ผลต่างระหว่างรุ่นของ "อ็อทโทที่ 1 มหาราช"

ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
 
หลังทรงจัดการสงครามกลางเมืองระหว่างดัชชีต่างๆได้ พระองค์ก็สามารถมีชัยเหนือพวกมักยาร์ (ฮังการี) ในยุทธการที่เลชเฟิลด์ ค.ศ. 955 ได้ ทำให้ยุโรปตะวันตกพ้นภัยจากการรุกรานของฮังการี{{sfn|Reuter|1991|p=254}} นอกจากนี้ การมีชัยเหนือพวกฮังการี[[ลัทธินอกศาสนา|นอกศาสนา]]ยังทำให้พระองค์มีชื่อเสียงขึ้นมาอย่างมากในฐานะ "ผู้กอบกู้แห่งคริสตจักร" ต่อมาในปี ค.ศ. 961 พระองค์สามารถพิชิต[[ราชอาณาจักรอิตาลี]] และขยายดินแดนของพระองค์ไปทางเหนือ, ตะวันออก และใต้ ในปีค.ศ. 962 พระองค์ทรงราชาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ โดยให้พระสันตะปาปาสวมมงกุฎให้ในกรุงโรม เหมือนอย่างที่[[ชาร์เลอมาญ]]เคยทำ
 
<br />
 
== ก่อนครองบัลลังก์ ==
 
 
ออทโทเป็นพระโอรสของ[[พระเจ้าไฮน์ริชที่ 1 แห่งเยอรมนี|พระเจ้าไฮน์ริชที่ 1]] แห่งลิวดอลฟิงหรือราชวงศ์ซัคเซิน (ขณะนั้นยังไม่เป็นกษัตริย์) กับ[[แมธิล์เดอแห่งริงเงินเฮล์ม|แมธิล์เดอ]] พระมเหสีคนที่สอง ข้อมูลชีวิตช่วงวัยเด็กของพระองค์มีไม่มาก แต่เชื่อกันว่าพระองค์น่าจะเคยร่วมทำศึกกับพระเจ้าไฮน์ริชอยู่หลายครั้งในช่วงปลายวัยรุ่น ในปี ค.ศ. 930 ออทโทสมรสกับ[[อีดิธแห่งอังกฤษ สมเด็จพระราชินีแห่งเยอรมนี|อีดิธ]] พระธิดาของ[[เอ็ดเวิร์ดผู้อาวุโส|พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดผู้อาวุโสแห่งอังกฤษ]] อีดิธให้กำเนิดพระโอรสหนึ่งคนกับพระธิดาหนึ่งคน
 
 
พระเจ้าไฮน์ริชประกาศให้ออทโทเป็นผู้สืบบัลลังก์ของพระองค์ หนึ่งเดือนต่อมาพระเจ้าไฮน์ริชสิ้นพระชนม์ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 936 ดยุคของเยอรมนีได้เลือกออทโทเป็นกษัตริย์ พระองค์ได้รับการสวมมงกุฎจากอาร์ชบิชอปแห่งไมนซ์และอาร์ชบิชอปแห่งโคโลญที่[[อาเคิน]] นครซึ่งเคยเป็นที่พำนักโปรดของ[[ชาร์เลอมาญ|จักรพรรดิชาร์เลอมาญ]] พระองค์มีพระชนมายุ 23 พรรษาขณะขึ้นเป็นกษัตริย์
<br />
 
== พระเจ้าออทโท ==
 
 
กษัตริย์หนุ่มต้องการที่จะขึ้นมามีอำนาจเหนือเหล่าดยุคซึ่งพระบิดาของพระองค์ไม่เคยทำได้ นโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาในทันที เอเบอร์ฮาร์ดแห่งฟรังโกเนีย, เอเบอร์ฮาร์ดแห่งบาวาเรีย และกลุ่มชาวซัคเซินผู้ไม่พอใจที่มีแธงค์มาร์ พระเชษฐาต่างมารดาของพระเจ้าออทโทเป็นผู้นำเริ่มกระด้างกระเดื่องในปี ค.ศ. 937 แต่ถูกพระเจ้าออทโทกำราบเรียบอย่างรวดเร็ว แธงค์มาร์ถูกสังหาร เอเบอร์ฮาร์ดแห่งบาวาเรียถูกปลดจากตำแหน่ง ส่วนเอเบอร์ฮาร์ดแห่งฟรังโกเนียยอมสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์
 
 
แต่การสวามิภักดิ์ของเอเบอร์ฮาร์ดเป็นเพียงการแสดงตบตา ในปี ค.ศ. 939 เขาได้ร่วมกับกิเซลแบร์ตแห่งโลธาริงเกียและ[[ไฮน์ริชที่ 1 ดยุคแห่งบาวาเรีย|ไฮน์ริช]] พระอนุชาของพระเจ้าออทโทก่อกบฎต่อพระเจ้าออทโทโดยมี[[พระเจ้าหลุยส์ที่ 4 แห่งฝรั่งเศส]]ให้การสนับสนุน ครั้งนี้เอเบอร์ฮาร์ดถูกสังหารในสมรภูมิ ส่วนกิเซลแบร์ตจมน้ำเสียชีวิตขณะกำลังหนี ไฮน์ริชยอมสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์และพระเจ้าออทโทเองก็ให้อภัย ไฮน์ริชที่ยังคงคิดว่าตนเองคือคนที่พระบิดาอยากให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ได้สมคบคิดวางแผนฆาตกรรมพระเจ้าออทโทในปี ค.ศ. 941 แผนการถูกเปิดโปงและทุกคนที่ร่วมกันสมคบคิดถูกลงโทษยกเว้นไฮน์ริชที่ได้รับการให้อภัยอีกครั้ง ความเมตตาของพระเจ้าออทโททำให้ไฮน์ริชภักดีต่อพระเชษฐานับตั้งแต่นั้นมาและในปี ค.ศ. 947 พระองค์ได้รับพระราชทานตำแหน่งดยุคแห่งบาวาเรีย ตำแหน่งดยุคของเยอรมนีตำแหน่งอื่นๆ ตกเป็นของเหล่าพระญาติของพระเจ้าออทโท
 
 
ในช่วงที่การแก่งแย่งชิงดีภายในดำเนินอยู่นั้น พระเจ้าออทโทได้เสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันและได้ขยายขอบเขตอาณาจักรของพระองค์ ทรงปราบ[[ชาวสลาฟ]]ทางฝั่งตะวันออกและได้พื้นที่ส่วนหนึ่งของเดนมาร์กมาอยู่ใต้การปกครอง ทรงตั้งตำแหน่งบิชอปในดินแดนดังกล่าวเพื่อผนึกความเป็นเจ้าประเทศราชของเยอรมนีในดินแดนนั้น โบฮีเมียสร้างปัญหาให้แก่พระเจ้าออทโท แต่พระองค์ก็บีบเจ้าชายโบลสวัฟที่ 1 ให้ยอมจำนนได้ในปี ค.ศ. 950 และบังคับให้จ่ายบรรณาการให้แก่พระองค์ เมื่อฐานในบ้านเกิดแข็งแกร่ง พระเจ้าออทโทไม่เพียงกำจัดการอ้างสิทธิ์ในโลธาริงเกียของฝรั่งเศสได้ แต่พระองค์ยังเข้าไปเป็นตัวลางไกล่เกลี่ยปัญหาภายในของฝรั่งเศสด้วย
 
 
ความใส่ใจที่พระเจ้าออทโทมีต่อบูร์กอญก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงภายในราชอาณาจักรของพระองค์ อีดิธได้สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 946 และเมื่อ[[อาเดอแลดแห่งอิตาลี จักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์|อาเดอแลด]] เจ้าหญิงบูร์กอญ พระราชินีม่ายแห่งอิตาลีถูกเบเรนการ์แห่งอิฟเรอาจับตัวเป็นนักโทษในปี ค.ศ. 951 พระนางได้หันมาขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าออทโท พระองค์เดินทัพเข้าสู่อิตาลี ยึดตำแหน่งกษัตริย์ของ[[ลอมบาร์ด|ชาวลอมบาร์ด]] และอภิเสกสมรสกับอาเดอแลด
 
 
ในเวลาเดียวกันนั้นในเยอรมนี ลิวดอล์ฟ พระโอรสของพระเจ้าออทโทกับอีดิธได้ร่วมกับบุคคสำคัญหลายคนของเยอรมันก่อปฏิวัติต่อกษัตริย์ ความสำเร็จลอยมาอยู่ตรงหน้าหนุ่มน้อย และพระเจ้าออทโทต้องถอนทัพกลับซัคเซิน แต่ในปี ค.ศ. 954 การรุกรานของชาวมักยาร์เริ่มสร้างปัญหาให้กลุ่มกบฏที่ถูกกล่าวหาว่าสมรบริดกับศัตรูของเยอรมนี การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งลิวอล์ฟยอมจำนนต่อพระบิดาในปี ค.ศ. 955 พระเจ้าออทโทสามารถบดขยี้ชาวมักยาร์ได้ที่สมรภูมิเลชเฟล์ด จากนั้นชาวมักยาร์ก็ไม่เคยบุกเยอรมนีอีกคน พระเจ้าออทโทยังคงประสบความสำเร็จทางทหารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับชาวสลาฟ
<br />
 
== จักรพรรดิออทโท ==
 
 
เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 961 พระเจ้าออทโทสามารถทำให้ออทโท พระโอรสวัย 6 พรรษา (พระโอรสคนแรกที่มีกับอาเดอแลด) ได้รับเลือกและได้รับการสวมมงกุฎเป็นกษัตริย์แห่งเยอรมนี พระองค์จึงกลับไปอิตาลีเพื่อขอให้สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 12 คัดค้านเบเรนการ์แห่งอิฟเรอา วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 962 สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 12 สวมมงกุฎให้พระเจ้าออทโทเป็นจักรพรรดิ แต่ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 963 พระเจ้าออทโทได้ปลดสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 12 ออกจากตำแหน่งจากการเป็นต้นคิดสมคิดกับเบเรนการ์วางแผนจะก่อกบฏ
 
 
จักรพรรดิออทโทได้แต่งตั้งสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 8 เป็นพระสันตะปาปาคนถัดไป เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 8 สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 965 จักพรรดิเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 13 มาแทนที่พระองค์ สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 13 ไม่ค่อยที่นิยมในหมู่ประชาชนที่มีอีกตัวเลือกหนึ่งในใจ การก่อกบฏจึงเกิดขึ้น จักรพรรดิออทโทกลับไปอิตาลีอีกครั้ง ครั้งนี้ทรงพำนักอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายปีเพื่อจัดการกับความไม่สงบในโรมและมุ่งหน้าลงใต้สู่พื้นที่ของคาบสมุทรที่อยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิไบเซนไทน์ วันคริสต์มาสปี ค.ศ. 967 พระองค์ให้พระโอรสได้รับการสวมมงกุฎเป็นจักรพรรดิร่วมกับพระองค์ การเจรจาตกลงกับชาวไบเซนไทน์ของพระองค์ทำให้เกิดการอภิเษกสมรสระหว่างออทโทผู้ลูกกับเธโอฟาโน เจ้าหญิงไบเซนไทน์ในเดือนเมษายน ค.ศ. 972
 
 
หลังจักรพรรดิออทโทกลับถึงเยอรมนีได้ไม่นาน ทรงเรียกประชุมสภาครั้งใหญ่ที่ราชสำนักในเควดลินบวร์ค ทรงสิ้นพระชนม์ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 973 ร่างของพระองค์ถูกฝังเคียงข้างอีดิธในมัคเดอบวร์ค
<br />
 
== อ้างอิง ==
 
* [https://www.thoughtco.com/otto-i-profile-1789230 Holy Roman Emperor Otto I: ThoughtCo.]
 
<br />
== อ้างอิง ==
{{รายการอ้างอิง}}
859

การแก้ไข

รายการนำทางไซต์