โซเฟีย มักดาลีนาแห่งเดนมาร์ก สมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
โซเฟีย มักดาลีนาแห่งเดนมาร์ก สมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน
Pilo Swedish Queen Consort.jpg
พระบรมสาทิสลักษณ์ที่วาดขึ้นก่อนพระราชพิธีอภิเษกสมรสขณะที่มีพระชนมายุ 19 พรรษาในปี พ.ศ. 2308 โดย คาร์ล กุสตาฟ ปิโล

พระปรมาภิไธย สมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนาแห่งสวีเดน
พระอิสริยยศ เจ้าหญิงแห่งเดนมาร์กและนอร์เวย์
มกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดน
สมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน
สมเด็จพระพันปีหลวงแห่งสวีเดน
ราชวงศ์ โอลเดนบวร์ก
โฮลชไตน์-ก็อตท็อป (โดยการอภิเษกสมรส)
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2289
พระราชวังคริสเตียนบอร์ก โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก
สวรรคต 21 สิงหาคม พ.ศ. 2356
พระราชวังอัลริคส์ดัล ประเทศสวีเดน
(พระชนมายุ 67 พรรษา)
พระราชบิดา สมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริคที่ 5 แห่งเดนมาร์ก
พระราชมารดา เจ้าหญิงหลุยส์แห่งบริเตนใหญ่
พระราชสวามี สมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ 3 แห่งสวีเดน
พระราชบุตร สมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ 4 อดอล์ฟแห่งสวีเดน
เจ้าชายคาร์ล กุสตาฟ ดยุกแห่งสมาแลนด์

โซเฟีย มักดาลีนาแห่งเดนมาร์กและนอร์เวย์ สมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน (ภาษาเดนมาร์ก:Sophie Magdalene ภาษาสวีเดน:Sofia Magdalena) (3 กรกฎาคม พ.ศ. 2289 - 21 สิงหาคม พ.ศ. 2356) ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน โดยเป็นพระมเหสีในสมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ 3 แห่งสวีเดน พระนางเป็นพระราชธิดาพระองค์โตในสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริคที่ 5 แห่งเดนมาร์กกับเจ้าหญิงหลุยส์แห่งบริเตนใหญ่ และเป็นพระเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าคริสเตียนที่ 7 แห่งเดนมาร์ก

ภูมิหลังและช่วงต้นพระชนม์ชีพ[แก้]

พระบรมสาทิสลักษณ์เจ้าหญิงโซเฟีย มักดาลีนาแห่งเดนมาร์ก ราวปีพ.ศ. 2308 ก่อนการอภิเษกสมรสหนึ่งปี

เจ้าหญิงโซเฟีย มักดาลีนาแห่งเดนมาร์กประสูติในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2289 ณ พระราชวังคริสเตียนบอร์ก โคเปนเฮเกน เป็นพระราชธิดาพระองค์โตในสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริคที่ 5 แห่งเดนมาร์กกับพระมเหสีพระองค์แรก เจ้าหญิงหลุยส์แห่งบริเตนใหญ่ ในปีพ.ศ. 2294 ขณะมีพระชนมายุ 5 พรรษา เจ้าหญิงทรงถูกหมั้นหมายกับรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์สวีเดน คือ เจ้าชายกุสตาฟ และนำมาซึ่งการขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน การอภิเษกสมรสถูกจัดแจงโดยรัฐสภาไม่ใช่พระราชวงศ์สวีเดน และเจ้าหญิงทรงเป็นที่ชิงชังจากสมเด็จพระราชินีหลุยซา อัลริคาซึ่งทรงขัดแย้งกับรัฐสภามาเป็นเวลานานและทรงต้องการให้พระราชโอรสอภิเษกสมรสกับพระนัดดาของพระนางเองคือ มาร์เกรฟวีนฟิลิปพินส์แห่งบรันเดนบวร์ก-ชเวดท์ ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2309 เจ้าหญิงโซเฟีย มักดาลีนาได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายกุสตาฟโดยผ่านตัวแทนที่พระราชวังคริสเตียนบอร์กในโคเปนเฮเกน และทั้งสองพระองค์ได้อภิเษกสมรสอย่างเป็นทางการที่สตอกโฮล์ม ในวันที่ 4 พฤศจิกายน

การเข้าสู่ราชสำนักสวีเดน[แก้]

ในราชสำนักสวีเดน เจ้าหญิงทรงได้รับการต้อนรับด้วยความเมตตาจากสมเด็จพระเจ้าอดอล์ฟ เฟรเดอริคแห่งสวีเดน พระสัสสุระแต่สมเด็จพระราชินีหลุยซา อัลริคา พระสัสสุซึ่งทรงปกครองราชสำนัก พระนางทรงชิงชังเจ้าหญิงและแม้กระทั่งเจ้าชายกุสตาฟ พระสวามีก็ไม่สนพระทัยในเจ้าหญิง สมเด็จพระราชินีหลุยซา อัลริคาทรงพยายามโน้มน้าวให้พระราชโอรสห่างเหินกับพระสุณิสา ซึ่งเจ้าชายกุสตาฟทรงรังเกียจแม้แต่จะคิดถึงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์กับสตรีจนไม่ประสงค์แม้แต่จะลอง คนผู้หนึ่งในสมัยนั้นได้กล่าวว่า "เจ้าชายองค์นี้ไม่เคยแสดงความจงรักภักดีต่อหน้าแท่นบูชาวีนัส"[1] ในปีพ.ศ. 2312 เมื่อศิลปินชาวสวีเดนเดินทางไปเยือนราชสำนักเดนมาร์กของสมเด็จพระเจ้าคริสเตียนที่ 7 แห่งเดนมาร์ก พระเจ้าคริสเตียนตรัสถามเขาถึงพระพลานามัยของพระเชษฐภคินี ศิลปินผู้นั้นทูลตอบว่า "เจ้าหญิงทรงสุขสบายดีเท่าที่สตรีผู้สมรสมาเกือบสามปีแต่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องพึงรู้สึกพะย่ะค่ะ"[2] เจ้าหญิงโซเฟีย มักดาลีนาทรงได้รับการบรรยายว่าเป็นเจ้าหญิงที่ทรงพระสิริโฉม เจ้าหญิงทรงนำสินสมรสจำนวนมากมายังราชสำนักสวีเดนนับตั้งแต่พ.ศ. 2223 ที่ซึ่งเจ้าหญิงอัลริคา เอเลโอนอราแห่งเดนมาร์กได้อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 11 แห่งสวีเดน เจ้าหญิงโซเฟีย มักดาลีนาทรงได้รับการศึกษาเพื่อทำหน้าที่พระราชินีที่ดี พระนางทรงได้รับการสรรเสริญมากแต่ไม่ทรงได้รับความนิยมอันเนื่องจากการที่ทรงได้รับการอบรมดูแลอย่างเข้มงวดทำให้เป็นการยากที่จะทรงปรับตัวให้เข้ากับราชสำนักสวีเดน โดยตามธรรมชาติ พระนางมีพระบุคลิกที่เยือกเย็นและถือพระองค์ หลังจากพระเจ้าอดอล์ฟ เฟรเดอริคแห่งสวีเดนเสด็จสวรรคตในปีพ.ศ. 2314 เจ้าชายกุสตาฟได้ขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ 3 แห่งสวีเดน ในปีถัดมา เจ้าหญิงโซเฟีย มักดาลีนาได้รับการสวมมงกุฎสมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน

สมเด็จพระราชินี[แก้]

พระบรมสาทิสลักษณ์อย่างเป็นทางการของสมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนาแห่งสวีเดน วาดโดย ลอเรนซ์ พาสช์

สมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนามีพระบุคลิกที่เคร่งเครียดและเขินอาย และไม่ทรงเคยเป็นสมาชิกของกลุ่มคนวงในของกษัตริย์ พระนางและพระเจ้ากุสตาฟมีพระบุคลิกที่แตกต่างกันที่ซึ่งได้สร้างความเหินห่างของทั้งสองพระองค์ พระนางทรงประกอบพระราชกรณียกิจตามพิธีการแต่ไม่ทรงชอบวิถีชีวิตในราชสำนักที่หรูหราซึ่งล้อมรอบพระสวามีที่โปรดการเข้าสังคม เมื่อทรงประกอบพระราชกรณียกิจในฐานะของสมเด็จพระราชินี ดัสเชสเฮดวิก เอลิซาเบธ ชาร์ล็อตแห่งโฮลชไตน์-ก็อตท็อปพระชายาในพระอนุชาของพระสวามี ได้ทรงบรรยายถึงพระราชินีว่าทรง "ถูกบังคับให้พบปะผู้คน" พระราชินีโปรดที่จะประทับที่ที่ประทับส่วนพระองค์คือ พระราชวังอัลริคส์ดัลเมื่อใดก็ตามที่ทรงเลี่ยงได้

ภาพวาดพระราชพิธีราชาภิเษกพระเจ้ากุสตาฟที่ 3 และสมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนา ในวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2315 โดย คาร์ล กุสตาฟ ปิโล

ในพระอนุทินสำคัญของดัสเชสเฮดวิก เอลิซาเบธ ชาร์ล็อตแห่งโฮลชไตน์-ก็อตท็อป ทรงบรรยายถึงพระราชินีว่า ทรงพระสิริโฉม, เยือกเย็น, เงียบและทะนง ทรงสุภาพมากและเป็นทางการ ทรงสงวนท่าทีและไม่โปรดการเข้าสังคม ในโอกาสที่เป็นทางการ พระนางทรงประพฤติพระองค์อย่างดีที่สุด พระนางทรงประพฤติปฏิบัติตามมารยาทของราชสำนักอย่างงดงามและทรงได้รับการพบเห็นในฐานะที่สง่างามและน่าประทับใจ พระราชินีมีพระสหายสนิท 2 คน คือ มาเรีย ออโรรา อุกกลาและบารอนเนส เวอร์จิเนีย ชาร์ล็อตตา ดูวอล แมนเดอร์สตอร์ม พระนางโปรดการประทับเพียงลำพังด้วยการใช้เวลาในที่ที่ประทับและเสวยอาหารเพียงพระองค์เดียว พระนางทรงทำพระเกศาอย่างเป็นทางการทุกๆสองสัปดาห์และโปรดการละครที่ซึ่งทรงร่วมชมการแสดงบ่อยครั้ง ระหว่างที่พระเจ้ากุสตาฟเสด็จเยือนอิตาลีในปีพ.ศ. 2326 ถึง พ.ศ. 2327 พระนางเสด็จเสวยพระกระยาหารในสาธารณะอย่างเป็นทางการทุกๆ สองสัปดาห์ นางสนองพระโอษฐ์ของพระนางเป็นสตรีชาวสวีเดนที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ได้แก่ ชาริทีสทั้งสาม คือ ออกุสตา ฟอน เฟอร์เซน, อุลลา ฟอน โฮ็ปเกนและโลวีซา เมเจอร์เฟลท์ และศิลปินได้แก่ มารีอานน์ เออห์เรนสตอร์มและชาร์ล็อตตา เซเดอร์ครูทซ์

สมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนาไม่ทรงยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ยกเว้นในครั้งหนึ่ง ช่วงระหว่างสงครามรัสเซีย-สวีเดน (1788 - 1790) ในปีพ.ศ. 2331 พระนางทรงริเริ่มเจรจาสงบศึกกับเดนมาร์ก ทรงเรียกตัวเอกอัครราชทูตเดนมาร์กมาเข้าเฝ้า ตรัสกับเขาและมีพระราชเสาวนีย์ให้เขานำพระราชหัตถเลขาของพระนางไปมอบแก่พระเจ้าคริสเตียนที่ 7 แห่งเดนมาร์ก พระอนุชา ในช่วงสงครามรัสเซีย-สวีเดนนี้มีการบันทึกว่าพระราชินีทรงพบปะเชลยศึกชาวรัสเซียในสวนของพระราชวังฮากาและทรงประทานเงินแก่พวกเขาคนละ 100 โครน และมีการกล่าวว่าพระราชินีโปรดฉลองพระองค์แบบอังกฤษเนื่องจากทรงเห็นว่าฉลองพระองค์แบบฝรั่งเศสนั้นดูเปิดเผยมากเกินไป

วิกฤตการสืบราชบัลลังก์[แก้]

พระบรมสาทิสลักษณ์ พระเจ้ากุสตาฟที่ 3 แห่งสวีเดน, สมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนาและมกุฎราชกุมารกุสตาฟ อดอล์ฟในฮากาปาร์เคน วาดโดยคอร์นีเลียส โฮยเยอร์ ราวปีพ.ศ. 2327 - พ.ศ. 2328

สมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนาทรงเป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์สวีเดนด้วยข้อครหาที่เกี่ยวกับการสมรสที่สำเร็จบริบูรณ์และปัญหาพระโอรสนอกสมรสของพระนาง การอภิเษกสมรสของพระนางตามปกติเป็นการจัดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งพระราชินีโซเฟัย มักดาลีนาในช่วงแรกทรงได้รับการบรรยายจากพระสวามีว่าทรง "เยือกเย็นอย่างน้ำแข็ง" การอภิเษกสมรสไม่สำเร็จบริบูรณ์จนกระทั่งพ.ศ. 2318 เวลาเก้าปีหลังจากการอภิเษกสมรส ซึ่งกลายเป็นหัวข้อนินทาและการเย้ยหยันท่ามกลางบางราชสำนักของยุโรป ที่มีข่าวลือว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพวกรักร่วมเพศหรือไร้สมรรถภาพทางเพศ กิจกรรมทางเพศของพระองค์ที่ซึ่งได้สร้างผลกระทบต่อพระชนม์ชีพของสมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนา ในฐานะที่เป็นการสมรสกันในราชวงศ์เพื่อการผลิตทายาท และเหตุนี้ยังเป็นประเด็นถกเถียง หลายๆเอกสารได้บันทึกไว้ว่าระหว่างพระชนม์ชีพของพระเจ้ากุสตาฟได้รับการยืนยันว่าทรงเป็นพวกรักร่วมสองเพศ ประสบการณ์ทางเพศของพระเจ้ากุสตาฟทรงถูกกล่าวหาถึงการพัฒนาการไม่สมวัยหรือทรงเป็นพวกไร้เพศ ขณะทรงอยู่ในวัยฉกรรจ์ พระเจ้ากุสตาฟทรงหลงรักมารดาของแอ็กเซล ฟอน เฟอร์เซนคือ เฮดวิก คาทารีนา เดอ ลา การ์ดีและในปีพ.ศ. 2311 พระองค์ทรงมีความผูกพันทางอารมณ์อย่างลึกซึ้งกับหญิงสูงศักดิ์คือ ชาร์ล็อต ดู รีทซ์ ถึงแม้ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เป็นที่รู้จักถ้าเรื่องอื้อฉาวนี้สำเร็จบริบูรณ์ จากข้อมูลที่เชื่อถือได้ได้อธิบายว่าทั้งสมเด็จพระราชินีและพระมหากษัตริย์ทรงมีปัญหาร้ายแรงทางกายวิภาคเป็นผลให้เกิดการกระทำซึ่งกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ อีริค โลนนรอท นักประวัติศาสตร์ชาวสวีเดนได้สรุปว่า ไม่มีหลักฐานข้อเท็จจริงในข่าวลือของพระเจ้ากุสตาฟที่ 3 ซึ่งทรงถูกโน้มเอียงไปทางรักร่วมเพศหรือรักร่วมสองเพศ หรือเจ้าชายกุสตาฟ อดอล์ฟไม่ใช่พระราชโอรสนอกสมรส[3]

การดำรง สถานะเดิม ระหว่างพระเจ้ากุสตาฟที่ 3กับพระมเหสีของพระองค์ได้ถูกเอาใจใส่โดยสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งไม่ทรงต้องการแข่งขันทางบทบาทเหนืออิทธิพลของพระราชโอรส สมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนาซึ่งทรงได้รับการเลี้ยงดูตามศาสนาและทรงมีบุคลิกที่เก็บพระองค์ได้ทำให้พระนางทรงหลีกเลี่ยงการแสดงความร่าเริงและประพฤติตามธรรมชาติในราชสำนักของพระเจ้ากุสตาฟ ที่ซึ่งทำให้พระนางทรงได้รับความสนพระทัยน้อยในทัศนะของพระสวามีซึ่งโปรดการเข้าสังคม

ในปีพ.ศ. 2317 พระเจ้ากุสตาฟทรงจัดพระราชพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าชายชาร์ลส์ พระอนุชากับดัสเชสเฮดวิก เอลิซาเบธ ชาร์ล็อตแห่งโฮลชไตน์-ก็อตท็อปเพื่อแก้ไขปัญหา เมื่อเวลาผ่านไปเกิดปัญหาเรื่ององค์รัชทายาทในราชบัลลังก์ทันที ดัสเชสเฮดวิก เอลิซาเบธ ชาร์ล็อตทรงล้มเหลวในการทรงพระครรภ์หลายครั้งและจบลงด้วยการแท้ง ที่ซึ่งสร้างความรีบเร่งแก่พระเจ้ากุสตาฟในการทำให้การสมรสสำเร็จบริบูรณ์ด้วยการผลิตองค์รัชทายาทของพระองค์ด้วยพระมเหสีของพระองค์เอง

ในปีพ.ศ. 2321 สมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนามีพระประสูติกาลเจ้าชายกุสตาฟ อดอล์ฟในฐานะองค์รัชทายาทในราชบัลลังก์ และในปีพ.ศ. 2325 พระนางมีพระประสูติกาลพระโอรสพระองค์ที่สองคือ เจ้าชายคาร์ล กุสตาฟ ดยุกแห่งสมาแลนด์ ซึ่งมีพระชนม์ชีพในช่วงหนึ่งปีก็สิ้นพระชนม์ มีการแนะนำในบางวงว่าพระราชโอรสพระองค์แรกของพระเจ้ากุสตาฟมีบิดาที่แท้จริงคือใครบางคน เมื่อองค์รัชทายาทประสูติ บิดาของพระโอรสได้ถูกเชื่อโดยสมเด็จพระพันปีหลวง ว่าเป็นเคานท์อดอล์ฟ เฟรเดอริค มังค์ อัฟ ฟุลกิลา ซึ่งต่อมาได้เป็นหัวหน้าทหารม้า ข่าวลือนี้ได้ถูกเชื่อโดยสาธารณะและราชสำนัก และการยอมรับเรื่องอื้อฉาวของสมเด็จพระพันปีหลวงได้นำไปสู่หนึ่งปีของความขัดแย้งระหว่างสมเด็จพระพันปีหลวงกับพระราชโอรส

เรื่องอื้อฉาวของการสืบราชสันตติวงศ์[แก้]

พระบรมสาทิสลักษณ์พระเจ้ากุสตาฟที่ 3 ไม่ทราบชื่อผู้วาด
ภาพวาดล้อเลียน (จากซ้าย):สมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนา, พระเจ้ากุสตาฟที่ 3 และอดอล์ฟ เฟรเดอริค มังค์

ตามความเป็นจริงมังค์ได้เข้ามาในฐานะของครูผู้สอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพศ เนื่องจากพระเจ้ากุสตาฟทรงได้รับการกล่าวขานว่าไม่ทรงมีประสบการณ์ในเรื่องเพศ[4][5] พระองค์ทรงเรียกมังค์เข้ามาเพื่อเป็นคนกลางในการปรองดองกับพระมเหสี และเพื่อแนะนำให้ทั้งสองพระองค์ทราบถึงวิธีการร่วมเพศ[5][6]และแสดงการทำให้พิธีอภิเษกสมรสเสร็จสมบูรณ์อย่างแท้จริง มังค์ซึ่งเป็นขุนนางเชื้อสายฟินแลนด์ในเวลานี้เขาได้มีความมั่นคงโดยเป็นคนรักของแอนนา โซเฟีย รามส์สตอร์ม นางสนองพระโอษฐ์ประจำองค์ราชินี[7]มังค์และแอนนา โซฟี รามส์สตอร์มได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ใกล้กับห้องบรรทม เพื่อเตรียมพร้อมตลอดเวลาในการทำตามพระราชประสงค์ และบางครั้งมังค์ได้ถูกเรียกเข้าไปในห้องบรรทม มังค์ได้ทำการบันทึกลงในจดหมายเหตุของเขาเองที่ซึ่งปัจจุบันถูกเก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติสวีเดน ที่ซึ่งบันทึกว่าการจะทำให้สำเร็จ เขาต้องทำการสัมผัสทั้งสองพระองค์ทางกายด้วยเช่นกัน[5][6][8]

เมื่อกลายเป็นว่ามังค์ได้เข้าร่วมแผนการปรองดองของทั้งสองพระองค์ จึงได้เกิดเสียงเล่าลือไปว่า เขาเป็นบิดาของพระราชโอรสพระองค์แรกของสมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนา[4]

เหตุนี้ได้กลายเป็นข้อกล่าวหาจากฝ่ายการเมืองตรงข้าม ช่วงยุคหลังพ.ศ. 2329 และ พ.ศ. 2332[9]:132ที่ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกร้องเรียนทั่วประเทศที่มีการรับรู้เรื่องข่าวลือว่าพระมหากษัตริย์ทรงให้มังค์ทำให้พระราชินีทรงพระครรภ์[9]:118แผ่นภาพต่างๆได้ถูกแปะไว้ทุกหัวมุมถนนทั่วสต็อกโฮล์ม[9]:143

เหตุการณ์นี้ได้ถูกวาดภาพล้อเลียนโดยคาร์ล ออกุสต์ เออเรนสวัลด์ในจดหมายส่วนตัวซึ่งต่อมาได้ถูกค้นพบในภายหลัง ภาพวาดของเขาได้รับการเผยแพร่ในปีพ.ศ. 2530 ที่ซึ่งเขาได้ผ่านเรื่องราวข่าวลือและตลกล้อเลียนพระเจ้ากุสตาฟที่ 3, พระราชินีโซเฟีย มักดาลีนาและมังค์ โดยปราศจากการพิสูจน์ซึ่งเขาเชื่อว่าการกระทำของทั้งสองพระองค์และมังค์เป็นเรื่องจริง[10] ได้มีข่าวลือว่า พระมหากษัตริย์และพระราชินีทรงหย่าขาดจากกันอย่างลับๆและพระราชินีทรงอภิเษกสมรสกับมังค์[10]

ไม่มีการพิสูจน์ว่ามังค์เป็นบิดาขององค์มกุฎราชกุมาร ทั้งที่พระมหากษัตริย์และพระราชินีทรงเคยถูกบรรยายว่าทรงสนพระทัยทางเพศอย่างมาก ศาสตราจารย์ลึนน์รอธได้แนะนำในเรื่องของปัญหาทางกายวิภาค ที่ซึ่งรับรู้กันไม่กี่คน เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การผลิตทายาทได้อย่างช้า ในขณะที่ข่าวลือก็ยังคงมีอยู่เรื่อยไป อย่าไรก็ตามเมื่อทั้งสองพระองค์พระราชทานของกำนัลแก่มังค์โดย พระมหากษัตริย์ทรงเลื่อนขั้นให้เขา และพระราชินีพระราชทานนาฬิกาซึ่งมีพระสาทิสลักษณ์ของพระนาง, เงินและแหวนเพชรแก่เขา[11] บุคคลในวงการสังคมจำนวนน้อยที่เข้าเป็นกลุ่มเดียวกับสมเด็จพระพันปีหลวงโดยการสนับสนุนและกระจายข่าวลือ เช่น แอนนา ชาร์ล็อตตา ซโรเดอร์เฮล์มและอีวา เอเลนา โลเวน[12][13]

พระอนุชาของพระเจ้ากุสตาฟ คือ ดยุคชาร์ลส์ ซึ่งต่อมาคือ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 13 แห่งสวีเดน ซึ่งทรงต้องการครองราชบัลลังก์ ก็เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดข่าวลือนี้.[4][9][ต้องการหน้า][14][15] พระมารดาของพระองค์ได้มีการพูดถึงในระหว่างพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนาทรงพระครรภ์ ได้เกิดกระแสข่าวลือท่ามกลางสาธารณะเกี่ยวกับบุตรที่ต้องเป็นบุตรนอกกฎหมาย และพระนางเชื่อว่าพระมหากษัตริย์ทรงจ้างมังค์เพื่อทำให้พระราชินีทรงพระครรภ์ และพระนางจะไม่ยอมรับราชบัลลังก์ให้มาอยู่ในมือของ "ทายาทของขุนนางธรรมดาสามัญ"[15][16]:103–4 สมเด็จพระพันปีหลวงทรงให้ดยุคชาร์ลส์ไปซักถามมังค์ และพูดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงตกพระทัยมาก สมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนาทรงถูกทำให้ตกพระทัยโดยข้อกล่าวหา พระนางทรงสาบานว่าพระนางจะไม่ตรัสสิ่งใดๆกับสมเด็จพระพันปีหลวงอีกเลย และพระนางก็ไม่ตรัสใดๆจริง

พระมหากษัตริย์ทรงขอให้พระราชมารดาทรงแสดงการขออภัยแก่สาธารณะสำหรับข้อกล่าวหาที่ยังคงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของพระราชวงศ์ (12 พฤษภาคม พ.ศ. 2321) เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมากและสร้างความแตกหักระหว่างพระเจ้ากุสตาฟที่ 3 กับพระราชมารดา เรื่องอื้อฉาวนี้ได้ทำลายภาพอุบัติเหตุของการเฉลิมฉลองซึ่งได้เกิดขึ้นในงานเลี้ยงพระกระยาหารสาธารณะ ประชาชนได้ถูกเชิญไปร่วมพระราชพิธีเฉลิมฉลองการประสูติขององค์รัชทายาท แต่คนจำนวนมากได้เข้าร่วมและฝูงชนที่วุ่นวายและตื่นตกใจ ประชาชนจำนวนระหว่าง 60 ถึง 100 คนได้เหยียบกันตายในพระราชพิธี

ช่วงระหว่างปีพ.ศ. 2318 ถึงพ.ศ. 2326 เป็นช่วงที่สมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนาอาจจะทรงมีความสุขที่สุด สัมพันธภาพระหว่างพระนางกับพระสวามีเป็นไปได้ด้วยดีและพระนางทรงได้รับความเคารพหลังจากทรงประกอบพระราชกรณียกิจของพระราชวงศ์ หลังจากพระราชโอรสพระองค์เล็กคือ เจ้าชายคาร์ล กุสตาฟ ดยุกแห่งสมาแลนด์สิ้นพระชนม์ในปีพ.ศ. 2326 ชีวิตสมรสจึงได้ทรุดโทรมลง การปรองดองเพียงชั่วครู่ในปีพ.ศ. 2330 ได้ถูกเข้าใจโดยดัสเชสเฮดวิก เอลิซาเบธ ชาร์ล็อตซึ่งทรงบันทึกในพระอนุทินส่วนพระองค์บางครั้ง โดยไม่ทรงหวังว่าบันทึกจะสมบูรณ์หรือคงอยู่ต่อไป[16]:191 ซึ่งทรงบันทึกว่า พระมหากษัตริย์ไม่ทรง "อ่อนไหวต่อเสน่ห์ของสตรี" เป็นนัยว่า พระองค์ทรงเป็นพวกรักร่วมเพศ

ในปีพ.ศ. 2330 สมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนาทรงฝากทรัพย์สินจำนวน 50,000 ริคส์ดาเลอร์ในบัญชีทรัพย์สินของมังค์ ที่ซึ่งเป็นเรื่องอื้อฉาวไปในวงกว้างโดยถือเป็นการ "ของขวัญอำลา"[17]:156–7 ในจุดนี้ มังค์ได้มีความสัมพันธ์อื้อฉาวกับนักบัลเล่ต์ โจวันนา บาซซี ผู้ซึ่งสมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนาทรงชิงชังอย่างเห็นได้ชัด[17]:157 พระมหากษัตริย์ทรงหวั่นพระทัยเมื่อทรงทราบเรื่องที่พระราชินีทรงฝากพระราชทรัพย์ และพระองค์ทรงพยายามป้องกันไม่ให้เรื่องนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ อย่างไรก็ตามทรงทำไม่สำเร็จ[17]:157

บุตรของโจวันนา บาซซี เชื่อว่าเป็นบุตรของมังค์ด้วย เนื่องจากมีกำลังกายที่แข็งแรงเหมือนกับองค์มกุฎราชกุมาร[18]

สมเด็จพระพันปีหลวงและบั้นปลายพระชนม์ชีพ[แก้]

พระบรมสาทิสลักษณ์พระนางโซเฟีย มักดาลีนาขณะทรงดำรงเป็นสมเด็จพระพันปีหลวง วาดโดย นิคคลาส ลาเฟรนเซน ผู้บุตร

ในปีพ.ศ. 2335 พระเจ้ากุสตาฟที่ 3 ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ กลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดมีเจตนาที่จะให้พระนางโซเฟีย มักดาลีนาทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในระหว่างที่พระราชโอรสยังทรงพระเยาว์[19]:443 พระนางทรงถูกทำให้เกรงกลัวผู้ทำการปลงพระชนม์พระสวามี แต่ก็กลายเป็นข้อครหาว่าพระนางไม่ทรงฉลองพระองค์ไว้ทุกข์ขณะทรงประทับส่วนพระองค์แต่ทรงไว้ทุกข์เฉพาะพระราชพิธีเสด็จเป็นทางการเท่านั้น[19]:442 มันกลายเป็นสิ่งที่ดีเนื่องจากทรงสามารถปลีกพระองค์ออกจากสาธารณะ พระเทวัน (น้องเขย)ของพระนาง ดยุคชาร์ลส์ได้กลายเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และพระนางทรงหลบเลี่ยงบทบาททางการเมือง ในขณะที่ทรงตกพุ่มหม้าย สมเด็จพระพันปีหลวงโซเฟีย มักดาลีนาทรงดำรงพระชนม์ชีพเก็บพระองค์และทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อการกุศล

ในปีพ.ศ. 2340 พระนางทรงยืนกรานที่จะเลี่ยงที่จะเสด็จรับพระสุณิสา คือ เจ้าหญิงเฟรเดอริกาแห่งบาเด็นในคราวที่เจ้าหญิงเสด็จมาถึง ซึ่งพระพันปีหลวงทรงจดจำถึงคราที่พระนางทรงต้องโดดเดี่ยวเมื่อการที่ต้องมาเป็นเจ้าสาวอย่างขมขื่นพระทัย ในระหว่างรัชกาลของพระราชโอรส พระนางแทบจะไม่แสดงพระองค์ในราชสำนักยกเว้นทุกวันอาทิตย์และการทูลเชิญของราชสำนัก และพระนางโปรดที่จะประทับแต่ในพระตำหนักส่วนพระองค์

ในปีพ.ศ. 2352 พระนางทรงได้เป็นพยานในการสละราชบัลลังก์ของพระเจ้ากุสตาฟที่ 4 อดอล์ฟ พระราชโอรส หลังจากสวีเดนต้องสูญเสียฟินแลนด์ให้แก่รัสเซีย พระนางทรงสะเทือนพระทัยมากจากการที่พระราชโอรสทรงถูกรัฐประหารยึดพระราชอำนาจ พระเจ้ากุสตาฟที่ 4 และพระราชินีเฟรเดอริกาทรงถูกเนรเทศและแทนที่ด้วยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 13 แห่งสวีเดน พระเทวันของพระนาง แต่พระนางยังคงได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประทับที่สวีเดนต่อไปจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ ในปีพ.ศ. 2353 - 2354 พระนางทรงเป็นหนึ่งในพระราชวงศ์เพียงไม่กี่พระองค์ที่ทรงเป็นมิตรกับเดซีรี แคร์รี นายพลฌอง แบ็ฟติสท์ เบอร์นาด็อตต์ได้ระมัดระวังสมเด็จพระพันปีหลวงด้วยความคลางแคลงใจ แม้ว่าพระนางจะทรงได้รับการคุ้มครองโดยไม่ทรงต้องรับโทษฑัณฑ์ซึ่งพระนางไม่ทรงตำหนิเขาว่าทั้งเขาและบุตรชายของเขาได้ทำการแทนที่ตำแหน่งของพระราชโอรสและพระราชนัดดาของพระนาง และเหตุนี้เองทำให้เบอรืนาด็อตต์เต็มใจที่จะดำรงสถานะของพระนางไว้

ได้มีการกล่าวถึงพระนางว่า

พระนางทรงเป็นหนึ่งในบุคคลที่น่าเศร้าใจที่สุดและโดดเดี่ยวที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งราชวงศ์สวีเดน

สิ้นพระชนม์[แก้]

สมเด็จพระพันปีหลวงโซเฟีย มักดาลีนาสิ้นพระชนม์ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2356 ณ พระราชวังอัลริคส์ดัล ประเทศสวีเดน สิริพระชนมายุ 67 พรรษา พระบรมศพถูกฝังที่โบสถ์ริดดาร์โฮลเม็น ทรงดำรงพระชนม์ชีพในราชสำนักสวีเดนมาเป็นเวลาถึง 4 รัชกาลคือ รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอดอล์ฟ เฟรเดอริคแห่งสวีเดน,สมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ 3 แห่งสวีเดน,สมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ 4 อดอล์ฟแห่งสวีเดน และสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 13 แห่งสวีเดน

วัฒนธรรมร่วมสมัย[แก้]

เรื่องอื้อฉาวของการสมบูรณ์ของการอภิเษกสมรสนี้และเรื่องอื้อฉาวของการสืบราชสันตติวงศ์ได้ถูกนำมาสร้างในเอสวีทีในฐานะละครแนวประวัติศาสตร์เรื่อง "Gustav III:s äktenskap" (การอภิเษกสมรสของพระเจ้ากุสตาฟที่ 3) ในปีพ.ศ. 2544 ที่ซึ่งผู้ที่รับบทสมเด็จพระราชินีโซเฟีย มักดาลีนาคือ อิเบน ฮเจ็จเล นักแสดงสาวชาวเดนมาร์ก

เรื่องนี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจแก่นิยายเรื่อง Drottningens juvelsmycke (มงกุฎราชินี) ซึ่งโด่งดังมากในสวีเดน ซึ่งเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครหลักชื่อ ทินโทมารา พี่น้องต่างมารดาของพระเจ้ากุสตาฟที่ 4 อดอล์ฟโดยมีบิดาเดียวกันคือเคานท์มังค์

พระโอรส[แก้]

พระนางโซเฟีย มักดาลีนามีพระโอรส 2 พระองค์ดังนี้

  พระนาม ประสูติ สิ้นพระชนม์ คู่สมรส และพระโอรส-ธิดา
Gustav IV Adolf of Sweden.jpg สมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ 4 อดอล์ฟแห่งสวีเดน 17781 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2321
18377 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2380
อภิเษกสมรส วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2340 กับ
เจ้าหญิงเฟรเดอริกาแห่งบาเด็น
มีพระโอรสธิดา 5 พระองค์ ได้แก่
มกุฎราชกุมารกุสตาฟ เจ้าชายแห่งวาซา
เจ้าหญิงโซฟีแห่งสวีเดน
เจ้าชายคาร์ล กุสตาฟ แกรนด์ดยุกแห่งฟินแลนด์
เจ้าหญิงอเมเลียแห่งสวีเดน
เจ้าหญิงเซซิเลียแห่งสวีเดน (1807–1844)
Blason Adolphe Frédéric de Suède.svg เจ้าชายคาร์ล กุสตาฟ ดยุกแห่งสมาแลนด์ 178225 สิงหาคม
พ.ศ. 2325
178323 มีนาคม
พ.ศ. 2326
สิ้นพระชนม์เมื่อทรงพระเยาว์

พระอิศริยยศ[แก้]

  • 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2289 - 1 ตุลาคม พ.ศ. 2309 : เจ้าหญิงโซฟี มักดาเลนแห่งเดนมาร์กและนอร์เวย์
  • 1 ตุลาคม พ.ศ. 2309 - 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2314 : มกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดน
  • 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2314 - 29 มีนาคม พ.ศ. 2335 : สมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน
  • 29 มีนาคม พ.ศ. 2335 - 21 สิงหาคม พ.ศ. 2356 : สมเด็จพระพันปีหลวงแห่งสวีเดน

พระราชตระกูล[แก้]

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
16. สมเด็จพระเจ้าคริสเตียนที่ 5 แห่งเดนมาร์ก
 
 
 
 
 
 
 
8. พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 4 แห่งเดนมาร์ก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
17. เจ้าหญิงชาร์ล็อต อเมลีแห่งเฮสส์-คาสเซิล
 
 
 
 
 
 
 
4. พระเจ้าคริสเตียนที่ 6 แห่งเดนมาร์ก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
18. กุสตาฟ อดอล์ฟ ดยุคแห่งเม็คเคลนบวร์ก-กึสโทรว์
 
 
 
 
 
 
 
9. เจ้าหญิงหลุยส์แห่งเม็คเคลนบวร์ก-กึสโทรว์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
19. เจ้าหญิงแม็กดาเลน ซิบิลแห่งโฮลชไตน์-ก็อตท็อป
 
 
 
 
 
 
 
2. พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 5 แห่งเดนมาร์ก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
20. จอร์จ อัลแบรชท์ มาร์เกรฟแห่งบรานเดนเบิร์ก-เบย์รอท-คลัมบาร์ช
 
 
 
 
 
 
 
10. คริสเตียน ไฮน์ริช มาร์เกรฟแห่งบรานเดนเบิร์ก-เบย์รอท-คลัมบาร์ช
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
21. มารี เอลิซาเบธแห่งชเลสวิก-โฮลชไตน์-วอนเดนเบิร์ก-กลึกบวร์ก
 
 
 
 
 
 
 
5. เจ้าหญิงโซฟี แม็กเดเลนแห่งบรานเดนเบิร์ก-คลัมบาร์ช
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
22. อัลแบรชท์ ฟรีดริชแห่งโวล์ฟสไตน์
 
 
 
 
 
 
 
11. เจ้าหญิงโซฟี คริสเทียเนแห่งโวล์ฟสไตน์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
23. โซฟี หลุยส์แห่งคาสเทล-เรมลิงเง็น
 
 
 
 
 
 
 
1. โซเฟีย มักดาลีนาแห่งเดนมาร์ก สมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
24. เออร์เนสต์ ออกุสตุส อิเล็กเตอร์แห่งบรันสวิค-ลุนด์เบิร์ก
 
 
 
 
 
 
 
12. พระเจ้าจอร์จที่ 1 แห่งบริเตนใหญ่
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
25. โซฟีแห่งฮันโนเวอร์
 
 
 
 
 
 
 
6. พระเจ้าจอร์จที่ 2 แห่งบริเตนใหญ่
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
26. จอร์จ วิลเลียม ดยุคแห่งบรันสวิค-ลุนด์เบิร์ก
 
 
 
 
 
 
 
13. เจ้าหญิงโซฟี โดโรเทอาแห่งเซลเลอ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
27. เอเลโอนอร์ เดสมิแยร์ เดอ โอบรูซ
 
 
 
 
 
 
 
3. เจ้าหญิงหลุยส์แห่งบริเตนใหญ่
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
28. อัลแบรชท์ที่ 5 แห่งบรานเดนเบิร์ก-อันสบาค
 
 
 
 
 
 
 
14. โยฮันน์ ฟรีดริช ดยุคแห่งบรันเด็นเบิร์ก-อันสบาค
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
29. โซฟี มาร์กาเร็ตเธแห่งโอเอททินเจน
 
 
 
 
 
 
 
7. มาร์เกรฟวีนแคโรไลน์แห่งอันสบาค
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
30. จอห์จ จอร์จที่ 1 ดยุคแห่งแซ็กซ์-ไอเซนนาช
 
 
 
 
 
 
 
15. เจ้าหญิงเอเลนอร์ เอิร์ดมุทเทอแห่งแซ็กซ-ไอเซนนาค
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
31. โจฮันเน็ตตาแห่งไซน์-วิทเกนสไตน์
 
 
 
 
 
 

เชิงอรรถ[แก้]

  1. Memoirs of the Courts of Sweden and Denmark during the Reigns of Christian VII of Denmark and Gustavus III and IV of Sweden. Volume One. Published for the Grolier Society, Boston, circa 1910, p. 321
  2. Memoirs of the Courts of Sweden and Denmark during the Reigns of Christian VII of Denmark and Gustavus III and IV of Sweden. Volume One, p. 85
  3. Lönnroth, Erik (1986). Den stora rollen. p. 61. ISBN 91-1-863652-7. 
  4. 4.0 4.1 4.2 Lagerquist, Lars O (1976). Sverige och dess regenter under 1000 år [Sweden and its regents during 1000 years] (ใน Swedish). AB Sporrong. p. 227. ISBN 91-0-075007-7. 
  5. 5.0 5.1 5.2 Carlsson, Sten; Rosén, Jerker (1979). "Gustav III: en upplyst envåldshärskare" [Gustav III: an enlightened despot]. Den svenska historien [The history of Sweden] (ใน Swedish) 10. Stockholm: Albert Bonniers Förlag. p. 91. ISBN. 
  6. 6.0 6.1 Den svenska historien. Gustavianska tiden 1772–1809 [History of Sweden. The Gustavian Age 1772–1809] (ใน Swedish). Albert Bonniers Förlag, Stockholm. 1968. p. 95. ISBN. 
  7. Stålberg, Wilhelmina; Berg, PG (40). Anteckningar om svenska qvinnor [Notes on Swedish women] (ใน Swedish). Stockholm: PG Berg. ISBN. 
  8. Munck, Adolf (1960) [March 22, 1779]. ""Forsoningen" med drottningen". In Beth Hennings. Ögonvittnen om Gustav III. 
  9. 9.0 9.1 9.2 9.3 Mattson, Annie (2010). Komediant och riksförrädare. Handskriftcirkulerande smädeskrifter mot Gustav III [Comedian and traitor. Handwritten libels against Gustav III] (ใน Swedish). Edita Västra Aros. ISBN 978-91-554-7780-6. 
  10. 10.0 10.1 Signums svenska kulturhistoria. Gustavianska tiden [Signum's Swedish Culture history. The Gustavian Age] (ใน Swedish). Lund: Bokförlaget Signum. 2007. p. 432. ISBN 978-91-87896-84-2. 
  11. Charlottas, Hedvig Elisabeth (1903). af Klercker, Cecilia, ed. Dagbok [The diaries of Hedvig Elizabeth Charlotte] (ใน Swedish). II 1783–1788. PA Norstedt & Söners förlag. ISBN 412070 Check |isbn= value (help). 
  12. Grimberg, Carl (1961). Svenska Folkets underbara öden VII. Gustav III:s och Gustav IV Adolfs tid 1756–1792 [The wonderous destinys of the Swedish people. The age of Gustav III and Gustav IV Adolf] (ใน Swedish). Norstedt & Söner. p. 624. ISBN. 
  13. Norrhem, Svante (2007). Kvinnor vid maktens sida : 1632–1772 [Women by the side of power: 1632–1772] (ใน Swedish). Nordic Academic Press. p. 90. ISBN [[Special:BookSources/97891891116917|97891891116917 [[หมวดหมู่:บทความที่มีเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือไม่ถูกต้อง]]]] Check |isbn= value (help). 
  14. Charlottas, Hedvig Elisabeth (1908). af Klercker, Cecilia, ed. Dagbok [The diaries of Hedvig Elizabeth Charlotte] (ใน Swedish). I 1775–1782. PA Norstedt & Söners förlag. ISBN 412070 Check |isbn= value (help). 
  15. 15.0 15.1 Andersson, Ingvar; Beijer, Agne; Kjellberg, Bertil; Lindorm, Bo (1979). Oscar Wieselgren, ed. Gustavianskt, En Bokfilm [Gustavian. A Book film] (ใน Swedish). Norwich: Fletcher & Son. pp. 156–7. ISBN 91-46-13373-9. 
  16. 16.0 16.1 Charlottas, Hedvig Elisabeth (1908). Carlson Bonde, Carl, ed. Dagbok [The diaries of Hedvig Elizabeth Charlotte] (ใน Swedish). I 1775–1782. PA Norstedt & Söners förlag. ISBN 412070 Check |isbn= value (help). 
  17. 17.0 17.1 17.2 Charlottas, Hedvig Elisabeth (1903). Carlson Bonde, Carl, ed. Dagbok [The diaries of Hedvig Elizabeth Charlotte] (ใน Swedish). II 1783–1788. PA Norstedt & Söners förlag. ISBN 412070 Check |isbn= value (help). 
  18. Österberg, Carin; Lewenhaupt, Inga; Wahlberg, Anna Greta (1990). Svenska kvinnor: föregångare, nyskapare [Swedish women: Predecessors, pioneers] (ใน Swedish). Lund: Signum. p. 31. ISBN 91-87896-03-6. 
  19. 19.0 19.1 Charlottas, Hedvig Elisabeth (1907). Carlsson Bonde, Carl, ed. Dagbok [The diaries of Hedvig Elizabeth Charlotte] (ใน Swedish). III 1789–1792. Stockholm: PA Norstedt & Söners förlag. ISBN 383107 Check |isbn= value (help). 

อ้างอิง[แก้]

ก่อนหน้า โซเฟีย มักดาลีนาแห่งเดนมาร์ก สมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน ถัดไป
เจ้าหญิงหลุยซา อัลริคาแห่งปรัสเซีย 2leftarrow.png Blason Adolphe Frédéric de Suède.svg
สมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน
(ราชวงศ์โฮลชไตน์-ก็อตท็อป)

(12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 231429 มีนาคม พ.ศ. 2335)
2rightarrow.png เจ้าหญิงเฟรเดอริกาแห่งบาเด็น