พระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก พระสุจริตสุดา)
พระสุจริตสุดา
(เปรื่อง สุจริตกุล)
Prueang Sucharitakul 14-7-64.jpg
เกิด เปรื่อง สุจริตกุล
13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2438
บ้านปากคลองด่าน จังหวัดธนบุรี
เสียชีวิต 9 มีนาคม พ.ศ. 2524 (85 ปี)
โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร
คู่สมรส พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2464—2468)
บิดามารดา เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล)
ท่านผู้หญิงกิมไล้ สุธรรมมนตรี
ญาติ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา (น้องสาว)
ท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร (น้องสาว)

พระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล)[1][2] (เกิด: 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2438 — ถึงแก่อนิจกรรม: 9 มีนาคม พ.ศ. 2524) พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นธิดาในเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับท่านผู้หญิงกิมไล้ สุธรรมมนตรี และเป็นพี่สาวของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา

ประวัติ[แก้]

ประวัติตอนต้น[แก้]

พระสุจริตสุดา มีชื่อเดิมว่า เปรื่อง สุจริตกุล เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2438 ณ บ้านปากคลองด่าน ประตูน้ำภาษีเจริญ[3] เป็นธิดาคนโตจากบุตรจำนวน 12 คนของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับท่านผู้หญิงกิมไล้ สุธรรมมนตรี (สกุลเดิม เตชะกำพุช) มีน้องสาวที่เป็นที่รู้จักคือ ประไพ ที่ต่อมาได้เป็น สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา และท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมนเฑียร

บุรพชนฝั่งบิดาเป็นราชินิกุลเชื้อสายจีน โดยปู่คือพระยาราชภักดี (โค สุจริตกุล) เป็นน้องชายร่วมบิดามารดาของสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (นามเดิม: เปี่ยม สุจริตกุล)[4] พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ส่วนบุรพชนฝ่ายมารดาคือขุนพัฒน์ (แต้หอย) ชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพเข้าสยามช่วงปี 2407 ต้นสกุล เตชะกำพุช[5]

เปรื่อง สุจริตกุล เป็นพี่สาวคนโตของครอบครัวที่ต้องดูแลน้อง ๆ โดยเฉพาะประไพ น้องสาวคนเล็ก ซึ่งโปรดการขี่ม้าเล่นด้วยกันเสมอ[4] ต่อมาเมื่อครั้งที่เธอจะโกนจุก ได้เข้าไปในพระบรมมหาราชวังเพื่อให้ท้าววนิดาพิจาริณี (เจ้าจอมเพิ่ม ในรัชกาลที่ 5) ผู้เป็นอาแต่งตัวให้ตามประเพณี แล้วสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทอดพระเนตรเห็นเข้า ก็โปรดให้เข้าถวายตัวหลังการโกนจุก และมีโอกาสเข้าศึกษาในโรงเรียนราชินี จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แล้วลาออกจากโรงเรียน และทูลลาออกมาพำนักที่บ้าน[6]

ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหมั้นกับพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี ก็โปรดให้เปรื่องมาเป็นนางสนองพระโอษฐ์ของพระองค์เจ้าวัลลภาเทวี[6] และได้ตามเสด็จพระราชดำเนินในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เมื่อปี พ.ศ. 2463 ที่มีการจัดตั้งกองเสือป่าหญิงขึ้น ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ เปรื่อง สุจริตกุล รับพระราชทานยศนายกกองเสือป่าหญิงรุ่นแรกด้วย[7]

ขณะที่เปรื่องมีอายุราว 18 ปี ก็ได้รับอุปการะนิภา อภัยวงศ์ (ชื่อเดิม: ทองคำ พุ่มทองสุก) มาเป็นบุตรบุญธรรม โดยทำหน้าที่เป็นทั้งผู้เลี้ยง ผู้สอนหนังสือและการขับร้องด้วยตนเอง[8]

อภิเษกสมรส[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระสุจริตสุดา ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส

เมื่อเปรื่องมีอายุได้ 26 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงขอเปรื่องจากเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2464 และถือเป็นสุภาพสตรีสามัญชนคนแรกที่ได้เข้าพิธีดังกล่าว โดยสวมชุดเป็นเจ้าสาวแบบอังกฤษคือสวมเสื้อกระโปรงสีขาว มีผ้าโปร่งสีขาวคลุมศีรษะ ประดับดอกส้ม และถือช่อดอกไม้[7] มีการพระราชทานน้ำสังข์เป็นทางการด้วยพระกรุณาของสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น พระสุจริตสุดา[9] ตำแหน่งพระสนมเอก พร้อมทั้งพระราชทานตราจุลจอมเกล้าให้สมกับศักดิ์พระสนมเอก เป็นสตรีคนแรกที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ "คุณพระ"[10] หากเมื่อใดตั้งครรภ์จะสถาปนาขึ้นเป็นเจ้า แต่อย่างไรก็ตามพระสุจริตสุดามิได้มีครรภ์สมดั่งพระราชประสงค์[11]

พระสุจริตสุดาสนใจเรื่องดนตรีโดยเฉพาะการขับร้อง ซึ่งมีความชำนาญเป็นเลิศ[8] เคยเป็นต้นเสียงร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา เมื่อ พ.ศ. 2464 คราวที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดการแสดงโขนตอนนางลอย และพระองค์ทรงพากย์ด้วยพระองค์เอง ด้วยความที่ท่านชื่นชอบดนตรีไทยเป็นชีวิตจิตใจ ช่วงเวลาดังกล่าวพระสุจริตสุดาได้รับอุปการะเด็กอายุ 10-15 ปี เพื่อมาเป็นนักดนตรี อาทิ นิภา อภัยวงศ์, ทองดี สุจริตกุล[12] และสุมิตรา สุจริตกุล (สกุลเดิม: สิงหลกะ) ไว้คอยเล่นดนตรีแสดงถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวหลังสิ้นการเสวยพระกระยาหาร ณ พระราชวังพญาไทเป็นประจำ[13]

พระสุจริตสุดา รับราชการสนองพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดรัชกาล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินไป ณ ที่ต่าง ๆ พร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายาเสมอ[14]

หลังการสวรรคตของพระสวามี[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายกับพระนางเจ้าสุวัทนา และพระสุจริตสุดา พร้อมครอบครัวข้าราชบริพารคนสนิท เมื่อปี พ.ศ. 2467

หลังจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสุจริตสุดาได้พำนักอยู่ภายในวังสวนสุนันทา แล้วจึงย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านพระสุจริตสุดา ถนนพระราม 5 หลังโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยอันเป็นที่ดินซึ่งได้รับพระราชทาน[8] ทั้งรับส่วนแบ่งพระราชมฤดกของพระสวามีอีกจำนวนหนึ่ง[15]

อย่างไรก็ตามพระสุจริตสุดายังคงสนใจเรื่องเกี่ยวกับดนตรี ได้จัดตั้งวงเครื่องสายผสมเปียโนหญิงวงแรกของคณะนารีศรีสุมิตร เป็นวงดนตรีเครี่องคู่ ประกอบด้วยจะเข้, ซออู้, ซอด้วง, ฉิ่ง, โทน, รำมะนา และเปียโน โดยมีสุมิตรา สุจริตกุล เป็นผู้เล่นเปียโนและควบคุมวงดนตรี พระสุจริตสุดาสนใจในการเล่นเปียโนเป็นพิเศษ วงดนตรีคณะนี้ได้นำเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมาขับร้อง อาทิ เพลงตับในเรื่องวิวาหพระสมุท คือเพลงโยนดาบ, จีนหน้าเรือ, ปี่แก้ว, ตะนาวแปลง เป็นต้น[13] และยังได้แต่งคำร้องเพลง สุดาสวรรค์ โดยมีสุมิตรา สุจริตกุล เป็นผู้แต่งทำนอง[14]

ด้านการกุศลได้บริจาคทรัพย์บำรุงโรงพยาบาลต่าง ๆ อาทิ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และบริจาคทุนทรัพย์เพื่อสร้าง ตึกสุจริตสุดา ในโรงพยาบาลศิริราช เป็นต้น[14]

ถึงแก่อนิจกรรม[แก้]

ในปัจฉิมวัย พระสุจริตสุดาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทั้งค่าใช้จ่ายประจำและที่พำนักในบริเวณที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซอยต้นสน ถนนเพลินจิต กรุงเทพมหานคร

จนถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2524 พระสุจริตสุดาได้ป่วยลง และเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราชจนถึงอนิจกรรมเมื่อวันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2524 เวลา 22.45 น. รวมอายุได้ 85 ปี 3 เดือน 26 วัน และได้รับพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2526[14]

เกียรติยศ[แก้]

พระสุจริตสุดา (ซ้าย), สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา (กลาง) และท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมนเฑียร (ขวา) ในปี พ.ศ. 2517

บรรดาศักดิ์[แก้]

  • เปรื่อง สุจริตกุล (13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2438 — 26 ตุลาคม พ.ศ. 2464)
  • พระสุจริตสุดา (27 ตุลาคม พ.ศ. 2464 — 9 มีนาคม พ.ศ. 2524)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

ยศทางทหาร[แก้]

  • นายเสือป่า เป็นนายกองตรีสังกัดกองร้อยหลวง กรมเสือป่าม้าหลวงรักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2464

ตำแหน่งที่ได้รับ[แก้]

  • สมาชิกกิตติมศักดิ์สภากาชาดสยาม (ชื่อในขณะนั้น) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2464 หลังพระสุจริตสุดาได้บริจาคเงินสมทบทุนสร้างสถานเสาวภา

สถานที่อันเนื่องจากบรรดาศักดิ์[แก้]

ลำดับสาแหรก[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชทานเพลิงศพ พระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล). อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ พระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล) ท.จ.ว. พระสนมเอกในรัชกาลที่ 6 ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 29 มีนาคม พุทธศักราช 2526
  2. "พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์". ราชกิจจานุเบกษา (ใน ไทย) 38 (0ง): 2471. 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2464. 
  3. พระสุจริตสุดา พระสนมเอกในรัชกาลที่6 (พ.ศ. 2538-2525)
  4. 4.0 4.1 ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 211
  5. ไกรฤกษ์ นานา. "ใครคือชาวต่างชาติหน้าใหม่ที่อพยพเข้ามายังเมืองบางกอกหลังไทยทำสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษ?". ศิลปวัฒนธรรม. 37:6 เมษายน 2559, หน้า 139
  6. 6.0 6.1 ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 212
  7. 7.0 7.1 ส.พลายน้อย. พระบรมราชินีและเจ้าจอมมารดาแห่งราชสำนักสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ:ฐานบุ๊คส์, 2554. หน้า 213
  8. 8.0 8.1 8.2 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา (2544). ประวัติครู คุรุสภาจัดพิมพ์เนื่องในวันครู 16 มกราคม พ.ศ. 2544. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. p. 21-23. 
  9. "พระราชทานบรรดาศักดิ์ฝ่ายใน". ราชกิจจานุเบกษา (ใน ไทย) 38 (0ง): 2132. 30 ตุลาคม พ.ศ. 2464. 
  10. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระสุจริตสุดา พระสนมเอกในรัชกาลที่ 6
  11. พิมาน แจ่มจรัส. รักในราชสำนัก. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊คส์, 2554, หน้า 145
  12. "ไปชมมหกรรมดนตรีไทย "หนึ่งทศวรรตครูทองดี ศรีแผ่นดิน"". หนังสือพิมพ์ไทยแอลเอ. สืบค้นเมื่อ 25 ตุลาคม 2557. 
  13. 13.0 13.1 "นางสุมิตรา สุจริตกุล". ห้องสมุดดนตรีสมเด็จพระเทพรัตน์. 9 มีนาคม 2553. สืบค้นเมื่อ 25 ตุลาคม 2557. 
  14. 14.0 14.1 14.2 14.3 14.4 Vajiravudh.org พระสุจริตสุดา
  15. "(พระมรดก) "เจ้าฟ้าหญิง 4 แผ่นดิน" สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ". ประชาชาติธุรกิจออนไลน์. 24 สิงหาคม 2554. สืบค้นเมื่อ 10 กรกฎาคม 2558. 
  16. "พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายหน้า". ราชกิจจานุเบกษา (ใน ไทย) 39 (0ง): 2347. 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2465. 
  17. "พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญ". ราชกิจจานุเบกษา (ใน ไทย) 44 (0ง): 2567. 20 พฤศจิกายน 2470.