[8] หลังจากพระองค์สวรรคต ลูกหลานของพระองค์ส่วนหนึ่งเดินทางกลับพม่า บางส่วนยังคงอยู่ในอินเดีย เมียะพยาจี (Myat Phayagyi) พระธิดาองค์โตของพระองค์ยังอยู่ในอินเดีย ส่วน เมียะพยา (Myat Phaya) พระธิดาองค์เล็กที่ประสูติที่รัตนคีรีเมื่อ พ.ศ. 2430 ได้เดินทางกลับมายังพม่าใน พ.ศ. 2462 พระนางสมรสกับอูเนียงใน พ.ศ. 2464 และสิ้นพระชนม์ในมะละแหม่งเมื่อ 3 มีนาคม พ.ศ. 2478 ลูกหลานของพระนางยังอยู่ในพม่า และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์ของพม่า[9] [10]


ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2555 เทียน เส่ง ประธานาธิบดีพม่าได้เดินทางไปเยี่ยมหลุมฝังศพของพระเจ้าสีป่อ และพบกับลูกหลานของพระองค์ที่อาศัยอยู่ที่นั่น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประมุขรัฐบาลพม่าเดินทางไปเยือนสุสานของพระองค์[11]

พระธิดา[แก้]

พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัตทรงมีพระธิดาร่วมกัน 4 พระองค์ได้แก่

  พระนาม ประสูติ สิ้นพระชนม์ หมายเหตุ
Myat Phayagyi.jpg เจ้าหญิงเมียะพยาจี 1880พ.ศ. 2423 1947พ.ศ. 2490 เจ้าหญิงทรงอภิเษกสมรสกับนายทหารอินเดียที่พระราชวังธีบอในรัตนคีรี
Myat Paya Lat in young age.jpg เจ้าหญิงเมียะพยาลัต 18834 ตุลาคม
พ.ศ. 2426
19564 เมษายน
พ.ศ. 2499
เจ้าหญิงทรงอภิเษกสมรสกับข้าราชสำนักชาวพม่าที่พระราชวังธีบอในรัตนคีรี เจ้าหญิงมยะพะยาละ ได้รับเลือกให้เป็นรัชทายาทในราชบัลลังก์พม่า เมื่อพระเจ้าธีบอถูกโค่นล้มราชบัลลังก์ และทรงได้เป็นผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์และเป็นประมุขแห่งราชวงศ์พม่าเมื่อพระราชบิดาสวรรคต พระองค์สื้นพระชนม์ที่เมืองกาลิมปง ประเทศอินเดีย
Myat Phaya.jpg เจ้าหญิงเมียะพยา 18867 มีนาคม
พ.ศ. 2429
196221 กรกฎาคม
พ.ศ. 2505
เจ้าหญิงทรงเสด็จกลับพม่าพร้อมพระราชมารดา และในปีพ.ศ. 2465 ทรงอภิเษกสมรสครั้งแรกกับโกเดา กยี เนียง พระนัดดาในเจ้าชายคะนอง ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระปัยกาของเจ้าหญิง และเจ้าชายคะนองทรงเป็นพระเชษฐาในพระเจ้ามินดง และทรงหย่ากันในปีพ.ศ. 2472 เจ้าหญิงอภิเษกสมรสครั้งที่สองกับอู มะยา อู นักกฎหมาย พระโอรสองค์ที่สองของเจ้าหญิงที่ประสูติแต่พระสวามีองค์แรก คือ เจ้าตอ พะยาทรงเป็นผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์องค์ปัจจุบัน สืบต่อจากเจ้าหญิงเมียะพยาลัต
Myat Phaya Galay.jpg เจ้าหญิงเมียะพยากเล 1887พ.ศ. 2430 1935พ.ศ. 2478 เจ้าหญิงมีความชำนาญในภาษาอังกฤษอย่างมากและทรงดำรงเป็นโฆษกประจำพระราชวงศ์พม่า เจ้าหญิงทรงอภิเษกสมรสกับนักกฎหมาย และทรงถูกรัฐบาลอาณานิคมส่งออกไปประทับที่เมาะลำเลิง จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ที่นั่น

อ้างอิง[แก้]

  1. Christopher Buyers. "The Konbaung Dynasty Genealogy: King Thibaw". royalark.net. สืบค้นเมื่อ 2009-10-04. 
  2. พม่าเสียเมืองก็เพราะกษัตริย์อ่อนแอและมเหสีหฤโหด
  3. 3.0 3.1 เสียงกระซิบที่ฝ่ายใน...กับ...เสียงร่ำไห้ที่ท้ายวัง
  4. The Royal Family of Burma
  5. http://board.dserver.org/b/bestforlife/00000311.html
  6. 6.0 6.1 นินิเมยนต์. พม่ากับการต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษ ค.ศ. 1885 - 1895. แปลโดย ฉลอง สุนทรวาณิชย์. กทม. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์ฯ. 2543
  7. วิไลเลขา ถาวรธนสาร. สงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่สาม ใน สารานุกรมประวัติศาสตร์สากลสมัยใหม่: เอเชีย เล่ม 1 อักษร A-B ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กทม.ราชบัณฑิตยสถาน. 2539. หน้า 166 - 170
  8. 8.0 8.1 Christian, John LeRoy (1944). "Thebaw: Last King of Burma". The Journal of Asian Studies (Association for Asian Studies): 309–312. doi:10.2307/2049030. 
  9. Kennedy, Phoebe, Burmese dictator lives like a king, laments the nation's last royal, published in The Independent, 12.03.2010
  10. Royal Ark: The Konbaung Dynasty (19)
  11. Thein Sein visits grave of Burma’s last king. Retrieved 2012-12-26.
ก่อนหน้า พระเจ้าธีบอ ถัดไป
พระเจ้ามินดง 2leftarrow.png WikiProject Burma (Myanmar) peacock.svg
พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรพม่า
(1 ตุลาคม พ.ศ. 2421 - 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2428)
2rightarrow.png สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย
(จักรวรรดิอินเดีย)
เจ้าชายคะนอง มิงสา
(เจ้าชายแห่งคะนอง)
2leftarrow.png WikiProject Burma (Myanmar) peacock.svg
ตำแหน่งผู้สืบราชสมบัติแห่งพม่า
(เจ้าชายแห่งสีป่อ)

(1 ตุลาคม พ.ศ. 2421 - 1 ตุลาคม พ.ศ. 2421)
2rightarrow.png เจ้าหญิงเมียะพยาลัต
(โดยสันนิษฐาน)