ข้ามไปเนื้อหา

เจ้าองค์คำ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เจ้าอโนชา)
เจ้าองค์คำ
กษัตริย์แห่งหลวงพระบาง
ครองราชย์พ.ศ. 2265 – พ.ศ. 2266
ก่อนหน้าพระธรรมกิจล้านช้างร่มขาว
ถัดไปเจ้าอินทโฉม
พระเจ้าเชียงใหม่
ครองราชย์พ.ศ. 2270 – พ.ศ. 2302
ก่อนหน้าเทพสิงห์
ถัดไปองค์จันทร์
ประสูติเวียงจันทน์
เจ้าหม่อมน้อย, เจ้าองค์นก
สวรรคต20 ตุลาคม พ.ศ. 2302
เชียงใหม่
คู่อภิเษก
  • เจ้านางแทนสาว (หลวงพระบาง)
  • เจ้านางแทนคำ (หลวงพระบาง)
  • เจ้านางดวงบุบผา (หลวงพระบาง)
  • ไม่ปรากฏพระนาม (เชียงใหม่)
พระราชบุตร
  • 13 องค์ (พงศาวดารล้านช้าง)
  • 3 องค์ (ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่)
พระนามเต็ม
อาณาจักรหลวงพระบาง:
สมเด็จพระบรมเชษฐขัตยสุริยพระราชวงษามหาไชยจักรพรรดิภูมินทร์ นรินทาธิปัติราชศักดิ บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมบพิตร
เมืองเชียงใหม่:
เจ้าองค์คำ
ราชวงศ์เชียงรุ่ง
พระราชบิดาเจ้าอินทกุมาร
พระราชมารดานางคำ

เจ้าองค์คำ หรือพระบรมเชษฐขัตติยสุริยวงศา เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรหลวงพระบาง ระหว่างปี พ.ศ. 2265–2266 และเป็นกษัตริย์แห่งเชียงใหม่ ระหว่างปี พ.ศ. 2270–2302[1]

พระราชประวัติช่วงต้น

[แก้]

พระราชประวัติช่วงต้นของเจ้าองค์คำปรากฏในพงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิม[2] และพงศาวดารเมืองหลวงพระบาง[3]

เจ้าองค์คำมีนามแรกประสูติว่า เจ้าหม่อมน้อย พระองค์เป็นโอรสในเจ้าอินทกุมารกับนางคำ เจ้าอินทกุมารเป็นเชื้อสายกษัตริย์เมืองเชียงรุ่งซึ่งลี้ภัยสงครามลงมาที่อาณาจักรล้านช้างในรัชสมัยพระยาสุริยวงศาธรรมิกราช ต่อมาเจ้าหม่อมน้อยมีอีกพระนามหนึ่งว่า เจ้าองค์นก

หลังจากพระยาสุริยวงศาธรรมิกราชเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2238[1]:192–193 อาณาจักรล้านช้างตกอยู่ในความวุ่นวายจากการแย่งชิงราชสมบัติอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งพระไชยองค์เว้สามารถยึดเมืองเวียงจันทน์สำเร็จในปี พ.ศ. 2241[1]:206–207 เจ้ากิ่งกิสราช, เจ้าอินทโฉม และเจ้าองค์นกต่างหวาดเกรงราชภัย จึงพากันเสด็จหนีจากเวียงจันทน์ไปยังเมืองล้าและเมืองพง ต่อมาในปี พ.ศ. 2246[1]:285–286 เจ้ากิ่งกิสราชและเจ้าองค์นกรวบรวมไพร่พลยึดเมืองหลวงพระบางได้สำเร็จ เจ้ากิ่งกิสราชปราบดาภิเษกเป็นพระธรรมกิจล้านช้างร่มขาว[2]:424 กษัตริย์พระองค์แรกแห่งอาณาจักรหลวงพระบาง ส่วนเจ้าองค์นกทรงดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอุปราช[3]:36

กษัตริย์แห่งหลวงพระบาง

[แก้]

เมื่อพระธรรมกิจล้านช้างร่มขาวเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2265[1]:286–287 เหล่าขุนนางจึงอัญเชิญเจ้าอุปราชองค์นกขึ้นครองราชสมบัติ มีพระนามตามพงศาวดารเมืองหลวงพระบางว่า สมเด็จพระบรมเชษฐขัตยสุริยพระราชวงษามหาไชยจักรพรรดิภูมินทร์ นรินทาธิปัติราชศักดิ บรมธรรมิกมหาราชาธิราชบรมบพิตร[3]:36

ฝ่ายเจ้าอินทโฉมทราบข่าว จึงเกลี้ยกล่อมเอาไพร่พลจากเขตเมืองล้าและเมืองพง ยกทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองงอยริมฝั่งแม่น้ำอู เจ้าองค์นกตัดสินพระทัยเจรจาด้วยการยอมให้เจ้าอินทโฉมร่วมว่าราชการเมืองด้วยกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2266 เจ้าองค์นกได้เสด็จออกจากเมืองไปประพาสป่าและต่อนกเขา ขุนนางบางส่วนสนับสนุนให้เจ้าอินทโฉมขึ้นครองราชย์แทนและปิดประตูเมืองทั้งหมด เมื่อเจ้าองค์นกทราบว่าถูกยึดเมือง พระองค์จึงเสด็จพร้อมบริวารไปยังเมืองเหลือก เจ้าองค์นกออกผนวชที่เมืองเหลือก และเสด็จต่อไปประทับ ณ วัดช้างเผือกในเมืองเชียงใหม่

ครองเมืองเชียงใหม่

[แก้]

หลังจากเจ้าองค์นกประทับอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่ พระราชประวัติของพระองค์ปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่[4][5]

ในปี พ.ศ. 2270 เทพสิงห์ ชาวเมืองยวม ตั้งตนเป็นตนบุญ นำทัพเข้าสู้รบกับมังแรนะร่าผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่ ขณะนั้นเจ้าองค์นกมีไพร่พล 300 คนตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงที่ท่าวัดเกตุ เจ้าองค์นกทรงอาสากับมังแรนะร่าว่าจะนำทัพออกรบกับเทพสิงห์แต่มังแรนะร่าปฏิเสธ ฝ่ายเทพสิงห์เข้ายึดเมืองได้สำเร็จและฆ่ามังแรนะร่าตาย หลังจากเทพสิงห์ครองเชียงใหม่ได้ 1 เดือน จึงออกคำสั่งสังหารชาวพม่าและชาวมอญทั้งหมด ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเข้าหาเจ้าองค์นกที่วัดบุพพารามขอให้พระองค์เป็นผู้นำเข้ารบกับเทพสิงห์ เจ้าองค์นกทรงให้ชุมนุมพลที่วัดเกตุ เมื่อตกกลางคืนฝ่ายเจ้าองค์นกเข้ายึดเมืองเชียงใหม่ไว้ได้ เทพสิงห์แตกพ่ายหนีออกจากเมืองไป ชาวเมืองจึงอัญเชิญเจ้าองค์นกขึ้นครองราชสมบัติ มีพระนามว่า เจ้าองค์คำ

พงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิมและพงศาวดารเมืองหลวงพระบางบันทึกเรื่องราวของพระองค์แตกต่างออกไป โดยระบุว่า กองทัพพม่าเข้าล้อมเมืองเชียงใหม่ ในขณะนั้นเมืองเชียงใหม่ไม่มีผู้ปกครอง เหล่าขุนนางจึงอัญเชิญเจ้าองค์นกขึ้นครองราชสมบัติและเอาชนะกองทัพพม่าได้[2][3]

การขึ้นครองราชย์ของพระองค์ยังถูกบันทึกไว้โดยพื้นเมืองเชียงแสน[6]:129–130[7]และมหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว ในมหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว เจ้าองค์คำมีพระนามว่า คะนันเดะบะ (พม่า: ခနံဒိပ္ပ[8]:333,อังกฤษ: Kanan Deikba[9]:96) มีพระราชอิสสริยยศเป็นพระเจ้าเชียงใหม่ (พม่า: ဇင်းမယ်မင်း[8]:397) นอกจากนี้ เจ้าองค์คำยังปรากฏในพงษาวดารพม่ารามัญ มีพระนามว่า พระเจ้าหอคำ[10] และปรากฏในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม มีพระนามว่า พระเจ้าหงส์ดำ[11]

กษัตริย์แห่งเชียงใหม่

[แก้]

สงครามกับพม่า

[แก้]

เนื่องจากเมืองเชียงใหม่แยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองของพม่า พระเจ้าตะนินกันเหว่จึงทรงพยายามปราบเมืองเชียงใหม่ให้กลับมาอยู่ใต้อำนาจจวบจนกระทั่งพระองค์สวรรคตในปี พ.ศ. 2376 สงครามตีเมืองเชียงใหม่ถูกบันทึกไว้โดยตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ 2 ครั้ง ดังนี้[5]

  • 3 มกราคม พ.ศ. 2272 สะแข้งพยะ (พม่า: သခင်ဘုရား) ยกทัพจากอังวะข้ามแม่น้ำสาละวินมา เจ้าองค์คำทรงนำคนไปต้อนรับ แต่สะแข้งพยะจะประหารคนของเจ้าองค์คำ เมื่อเจ้าองค์คำกลับมาถึงเมืองเชียงใหม่ พระองค์ตัดสินใจที่จะต่อต้านพม่า ทัพเชียงใหม่เข้าสู้รบกับทัพพม่าที่หนองมวน ครั้นผ่านไป 2 เดือน ฝ่ายพม่าขาดเสบียงจึงแตกหนีไปเมืองพะเยา
  • 21 ธันวาคม พ.ศ. 2276 ซิดแก[note 1] (พม่า: စစ်ကဲ) น้อยพุง คุมทัพ 10,000 นาย เข้าตีเมืองเชียงใหม่ทางแจ่งกู่เรือง แต่ไม่ประสบความสำเร็จจึงแตกหนีกลับไป

สงครามตีเมืองเชียงใหม่ถูกบันทึกไว้โดยมหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว 2 ครั้ง แต่มีเนื้อหาแตกต่างกันออกไป ดังนี้[9][12]

  • 30 กันยายน พ.ศ. 2273 พระเจ้าตะนินกันเหว่ทรงแต่งตั้งให้มีนเยนานดาตู (พม่า: မင်းရဲနန္ဒသူ[8]:333) เป็นแม่ทัพ คุมทัพ 10,000 นายเข้าตีเมืองเชียงใหม่ สงครามครั้งนี้ถูกบันทึกไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่[12]
    1. ฝ่ายเชียงใหม่มีการป้องกันเข้มแข็ง ทัพพม่าทำลายกำแพงเมืองไม่สำเร็จจึงพยายามเผาประตูเมือง ชาวเชียงใหม่ผันน้ำจากทางตะวันตกเข้ามาดับไฟไว้ได้ แม่ทัพพม่าจึงถอยทัพกลับไป พระเจ้าตะนินกันเหว่ทรงให้เนรเทศแม่ทัพไปยังกะเล่
    2. กองทัพพม่าสามารถหักเอาเมืองเชียงใหม่ได้ แต่แม่ทัพรับสินบนจากชาวเมืองและถอนกำลังออกไปนอกเมือง จากนั้นถูกตีโต้กลับจนแตกพ่ายไป พระเจ้าตะนินกันเหว่มีพระราชโองการให้ประหารชีวิต แต่แม่ทัพพม่าชิงฆ่าตัวตายไปก่อน
  • พ.ศ. 2274 พระเจ้าตะนินกันเหว่ทรงส่งกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง ฝ่ายเชียงใหม่ชิงโจมตีเมื่อทัพพม่าเดินผ่านทางแคบจนแตกพ่ายไป พระเจ้าตะนินกันเหว่มีพระราชโองการให้ประหารชีวิตแม่ทัพนายกองทั้งหมด แต่คณะสงฆ์ได้ทูลขอพระราชทานอภัยโทษไว้

จดหมายเหตุล้านนาฉบับวัดภูมินทร์บันทึกถึงสงครามกับพม่าในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2274 [จันทรคติ: ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 เหนือ จ.ศ. 1092] ว่า "ตนบุญปรากฏรบม่านแตกออกจากเวียงเชียงใหม่วันนั้นแล"[13]:25

หลังจากประสบความล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง พม่าจึงล้มเลิกความพยายามในการปราบปรามเมืองเชียงใหม่ ทำให้เมืองเชียงใหม่เป็นอิสระไปจนกระทั่งพม่าเริ่มขยายอำนาจอีกครั้งในสมัยราชวงศ์โก้นบอง[12]

ความสัมพันธ์กับรัฐอื่น

[แก้]

น่านและเชียงแสน

[แก้]

แม้ว่าเจ้าองค์คำจะเป็นกษัตริย์เอกราช พระองค์มีอำนาจควบคุมเพียงอาณาเขตเมืองเชียงใหม่เท่านั้น เมืองอื่น ๆ อันได้แก่ แพร่, น่าน, พะเยา, ละคร, ฝาง, สาด, เชียงของ และเทิง ต่างถูกโอนไปขึ้นกับเชียงแสน[4]:84[5] ในปี พ.ศ. 2270 หลังจากพระองค์ยึดอำนาจจากเทพสิงห์ได้ไม่นาน เทพสิงห์ได้ชักชวนเจ้าธัมมปัญโญจากเมืองน่านมาตีเมืองเชียงใหม่ เจ้าองค์คำเกณฑ์ทัพออกไปรับศึกที่เมืองป่าซาง ฝ่ายเทพสิงห์พ่ายแพ้ไป[14]

หลังจากได้รับชัยชนะต่อพม่าในปี พ.ศ. 2272 ต่อมาในวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2275 เจ้าองค์คำยกทัพติดตามสะแข้งพยะไปถึงเมืองพะเยา สะแข้งพยะหลบหนีไปเชียงแสน เจ้าองค์คำขยายอำนาจต่อไปยังเมืองเชียงแสนในปี พ.ศ. 2301 ซึ่งปรากฏในคำมะเกล่าเมืองเชียงแสน กองทัพเชียงใหม่สามารถตีเชียงแสนแตกในวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2301 [จันทรคติ: แรม 10 ค่ำ เดือน 6 เชียงตุง จ.ศ. 1119][6]:230 ทว่ายึดครองอยู่ได้ไม่นานก็ต้องถอยกลับ เนื่องจากพม่ายังคงมีกองกำลังมาก[14] ปีถัดมาเจ้าองค์คำตีได้เมืองหนอง เจ้าฟ้าเชียงแสนส่งกองทัพลงมาตีเมืองเชียงใหม่เป็นการตอบโต้แต่ไม่ชนะ[6]:231 ต่อมาในปีเดียวกันเจ้าองค์คำก็สวรรคต

เชียงตุง

[แก้]

เจ้าองค์คำปรากฏในพงศาวดารเมืองเชียงตุง โดยพระองค์ให้การสนับสนุนเจ้าม่องมยู อดีตเจ้าฟ้าซึ่งถูกยึดอำนาจให้กลับไปชิงเมืองเชียงตุง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ[15][16]

อาณาจักรหงสาวดีใหม่

[แก้]

ในปี พ.ศ. 2283 กลุ่มกบฏชาวมอญก่อตั้งอาณาจักรหงสาวดีใหม่เพื่อต่อต้านพม่า พระเจ้าหงสาวดีสมิงทอพุทธกิตติต้องการผูกไมตรีกับอาณาจักรข้างเคียงจึงส่งพระราชสาส์นมายังเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2287[10]:333 เจ้าองค์คำทรงตอบรับเป็นพันธมิตรกับหงสาวดีด้วยการถวายพระราชธิดาให้เป็นพระมเหสีของสมิงทอพุทธกิตติ การอภิเษกสมรสเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2288[4]:84 ทว่าในปีถัดมาสมิงทอพุทธกิตติถูกชิงราชสมบัติโดยพญาทะละจึงหลบหนีมายังเมืองเชียงใหม่ การตัดสินพระทัยของเจ้าองค์คำถูกบันทึกไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่

  1. เจ้าองค์คำเกรงอำนาจพม่าจึงส่งสมิงทอพุทธกิตติไปยังอยุธยา[14][17]
  2. เจ้าองค์คำรับตัวสมิงทอพุทธกิตติไว้ ครั้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2290 สมิงทอพุทธกิตติขอกองทัพเชียงใหม่ไปรบกับพญาทะละ ฝ่ายสมิงทอพุทธกิตติพ่ายแพ้และถูกทัพพญาทะละสกัดทางไว้ไม่ให้หนีกลับเชียงใหม่ สมิงทอพุทธกิตติจึงหลบหนีไปยังอยุธยา[10]:335-336,340

ต่อมาสมิงทอพุทธกิตติเดินทางกลับมาถึงเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2292 เจ้าองค์คำทรงรับตัวไว้ให้พำนักอยู่กับพระราชธิดาตามเดิม ในปีถัดมาสมิงทอพุทธกิตติทูลขอกองทัพเชียงใหม่อีก แต่เจ้าองค์คำทรงไม่อนุญาต พงษาวดารพม่ารามัญระบุว่า ภายหลังสมิงทอพุทธกิตติจึงหลบหนีไปสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าอลองพญา[10]:364–366 ในขณะที่มหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้วระบุว่า สมิงทอพุทธกิตติพำนักอยู่เชียงใหม่จนถูกพม่าจับตัวได้คราวตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2306[18]

กฎหมาย

[แก้]

รวมเรื่องเมืองเชียงใหม่ ต้นฉบับวัดสันป่าเลียง ได้บันทึกถึงการแก้ไขการเก็บส่วยชาวลัวะที่ขึ้นสังกัดพระยาจ่าบ้าน ลงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2302 [จันทรคติ: วันพฤหัสบดี ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 เหนือ จ.ศ. 1120][13]:92–93,113

สวรรคต

[แก้]

ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่า เจ้าองค์คำสวรรคต ณ วันแรม 14 ค่ำ เดือนเจียง จ.ศ. 1121 ตรงกับวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2302[5]:168 รวมระยะเวลาครองเมืองเชียงใหม่ได้ 32 ปี องค์จันทร์ได้ครองเมืองเชียงใหม่ต่อมา

พระราชสันตติวงศ์

[แก้]

พงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิมระบุว่า ณ อาณาจักรหลวงพระบาง เจ้าองค์คำมีพระราชเทวีและพระสนมรวม 3 พระองค์คือ เจ้านางแทนสาว, เจ้านางแทนคำ และเจ้านางดวงบุบผา มีพระราชโอรสรวม 10 พระองค์ ได้แก่[2]:429–430

  1. เจ้าสุวรรณ มีโอรสธิดา คือ เจ้าอุ่น, เจ้าเทพ และเจ้านางเทพ
  2. เจ้าแก้ว
  3. เจ้าฟู
  4. เจ้าชายใหญ่
  5. เจ้าพรม
  6. เจ้าชายน้อย
  7. เจ้าอโนชา
  8. เจ้าไชยน้อย
  9. เจ้าสาร
  10. เจ้าอโนชา

ณ เมืองเชียงใหม่ เจ้าองค์คำมีพระมเหสีชาวยวน มีพระราชโอรส 3 พระองค์ ได้แก่[2]:429–430

  1. เจ้าต้น ในพงศาวดารเมืองหลวงพระบางมีพระนามว่า เจ้าตัน[3]:39
  2. เจ้าวงษ์
  3. เจ้าทิศ ในพงศาวดารเมืองหลวงพระบางมีพระนามว่า เจ้าติด[3]:39

ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่า เจ้าองค์คำมีพระราชโอรสธิดา ได้แก่[4]

  1. นางองค์ทิพย์[14] หรือนางเทพ[4]:89[6]:234 หรือนางเทพลิลา[11] หรือนางเทพวิลาบุตรี[17]:25 อภิเษกกับพระเจ้าหงสาวดีสมิงทอพุทธกิตติ พงษาวดารพม่ารามัญระบุว่า หลบหนีไปพร้อมกับสมิงทอพุทธกิตติ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่และพื้นเมืองเชียงแสนระบุว่า ถูกกวาดต้อนไปเมื่อพม่าตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2306[4]:89[6]:234
  2. องค์จันทร์ พงศาวดารล้านช้างตามถ้อยคำในฉบับเดิมระบุว่า มีโอรสธิดาคือ เจ้านางเทพ, เจ้านางทุม, เจ้าอินทร์, เจ้าสุภา, เจ้าสุพรรณ และเจ้าคำเครื่อง[2]:431
  3. เจ้าปัด

หมายเหตุ

[แก้]
  1. ตำแหน่งนายทหารพม่า ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ปกครอง หลักฐานล้านนาเรียก ชคาย, เชคคาย, ชิคคาย, ชิคาย หรือจักกาย

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 ศรีสำอาง, สุรศักดิ์ (2002). ลำดับกษัตริย์ลาว (2nd ed.). กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ กรมศิลปากร. pp. 192–193, 206–207, 285–288. สืบค้นเมื่อ 2026-02-05.
  2. 1 2 3 4 5 6 โบราณคดีสโมสร (ผู้รวบรวม) (1914). "พงศาวดารเมืองล้านช้าง" [Phongsawadan Mueang Lan Chang]. ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑ [A Collection of Chronicles]. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทย. pp. 422–431. สืบค้นเมื่อ 2025-12-21.
  3. 1 2 3 4 5 6 โบราณคดีสโมสร (ผู้รวบรวม) (1919). "พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง" [Phongsawadan Mueang Luang Phra Bang]. ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑๑ [A Collection of Chronicles] (PDF) (2nd ed.). พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. pp. 36–39. สืบค้นเมื่อ 2025-12-21.
  4. 1 2 3 4 5 6 สำนักนายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, บ.ก. (1971). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ [Tamnan Phuen Mueang Chiang Mai] (PDF). แปลโดย โชติสุขรัตน์, สงวน. พระนคร: สำนักนายกรัฐมนตรี. pp. 83–85, 89. สืบค้นเมื่อ 2025-12-21.
  5. 1 2 3 4 ริยาพร้าว, อรพิน; แซ่ลี่, เชิดศักดิ์; และคณะ (2024). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับ โบราณดาราศาสตร์. เชียงใหม่: หน่วยพิมพ์เอกสาร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. pp. 165–168. ISBN 978-616-612-328-9.
  6. 1 2 3 4 5 อ๋องสกุล, สรัสวดี (2003). เอียวศรีวงศ์, นิธิ (บ.ก.). พื้นเมืองเชียงแสน. กรุงเทพฯ: อมรินทร์. pp. 129–130, 230–231, 234. ISBN 9742726612.
  7. กรมศิลปากร (ผู้รวบรวม) (1936). "ตำนานสิงหนวติกุมาร" [Tamnan Singhanawattikuman]. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๑ [Collection of Historical Archives] (PDF). พระนคร: โรงพิมพ์อักษรโสภณ. p. 208. สืบค้นเมื่อ 2024-05-01.
  8. 1 2 3 ကုလား, ဦး (2006). မဟာရာဇဝင်ကြီး [Maha Yazawin Gyi] (ภาษาพม่า). Vol. 3 (4th ed.). ရန်ကုန်: ရာပြည့်စာအုပ်တိုက်. pp. 333, 397.
  9. 1 2 Phraison Salarak (Thien Subindu), Luang (29 February 1912). "Intercourse between Burma and Siam as recorded in Hmannan Yazawindawgyi" (PDF). Journal of the Siam Society (ภาษาอังกฤษ). 8 (2): 96–97, 99–100. สืบค้นเมื่อ 2026-02-04.
  10. 1 2 3 4 โบราณคดีสโมสร (ผู้รวบรวม) (1914). "พงศาวดารพม่ารามัญ" [Phongsawadan Phama Raman]. ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑ [A Collection of Chronicles]. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทย. pp. 333–336, 340–342, 345, 364–366. สืบค้นเมื่อ 2025-12-21.
  11. 1 2 "ความแทรก "คำให้การ" เกี่ยวกับสมัยพระนครศรีอยุธยาตอนปลาย". คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง (2nd ed.). นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2012. สืบค้นเมื่อ 2025-12-21.
  12. 1 2 3 ဒေါက်တာရီရီ (1975). မြန်မာနိုင်ငံအခြေအနေ ၁၇၁၄-၅၂ (ภาษาพม่า). ရန်ကုန်: နိုင်ငံသမိုင်း ဦးစီးဌာန. pp. 9–10. สืบค้นเมื่อ 2025-12-18.
  13. 1 2 อ๋องสกุล, สรัสวดี (2016). พินิจหลักฐานประวัติศาสตร์ล้านนา. เชียงใหม่: ศูนย์ล้านนาศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่. pp. 25, 92–93, 113. ISBN 978-616-398-091-5.
  14. 1 2 3 4 อ๋องสกุล, สรัสวดี (2023). ประวัติศาสตร์ล้านนา (13th ed.). เชียงใหม่: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานบริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. pp. 207–211. ISBN 9786163989055. สืบค้นเมื่อ 2024-05-01.
  15. พระยากางหลวง (1990). พงศาวดารเมืองเชียงตุง (PDF). แปลโดย สว่างปัญญางกูร, ทวี. คณะทายาทเจ้าทิพวรรณ ณ เชียงตุง. p. 57. สืบค้นเมื่อ 2025-12-21.
  16. ตำนานเมืองยอง [The Möng Yawng State Chronicle]. แปลโดย สว่างปัญญางกูร, ทวี. เชียงใหม่: ทรัพย์การพิมพ์. 1984. p. 49. สืบค้นเมื่อ 2025-12-21.
  17. 1 2 นราธิปประพันธ์พงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ (1962). พระราชพงศาวดารพม่า เล่ม ๒ (PDF). พระนคร: ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์. pp. 25, 28–31. สืบค้นเมื่อ 2025-12-21.
  18. Phraison Salarak (Thien Subindu), Luang (25 February 1916). "Intercourse Between Burma and Siam as Recorded in Hmannan Yazawindawgyi" (PDF). Journal of the Siam Society (ภาษาอังกฤษ). 11 (3): 19. สืบค้นเมื่อ 2026-02-05.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]