สัปปุริสธรรม
| ส่วนหนึ่งของชุดบทความ |
| ศาสนาพุทธ |
|---|
สัปปุริสธรรม หมายถึง ธรรมของสัตบุรุษ ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี ธรรมของผู้ดี สัปปุริสธรรม มีบรรยายไว้หลายลักษณะ สัปปุริสธรรม 7 คือหลักคุณธรรมที่นำทางบุคคลไปสู่การเป็น "สัตบุรุษ" หรือ "ผู้ดี" อย่างแท้จริง เป็นการทำความเข้าใจ ตระหนักรู้ถึงคุณค่า และให้ความเคารพในสิ่งสำคัญ 7 ประการ เมื่อใดที่บุคคลดำเนินชีวิตตามหลักการเหล่านี้ ย่อมก่อให้เกิดความเจริญทั้งแก่ตนเองและสังคมโดยรวม
สัปปุริสธรรม 7 ประกอบด้วย อัญญุตา (การรู้คุณค่า) ทั้ง 7 ได้แก่
- ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ
- อัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักผล
- อัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักตน
- มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ
- กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล
- ปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักบริษัท
- ปุคคลัญญุตา เป็นผู้รู้จักบุคคล[1]
1. ธัมมัญญุตา: ความรู้จักธรรม ธัมมัญญุตา คือการเข้าใจใน "ธรรม" หรือ "หลักปฏิบัติ" อย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมคำสอนทางศาสนา, กฎหมายบ้านเมือง, กฎระเบียบของสังคม, หรือแม้กระทั่งหลักการพื้นฐานของการดำเนินชีวิตที่ดีงาม การรู้จักธรรมไม่ได้หมายเพียงแค่การท่องจำ แต่คือการเข้าใจถึงแก่นแท้ ความเป็นเหตุเป็นผล และผลลัพธ์ของการปฏิบัติตามธรรมนั้น ๆ ผู้ที่มีธัมมัญญุตาจะสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ และสามารถนำธรรมมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดความประพฤติที่ดีงามและเป็นที่ยอมรับของสังคม
2. อัตถัญญุตา: ความรู้จักอรรถ อัตถัญญุตา คือการเข้าใจใน "อรรถ" หรือ "เป้าหมาย" อันได้แก่ ประโยชน์ ผลลัพธ์ หรือจุดมุ่งหมายของการกระทำต่าง ๆ ผู้ที่มีอัตถัญญุตาจะมองเห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ทรัพย์สิน ความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือแม้กระทั่งผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมา พวกเขาตระหนักดีว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและเคารพ เพราะเป็นผลผลิตจากความพยายามและการลงมือทำ การรู้จักอรรถยังรวมไปถึงการเข้าใจถึงประโยชน์ที่แท้จริงของการกระทำต่าง ๆ ว่าสิ่งใดก่อให้เกิดประโยชน์สุขอย่างยั่งยืน และสิ่งใดเป็นเพียงประโยชน์ชั่วคราว การเข้าใจในเรื่องนี้จะช่วยให้ตัดสินใจและกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีวิจารณญาณ ไม่หลงไปกับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์หรือสิ่งที่ให้โทษ
3. อัตตัญญุตา: ความรู้จักตน อัตตัญญุตา คือการรู้จักและเข้าใจใน "ตนเอง" อย่างถ่องแท้ ทั้งในด้านความรู้ ความสามารถ จุดเด่น จุดด้อย ฐานะความเป็นอยู่ กำลังกาย กำลังใจ รวมถึงศักยภาพและขีดจำกัดของตนเอง ผู้ที่มีอัตตัญญุตาจะประเมินตนเองได้อย่างถูกต้อง ไม่ลำพองตน ไม่ดูถูกตนเอง และสามารถวางตัวได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ การรู้จักตนเองนี้เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาตนเอง เพราะเมื่อรู้ว่าตนมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก็จะสามารถเสริมสร้างจุดแข็งและแก้ไขจุดอ่อนได้อย่างตรงจุด ทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจ
4. มัตตัญญุตา: ความรู้จักประมาณ มัตตัญญุตา คือการรู้จัก "ความพอประมาณ" หรือการดำเนินชีวิตสายกลาง ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริโภค การใช้จ่าย การพักผ่อน การทำงาน หรือแม้กระทั่งการแสดงออกทางอารมณ์ ผู้ที่มีมัตตัญญุตาจะรู้จักความพอดีในทุกด้านของชีวิต พวกเขาจะกินแต่พออิ่ม ใช้จ่ายแต่พอควร ทำงานแต่พอเหมาะ ไม่หักโหมจนเกินไป และรู้จักแบ่งเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ การรู้จักประมาณช่วยให้ชีวิตมีความสมดุล ไม่เกิดปัญหาจากการกระทำที่เกินเลยหรือไม่เพียงพอ อันจะนำมาซึ่งความสุขกายสบายใจ และความยั่งยืนในชีวิต
5. กาลัญญุตา: ความรู้จักกาลเวลา กาลัญญุตา คือการรู้จักและตระหนักถึง "กาลเวลา" หรือ "โอกาส" ที่เหมาะสม ผู้ที่มีกาลัญญุตาจะรู้ว่าเมื่อใดควรทำสิ่งใด เมื่อใดควรพูดสิ่งใด และเมื่อใดควรวางเฉย พวกเขาให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและความเหมาะสมในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสังคม การทำงาน หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน การรู้จักกาลเวลายังรวมไปถึงการตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ และสามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีกาลัญญุตาจะช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี และประสบความสำเร็จในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ได้ในเวลาที่เหมาะสม
6. ปริสัญญุตา: ความรู้จักบริษัท (ชุมชน) ปริสัญญุตา คือการรู้จัก "บริษัท" หรือ "กลุ่มคน" ในบริบทนี้หมายถึง ชุมชน สังคม หรือกลุ่มบุคคลที่ตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ผู้ที่มีปริสัญญุตาจะเข้าใจถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม รวมถึงค่านิยมและความเชื่อของกลุ่มคนต่าง ๆ พวกเขาจะรู้จักวางตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์และกลุ่มคนนั้น ๆ รู้ว่าเมื่อใดควรพูดอย่างไร เมื่อใดควรแสดงออกอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น การรู้จักบริษัทช่วยให้บุคคลสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้อย่างกลมกลืน
7. ปุคคลัญญุตา: ความรู้จักบุคคล ปุคคลัญญุตา คือการรู้จักและเข้าใจใน "บุคคล" แต่ละคนอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านอุปนิสัย ความรู้ ความสามารถ สถานะทางสังคม หรือแม้กระทั่งพื้นเพชีวิต ผู้ที่มีปุคคลัญญุตาจะรู้จักมองคนด้วยความเข้าใจ ไม่ตัดสินคนจากภายนอก แต่พยายามทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจ ความคิด และความรู้สึกของแต่ละบุคคล พวกเขาจะรู้ว่าควรปฏิบัติต่อบุคคลแต่ละคนอย่างไรให้เหมาะสม เช่น การให้เกียรติผู้ที่อาวุโส การให้ความเมตตาผู้ที่อ่อนแอ การให้โอกาสผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ การรู้จักบุคคลช่วยให้สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นได้ และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สัปปุริสธรรมทั้ง 7 ประการนี้ เป็นวิถีปฏิบัติที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความเจริญงอกงาม เป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็น "สัตบุรุษ" หรือ "ผู้ดี" ผู้ที่ยึดมั่นในสัปปุริสธรรมย่อมได้รับการยอมรับนับถือ เป็นที่พึ่งของผู้อื่น และสร้างประโยชน์สุขให้แก่ตนเองและสังคมได้อย่างแท้จริง การฝึกฝนตนเองให้มีสัปปุริสธรรมอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับทุกคนที่ปรารถนาความดีงามและความสุขในชีวิต
ผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม 7 และ สัปปุริสธรรม 8
[แก้]ในเสขปฏิปทาสูตรซึ่งบรรยายโดยพระอานนท์ ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม ไว้ 7 ประการคือ
- เป็นผู้มีศรัทธา คือเชื่อความตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม
- เป็นผู้มีหิริ คือ ละอายกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามก
- เป็นผู้มีโอตตัปปะ คือ สะดุ้งกลัวกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถึงพร้อมแห่งอกุศลธรรมอันลามก
- เป็นพหูสูต ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้น อันท่านได้สดับมามาก ทรงจำไว้ได้ สั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดี ด้วยความเห็น
- เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม มีความเข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย
- เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกได้ตามระลึกได้ แม้ซึ่งกิจการที่ทำไว้แล้วนาน แม้ซึ่งถ้อยคำที่พูดไว้แล้วนาน
- เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญา อันเห็นความเกิดและความดับ อันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
สัปปุริสธรรม 7 นี้ มีบรรยายอยู่ในสังคีติสูตรในพระไตรปิฎก สังคีติสูตรนี้เป็นพระสูตรที่รวบรวมธรรมะมากมาย เป็นการบรรยายแจกธรรมเป็นหมวด ๆ โดยพระสารีบุตร อาจนับได้ว่า สังคีติสูตรเป็นต้นแบบของการสังคายนาพุทธศาสนาในยุคแรก ๆ
ภิกษุผู้ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม 7 ข้อนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยสังฆคุณเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ คือ เป็นผู้ควรรับของที่เขานำมาถวาย
นอกจากนี้ ยังมีธรรมะอีกหมวดหนึ่งซึ่งคล้ายกัน คือได้มีการบรรยายถึง พระเจ้าจักรพรรดิว่าทรงประกอบด้วยองค์ 5 ประการ ย่อมทรงยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม จักรนั้นย่อมเป็นจักรอันมนุษย์ผู้เป็นข้าศึกใด ๆ จะต้านทานมิได้ และแม้พระพุทธเจ้าก็ทรงประกอบด้วยธรรม 5 ประการเหล่านี้ ย่อมทรงยังธรรมจักรชั้นเยี่ยมให้เป็นไปโดยธรรม ธรรมจักรนั้นย่อมเป็นจักรอันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก จะคัดค้านไม่ได้ ธรรม 5 ประการนี้ได้แก่
- ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ
- อัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักผล
- มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ
- กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล
- ปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักบริษัท
คุณสมบัติของผู้ที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม 7 ประการ นี้ เรียกว่า สัทธัมมสมันนาคโต บางทีก็เรียก สัปปุริสธรรม 7 และในจูฬปุณณมสูตร ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสบรรยาย ความแตกต่างระหว่าง สัตบุรุษและอสัตบุรุษ ทรงแสดงถึง สักษณะของผู้ประกอบด้วย ธรรมของสัตบุรุษ 8 ประการ (ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม เรียกธรรมของสัตบุรุษ 8 ประการ นี้ว่า สัปปุริสธรรม 8) ได้แก่
- เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ คือ เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมาก มีความเพียรปรารภแล้ว มีสติตั้งมั่น มีปัญญา (คือ สัทธัมมสมันนาคโต ดังกล่าวไปแล้ว นั่นเอง)
- เป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษ คือ มีสมณพราหมณ์ชนิดที่มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว มีสติตั้งมั่น มีปัญญา เป็นมิตร เป็นสหาย
- เป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมไม่คิดเบียดเบียนตนเอง ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่คิดเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย
- เป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมไม่รู้เพื่อเบียดเบียนตนเอง ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย
- เป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากคำพูดส่อเสียด งดเว้นจากคำหยาบ งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ
- เป็นผู้มีการงานอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร
- เป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ คือ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่ว มีอยู่โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่
- ย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ คือ ย่อมให้ทานโดยเคารพ ทำความอ่อนน้อมให้ทาน ให้ทานอย่างบริสุทธิ์ เป็นผู้มีความเห็นว่ามีผล จึงให้ทาน
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- สังคีติสูตร
- ทสุตตรสูตร
- จักกสูตร
- สขปฏิปทาสูตร
- จูฬปุณณมสูตร
- ธัมมัญญูสูตร (บรรยายความหมายของ สัปปุริสธรรม ๗ แต่ละข้อ)
- พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์".
- พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม". เก็บถาวร 2015-02-05 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- ↑ ธัมมัญญูสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 23