กบฏเมืองแมนแดนสันติ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
กบฏเมืองแมนแดนสันติ
Regaining the Provincial City Anqing2.jpg
ยุทธการอานชิ่ง ค.ศ. 1861 วาดใน ค.ศ. 1884
วันที่ ธันวาคม ค.ศ. 1850 – สิงหาคม ค.ศ. 1864
สถานที่ จีน
ผลลัพธ์ ราชวงศ์ชิงชนะ
คู่ขัดแย้ง
เมืองแมนแดนสันติ
ผู้ร่วมรบ:
กบฏเหนี่ยน
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
กำลัง
1,100,000+[2] 500,000[3]
กำลังพลสูญเสีย
ตาย 145,000 คน ตาย 243,000 คน
ยอดตาย: 20–30 ล้านคน (การประมาณที่ดีที่สุด)[4]

ขบวนการเมืองแมนแดนสันติ (จีนตัวย่อ: 太平天国运动; จีนตัวเต็ม: 太平天國運動; พินอิน: Tàipíng Tiānguó Yùndòng) หรือ กบฏเมืองแมนแดนสันติ เป็นการก่อกบฏขนานใหญ่ หรือสงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบ เกิดขึ้นในจักรวรรดิจีนช่วง ค.ศ. 1850–1864 ระหว่างราชวงศ์ชิงที่ชาวแมนจูเป็นผู้นำ กับรัฐเมืองแมนแดนสันติ (太平天國) ของหง ซิ่วเฉฺวียน (洪秀全)

หง ซิ่วเฉฺวียน เป็นบัณฑิตสอบตกที่เข้ารีตเป็นคริสต์ศาสนิก และอ้างตนเป็นน้องชายของพระเยซู เขาก่อตั้งลัทธิบูชามหาเทพ (拜上帝教) ที่มุ่งหวังจะให้ประชาชนหันมานับถือศาสนาคริสต์ตามแบบของเขาที่มีการบูชาเทวดาต่าง ๆ ทั้งจะโค่นล้มราชวงศ์ชิง แล้วจัดการปฏิรูปบ้านเมืองขนานใหญ่[5][6] การปฏิรูปของหง ซิ่วเฉฺวียน ไม่ได้เป็นไปเพื่อเอาชนชั้นรากหญ้าเข้าแทนที่ชนชั้นปกครองเท่านั้น แต่พยายามจะสับเปลี่ยนระเบียบทางสังคมและจิตวิญญาณด้วย[7] เมื่อถูกขุนนางท้องถิ่นห้ามปราม ลัทธิบูชามหาเทพก็ลุกฮือที่จินเถียน (金田起義) ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1851 รัฐบาลกลางจึงส่งทัพธงเขียว (綠營兵) เข้าไปปราบ หง ซิ่วเฉฺวียน จึงออกหน้าประกาศตนเป็น "เจ้าฟ้า" (天王) แห่งประเทศที่เขาก่อตั้งใหม่ เรียกว่า "เมืองแมนแดนสันติ" แล้วจัดตั้งทัพมุ่งขึ้นเหนือเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1851 เพื่อโจมตีชาวแมนจู ครั้นวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 1853 ทัพเมืองแมนแดนสันติยึดหนานจิง (南京; "เมืองใต้") ไว้ได้ จึงเอาเป็นเมืองหลวง โดยเปลี่ยนชื่อเป็น "เทียนจิง" (天京; "เมืองฟ้า")

ทัพกบฏยึดครองภาคใต้ส่วนใหญ่ได้ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนสามารถควบคุมฐานประชากรเกือบ 30 ล้านคน ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ หลังจากยึดเจียงซี (江西), หูเป่ย์ (湖北), และอานฮุย (安徽) ได้แล้ว กบฏก็มุ่งหน้าไปยึดเป่ย์จิง (北京) เมืองหลวงของราชวงศ์ชิง แต่ไม่สำเร็จ กระนั้น กองทัพราชวงศ์ชิงไม่สามารถหยุดยั้งการรุกคืบของกบฏได้ มีแต่กองกำลังทหารท้องถิ่นนอกประจำการของขุนพลเจิง กั๋วฟาน (曾國藩) ที่เรียกว่า "ทัพเซียง" (湘軍) เป็นกลุ่มหลักในการต่อต้านการกบฏ

ช่วงหลัง เมืองแมนแดนสันติเริ่มอ่อนแอลงเพราะการชิงอำนาจกันเอง โดยเฉพาะในเหตุการณ์เทียนจิง (天京事變) เมื่อ ค.ศ. 1856 ที่หยาง ซิ่วชิง (楊秀清) ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าบูรพา (東王) พยายามยึดอำนาจ แต่ล้มเหลวและถูกเหวย์ ชางฮุย (韋昌輝) เจ้าอุดร (北王) ฆ่า ขณะที่ทัพของเจิง กั๋วฟาน ก็สามารถยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ในเจียงซีกับหูเป่ย์คืนไปได้ อย่างไรก็ดี ในยุทธการเจียงหนาน (江南之战) เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1860 ทัพกบฏมีชัยเหนือทัพหลวงที่ล้อมหนานจิงไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 1853 ขับไล่กองทัพรัฐบาลไปจากภูมิภาค และเปิดทางให้ตนรุกรานเจียงซู (江苏) กับเจ้อเจียง (浙江) เป็นผลสำเร็จ ส่วนทัพของเจิง กั๋วฟาน ก็มุ่งลงฉางเจียง (長江) ไปยึดอานชิ่ง (安慶) คืนจากกบฏได้ในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1861

ครั้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1862 เจิง กั๋วฟาน เข้าปิดล้อมหนานจิง เมืองหลวงของกบฏ และสามารถตั้งมั่นปิดเมือง แม้ฝ่ายกบฏที่มีกำลังมากกว่าพยายามจะขับไล่หลายครั้งก็ตาม การปิดล้อมทำให้อาหารในเมืองขาดแคลน หง ซิ่วเฉฺวียน เก็บผักป่ามาบริโภค ทำให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษจนเขาล้มป่วยลงถึง 20 วันและเสียชีวิตในวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 1864 เมื่อหง ซิ่วเฉฺวียน สิ้นใจแล้ว หนานจิงก็ถูกตีแตกในยุทธการหนานจิง (南京之战) วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1864 ครั้นหนานจิงแตกแล้ว เจิง กั๋วฟาน พร้อมด้วยผู้สนับสนุน เช่น หลี่ หงจาง (李鴻章) กับจั่ว จงถัง (左宗棠) ก็ได้รับการสดุดีในฐานะผู้ช่วยราชวงศ์ชิงให้รอด และกลายเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดแห่งปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 กลุ่มกบฏที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยภายใต้การนำของหง เทียนกุ้ยฝู (洪天貴福) บุตรชายของหง ซิ่วเฉฺวียน ยังคงต่อสู้ต่อไปในเจ้อเจียง แต่หง เทียนกุ้ยฝู ถูกจับในวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1864 และกองกำลังกบฏก็ถอยร่นไปเรื่อย ๆ จนถึงกวั่งตง (广东) ที่ซึ่งกบฏคนสุดท้ายถูกปราบในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1866

ประมาณว่า กบฏครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 20–70 ล้านคนไปจนถึง 100 ล้านคน และอีกหลายล้านคนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ นับเป็นความขัดแย้งอย่างใหญ่หลวงที่สุดในจีนนับแต่ราชวงศ์ชิงพิชิตราชวงศ์หมิงได้ใน ค.ศ. 1644 ทั้งยังเป็นสงครามครั้งหนึ่งที่มีการนองเลือดมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เป็นสงครามกลางเมืองที่สูญเสียเลือดเนื้อมากที่สุด และเป็นการขัดกันทางทหารที่ใหญ่หลวงที่สุดแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 19[8]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Handbook of Christianity in China, Volume 2, Nicolas Standaert, R. G. Tiedemann, eds., p. 390
  2. Heath, pp. 11–16
  3. Heath, p. 4
  4. Platt 2012, p. p. xxiii.
  5. Jen Yu-wen, The Taiping Revolutionary Movement 4-7 (1973)
  6. C. A. Curwen, Taiping Rebel: The Deposition of Li Hsiu-ch'eng 1 (1977)
  7. Franz H. Michael, The Taiping Rebellion: History 7 (1966)
  8. Cao, Shuji (2001). Zhongguo Renkou Shi [A History of China's Population]. Shanghai: Fudan Daxue Chubanshe. pp. 455, 509.