ภาษาสันสกฤต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก สันสกฤต)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ภาษาสันสกฤต
संस्कृत-, संस्कृतम्
Saṃskṛta-, Saṃskṛtam
[[File:
BhagavadGita-19th-century-Illustrated-Sanskrit-Chapter 1.20.21.jpg
Sanskrit College 1999 stamp of India.jpg
(บน) เอกสารภาษาสันสกฤตจากภควัทคีตาในคริสต์ศตวรรษที่ 19[1] ซึ่งเขียนในประมาณ 400 - 200 ปีก่อนคริสตกาล[2][3] (ล่าง) แสตมป์ครบรอบ 175 ปีของวิทยาลัยสันสกฤตที่โกลกาตา วิทยาลัยสอนภาษาสันสกฤตที่เก่าแก่เป็นอันดับ 3 ส่วนอันดับ 1 คือวิทยาลัยสันสกฤตพาราณาสีที่ก่อตั้งใน ค.ศ. 1791
|200px]]
ออกเสียงแม่แบบ:IPA-sa
ภูมิภาคเอเชียใต้ (ยุคเก่าถึงยุคกลาง) บางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ยุคกลาง)
ยุคประมาณ 1500 – 600 ปีก่อนคริสตกาล (ภาษาพระเวท);[4]
700 ปีก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 1350 (สันสกฤตคลาสสิก)[5]
ตระกูลภาษา
รูปแบบก่อนหน้า
ภาษาพระเวท
  • ภาษาสันสกฤต
ระบบการเขียนเดิมถ่ายทอดทางปาก ไม่มีการรับรองเจ้าของภาษา โดยเขียนด้วยตระกูลอักษรพราหมีหลายแบบมาตั้งแต่สหัสวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล[a][6][7]
สถานภาพทางการ
ภาษาทางการอินเดีย หนึ่งใน 22 กลุ่มภาษากำหนดที่แปด (Eighth Schedule languages)
รหัสภาษา
ISO 639-1sa
ISO 639-2san
ISO 639-3san
บทความนี้มีสัญลักษณ์สัทอักษรสากล หากระบบของคุณไม่รองรับการแสดงผลที่ถูกต้อง คุณอาจเห็นปรัศนี กล่อง หรือสัญลักษณ์อย่างอื่นแทนที่อักขระยูนิโคด

ภาษาสันสกฤต (มาจากคำว่า संस्कृत-, สํสฺกฺฤตา-,[8][9] แปลงเป็นคำนาม: संस्कृतम्, สํสฺกฺฤตมฺ[10]) เป็นภาษาคลาสสิกในเอเชียใต้ที่อยู่ในสาขาอินโด-อารยันของตระกูลภาษาอินโด-ยูโรเปียน[11][12][13] ภาษานี้เกิดขึ้นในเอเชียใต้หลังภาษาก่อนหน้ากระจายตัวจากฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือในยุคสัมฤทธิ์ตอนปลาย[14][15] ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู ภาษาปรัชญาฮินดูคลาสสิก และภาษาในอดีตของศาสนาพุทธและศาสนาเชน มันเคยเป็นภาษากลางในเอเชียใต้ยุคเก่าถึงยุคกลาง และในช่วงการเผยแผ่วัฒนธรรมฮินดูกับพุทธที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียกลางในช่วงยุคกลางตอนต้น ซึ่งกลายเป็นภาษาทางศาสนากับวัฒนธรรมระดับสูง และผู้ทรงอำนาจทางการเมืองในบางภูมิภาค[16][17] ผลที่ตามมา ทำให้ภาษาสันสกฤตมีผลกระทบที่ยั่งยืนต่อภาษาในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะคำศัพท์ที่เป็นทางการและเรียนรู้[18]

โดยทั่วไป ภาษาสันสกฤตมีความหมายหลายอย่างจากอินโด-อารยันเก่า[19][20] คำศัพท์ที่เก่าแก่ที่สุดคือภาษาพระเวทในฤคเวท ซึ่งเป็นชุดสะสมบทสวด 1,028 อันที่แต่งในระหว่าง 1500 ถึง 1200 ปีก่อนคริสต์กาลโดยชนเผ่าอินโด-อารยันที่อพยพไปทางตะวันออกในบริเวณที่เป็นประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน แล้วไปทางเหนือของประเทศปากีสถาน และไปยังทางเหนือของอินเดีย[21][22] ภาษาพระเวทมีผลกระทบต่อภาษาโบราณที่มีอยู่แล้วในอนุทวีป กลืนกินผ่านการตั้งชื่อพืชและสัตว์ใหม่ นอกจากนี้ กลุ่มภาษาดราวิเดียนโบราณได้รับอิทธิพลจากสัทวิทยาและวากยสัมพันธ์ภาษาสันสกฤตด้วย[23] "สันสกฤต" สามารถแปลโดยแคบเป็นภาษาสันสกฤตคลาสสิก ซึ่งได้รับการขัดเกลารูปแบบไวยากรณ์และได้เป็นมาตรฐานในช่วงกลางสหัสวรรษที่ 1 ก่อนคริสตศักราช และได้รับการประมวลผลในอัษฏาธยายีโดยปาณินิ หนังสือรูปแบบไวยากรณ์โบราณที่ครอบคลุมมากที่สุด[24][b] กาลิทาส บทละครที่ยิ่งใหญ่ เขียนด้วยภาษาสันสกฤตคลาสสิก และการก่อตั้งเลขคณิตสมัยใหม่เขียนด้วยภาษาสันสกฤตคลาสสิก[c][25] อย่างไรก็ตาม มหาภารตะและรามายณะ สองมหากาพย์ภาษาสันสกฤตที่สำคัญ เขียนผ่านการเล่าเรื่องด้วยวาจาในอินเดียเหนือระหว่าง 400 ปีก่อนคริสตศักราชถึง ค.ศ. 300 และร่วมสมัยกับภาษาสันสกฤตคลาสสิก[26] ในศตวรรษถัดมา ภาษาสันสกฤตกลายเป็นประเพณีผูกพัน หยุดการเรียนเป็นภาษาแม่ และหยุดพัฒนาเป็นภาษาที่ยังมีชีวิตอยู่[27] ภาษาสันสกฤตไม่มีอักษรของตนเอง โดยในช่วงคริสต์สหัสวรรษที่ 1 มันถูกเขียนเป็นอักษรพราหมีหลายแบบ และในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เขียนด้วยอักษรเทวนาครี[a][6][7]

สถานะของภาษาสันสกฤตเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศอินเดีย โดยอยู่ในกลุ่มภาษากำหนดที่แปดตามรัฐธรรมนูญอินเดีย[28][29] อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าได้มีการพยายามฟื้นฟูภาษานี้[30][31]ก็ยังไม่มีผู้พูดภาษาสันสกฤตเป็นภาษาแม่ในประเทศอินเดียเลย[32][31][33][34]

ประวัติ[แก้]

จารึกเทวีมหาตฺมฺยา (देवीमहत्म्या) บนใบลาน จารึกด้วยตัวอักษร Bhujimol ของอาณาจักรพิหาร (Bihar) หรือประเทศเนปาลในปัจจุบัน จารึกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16

คำว่า สํสฺกฺฤต (संस्कृत) แปลว่า "กลั่นกรองแล้ว" ส่วนคำว่า สํสฺกฺฤตา วากฺ (संस्कृता वाक्) จะใช้เพื่อเรียก "ภาษาที่กลั่นกรองแล้ว" ซึ่งเป็นภาษาของชนชั้นพราหมณ์ ตรงข้ามกับภาษาพูดของชาวบ้านทั่วไปที่เรียกว่าปรากฤต ภาษาสันสกฤตมีพัฒนาการในหลายยุคสมัย โดยมีหลักฐานเก่าแก่ที่สุด คือภาษาที่ปรากฏในคัมภีร์ฤคเวท (เมื่อราว 1,200 ปีก่อนคริสตกาล) อันเป็นบทสวดสรรเสริญพระเจ้าในลัทธิพราหมณ์ในยุคต้น ๆ อย่างไรก็ตาม ในการจำแนกภาษาสันสกฤตโดยละเอียด นักวิชาการอาจถือว่าภาษาในคัมภีร์ฤคเวทเป็นภาษาหนึ่งที่ต่างจากภาษาสันสกฤตแบบแผน (Classical language) และเรียกว่า ภาษาพระเวท (Vedic language) ภาษาพระเวทดั้งเดิมยังมิได้มีการวางกฎเกณฑ์ให้เป็นระเบียบรัดกุมและสละสลวย และมีหลักทางไวยากรณ์อย่างกว้าง ๆ ปรากฏอยู่ในบทสวดในคัมภีร์พระเวทของศาสนาฮินดู เนื้อหาคือบทสวดสรรเสริญเทพเจ้า เอกลักษณ์ที่ปรากฏอยู่เฉพาะในภาษาพระเวทคือระดับเสียง (Accent) ซึ่งกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด และถือเป็นสิ่งสำคัญของการสวดพระเวทเพื่อให้สัมฤทธิผล

ภาษาสันสกฤตมีวิวัฒนาการมาจากภาษาชนเผ่าอารยัน หรืออินโดยูโรเปียน (Indo-European) บรรพบุรุษของพวกอินโด-อารยัน ตั้งรกรากอยู่เหนือเอเซียตะวันออก (ตอนกลางของทวีปเอเชีย - Central Asia) โดยไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง กลุ่มอารยันต้องเร่ร่อนทำมาหากินเหมือนกันชนเผ่าอื่น ๆ ในจุดนี้เองที่ทำให้เกิดการแยกย้ายถิ่นฐาน การเกิดประเพณี และภาษาที่แตกต่างกันออกไป ชนเผ่าอารยันได้แยกตัวกันออกไปเป็น 3 กลุ่มใหญ่ กลุ่มที่ 1 แยกไปทางตะวันตกเข้าสู่ทวีปยุโรป กลุ่มที่ 2 ลงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ อนุมานได้ว่าน่าจะเป็นชนชาติอิหร่านในเปอร์เซีย และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุด กลุ่มนี้แยกลงมาทางใต้ตามลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus) ชาวอารยันกลุ่มนี้เมื่อรุกเข้าในแถบลุ่มแม่น้ำสินธุแล้ว ก็ได้ไปพบกับชนพื้นเมืองที่เรียกว่า ดราวิเดียน (Dravidian) และเกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและภาษา โดยชนเผ่าอารยันได้นำภาษาพระเวทยุคโบราณเข้าสู่อินเดียพร้อม ๆ กับความเชื่อทางศาสนา ซึ่งในยุคต่อมาได้เกิดตำราไวยากรณ์ภาษาสันสกฤตคือ อษฺฏาธฺยายี (अष्टाध्यायी "ไวยากรณ์ 8 บท") ของปาณินิ เชื่อกันว่ารจนาขึ้นในช่วงพุทธกาล ปาณินิเห็นว่าภาษาสันสกฤตแบบพระเวทนั้นมีภาษาถิ่นปนเข้ามามากพอสมควรแล้ว หากไม่เขียนไวยากรณ์ที่เป็นระเบียบแบบแผนไว้ ภาษาสันสกฤตแบบพระเวทที่เคยใช้มาตั้งแต่ยุคพระเวทจะคละกับภาษาท้องถิ่นต่าง ๆ ทำให้การประกอบพิธีกรรมไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น จึงแต่งอัษฏาธยายีขึ้น ความจริงตำราแบบแผนไวยากรณ์ก่อนหน้าปาณินิได้มีอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อเกิดอัษฏาธยายีตำราเหล่านั้นก็ได้หมดความนิยมลงและสูญไปในที่สุด ผลของไวยากรณ์ปาณินิก็คือภาษาเกิดการจำกัดกรอบมากเกินไป ทำให้ภาษาไม่พัฒนา ในที่สุด ภาษาสันสกฤตแบบปาณินิ หรือภาษาสันสกฤตแบบฉบับ จึงกลายเป็นภาษาเขียนในวรรณกรรม ซึ่งผู้ที่สามารถจะอ่าน เขียนและแปลได้จะต้องใช้เวลามากพอสมควร

ภาษาสันสกฤตแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มกว้าง ๆ ได้แก่ ภาษาสันสกฤตแบบแผน และภาษาสันสกฤตผสม

ภาษาสันสกฤตแบบแผน[แก้]

Phrase sanskrit.svg

เกิดขึ้นจากการวางกฎเกณฑ์ของภาษาสันสกฤตให้มีแบบแผนที่แน่นอนในสมัยต่อมา โดยนักปราชญ์ชื่อ ปาณินิตามประวัติเล่าว่าเป็นผู้เกิดในตระกูลพราหมณ์ แคว้นคันธาระราว 57 ปีก่อนพุทธปรินิพพาน บางกระแสว่าเกิดราว พ.ศ. 143 ปาณินิได้ศึกษาภาษาในคัมภีร์พระเวทจนสามารถหาหลักเกณฑ์ของภาษานั้นได้ จึงจัดรวบรวมขึ้นเป็นหมวดหมู่ เรียบเรียงเป็นตำราไวยากรณ์ขึ้น 8 บทให้ชื่อว่า อัษฏาธยายี มีสูตรเป็นกฎเกณฑ์อธิบายโครงสร้างของคำอย่างชัดเจน นักวิชาการสมัยใหม่มีความเห็นว่า วิธีการศึกษาและอธิบายภาษาของปาณินิเป็นวิธีวรรณนา คือศึกษาและอธิบายตามที่ได้สังเกตเห็นจริง มิได้เรียบเรียงขึ้นตามความเชื่อส่วนตัว มิได้เรียบเรียงขึ้นตามหลักปรัชญา คัมภีร์อัษฏาธยายีจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นตำราไวยากรณ์เล่มแรกที่ศึกษาภาษาในแนววิทยาศาสตร์และวิเคราะห์ภาษาได้สมบูรณ์ที่สุด[ต้องการอ้างอิง] ความสมบูรณ์ของตำราเล่มนี้ทำให้เกิดความเชื่อในหมู่พราหมณ์ว่า ตำราไวยากรณ์สันสกฤตหรือปาณินิรจนานี้ สำเร็จได้ด้วยอำนาจพระศิวะ อย่างไรก็ตาม นักภาษาศาสตร์เชื่อว่าการวางแบบแผนอย่างเคร่งครัดของปาณินิ ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาษาสันสกฤตต้องกลายเป็นภาษาตายอย่างรวดเร็วก่อนเวลาอันควร[ต้องการอ้างอิง] เพราะทำให้สันสกฤตกลายเป็นภาษาที่ถูกจำกัดขอบเขต (a fettered language) ด้วยกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ที่เคร่งครัดและสลับซับซ้อน ภาษาสันสกฤตที่ได้ร้บการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ให้ดีขึ้นโดยปาณินินี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เลากิกภาษา" หมายถึงภาษาที่ใช้กับสิ่งที่เป็นไปในทางโลก

ภาษาสันสกฤตผสม[แก้]

ภาษาสันสกฤตผสม (Buddhist Hybrid Sanskrit or Mixed Sanskrit) เป็นภาษาสันสกฤตที่นักวิชาการบางกลุ่มได้จัดไว้เป็นพิเศษ เนื่องจากมีความแตกต่างจากภาษาพระเวทและภาษาสันสกฤตแบบแผน (ตันติสันสกฤต) ภาษาสันสกฤตแบบผสมนี้คือภาษาที่ใช้บันทึกวรรณคดีสันสกฤตทางพระพุทธศาสนา ทั้งในนิกาย สรรวาสติวาท และ มหายาน ภาษาสันสกฤตชนิดนี้คาดว่าเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 3-4 นักปราชญ์บางท่านถือว่าเกิดขึ้นร่วมสมัยกับตันติสันสกฤต คือในปลายสมัยพระเวทและต้นของยุคตันติสันสกฤต โดยปรากฏอยู่โดยส่วนมากในวรรณกรรมของพระพุทธศาสนามหายาน อาทิ พระสูตร เช่น ลลิตวิสฺตร ลงฺกาวตารสูตฺร ปฺรชฺญาปารมิตา สทฺธรฺมปุณฺฑรีกสูตฺร และศาสตร์อันเป็นคำอธิบายหลักพุทธปรัชญาและตรรกวิทยา เช่น มธฺยมิกการิกา อภิธรฺมโกศ มหาปฺรชฺญาปารมิตาศาสฺตฺร มธฺยานฺตานุคมศาสฺตฺร เป็นต้น

ไวยากรณ์[35][แก้]

ไวยากรณ์ของภาษาสันสกฤตมีความซับซ้อนมากกว่าหลาย ๆ ภาษา โดยเฉพาะกฎเกณฑ์การสนธิ แต่ก็นับว่ามีความสอดคล้องกับหลายภาษาในกลุ่มภาษาอินโด-ยูโรเปียน เช่น กรีกหรือละติน อย่างที่กล่าวมาข้างต้น อย่างไรก็ตาม ไวยากรณ์สันสกฤตอาจเทียบเคียงได้กับของภาษาบาลี แต่ยังมีความยุ่งยากและซับซ้อนกว่าพอสมควร

ภาษาสันสกฤตมีรูปอักษร 48 ตัว แบ่งเป็นพยัญชนะ 34 ตัว สระ 14 ตัว

สระ[แก้]

สระสันสกฤตในอักษรเทวนาครี[36][d]
รูปเดี่ยว IAST/
ISO
IPA รูปเดี่ยว IAST/
ISO
IPA
kaṇṭhya
(คอหอย)
a /ɐ/ ā /ɑː/
tālavya
(เพดานปาก)
i /i/ ī /iː/
oṣṭhya
(ริมฝีปาก)
u /u/ ū /uː/
mūrdhanya
(ปลายลิ้นม้วน)
/ /r̩/ /r̥̄ /r̩ː/
dantya
(ฟัน)
/ /l̩/ () (/l̥̄)[e] /l̩ː/
kaṇṭhatālavya
(Palatoguttural)
e/ē /eː/ ai /ɑj/
kaṇṭhoṣṭhya
(Labioguttural)
o/ō /oː/ au /ɑw/
(พยัญชนะหน่วยเสียงย่อย) अं aṃ/aṁ[38] /ɐ̃/ अः aḥ[39] /ɐh/

สระ 14 ตัวได้แก่ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ไอ เอา แบ่งได้เป็น 3 ขั้นคือ ขั้นปกติ ขั้นคุณ ขั้นพฤทธิ์

พยัญชนะ[แก้]

ภาษาสันสกฤตมีโครงสร้างหน่วยเสียงที่สมมาตรตามการออกเสียงที่เปล่งออกมา แม้ว่าการใช้เสียงเหล่านี้จริง ๆ ไม่มีความเท่าเทียมกันในด้านความสมมาตรที่เห็นได้ชัด ซึ่งอาจมาจากการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ภายในภาษา[40]

พยัญชนะสันสกฤตในอักษรเทวนาครี[36][f]
sparśa
(หยุด)
anunāsika
(นาสิก)
antastha
(เปิด)
ūṣman/saṃgharṣhī
(เสียดแทรก)
เสียง อโฆษะ โฆษะ อโฆษะ
ธนิต alpaprāṇa mahāprāṇa alpaprāṇa mahāprāṇa alpaprāṇa mahāprāṇa
kaṇṭhya
(คอหอย)
ka /k/ kha /kʰ/ ga /g/ gha /gʱ/ ṅa /ŋ/ ha /ɦ/
tālavya
(เพดานปาก)
ca /t͡ɕ/ cha /t͡ɕʰ/ ja /d͡ʑ/ jha /d͡ʑʱ/ ña /ɲ/ ya /j/ śa /ɕ/
mūrdhanya
(ปลายลิ้นม้วน)
ṭa /ʈ/ ṭha /ʈʰ/ ḍa /ɖ/ ḍha /ɖʱ/ ṇa /ɳ/ ra /ɾ/ ṣa /ʂ/
dantya
(ฟัน)
ta // tha /t̪ʰ/ da // dha /ʱ/ na /n̪/ la /l̪/ sa /s̪/
oṣṭhya
(ริมฝีปาก)
pa /p/ pha /pʰ/ ba /b/ bha /bʱ/ ma /m/ va /ʋ/

พยัญชนะ 34 ตัวแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

  • พยัญชนะวรรค แบ่งเป็น 5 วรรค รวม 25 ตัว คือ
    • วรรค กะ เสียงเกิดที่คอ ได้แก่ ก ข ค ฆ ง
    • วรรค จะ เสียงเกิดที่เพดาน ได้แก่ จ ฉ ช ฌ ญ
    • วรรค ฏะ เสียงเกิดที่ปุ่มเหงือก ได้แก่ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
    • วรรค ตะ เสียงเกิดที่ฟัน ได้แก่ ต ถ ท ธ น
    • วรรค ปะ เสียงเกิดที่ริมฝีปาก ได้แก่ ป ผ พ ภ ม
  • พยัญชนะอวรรค 9 ตัว แบ่งเป็น
    • เสียงกึ่งสระ ได้แก่ ย เสียงเกิดที่เพดาน ร เสียงเกิดที่ปุ่มเหงือก ล เสียงเกิดที่ฟัน ว เสียงเกิดที่ริมฝีปาก
    • เสียงเสียดแทรก ได้แก่ ศ เสียงเกิดที่เพดาน ษ เสียงเกิดที่ปุ่มเหงือก ส เสียงเกิดที่ฟัน
    • เสียงหนักมีลม ได้ แก่ ห
    • ฬ และ อัง(อํ)

พยัญชนะไทยที่เขียนลำพังโดยไม่มีสระอื่นถือว่ามีเสียงอะ ถ้ามีจุดข้างล่างถือว่าไม่มีเสียงสระ

คำนาม[แก้]

ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาที่มีการลงวิภัตติปัจจัย แจกนามได้ถึง 8 การก {แบ่งเป็น 3 พจน์ (เอกพจน์, ทวิพจน์, พหูพจน์) และสามเพศ (สตรีลิงค์, ปุลลิงก์ และนปุงสกลิงก์) }

คำกริยา[แก้]

สำหรับกริยา (ธาตุ) ในภาษาสันสกฤตนั้นมีความซับซ้อนยิ่งกว่าคำนาม กล่าวคือ จำแนกกริยาไว้ถึง 10 คณะ แต่ละคณะมีการเปลี่ยนรูป (เสียง) แตกต่างกันไป กริยาเหล่านี้จะแจกรูปตามประธาน 3 แบบ (ปฐมบุรุษ, มัธยมบุรุษ และอุตมบุรุษ) นอกจากนี้กริยายังต้องแจกรูปตามกาล (Tense) 6 ชนิด และตามมาลา (Mood) 4 ชนิด

อักษร[แก้]

ภาษาสันสกฤตไม่มีอักษรสำหรับเขียนชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ และก็คล้ายกับภาษาอื่นหลายภาษา นั่นคือสามารถเขียนได้ด้วยอักษรหลายชนิด อักษรเก่าแก่ที่ใช้เขียนภาษาสันสกฤตมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น อักษรขโรษฐี (Kharosthī) หรืออักษรคานธารี (Gāndhārī) นอกจากนี้ยังมีอักษรพราหมี (อักษรทั้งสองแบบพบได้ที่จารึกบนเสาอโศก) อักษรรัญชนา ซึ่งนิยมใช้จารึกคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาในอินเดียเหนือและเนปาล รวมถึง อักษรสิทธัม ซึ่งใช้บันทึกคัมภีร์พุทธศาสนารวมถึงบทสวดภาษาสันสกฤตในประเทศจีนและญี่ปุ่นโดยเฉพาะในนิกายมนตรยาน อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปนิยมเขียนภาษาสันสกฤตด้วยอักษรเทวนาครี (Devanāgarī) ส่วนอักษรอื่น ๆ เป็นความนิยมในแต่ละท้องถิ่น ทั้งนี้เนื่องจากอักษรที่ใช้ในอินเดีย มักจะเป็นตระกูลเดียวกัน จึงสามารถดัดแปลงและถ่ายทอด (transliteration) ระหว่างชุดอักษรได้ง่าย

แม้กระทั่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีจารึกภาษาสันสกฤตที่ใช้ อักษรปัลลวะ อักษรขอม นอกจากนี้ชาวยุโรปยังใช้อักษรโรมันเขียนภาษาสันสกฤต โดยเพิ่มเติมจุดและเครื่องหมายเล็กน้อยเท่านั้น

หมายเหตุ[แก้]

  1. 1.0 1.1 "In conclusion, there are strong systemic and paleographic indications that the Brahmi script derived from a Semitic prototype, which, mainly on historical grounds, is most likely to have been Aramaic. However, the details of this problem remain to be worked out, and in any case, it is unlikely that a complete letter-by-letter derivation will ever be possible; for Brahmi may have been more of an adaptation and remodeling, rather than a direct derivation, of the presumptive Semitic prototype, perhaps under the influence of a preexisting Indian tradition of phonetic analysis. However, the Semitic hypothesis 1s not so strong as to rule out the remote possibility that further discoveries could drastically change the picture. In particular, a relationship of some kind, probably partial or indirect, with the protohistoric Indus Valley script should not be considered entirely out of the question." Salomon 1998, p. 30
  2. "dhārayan·brāhmaṇam rupam·ilvalaḥ saṃskṛtam vadan..." - รามายณะ 3.10.54 - กล่าวกันว่าเป็นจุดแรกที่มีการใช้คำว่า สันสกฤต
  3. ไวยากรณ์ภาษาสันสกฤตเป็นแหล่งที่มาสำคัญที่สุดของแนวคิดเลขศูนย์ ซึ่ง เมื่อนำไปใช้ในระบบเลขอาหรับแล้ว ทำให้มันก้าวข้ามสัญกรณ์ที่ยุ่งยากของเลขคณิตโรมัน[24]
  4. ภาษาสันสกฤตเขียนด้วยอักษรหลายแบบ เสียงในสีเทาไม่มีในหน่วยเสียง
  5. ไม่ใช่เสียงจริงในภาษาสันสกฤต แต่เป็นกรอบภาพ (graphic convention) ที่รวมในรูปเขียนของสระ เพื่อรักษาความสมมาตรของอักษรคู่สั้น-ยาว[37]
  6. ภาษาสันสกฤตเขียนด้วยอักษรหลายแบบ เสียงในสีเทาไม่มีในหน่วยเสียง

อ้างอิง[แก้]

  1. Mascaró, Juan (2003). The Bhagavad Gita. Penguin. pp. 13 ff. ISBN 978-0-14-044918-1. The Bhagawad Gita, an intensely spiritual work, that forms one of the cornerstones of the Hindu faith, and is also one of the masterpieces of Sanskrit poetry. (from the backcover)
  2. Besant, Annie (trans) (1922). The Bhagavad-gita; or, The Lord's Song, with text in Devanagari, and English translation. Madras: G. E. Natesan & Co. प्रवृत्ते शस्त्रसम्पाते धनुरुद्यम्य पाण्डवः ॥ २० ॥
    Then, beholding the sons of Dhritarâshtra standing arrayed, and flight of missiles about to begin, ... the son of Pându, took up his bow,(20)
    हृषीकेशं तदा वाक्यमिदमाह महीपते । अर्जुन उवाच । ...॥ २१ ॥
    And spake this word to Hrishîkesha, O Lord of Earth: Arjuna said: ...
  3. Radhakrishnan, S. (1948). The Bhagavadgītā: With an introductory essay, Sanskrit text, English translation, and notes. London, UK: George Allen and Unwin Ltd. p. 86. ... pravyite Sastrasampate
    dhanur udyamya pandavah (20)
    Then Arjuna, ... looked at the sons of Dhrtarastra drawn up in battle order; and as the flight of missiles (almost) started, he took up his bow.
    hystkesam tada vakyam
    idam aha mahipate ... (21)
    And, O Lord of earth, he spoke this word to Hrsikesha (Krsna): ...
  4. Uta Reinöhl (2016). Grammaticalization and the Rise of Configurationality in Indo-Aryan. Oxford University Press. pp. xiv, 1–16. ISBN 978-0-19-873666-0.
  5. Colin P. Masica 1993, p. 55: "Thus Classical Sanskrit, fixed by Panini’s grammar in probably the fourth century BC on the basis of a class dialect (and preceding grammatical tradition) of probably the seventh century BC, had its greatest literary flowering in the first millennium A D and even later, much of it therefore a full thousand years after the stage of the language it ostensibly represents."
  6. 6.0 6.1 Jain, Dhanesh (2007). "Sociolinguistics of the Indo-Aryan languages". ใน George Cardona; Dhanesh Jain (บ.ก.). The Indo-Aryan Languages. Routledge. pp. 47–66, 51. ISBN 978-1-135-79711-9. In the history of Indo-Aryan, writing was a later development and its adoption has been slow even in modern times. The first written word comes to us through Asokan inscriptions dating back to the third century BC. Originally, Brahmi was used to write Prakrit (MIA); for Sanskrit (OIA) it was used only four centuries later (Masica 1991: 135). The MIA traditions of Buddhist and Jain texts show greater regard for the written word than the OIA Brahminical tradition, though writing was available to Old Indo-Aryans.
  7. 7.0 7.1 Salomon, Richard (2007). "The Writing Systems of the Indo-Aryan Languages". ใน George Cardona; Dhanesh Jain (บ.ก.). The Indo-Aryan Languages. Routledge. pp. 67–102. ISBN 978-1-135-79711-9. Although in modern usage Sanskrit is most commonly written or printed in Nagari, in theory, it can be represented by virtually any of the main Brahmi-based scripts, and in practice it often is. Thus scripts such as Gujarati, Bangla, and Oriya, as well as the major south Indian scripts, traditionally have been and often still are used in their proper territories for writing Sanskrit. Sanskrit, in other words, is not inherently linked to any particular script, although it does have a special historical connection with Nagari.
  8. Cardona, George; Luraghi, Silvia (2018). "Sanskrit". ใน Bernard Comrie (บ.ก.). The World's Major Languages. Taylor & Francis. pp. 497–. ISBN 978-1-317-29049-0. Sanskrit (samskrita- 'adorned, purified') ... It is in the Ramayana that the term saṃskṛta- is encountered probably for the first time with reference to the language.
  9. Wright, J.C. (1990). "Reviewed Works: Pāṇini: His Work and Its Traditions. Vol. I. Background and Introduction by George Cardona; Grammaire sanskrite pâninéenne by Pierre-Sylvain Filliozat". Bulletin of the School of Oriental and African Studies, University of London. Cambridge University Press. 53 (1): 152–154. doi:10.1017/S0041977X0002156X. JSTOR 618999. The first reference to "Sanskrit" in the context of language is in the Ramayana, Book 5 (Sundarkanda), Canto 28, Verse 17: अहं ह्यतितनुश्चैव वनरश्च विशेषतः // वाचंचोदाहरिष्यामि मानुषीमिह संस्कृताम् // १७ // Hanuman says, "First, my body is very subtle, second I am a monkey. Especially as a monkey, I will use here the human-appropriate Sanskrit speech / language.
  10. Apte, Vaman Shivaram (1957). Revised and enlarged edition of Prin. V.S. Apte's The practical Sanskrit-English Dictionary. Poona: Prasad Prakashan. p. 1596. from संस्कृत saṃskṛitə past passive participle: Made perfect, refined, polished, cultivated. -तः -tah A word formed regularly according to the rules of grammar, a regular derivative. -तम् -tam Refined or highly polished speech, the Sanskṛit language; संस्कृतं नाम दैवी वागन्वाख्याता महर्षिभिः ("named sanskritam the divine language elaborated by the sages") from Kāvyadarśa.1. 33. of Daṇḍin
  11. Roger D. Woodard (2008). The Ancient Languages of Asia and the Americas. Cambridge University Press. pp. 1–2. ISBN 978-0-521-68494-1. The earliest form of this 'oldest' language, Sanskrit, is the one found in the ancient Brahmanic text called the Rigveda, composed c. 1500 BC. The date makes Sanskrit one of the three earliest of the well-documented languages of the Indo-European family – the other two being Old Hittite and Myceanaean Greek – and, in keeping with its early appearance, Sanskrit has been a cornerstone in the reconstruction of the parent language of the Indo-European family – Proto-Indo-European.
  12. Bauer, Brigitte L. M. (2017). Nominal Apposition in Indo-European: Its forms and functions, and its evolution in Latin-romance. De Gruyter. pp. 90–92. ISBN 978-3-11-046175-6. For detailed comparison of the languages, see pp. 90–126.
  13. Ramat, Anna Giacalone; Ramat, Paolo (2015). The Indo-European Languages. Routledge. pp. 26–31. ISBN 978-1-134-92187-4.
  14. Dyson, Tim (2018). A Population History of India: From the First Modern People to the Present Day. Oxford University Press. pp. 14–15. ISBN 978-0-19-882905-8. Although the collapse of the Indus valley civilization is no longer believed to have been due to an ‘Aryan invasion’ it is widely thought that, at roughly the same time, or perhaps a few centuries later, new Indo-Aryan-speaking people and influences began to enter the subcontinent from the north-west. Detailed evidence is lacking. Nevertheless, a predecessor of the language that would eventually be called Sanskrit was probably introduced into the north-west sometime between 3,900 and 3,000 years ago. This language was related to one then spoken in eastern Iran; and both of these languages belonged to the Indo-European language family.
  15. Pinkney, Andrea Marion (2014). "Revealing the Vedas in 'Hinduism': Foundations and issues of interpretation of religions in South Asian Hindu traditions". ใน Bryan S. Turner; Oscar Salemink (บ.ก.). Routledge Handbook of Religions in Asia. Routledge. pp. 38–. ISBN 978-1-317-63646-5. According to Asko Parpola, the Proto-Indo-Aryan civilization was influenced by two external waves of migrations. The first group originated from the southern Urals (c. 2100 BCE) and mixed with the peoples of the Bactria-Margiana Archaeological Complex (BMAC); this group then proceeded to South Asia, arriving around 1900 BCE. The second wave arrived in northern South Asia around 1750 BCE and mixed with the formerly arrived group, producing the Mitanni Aryans (c. 1500 BCE), a precursor to the peoples of the Ṛgveda. Michael Witzel has assigned an approximate chronology to the strata of Vedic languages, arguing that the language of the Ṛgveda changed through the beginning of the Iron Age in South Asia, which started in the Northwest (Punjab) around 1000 BCE. On the basis of comparative philological evidence, Witzel has suggested a five-stage periodization of Vedic civilization, beginning with the Ṛgveda. On the basis of internal evidence, the Ṛgveda is dated as a late Bronze Age text composed by pastoral migrants with limited settlements, probably between 1350 and 1150 BCE in the Punjab region.
  16. Michael C. Howard 2012, p. 21
  17. Pollock, Sheldon (2006). The Language of the Gods in the World of Men: Sanskrit, Culture, and Power in Premodern India. University of California Press. p. 14. ISBN 978-0-520-24500-6. Once Sanskrit emerged from the sacerdotal environment ... it became the sole medium by which ruling elites expressed their power ... Sanskrit probably never functioned as an everyday medium of communication anywhere in the cosmopolis—not in South Asia itself, let alone Southeast Asia ... The work Sanskrit did do ... was directed above all toward articulating a form of ... politics ... as celebration of aesthetic power.
  18. Burrow 1973, pp. 62–64.
  19. Cardona, George; Luraghi, Silvia (2018). "Sanskrit". ใน Bernard Comrie (บ.ก.). The World's Major Languages. Taylor & Francis. pp. 497–. ISBN 978-1-317-29049-0. Sanskrit (samskrita- 'adorned, purified') refers to several varieties of Old Indo-Aryan whose most archaic forms are found in Vedic texts: the Rigveda (Ṛgveda), Yajurveda, Sāmveda, Atharvaveda, with various branches.
  20. Alfred C. Woolner (1986). Introduction to Prakrit. Motilal Banarsidass. pp. 3–4. ISBN 978-81-208-0189-9. If in 'Sanskrit' we include the Vedic language and all dialects of the Old Indian period, then it is true to say that all the Prakrits are derived from Sanskrit. If on the other hand 'Sanskrit' is used more strictly of the Panini-Patanjali language or 'Classical Sanskrit,' then it is untrue to say that any Prakrit is derived from Sanskrit, except that Sauraseni, the Midland Prakrit, is derived from the Old Indian dialect of the Madhyadesa on which Classical Sanskrit was mainly based.
  21. Lowe, John J. (2015). Participles in Rigvedic Sanskrit: The syntax and semantics of adjectival verb forms. Oxford University Press. pp. 1–2. ISBN 978-0-19-100505-3. It consists of 1,028 hymns (suktas), highly crafted poetic compositions originally intended for recital during rituals and for the invocation of and communication with the Indo-Aryan gods. Modern scholarly opinion largely agrees that these hymns were composed between around 1500 BCE and 1200 BCE, during the eastward migration of the Indo-Aryan tribes from the mountains of what is today northern Afghanistan across the Punjab into north India.
  22. Witzel, Michael (2006). "Early Loan Words in Western Central Asia: Indicators of Substrate Populations, Migrations, and Trade Relations". ใน Victor H. Mair (บ.ก.). Contact And Exchange in the Ancient World. University of Hawaii Press. pp. 158–190, 160. ISBN 978-0-8248-2884-4. The Vedas were composed (roughly between 1500-1200 and 500 BCE) in parts of present-day Afghanistan, northern Pakistan, and northern India. The oldest text at our disposal is the Rgveda (RV); it is composed in archaic Indo-Aryan (Vedic Sanskrit).
  23. Shulman, David (2016). Tamil. Harvard University Press. pp. 17–19. ISBN 978-0-674-97465-4. (p. 17) Similarly, we find a large number of other items relating to flora and fauna, grains, pulses, and spices—that is, words that we might expect to have made their way into Sanskrit from the linguistic environment of prehistoric or early-historic India. ... (p. 18) Dravidian certainly influenced Sanskrit phonology and syntax from early on ... (p 19) Vedic Sanskrit was in contact, from very ancient times, with speakers of Dravidian languages, and that the two language families profoundly influenced one another.
  24. 24.0 24.1 Evans, Nicholas (2009). Dying Words: Endangered languages and what they have to tell us. John Wiley & Sons. pp. 27–. ISBN 978-0-631-23305-3.
  25. Glenn Van Brummelen (2014). "Arithmetic". ใน Thomas F. Glick; Steven Livesey; Faith Wallis (บ.ก.). Medieval Science, Technology, and Medicine: An Encyclopedia. Routledge. pp. 46–48. ISBN 978-1-135-45932-1. The story of the growth of arithmetic from the ancient inheritance to the wealth passed on to the Renaissance is dramatic and passes through several cultures. The most groundbreaking achievement was the evolution of a positional number system, in which the position of a digit within a number determines its value according to powers (usually) of ten (e.g., in 3,285, the "2" refers to hundreds). Its extension to include decimal fractions and the procedures that were made possible by its adoption transformed the abilities of all who calculated, with an effect comparable to the modern invention of the electronic computer. Roughly speaking, this began in India, was transmitted to Islam, and then to the Latin West.
  26. Lowe, John J. (2017). Transitive Nouns and Adjectives: Evidence from Early Indo-Aryan. Oxford University Press. p. 58. ISBN 978-0-19-879357-1. The term ‘Epic Sanskrit’ refers to the language of the two great Sanskrit epics, the Mahābhārata and the Rāmāyaṇa. ... It is likely, therefore, that the epic-like elements found in Vedic sources and the two epics that we have are not directly related, but that both drew on the same source, an oral tradition of storytelling that existed before, throughout, and after the Vedic period.
  27. Lowe, John J. (2017). Transitive Nouns and Adjectives: Evidence from Early Indo-Aryan. Oxford University Press. p. 53. ISBN 978-0-19-879357-1. The desire to preserve understanding and knowledge of Sanskrit in the face of ongoing linguistic change drove the development of an indigenous grammatical tradition, which culminated in the composition of the Aṣṭādhyāyī, attributed to the grammarian Pāṇini, no later than the early fourth century BCE. In subsequent centuries, Sanskrit ceased to be learnt as a native language, and eventually ceased to develop as living languages do, becoming increasingly fixed according to the prescriptions of the grammatical tradition.
  28. Gazzola, Michele; Wickström, Bengt-Arne (2016). The Economics of Language Policy. MIT Press. pp. 469–. ISBN 978-0-262-03470-8. The Eighth Schedule recognizes India's national languages as including the major regional languages as well as others, such as Sanskrit and Urdu, which contribute to India's cultural heritage. ... The original list of fourteen languages in the Eighth Schedule at the time of the adoption of the Constitution in 1949 has now grown to twenty-two.
  29. Groff, Cynthia (2017). The Ecology of Language in Multilingual India: Voices of Women and Educators in the Himalayan Foothills. Palgrave Macmillan UK. pp. 58–. ISBN 978-1-137-51961-0. As Mahapatra says: “It is generally believed that the significance for the Eighth Schedule lies in providing a list of languages from which Hindi is directed to draw the appropriate forms, style and expressions for its enrichment” ... Being recognized in the Constitution, however, has had significant relevance for a language's status and functions.
  30. "Indian village where people speak in Sanskrit". BBC News (ภาษาอังกฤษ). 22 December 2014. สืบค้นเมื่อ 30 September 2020.
  31. 31.0 31.1 Sreevastan, Ajai (10 August 2014). "Where are the Sanskrit speakers?". The Hindu. Chennai. สืบค้นเมื่อ 11 October 2020. Sanskrit is also the only scheduled language that shows wide fluctuations — rising from 6,106 speakers in 1981 to 49,736 in 1991 and then falling dramatically to 14,135 speakers in 2001. “This fluctuation is not necessarily an error of the Census method. People often switch language loyalties depending on the immediate political climate,” says Prof. Ganesh Devy of the People's Linguistic Survey of India. ... Because some people “fictitiously” indicate Sanskrit as their mother tongue owing to its high prestige and Constitutional mandate, the Census captures the persisting memory of an ancient language that is no longer anyone's real mother tongue, says B. Mallikarjun of the Center for Classical Language. Hence, the numbers fluctuate in each Census. ... “Sanskrit has influence without presence,” says Devy. “We all feel in some corner of the country, Sanskrit is spoken.” But even in Karnataka's Mattur, which is often referred to as India's Sanskrit village, hardly a handful indicated Sanskrit as their mother tongue.
  32. Ruppel, A. M. (2017). The Cambridge Introduction to Sanskrit. Cambridge University Press. p. 2. ISBN 978-1-107-08828-3. The study of any ancient (or dead) language is faced with one main challenge: ancient languages have no native speakers who could provide us with examples of simple everyday speech
  33. Distribution of the 22 Scheduled Languages – India / States / Union Territories – Sanskrit (PDF), Census of India, 2011, p. 30, สืบค้นเมื่อ 4 October 2020
  34. Annamalai, E. (2008). "Contexts of multilingualism". ใน Braj B. Kachru; Yamuna Kachru; S. N. Sridhar (บ.ก.). Language in South Asia. Cambridge University Press. pp. 223–. ISBN 978-1-139-46550-2. Some of the migrated languages ... such as Sanskrit and English, remained primarily as a second language, even though their native speakers were lost. Some native languages like the language of the Indus valley were lost with their speakers, while some linguistic communities shifted their language to one or other of the migrants’ languages.
  35. จำลอง สารพัดนึก. ไวยากรณ์สันสกฤต 1. กรุงเทพฯ:มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.2544
  36. 36.0 36.1 Robert P. Goldman & Sally J Sutherland Goldman 2002, pp. 13–19.
  37. Salomon 2007, p. 75.
  38. Colin P. Masica 1993, p. 146 notes of this diacritic that "there is some controversy as to whether it represents a homorganic nasal stop [...], a nasalised vowel, a nasalised semivowel, or all these according to context".
  39. This visarga is a consonant, not a vowel. It's a post-vocalic voiceless glottal fricative [h], and an allophone of s (or less commonly r) usually in word-final position. Some traditions of recitation append an echo of the preceding vowel after the [h] (Wikner, Charles (1996). "A Practical Sanskrit Introductory". p. 6.): इः [ihi]. Colin P. Masica 1993, p. 146 considers the visarga, along with letters ṅa and ña, for the "largely predictable" velar and palatal nasals, to be examples of "phonetic overkill in the [writing] system".
  40. Jamison 2008, pp. 9–10.

บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิพีเดีย
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ในภาษาสันสกฤต

แม่แบบ:Wiktionary category

Wikibooks
วิกิตำรา มีคู่มือ ตำรา หรือวิธีการเกี่ยวกับ:
ภาษาสันสกฤต