สุทธิชัย หยุ่น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สุทธิชัย หยุ่น

สุทธิชัย แซ่หยุ่น หรือที่รู้จักทั่วไปว่า สุทธิชัย หยุ่น (24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2489 — ) เป็นกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศในรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา[1]ที่ปรึกษากองบรรณาธิการเครือเนชั่น ประธานกรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บรรณาธิการอำนวยการ เครือเนชั่น, นักหนังสือพิมพ์, นักเขียน, ผู้ร่วมก่อตั้ง หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น, กรุงเทพธุรกิจ, สถานีโทรทัศน์ไอทีวี, เนชั่นทีวี และประธานที่ปรึกษามหาวิทยาลัยเนชั่น ปัจจุบัน (พ.ศ. 2555) มีผลงาน คอลัมน์ กาแฟดำ ในหน้า 2 หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์, รายการโทรทัศน์ ชีพจรโลก และ ชีพจรโลกวันนี้ ทางเนชั่นแชนแนล

ประวัติ[แก้]

สุทธิชัยเกิดในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่ยากจน ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มารดาชื่อซุ่ยจั่น แซ่ฟุ่ง เป็นพี่ชายของเทพชัย หย่อง กรรมการบริหารบริษัท เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และอดีตผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย จบการเรียนชั้นประถมศึกษา จากโรงเรียนแสงทองวิทยา อำเภอหาดใหญ่ ต่อมาเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ ในกรุงเทพมหานคร ระหว่างเรียนมีผลงานเขียน กับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และสยามรัฐรายวัน หลังจากเรียนจบ เข้าทำงานที่บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด อยู่สามเดือน จึงเปลี่ยนมาเป็นล่าม ให้กับผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกัน ที่เข้ามาสร้างเขื่อนผามอง จังหวัดหนองคาย เสร็จจากงานชั่วคราวนี้ จึงเข้าศึกษาต่อที่ แผนกอิสระสื่อสารมวลชน ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันคือคณะนิเทศศาสตร์) ขณะเรียนก็เป็นพนักงานพิสูจน์อักษร ที่บางกอกโพสต์ เมื่อปี พ.ศ. 2511 แต่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เรียนไม่จบ เพราะเวลาเรียนกับเวลาทำงานตรงกัน จึงตัดสินใจเลือกทำงาน หลังจากนั้นเลื่อนตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยหัวหน้าข่าวที่บางกอกโพสต์ โดยมีหัวหน้าข่าว นาย เท่ห์ จงคดีกิจ เป็นเจ้านายคนแรก และต่อมา หลังจากทำงานได้เพียง 5 เดือน ก็เลื่อนขึ้นเป็นบรรณาธิการข่าวในประเทศ ทั้งที่อายุยังน้อย และไม่มีปริญญาบัตร[2]สุทธิชัย หยุ่น ได้รางวัลศรีบูรพาส่วนหนึ่งเนื่องจากเขากล้า ทำข่าว พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร พังป้อมตำรวจ เนื่องจากเมาสุรา[3]

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2514 บางกอกโพสต์ซื้อกิจการหนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ ซึ่งสุทธิชัยเห็นว่า เป็นการผูกขาดวงการหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ จึงร่วมกับหม่อมราชวงศ์หญิงสุนิดา กิติยากร, ธรรมนูญ มหาเปารยะ และเพื่อนนักหนังสือพิมพ์ โดยประกาศขายหุ้นแก่ประชาชนเพื่อระดมทุน จนได้เป็นเงินราว 2 ล้านบาท ในการก่อตั้งหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษฉบับแรก ที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ ให้ชื่อว่า เดอะ วอยซ์ ออฟ เดอะ เนชั่น (อังกฤษ: The Voice of The Nation; คำแปล: เสียงแห่งประชาชาติ) ในวันที่ 1 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2517 เขาทำงานกับวิทยุแห่งประเทศไทย และเริ่มมีชื่อเสียงจากการเล่าข่าวสงครามอ่าวเปอร์เซีย ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ต่อมา เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ก่อรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ตามมาด้วยคำสั่งปิดหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยทุกฉบับ สุทธิชัยจึงนำใบอนุญาตที่ตนเคยทำสำรองไว้ก่อนหน้านั้น ออกหนังสือพิมพ์ชื่อใหม่ว่า เดอะ เนชั่น รีวิว (อังกฤษ: The Nation Review) เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2519 จากนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2528 จึงเปลี่ยนเป็นชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

สุทธิชัยยังเป็นผู้ก่อตั้ง หนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวันฉบับแรกของประเทศไทย คือกรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2530 นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ริเริ่มวิทยุเนชั่น และเป็นหนึ่งในคณะผู้ร่วมดำเนินงานสถานีโทรทัศน์ไอทีวี เมื่อปี พ.ศ. 2538, ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2543 จึงมาก่อตั้งสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชนแนล ยุคต่อมา เขามีชื่อเสียงจากการเป็นคอลัมนิสต์ และผู้ดำเนินรายการสนทนาเชิงข่าว ที่มักต้อนผู้ร่วมรายการให้จนมุมได้บ่อยครั้ง โดยรายการที่สร้างชื่อคือ การรายงานข่าวสงครามอ่าวเปอร์เซีย ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2534 ทางไทยทีวีสีช่อง 3 และช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ต่อมาเครือเนชั่นจึงเริ่มผลิตรายการโทรทัศน์ครั้งแรก เนชั่น นิวส์ ทอล์ก ทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ซึ่งทำให้เอกลักษณ์ของสุทธิชัย กลายเป็นที่รู้จักและจดจำของคนทั่วไป รวมทั้งนักแสดงตลก ก็มักนำไปล้อเลียนอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2545 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น มอบหมายให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าตรวจสอบบัญชีธนาคาร และการชำระภาษีย้อนหลัง ของสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งในจำนวนนั้น มีสุทธิชัยรวมอยู่ด้วย[4]

สุทธิชัยสมรสกับนันทวัน หยุ่น อดีตบรรณาธิการนิตยสารลลนา มีบุตรชายเป็นที่รู้จักคือ ปราบดา หยุ่น นักเขียนรางวัลซีไรต์ ประจำปี พ.ศ. 2545 และบุตรสาวคือ ชิมบุญ หยุ่น ทั้งนี้ สุทธิชัยตั้งชื่อบุตรชาย โดยล้อกับชื่อสำนักข่าวพราฝดา (Pravda) ของรัสเซีย และตั้งชื่อบุตรสาว โดยล้อกับคำว่าหนังสือพิมพ์ในภาษาญี่ปุ่นคือ Shimbun

สุทธิชัย หยุ่น เป็นที่รู้จักในฐานะนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ที่ทำข่าวในประเทศไทย ท่ามกลางระบบการปกครองเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ ประชาธิปไตยครึ่งใบ ประชาธิปไตยที่มีรัฐบาลพรรคไทยรักไทยพรรคเดียวเป็นเสียงข้างมากผูกขาดในสภา ผ่าน การคุกคามสื่อทุกรูปแบบ ตั้งแต่การโทรศัพท์ขู่คุกคาม การใช้หน่วยงานของรัฐบาล เช่นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ใช้อำนาจทางธุรกิจด้านโฆษณาเข้ามาต่อรอง ทำให้บรรณาธิการของ น.ส.พ.บางฉบับ ต้องลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารกองบรรณาธิการ การใช้อำนาจตามกฎหมายพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ถึง กรณีที่เครือญาตินักการเมืองระดับแกนนำในรัฐบาลเข้าไปซื้อหุ้นในกิจการสื่อมวลชน[5] อย่างไรก็ตามเขาวิจารณ์การทำงานของสื่อมวลชนหลายครั้งเช่นกรณี การเสนอข่าวการเจ็บป่วยของ ทฤษฎี สหวงษ์[6]

ตั้งแต่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ถึง ปัจจุบัน สุทธิชัย ได้รับเชิญให้เป็นผู้วิเคราะห์ข่าวสถานการณ์ต่างประเทศ ในรายการที่นี่ไทยพีบีเอส ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ทุกวันพฤหัสบดี

หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศใน รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา[7]

ผลงาน[แก้]

หนังสือ[2][แก้]

  • หมาเฝ้าบ้าน (พ.ศ. 2537)
  • คนบ้าข่าว (พ.ศ. 2543)
  • นักข่าวนอกคอก (พ.ศ. 2545)
  • วิ่งหาก็หนีหาย (พ.ศ. 2545)
  • เลือกอยู่กับรัก (พ.ศ. 2545)
  • ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา (พ.ศ. 2550)
  • อนาคตของข่าว (พ.ศ. 2555)

รางวัล[แก้]

  • นักเขียนรางวัลศรีบูรพา คนที่ 20 ประจำปี พ.ศ. 2551 ในโอกาสวันนักเขียน 5 พฤษภาคม[2]
  • รางวัลทุนจากมูลนิธินีแมน (Nieman Foundation) ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด พ.ศ. 2522
  • รางวัล Koh Jai Wook Memorial Award พ.ศ. 2524 จากมูลนิธิหนังสือพิมพ์แห่งเอเชีย
  • รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2528-2530
  • รางวัล ASEAN Award for Communications พ.ศ. 2532
  • รางวัลผู้วิจารณ์ข่าวยอดเยี่ยม และรางวัลโทรทัศน์ทองคำ สำหรับรายการวิเคราะห์ข่าวยอดเยี่ยม พ.ศ. 2534
  • รางวัล บุคคลดีเด่น ในงาน ฉลองครบ ๑๐๐ ปี ชาตกาล หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร จากมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร [8]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]