ข้ามไปเนื้อหา

สัปปุริสธรรม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สัปปุริสธรรม หมายถึง ธรรมของสัตบุรุษ ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี ธรรมของผู้ดี สัปปุริสธรรม มีบรรยายไว้หลายลักษณะ สัปปุริสธรรม 7 คือหลักคุณธรรมที่นำทางบุคคลไปสู่การเป็น "สัตบุรุษ" หรือ "ผู้ดี" อย่างแท้จริง เป็นการทำความเข้าใจ ตระหนักรู้ถึงคุณค่า และให้ความเคารพในสิ่งสำคัญ 7 ประการ เมื่อใดที่บุคคลดำเนินชีวิตตามหลักการเหล่านี้ ย่อมก่อให้เกิดความเจริญทั้งแก่ตนเองและสังคมโดยรวม

สัปปุริสธรรม 7 ประกอบด้วย อัญญุตา (การรู้คุณค่า) ทั้ง 7 ได้แก่

  • ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ
  • อัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักผล
  • อัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักตน
  • มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ
  • กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล
  • ปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักบริษัท
  • ปุคคลัญญุตา เป็นผู้รู้จักบุคคล[1]

1. ธัมมัญญุตา: ความรู้จักธรรม ธัมมัญญุตา คือการเข้าใจใน "ธรรม" หรือ "หลักปฏิบัติ" อย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมคำสอนทางศาสนา, กฎหมายบ้านเมือง, กฎระเบียบของสังคม, หรือแม้กระทั่งหลักการพื้นฐานของการดำเนินชีวิตที่ดีงาม การรู้จักธรรมไม่ได้หมายเพียงแค่การท่องจำ แต่คือการเข้าใจถึงแก่นแท้ ความเป็นเหตุเป็นผล และผลลัพธ์ของการปฏิบัติตามธรรมนั้น ๆ ผู้ที่มีธัมมัญญุตาจะสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ และสามารถนำธรรมมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดความประพฤติที่ดีงามและเป็นที่ยอมรับของสังคม

2. อัตถัญญุตา: ความรู้จักอรรถ อัตถัญญุตา คือการเข้าใจใน "อรรถ" หรือ "เป้าหมาย" อันได้แก่ ประโยชน์ ผลลัพธ์ หรือจุดมุ่งหมายของการกระทำต่าง ๆ ผู้ที่มีอัตถัญญุตาจะมองเห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ทรัพย์สิน ความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือแม้กระทั่งผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมา พวกเขาตระหนักดีว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและเคารพ เพราะเป็นผลผลิตจากความพยายามและการลงมือทำ การรู้จักอรรถยังรวมไปถึงการเข้าใจถึงประโยชน์ที่แท้จริงของการกระทำต่าง ๆ ว่าสิ่งใดก่อให้เกิดประโยชน์สุขอย่างยั่งยืน และสิ่งใดเป็นเพียงประโยชน์ชั่วคราว การเข้าใจในเรื่องนี้จะช่วยให้ตัดสินใจและกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีวิจารณญาณ ไม่หลงไปกับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์หรือสิ่งที่ให้โทษ

3. อัตตัญญุตา: ความรู้จักตน อัตตัญญุตา คือการรู้จักและเข้าใจใน "ตนเอง" อย่างถ่องแท้ ทั้งในด้านความรู้ ความสามารถ จุดเด่น จุดด้อย ฐานะความเป็นอยู่ กำลังกาย กำลังใจ รวมถึงศักยภาพและขีดจำกัดของตนเอง ผู้ที่มีอัตตัญญุตาจะประเมินตนเองได้อย่างถูกต้อง ไม่ลำพองตน ไม่ดูถูกตนเอง และสามารถวางตัวได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ การรู้จักตนเองนี้เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาตนเอง เพราะเมื่อรู้ว่าตนมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก็จะสามารถเสริมสร้างจุดแข็งและแก้ไขจุดอ่อนได้อย่างตรงจุด ทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจ

4. มัตตัญญุตา: ความรู้จักประมาณ มัตตัญญุตา คือการรู้จัก "ความพอประมาณ" หรือการดำเนินชีวิตสายกลาง ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริโภค การใช้จ่าย การพักผ่อน การทำงาน หรือแม้กระทั่งการแสดงออกทางอารมณ์ ผู้ที่มีมัตตัญญุตาจะรู้จักความพอดีในทุกด้านของชีวิต พวกเขาจะกินแต่พออิ่ม ใช้จ่ายแต่พอควร ทำงานแต่พอเหมาะ ไม่หักโหมจนเกินไป และรู้จักแบ่งเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ การรู้จักประมาณช่วยให้ชีวิตมีความสมดุล ไม่เกิดปัญหาจากการกระทำที่เกินเลยหรือไม่เพียงพอ อันจะนำมาซึ่งความสุขกายสบายใจ และความยั่งยืนในชีวิต

5. กาลัญญุตา: ความรู้จักกาลเวลา กาลัญญุตา คือการรู้จักและตระหนักถึง "กาลเวลา" หรือ "โอกาส" ที่เหมาะสม ผู้ที่มีกาลัญญุตาจะรู้ว่าเมื่อใดควรทำสิ่งใด เมื่อใดควรพูดสิ่งใด และเมื่อใดควรวางเฉย พวกเขาให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและความเหมาะสมในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสังคม การทำงาน หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน การรู้จักกาลเวลายังรวมไปถึงการตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ และสามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีกาลัญญุตาจะช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี และประสบความสำเร็จในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้ในเวลาที่เหมาะสม

6. ปริสัญญุตา: ความรู้จักบริษัท (ชุมชน) ปริสัญญุตา คือการรู้จัก "บริษัท" หรือ "กลุ่มคน" ในบริบทนี้หมายถึง ชุมชน สังคม หรือกลุ่มบุคคลที่ตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ผู้ที่มีปริสัญญุตาจะเข้าใจถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม รวมถึงค่านิยมและความเชื่อของกลุ่มคนต่าง ๆ พวกเขาจะรู้จักวางตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์และกลุ่มคนนั้น ๆ รู้ว่าเมื่อใดควรพูดอย่างไร เมื่อใดควรแสดงออกอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น การรู้จักบริษัทช่วยให้บุคคลสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้อย่างกลมกลืน

7. ปุคคลัญญุตา: ความรู้จักบุคคล ปุคคลัญญุตา คือการรู้จักและเข้าใจใน "บุคคล" แต่ละคนอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านอุปนิสัย ความรู้ ความสามารถ สถานะทางสังคม หรือแม้กระทั่งพื้นเพชีวิต ผู้ที่มีปุคคลัญญุตาจะรู้จักมองคนด้วยความเข้าใจ ไม่ตัดสินคนจากภายนอก แต่พยายามทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจ ความคิด และความรู้สึกของแต่ละบุคคล พวกเขาจะรู้ว่าควรปฏิบัติต่อบุคคลแต่ละคนอย่างไรให้เหมาะสม เช่น การให้เกียรติผู้ที่อาวุโส การให้ความเมตตาผู้ที่อ่อนแอ การให้โอกาสผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ การรู้จักบุคคลช่วยให้สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นได้ และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สัปปุริสธรรมทั้ง 7 ประการนี้ เป็นวิถีปฏิบัติที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความเจริญงอกงาม เป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็น "สัตบุรุษ" หรือ "ผู้ดี" ผู้ที่ยึดมั่นในสัปปุริสธรรมย่อมได้รับการยอมรับนับถือ เป็นที่พึ่งของผู้อื่น และสร้างประโยชน์สุขให้แก่ตนเองและสังคมได้อย่างแท้จริง การฝึกฝนตนเองให้มีสัปปุริสธรรมอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับทุกคนที่ปรารถนาความดีงามและความสุขในชีวิต

ผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม 7 และ สัปปุริสธรรม 8

[แก้]

ในเสขปฏิปทาสูตรซึ่งบรรยายโดยพระอานนท์ ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ไว้ 7 ประการคือ

  1. เป็นผู้มีศรัทธา คือเชื่อความตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม
  2. เป็นผู้มีหิริ คือ ละอายกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามก
  3. เป็นผู้มีโอตตัปปะ คือ สะดุ้งกลัวกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามก
  4. เป็นพหูสูต ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้น อันท่านได้สดับมามาก ทรงจำไว้ได้ สั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดี ด้วยความเห็น
  5. เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย
  6. เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกได้ตามระลึกได้ แม้ซึ่งกิจการที่ทำไว้แล้วนาน แม้ซึ่งถ้อยคำที่พูดไว้แล้วนาน
  7. เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญา อันเห็นความเกิดและความดับ อันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ

สัปปุริสธรรม 7 นี้ มีบรรยายอยู่ในสังคีติสูตรในพระไตรปิฎก สังคีติสูตรนี้เป็นพระสูตรที่รวบรวมธรรมะมากมาย เป็นการบรรยายแจกธรรมเป็นหมวด ๆ โดยพระสารีบุตร อาจนับได้ว่า สังคีติสูตรเป็นต้นแบบของการสังคายนาพุทธศาสนาในยุคแรก ๆ

ภิกษุผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม 7 ข้อนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยสังฆคุณเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ คือ เป็นผู้ควรรับของที่เขานำมาถวาย

นอกจากนี้ ยังมีธรรมะอีกหมวดหนึ่งซึ่งคล้ายกัน คือได้มีการบรรยายถึง พระเจ้าจักรพรรดิว่าทรงประกอบด้วยองค์ 5 ประการ ย่อมทรงยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม จักรนั้นย่อมเป็นจักรอันมนุษย์ผู้เป็นข้าศึกใด ๆ จะต้านทานมิได้ และแม้พระพุทธเจ้าก็ทรงประกอบด้วยธรรม 5 ประการเหล่านี้ ย่อมทรงยังธรรมจักรชั้นเยี่ยมให้เป็นไปโดยธรรม ธรรมจักรนั้นย่อมเป็นจักรอันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก จะคัดค้านไม่ได้ ธรรม 5 ประการนี้ได้แก่

  • ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ
  • อัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักผล
  • มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ
  • กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล
  • ปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักบริษัท

คุณสมบัติของผู้ที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม 7 ประการ นี้ เรียกว่า สัทธัมมสมันนาคโต บางทีก็เรียก สัปปุริสธรรม 7 และในจูฬปุณณมสูตร ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสบรรยาย ความแตกต่างระหว่าง สัตบุรุษและอสัตบุรุษ ทรงแสดงถึง สักษณะของผู้ประกอบด้วย ธรรมของสัตบุรุษ 8 ประการ (ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม เรียกธรรมของสัตบุรุษ 8 ประการ นี้ว่า สัปปุริสธรรม 8) ได้แก่

  1. เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ คือ เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมาก มีความเพียรปรารภแล้ว มีสติตั้งมั่น มีปัญญา (คือ สัทธัมมสมันนาคโต ดังกล่าวไปแล้ว นั่นเอง)
  2. เป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษ คือ มีสมณพราหมณ์ชนิดที่มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว มีสติตั้งมั่น มีปัญญา เป็นมิตร เป็นสหาย
  3. เป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมไม่คิดเบียดเบียนตนเอง ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่คิดเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย
  4. เป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมไม่รู้เพื่อเบียดเบียนตนเอง ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย
  5. เป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากคำพูดส่อเสียด งดเว้นจากคำหยาบ งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ
  6. เป็นผู้มีการงานอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร
  7. เป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่ว มีอยู่โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่
  8. ย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมให้ทานโดยเคารพ ทำความอ่อนน้อมให้ทาน ให้ทานอย่างบริสุทธิ์ เป็นผู้มีความเห็นว่ามีผล จึงให้ทาน

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ธัมมัญญูสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 23