ข้ามไปเนื้อหา

วิทยาลัยระหว่างประเทศศึกษาชั้นสูงพอล เอช. นิทซ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ศูนย์บลูมเบิร์ก มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปคินส์ (555 Penn) ที่ตั้งใหม่ของ SAIS ในวอชิงตัน ดี.ซี.
ตราสัญลักษณ์ของวิทยาลัย

วิทยาลัยระหว่างประเทศศึกษาชั้นสูงพอล เอช. นิทซ์ (อังกฤษ: The Paul H. Nitze School of Advanced International Studies) หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า SAIS (อ่านว่า ไซส์) เป็นบัณฑิตวิทยาลัยเฉพาะทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐศาสตร์ในสังกัดมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปคินส์ (อังกฤษ: Johns Hopkins University) สถาบันแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสถาบันชั้นนำของโลกในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ การทูต และนโยบายระหว่างประเทศ[1] โดยมีที่ตั้งหลักอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา

ประวัติ

[แก้]

SAIS ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2486 ในช่วงท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่สอง โดยกลุ่มผู้กำหนดนโยบายนำโดย คริสเตียน เฮอร์เทอร์ และ พอล เอช. นิทซ์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้บุคลากรชาวอเมริกันสำหรับบทบาทมหาอำนาจใหม่ในระดับสากล สถาบันได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปคินส์ในปี พ.ศ. 2493 และมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ตลอดช่วงสงครามเย็นจนถึงปัจจุบัน[2]

วิทยาเขต

[แก้]

ปัจจุบัน SAIS จัดการเรียนการสอนใน 3 ทวีป:

  • วอชิงตัน ดี.ซี. (สหรัฐอเมริกา): ในปี พ.ศ. 2566 สถาบันได้ย้ายเข้าสู่ที่ตั้งแห่งใหม่ที่ อาคารศูนย์บลูมเบิร์ก (Hopkins Bloomberg Center) ณ เลขที่ 555 ถนนเพนซิลเวเนีย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับอาคารรัฐสภาสหรัฐและทำเนียบขาว
  • โบโลญญา (อิตาลี): วิทยาเขต SAIS Europe ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2498 เป็นศูนย์กลางการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบอเมริกันแห่งแรกในยุโรป
  • หนานจิง (จีน): ศูนย์ Hopkins-Nanjing Center (HNC) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2529 เป็นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหนานจิง

คณาจารย์ที่มีชื่อเสียง

[แก้]

คณาจารย์ของ SAIS ประกอบด้วยนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานระดับนโยบาย (Practitioners) อาทิ:

  • เจมส์ สไตน์เบิร์ก (James Steinberg) คณบดีคนปัจจุบัน และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
  • เอเลียต เอ. โคน (Eliot A. Cohen) อดีตที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
  • แอน ครูเกอร์ (Anne Krueger) อดีตรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
  • ซบิกนีเยฟ เบรอซินสกี (Zbigniew Brzezinski) (อดีตอาจารย์) อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ

การเรียนการสอนและหลักสูตร

[แก้]

SAIS จัดโครงสร้างหลักสูตรโดยเน้น "ทักษะหลายมิติ" (Multidisciplinary) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากสถาบันนโยบายสาธารณะทั่วไป โดยบังคับให้มีการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ควบคู่ไปกับความเชี่ยวชาญด้านภูมิภาคและประเด็นเชิงหน้าที่ (Functional areas)[3]

หลักสูตรระดับปริญญาโท

[แก้]
  • Master of Arts in International Relations (MAIR): เป็นหลักสูตรเรือธง (Flagship) ระยะเวลา 2 ปี ที่ปรับปรุงใหม่เพื่อรวมจุดแข็งด้านเศรษฐศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูล และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้าด้วยกัน นักศึกษาต้องเลือกเชี่ยวชาญใน 1 สาขาเชิงหน้าที่ (Functional focus) เช่น การจัดการความขัดแย้ง, การพัฒนาระหว่างประเทศ หรือความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ และ 1 สาขาภูมิภาคศึกษา (Regional focus) พร้อมทั้งต้องผ่านการทดสอบทักษะภาษาต่างประเทศในระดับสูงก่อนจบการศึกษา[4]
  • Master of International Public Policy (MIPP): หลักสูตร 1 ปีที่ออกแบบมาสำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับกลางถึงระดับสูง (Mid-career professionals) ที่มีประสบการณ์การทำงานอย่างน้อย 7-9 ปี เน้นการพัฒนาทักษะการตัดสินใจเชิงนโยบายและการวิเคราะห์เชิงลึกในระยะเวลาอันสั้น[5]
  • Master of Arts in International Economics and Finance (MIEF): หลักสูตรเข้มข้น 11 เดือนที่เน้นทักษะเชิงปริมาณ (Quantitative skills) และเศรษฐศาสตร์ขั้นสูง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอาชีพในธนาคารกลาง, สถาบันการเงินระหว่างประเทศ และภาคส่วนวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจ[6]

หลักสูตรระดับปริญญาเอก

[แก้]
  • Doctor of Philosophy (Ph.D.): เป็นหลักสูตรเน้นการวิจัยอิสระขั้นสูง นักศึกษาต้องมีความเชี่ยวชาญในวิชาหลัก 2 สาขา และแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการผลิตงานวิจัยที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับวงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมักใช้เวลาศึกษาประมาณ 5-7 ปี[7]

หลักสูตรปริญญาร่วมและปริญญาควบ (Joint & Dual Degrees)

[แก้]

SAIS มีความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับคณะวิชาชั้นนำเพื่อให้ผู้นำรุ่นใหม่มีทักษะข้ามสายงาน:

การจัดอันดับและความน่าเชื่อถือ

[แก้]

SAIS ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศของโลก โดยมีการจัดอันดับที่สำคัญดังนี้:

การสำรวจของนิตยสาร Foreign Policy (TRIP Survey)

[แก้]

จากการสำรวจ Teaching, Research, and International Policy (TRIP) ล่าสุดที่เผยแพร่โดยนิตยสาร Foreign Policy (ฉบับเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567) ซึ่งรวบรวมความเห็นจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ นักวิชาการ (Scholars) ผู้กำหนดนโยบาย (Policymakers) และเจ้าหน้าที่สถาบันวิจัย (Think tank staffers) ผลการจัดอันดับหลักสูตรปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีดังนี้:[9]

อันดับ 2 ของโลก: สำหรับหลักสูตรปริญญาโทที่เตรียมความพร้อมเพื่อวิชาชีพด้านนโยบาย (Professional Career) โดยเป็นการเลื่อนอันดับขึ้นจากอันดับ 3 ในการสำรวจครั้งก่อนหน้า

ความเห็นพ้องจากทุกกลุ่ม: SAIS ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับ 2 โดยผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 กลุ่ม (นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย และ Think Tank) ซึ่งสะท้อนถึงความสมดุลระหว่างความเป็นเลิศทางวิชาการและการนำไปใช้จริงในระดับปฏิบัติการ

จุดเด่นด้านเศรษฐศาสตร์และการวิเคราะห์

[แก้]

SAIS แตกต่างจากบัณฑิตวิทยาลัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอื่น ๆ (เช่น คณะการต่างประเทศวอลช์ หรือ โรงเรียนเคนเนดี) ตรงความเข้มข้นของหลักสูตร เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นวิชาบังคับพื้นฐานที่สำคัญที่สุด:

ได้รับการยกย่องว่ามีหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ที่เข้มแข็งที่สุดในบรรดาสถาบันที่ไม่ได้สังกัดคณะบริหารธุรกิจหรือเศรษฐศาสตร์โดยตรง

เป็นสถาบันหลักที่ป้อนบุคลากรเข้าสู่ธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

ความเกี่ยวข้องกับประเทศไทย

[แก้]

โดยที่ SAIS จัดการเรียนการสอนและการวิจัยด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา และจัดการสอนภาษาไทยเป็นหนึ่งในภาษาต่างประเทศ จึงทำให้มีผู้สนใจเกี่ยวกับประเทศไทยเข้าศึกษาที่ SAIS และสำเร็จการศึกษาแล้วเข้าทำงานในภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในรัฐบาลสหรัฐอเมริกา รัฐบาลต่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัยด้านนโยบาย องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อสารมวลชน และภาคเอกชน

สำหรับในประเทศไทยศิษย์เก่าจาก SAIS ได้เข้าทำงานในวงการต่างๆ โดยเฉพาะการเมือง ราชการ และสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศในกรุงเทพมหานคร รวมทั้ง สถาบันการศึกษา องค์การระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน และเอกชนในประเทศไทย

ทุนการศึกษา

[แก้]

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2545 SAIS ได้จัดการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่กรุงเทพมหานคร โดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ให้เกียรติเข้าร่วมงานดังกล่าว และได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนนักศึกษาไทยที่เข้าศึกษาที่ SAIS ในชื่อ "ทุนการศึกษาพลเอกเปรม ติณสูลานนท์"[10] (Prem Tinsulanonda Fellowship Program) จากนั้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 พลเอกเปรมได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีประกาศและประชาสัมพันธ์ทุนการศึกษาดังกล่าว ซึ่งภาคเอกชนไทยได้แก่ธนาคารกรุงเทพ กลุ่มบริษัทซีพี สยามซีเมนต์ และกลุ่มบริษัททีซีซี ร่วมกับ SAIS จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการศึกษาของนักศึกษาและนักวิชาการไทยที่ต้องการศึกษาที่ SAIS รวมทั้งสนับสนุนการเรียนการสอนภาษาไทยและการสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับประเทศไทยที่ SAIS

ชมรม

[แก้]

SAIS Thai Club ได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตันให้จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมกิจกรรมเกี่ยวกับประเทศไทยที่ SAIS โดยได้มีการจัดกิจกรรมทางวิชาการ อาทิ การบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการเมืองไทยและความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งกิจกรรมวัฒนธรรม อาทิ การนวดแผนไทย การทำอาหารไทย และการแสดงอาหารไทยในกิจกรรมของ SAIS นอกจากนั้น SAIS Thai Club ยังได้ต้อนรับนักศึกษาจากไทยที่เดินทางไปทัศนศึกษาที่กรุงวอชิงตัน ดี. ซี. และเยี่ยมชม SAIS ด้วยการสนับสนุนของกระทรวงการต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมของนักศึกษารวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา

การเยือน SAIS ของพระราชวงศ์และบุคคลสำคัญของไทย

[แก้]

เมื่อวันที่ 5–9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปคินส์ที่เมืองบอลทิมอร์ และ SAIS ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อทรงเข้าร่วมการอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกาต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับคณาจารย์ของ SAIS และพระราชทานพระราชวโรกาสให้นักศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ SAIS เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นอกจากนั้นยังได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ดร. ซบิกนีเยฟ เบรอซินสกี อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและนักวิชาการอาวุโสของ SAIS และ ดร. วิลเลียม บรอดี อธิการบดีมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปคินส์เป็นเจ้าภาพถวายพระกระยาหารค่ำในสองโอกาสด้วย

นอกจากนั้น ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2542 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ ไปทรงบรรยายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ Hopkins-Nanjing Center เมืองหนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวปาฐกถาที่ SAIS เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกาต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตอบคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทย ซึ่งต่อมานายเฉลิม อยู่บำรุง จากพรรคเพื่อไทย ได้นำข้อมูลในการบรรยายดังกล่าวไปประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกษิต ภิรมย์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

บุคคลที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย

[แก้]

บุคคลยน พ.ศ. ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ SAIS และประเทศไทยประกอบด้วยนักวิชาการและศิษย์เก่าที่มีบทบาทในหลายภาคส่วนของไทย อาทิ

อาจารย์พิเศษ สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา[11]

[แก้]

ศิษย์เก่าชาวไทยที่มีชื่อเสียง

[แก้]

ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-08-04. สืบค้นเมื่อ 2010-05-22.
  2. บทที่ 1 เป้าหมายหลักในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เก็บถาวร 2009-11-20 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, What Uncle Sam Really Wants: อเมริกาอเมริกาอเมริกา วิพากษ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เก็บถาวร 2010-10-26 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, โดย Noam Chomsky, แปลโดย ภัควดี วีระภาสพงษ์
  3. "Degree Programs Overview". Johns Hopkins SAIS. สืบค้นเมื่อ 2026-01-29.
  4. "Master of Arts in International Relations (MAIR)". Johns Hopkins SAIS. สืบค้นเมื่อ 2026-01-29.
  5. "Master of International Public Policy". Johns Hopkins SAIS. สืบค้นเมื่อ 2026-01-29.
  6. "Master of Arts in International Economics and Finance". Johns Hopkins SAIS. สืบค้นเมื่อ 2026-01-29.
  7. "PhD Program at SAIS". Johns Hopkins SAIS. สืบค้นเมื่อ 2026-01-29.
  8. "Dual Degree Programs". Johns Hopkins SAIS. สืบค้นเมื่อ 2026-01-29.
  9. "The Best International Relations Schools in the World". Foreign Policy. สืบค้นเมื่อ 2026-01-29.
  10. http://www.mfa.go.th/web/200.php?id=18080%5Bลิงก์เสีย%5D
  11. "สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-05-27. สืบค้นเมื่อ 2010-05-22.
  12. "สำเนาที่เก็บถาวร" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2008-05-14. สืบค้นเมื่อ 2010-05-22.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]