ข้ามไปเนื้อหา

แรกนาขวัญ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก วันพืชมงคล)
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่กรุงเทพมหานคร ประเทศสยาม พ.ศ. 2451
ชื่อทางการ
  • พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (ไทย)
  • වප් මඟුල් Vap Magula (ศรีลังกา)[1]
  • பொன்னேர் உழுதல் Ponner Uzhuthal (รัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย)
  • ព្រះរាជពិធីច្រត់ព្រះនង្គ័ល Preăh Réach Pĭthi Chrát Preăh Neăngkoăl (กัมพูชา)
ชื่ออื่น
  • วันพืชมงคล
  • วันเกษตรกร
จัดขึ้นโดยไทย ศรีลังกา และกัมพูชา
ประเภท
  • วันสำคัญประจำชาติ (ไทยและกัมพูชา)
  • เทศกาลท้องถิ่น (ศรีลังกา)
ความสำคัญเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูปลูกข้าว
วันที่เทศกาลเก็บเกี่ยว[2] ดูกำหนดวันพืชมงคล

แรกนาขวัญ (อังกฤษ: Ploughing Ceremony; สิงหล: වප් මඟුල් Vap Magula;; พม่า: လယ်ထွန်မင်္ဂလာ, ออกเสียง: [lɛ̀tʰʊ̀ɰ̃ mɪ̀ɰ̃ɡəlà] Lehtun Mingala หรือ မင်္ဂလာလယ်တော် Mingala Ledaw , เขมร: ព្រះរាជពិធីបុណ្យច្រត់ព្រះនង្គ័ល เปรี๊ยะเรียจเพียะถีจร๊อดเปรี๊ยะเนียงก็วล) เป็นประเพณีหรือพิธีกรรมที่ปรากฏคล้ายกันในแถบประเทศเอเชีย เกิดจากการเพราะปลูกพืชประเภทข้าวหรือมีการทำนาจะมีการจัดพิธีนี้เพื่อเป็นสัญญาณในเริ่มต้นฤดูการปลูกข้าวแบบดั้งเดิม เพื่อประกาศว่าเป็นช่วยฤดูใหม่ที่เหมาะกับสมแก่การเริ่มต้นให้ประชาชนทั้วไปสามารถเริ่มการปลูกข้าว[3]

โดยในประเทศไทย การแรกนาขวัญซึ่งกระทำโดยราชสำนักนั้นประกอบด้วยพิธีสองอย่างตามลำดับ คือ พระราชพิธีพืชมงคล[4] เป็นพิธีพุทธซึ่งตั้งขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีพราหมณ์ซึ่งกระทำสืบเนื่องมาแต่สมัยสุโขทัย[5] ปัจจุบันถูกประกาศเป็นวันหยุดราชการโดยชื่อว่า วันพืชมงคล ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศสำนักพระราชวังจะกำหนด โดยมีการนับรวมวันเกษตรกรไทยเป็นวันดียวกันเพื่อเชิดชูเกษตรกรรมในไทย และเป็นวันหยุดราชการด้วย แต่ไม่เป็นวันหยุดธนาคาร

ประเทศไทย

[แก้]
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พ.ศ. 2552

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธี ๒ พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ อย่างหนึ่ง ซึ่งจะประกอบพระราชพิธีวันแรกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กับ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์ อย่างหนึ่ง ซึ่งจะประกอบพระราชพิธีในวันรุ่งขึ้น ณ มณฑลพิธีสนามหลวง[6]

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งในสมัยกรุงสุโขทัยนั้น พระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาเอง เป็นแต่เพียงเสด็จไปเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีเท่านั้น

ครั้งถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ ไม่ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธาน เหมือนกับสมัยกรุงสุโขทัย และจะทรงจำศีลเงียบ ๓ วัน แต่จะมอบอาญาสิทธิ์ให้ เจ้าพระยาจันทกุมาร เป็นผู้แทนพระองค์ โดยทรงทำเหมือนอย่างออกอำนาจจากกษัตริย์ ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้ตลอดมาถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการประกอบพระราชพิธีนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ แต่ผู้ทำการแรกนาเปลี่ยนเป็นเจ้าพระยาพลเทพ คู่กันกับการยืนชิงช้า แต่พอถึงรัชกาลที่ ๓ ให้ถือว่าผู้ใดยืนชิงช้าผู้นั้นเป็นผู้แรกนา ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดมีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธีต่างๆ ทุกพิธี ดังนั้น พระราชพิธีพืชมงคล จึงได้เริ่มมีขึ้น แต่บัดนั้นมา โดยได้จัดรวมกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และมีชื่อเรียกรวมกันว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ[7]

ความมุ่งหมายอันเป็นมูลเหตุให้เกิดมีพระราชพิธีนี้ขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง พระราชพิธีสิบสองเดือน[8]

พระราชพิธีพืชมงคล

[แก้]

เป็นพิธีทางพุทธศาสนา มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดให้มีขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นพิธีทำขวัญเมล็ดพืชพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่ว งา เป็นต้น ฯลฯ มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้น ปราศจากโรคภัยและให้อุดมสมบูรณ์เจริญงอกงามดี[9]

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

[แก้]

เป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ เป็นพิธีพราหมณ์มีมาแต่โบราณ เป็นพิธีเริ่มต้นการไถนาเพื่อหว่านเมล็ดข้าว มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เป็นอาณัติสัญญาณว่า บัดนี้ฤดูกาลแห่งการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว พระราชพิธีทั้งสองนี้ ได้กระทำเต็มรูปแบบมาเรื่อย ๆ จนถึงปี พ.ศ. 2479 ได้เว้นไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ด้วยสถานการณ์โลกและบ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ไม่สมควรจะจัดงานใด ๆ จึงว่างเว้นไป 10 ปี ต่อมาทางราชการพิจารณาเห็นว่าประเทศไทย เป็นประเทศกสิกรรม โดยเฉพาะทำนาควรจะได้ฟื้นฟู ประเพณีเก่าอันเป็นมงคลแก่การเพาะปลูก ดังนั้น ใน พ.ศ. 2490 จึงกำหนดให้มีพิธีพีชมงคลขึ้นอีก แต่มีแค่พระราชพิธีพืชมงคลเท่านั้น (พิธีเต็มรูปแบบว่างเว้นไปถึง 23 ปี) ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2503 จึงจัดให้มีพระราชพิธีจรดพระนาคัลแรกนาขวัญร่วมกับพิธีพืชมงคลนับแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้จึงจัดให้เป็นวันสำคัญของชาติ[10]

การประกอบพระราชพิธีพืชมงคล (วันที่หนึ่ง)

[แก้]

เป็นพระราชพิธีทางสงฆ์โดยจะประกอบพระราชพิธีในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี (ในแต่ละรัชกาล) เสด็จพระราชดำเนินจากพระที่นั่งที่ประทับ ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่พระอุโบสถ ทรงจุดธูป เทียน ถวายนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และพระพุทธรูปสำคัญ พระราชาคณะถวายศีลจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสุหร่าย ถวายดอกไม้บูชา พระคันธาราษฎร์ ทรงอธิษฐานเพื่อความสมบูรณ์แห่งพืชผลของประเทศไทย แล้วพระมหาราชครู ประธานคณะพราหมณ์ อ่านประกาศพระราชพิธีพืชมงคล พระสงฆ์ 11 รูป เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหลั่งน้ำสังข์ พระราชทานใบมะตูม ทรงเจิม พระราชทานธำมรงค์ กับพระแสงปฏัก สำหรับตำแหน่งพระยาแรกนา แก่ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วทรงหลั่งน้ำสังข์ พระราชทานใบมะตูม ทรงเจิมแก่เทพีผู้ที่จะเข้าร่วมพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หลังจากนั้นทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ออกจากพระอุโบสถ หลังจากนั้นพระองค์จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ

การประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันที่สอง)

[แก้]
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง วันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
พระโคในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พ.ศ. 2562
ริ้วกระบวนอิสริยยศในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

เป็นงานพระราชพิธีที่กระทำในตอนเช้าของรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา พร้อมด้วยเทพี ขึ้นรถยนต์หลวงที่หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ออกจากพระบรมมหาราชวัง ไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง และตั้งกระบวนแห่อิสริยยศ แล้วเดินไปส่งที่โรงพิธีพราหมณ์ พระยาแรกนาจุดธูปเทียนถวายสักการะเทวรูปสำคัญในโรงพิธีพรามณ์อันได้ เทวรูป พระอิศวร พระอุมาภควดี พระพรหม พระพิฆเนศ พระนารายณ์ พระลักษมี พระมเหศวรี และพระพลเทพ แล้วตั้งสัตยาธิษฐาน หยิบผ้านุ่งแต่งกายไว้พร้อม เมื่อพระยาแรกนาตั้งสัตยาธิษฐานหยิบได้ผ้านุ่งผืนนั้นทับผ้านุ่งเดิมอีกชั้นหนึ่ง นุ่งอย่างบ่าวขุนเตรียมออกแรกนา

พระยาแรกนาขึ้นรถยนต์หลวงออกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เทพีและข้าราชการ (แต่งเครื่องแบบเต็มยศประดับราชอิสริยาภรณ์) เชิญเครื่องยศขึ้นรถตามเป็นกระบวน เมื่อเข้าสู่พระอุโบสถแล้วพระยาแรกนาและเทพีจุดธูปเทียนถวายนมัสการบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร แล้วไปที่ปราสาทพระเทพบิดรถวายสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราช แล้วไปขึ้นรถยนต์หลวง เป็นกระบวนออกจากจัดพระศรีรัตนศาสดารามไปยังท้องสนามหลวง

เวลา 7.00 น. เจ้าพนักงานจัดตั้งริ้วกระบวนอิสริยยศตามประเพณีโบราณรับพระยาแรกนา พระยาแรกนาลงจากรถยนต์หลวงแล้วสวมลอมพอกเดินเข้าประจำที่ในกระบวนพร้อมด้วยคู่เคียง 2 ข้าง ข้างละ 8 นาย ผู้เชิญเครื่องยศและเทพีจัดเป็นรูปกระบวนยาตราไปยังโรงพิธีพราหมณ์ ประโคมกลองชนะ สังข์ แตร ตลอดทาง

ครั้นเวลาประมาณ 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี (ในแต่ละรัชกาล) เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งที่ประทับ ไปยังพลับพลาที่ประทับบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

เมื่อถึงฤกษ์พิธีไถหว่าน ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา จะได้ยาตราพร้อมเทพีออกจากโรงพิธีพราหมณ์ มีราชบัณฑิตและพราหมณ์นำผ่านพลับพลาหน้าพระที่นั่ง พระยาแรกนาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายบังคม แล้วไปยังลานแรกนา เจ้าพนักงานจูงพระโคเทียมแอก พระยาแรกนาเจิมพระโคและคันไถ จับหางไถแล้วไถดะไปโดย ทักษิณาวรรต 3 รอบ ไถแปร 3 รอบ พร้อมหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวพนักงานประโคมฆ้องชัยเครื่องดุริยางค์ แล้วไถกลบอีก 3 รอบ เพื่อกลบเมล็ดพันธุ์ข้าวลงในดิน เสร็จแล้วพนักงานปลดพระโคออกจากแอก พระยาแรกนาและเทพีกลับไปยังโรงพิธีพราหมณ์

พราหมณ์เสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ตั้งเลี้ยงพระโค เมื่อพระโคกินของสิ่งใดโหรหลวงจะถวายคำพยากรณ์ เสร็จแล้วจะเบิกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ตัวแทนสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ และปราชญ์เกษตรของแผ่นดินสาขาต่าง ๆ เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ หลังจากนั้นจะแห่พระยาแรกนาเป็นกระบวนอิสริยยศออกจากโรงพิธีพราหมณ์ พระยาแรกนากราบถวายบังคมแล้วเข้ากระบวนไปขึ้นรถยนต์หลวงพร้อมด้วยเทพีไปรอเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่แปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งออกจากพลับพลาพิธีไปยังแปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พระยาแรกนาเข้ากราบถวายบังคม พระยาแรกนาและเทพีนำเมล็ดพันธุ์ข้าวไปหว่านในแปลงนาทดลอง เพื่อปลูกไว้ใช้ในพระราชพิธีในปีต่อไป เมื่อพระยาแรกนาหว่านข้าวเสร็จแล้ว เข้าไปกราบถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เป็นอันเสร็จพระราชพิธี

การทำนายไทย

[แก้]

พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญของไทยจะให้พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีทำการทำนายสถานการณ์ของบ้านเมืองในปีนั้นๆ จากสิ่งที่พระโคเลือกกิน ดังนั้นการที่พระโคเลือกกินสิ่งต่างๆ จึงมีความหมายตามคำทำนายดังนี้

  • ข้าว หรือ ข้าวโพด พยากรณ์ถึง ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี
  • ถั่ว หรือ งา พยากรณ์ถึง ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี
  • น้ำ หรือ หญ้า พยากรณ์ถึง น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์
  • เหล้า พยากรณ์ถึง การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขาย กับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

กำหนดวันพืชมงคล

[แก้]

กำหนดวันพืชมงคลในรอบ 10 ปี โดยสำนักพระราชวัง[2]

ประชาชนเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่พระยาแรกนาหว่านไว้ เมื่อ พ.ศ. 2562
  • พ.ศ. 2560 ตรงกับ วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 (วันศุกร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา)[11]
  • พ.ศ. 2561 ตรงกับ วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 (วันจันทร์ แรม 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ)[12]
  • พ.ศ. 2562 ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 (วันพฤหัสบดี ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 6 ปีกุน)[13]
  • พ.ศ. 2563 ตรงกับ วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 (วันจันทร์ แรม 5 ค่ำ เดือน 6 ปีชวด)
  • พ.ศ. 2564 ตรงกับ วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 (วันจันทร์ แรม 14 ค่ำ เดือน 6 ปีฉลู)
  • พ.ศ. 2565 ตรงกับ วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 (วันศุกร์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล)
  • พ.ศ. 2566 ตรงกับ วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 (วันพุธ แรม 13 ค่ำ เดือน 6 ปีเถาะ)
  • พ.ศ. 2567 ตรงกับ วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 (วันศุกร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 6 ปีมะโรง)
  • พ.ศ. 2568 ตรงกับ วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 (วันศุกร์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง)
  • พ.ศ. 2569 ตรงกับ วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 (วันพุธ แรม 12 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเมีย)

ประเทศพม่า

[แก้]
ภาพวาดในปี ค.ศ. 1907 แสดงพระราชพิธีแรกนาขวัญของราชวงศ์พม่า
พระราชินีพม่าทอดพระเนตรพระราชพิธีแรกนาขวัญพร้อมพระโคสองตัว จากภาพวาดสีน้ำศิลปะพม่าในศตวรรษที่ 18

พงศาวดารพม่าระบุว่า พระราชพิธีนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 500 (ศตวรรษที่ 6) ในสมัยราชวงศ์พุกาม โดยกษัตริย์ทุนเต็ก (Htuntaik) ทุนปยิต (Htunpyit) และทุนชิต (Htunchit) ทรงเป็นผู้ประกอบพิธี ซึ่งกษัตริย์ทั้งสามพระองค์ล้วนมีพระนามที่มีคำว่า 'htun' หรือ 'คันไถ'[14] อย่างไรก็ตาม พระราชพิธีซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงนี้ไม่ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และไม่ได้ประกอบพิธีโดยกษัตริย์ทุกพระองค์[14] ในระหว่างพิธี พระมหากษัตริย์จะทรงไถนาในพื้นที่ที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะนอกพระบรมมหาราชวังซึ่งเรียกว่า ledawgyi (လယ်တော်ကြီး) ด้วยโคเผือกที่ประดับประดาด้วยทองคำและเงิน ตามด้วยเหล่าเจ้าชายและขุนนางที่ผลัดเปลี่ยนกันไถนาตามลำดับพิธี[15] ขณะทำการไถนา นักบวชพราหมณ์จะสวดบูชาและถวายเครื่องบวงสรวงแด่เทพเจ้าฮินดู 15 องค์ ในขณะที่กลุ่มคนทรงนัตทั้งชายและหญิง (နတ်ဆရာ, နတ်အုပ်, နတ်စော) จะทำพิธีอัญเชิญนัตหลวง (ผีพื้นเมืองอันศักดิ์สิทธิ์) ทั้ง 37 ตน[15] พระราชพิธีแรกนาขวัญนี้จัดขึ้นเพื่อบวงสรวงเทพแห่งฝน โม่คองจอซวา (မိုးခေါင်ကျော်စွာ) เพื่อดลบันดาลให้พืชผลในอาณาจักรอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นกุศโลบายให้พระมหากษัตริย์ทรงแสดงพระองค์ในฐานะกษัตริย์ชาวนา (တောင်သူကြီးမင်း) ต่อราษฎรอีกด้วย[14]

ประเทศกัมพูชา

[แก้]

พระราชพิธีแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธีโบราณที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในกัมพูชาภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์ เพื่อประกาศการเข้าสู่ฤดูทำนาและทำนายผลผลิตทางการเกษตรในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง[16] พระราชพิธีนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Preăh Réach Pĭthi Chrát Preăh Neăngkoăl (ព្រះរាជពិធីច្រត់ព្រះនង្គ័ល) ซึ่งมาจากภาษาเขมร (preăh: ศักดิ์สิทธิ์หรือคำนำหน้าพระนาม, chrát: กดหรือไถ) ผสมกับคำภาษาบาลี-สันสกฤต ในกัมพูชา ประวัติศาสตร์ของพระราชพิธีแรกนาขวัญสามารถสืบย้อนไปได้ถึงยุคอาณาจักรฟูนัน (ศตวรรษที่ 1-6) โดยได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียโบราณ พระราชพิธีนี้ยังปรากฏอยู่ในเรียมเกอร์ (วรรณคดีรามายณะฉบับกัมพูชา) ตลอดจนวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาอื่นๆ[17][18]

ที่อังกอร์บอเรย (อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรฟูนัน) มีการค้นพบเทวรูปพระพลรามทรงถือคันไถ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึงศตวรรษที่ 6 เทวรูปองค์นี้ถูกสลักขึ้นเพื่อใช้ในพิธีแรกนาขวัญ และถือเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีนี้[17]

พระราชพิธีแรกนาขวัญถือเป็นหนึ่งในพระราชพิธีที่สำคัญที่สุดของชาวเขมร และมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในกัมพูชา[18] อย่างไรก็ตาม พระราชพิธีของกัมพูชาในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในวันที่ 10 พฤษภาคม ได้ถูกเลื่อนออกไป เพื่อเป็นมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 ในประเทศ[16]

กำหนดการ

[แก้]

ในประเทศไทย พราหมณ์จะเป็นผู้กำหนดวันและเวลาที่แน่ชัดสำหรับงานประจำปีนี้ในทุกๆ ปี แม้ว่าพิธีนี้จะเคยถูกยกเลิกไปในช่วงทศวรรษที่ 1920 แต่ก็ได้รับการรื้อฟื้นกลับมาจัดอีกครั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960

กำหนดการดั้งเดิมของพระราชพิธีแรกนาขวัญในพม่าคือช่วงต้นเทศกาลเข้าพรรษา ในเดือนวาโซตามปฏิทินพม่า (ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม)[19]

ใน ค.ศ. 2009 พระราชพิธีนี้จัดขึ้นในวันที่ 12 พฤษภาคมที่กัมพูชา และวันที่ 11 พฤษภาคมในประเทศไทย โดยปกติพระราชพิธีนี้มักจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม แต่วันที่แน่นอนจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปีเนื่องจากต้องกำหนดโดยหลักโหราศาสตร์ ใน ค.ศ. 2013 พระราชพิธีและวันหยุดนักขัตฤกษ์ตรงกับวันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม[20] ทั้งนี้ ในกัมพูชามักจัดพิธีนี้ในวันอังคารหรือวันเสาร์

หากฝนไม่ตกหลังจากพระราชพิธีแรกนาขวัญ ทั้งในกัมพูชา ไทย และพม่า จะมีการทำพิธีขอฝนอื่น ๆ ตามมา เช่น ประเพณี แห่นางแมว เพื่อขอฝนในยามที่เกิดภัยแล้ง[21]

พิธีกรรม

[แก้]

ในระหว่างพระราชพิธี โคศักดิ์สิทธิ์สองตัว (พระโค) จะถูกเทียมเข้ากับคันไถไม้ และทำหน้าที่ไถเปิดหน้าดินในบริเวณลานประกอบพิธี ในขณะที่พราหมณ์หลวงจะทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว หลังจากการไถเสร็จสิ้น จะมีการจัดเตรียมอาหารเสิร์ฟให้พระโคเลือกกิน ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา หญ้าสด น้ำ และเหล้าจากข้าว

โหรหลวงและพราหมณ์จะทำนายความอุดมสมบูรณ์ของฤดูกาลเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง โดยพิจารณาจากสิ่งที่พระโคเลือกกิน พระราชพิธีนี้มีรากฐานมาจากความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ และจัดขึ้นเพื่อเป็นสิริมงคลให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ในกรณีพระราชพิธีแรกนาขวัญของพม่านั้น อาจมีความเชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนาด้วย ตามพุทธประวัติกล่าวว่าเมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะยังทรงพระเยาว์ พระองค์ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ครั้งแรกระหว่างพระราชพิธีแรกนาขวัญ โดยทรงประทับนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นหว้า (ဇမ္ဗုသပြေ) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาญาณที่เกินวัยของพระองค์[14]

พิธีกรรมที่คล้ายคลึงกันในประเทศญี่ปุ่น

[แก้]

หนึ่งในพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ในฐานะประมุขสูงสุดทางศาสนาชินโต คือการทรงประกอบพิธีปลูกข้าวกล้าแรกในนาข้าวซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณพระราชวังอิมพีเรียล กรุงโตเกียว นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นผู้ประกอบพิธีเก็บเกี่ยวข้าวครั้งแรกอีกด้วย[22][23]

แหล่งอ้างอิง

[แก้]
  1. Buddhist Religious Year
  2. 1 2 ประกาศสำนักคณะรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2500 (PDF). Government Gazette. Bangkok: Cabinet Secretary. 74, Part 88: 2466. 1957-10-15. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ May 12, 2014. สืบค้นเมื่อ 2014-05-09. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่สมเหตุสมผล มีนิยามชื่อ "harvest" หลายครั้งด้วยเนื้อหาต่างกัน
  3. "Royal Institute Dictionary 1999". Bangkok: Royal Institute of Thailand. 2026. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17. แรกนา, แรกนาขวัญ น. ชื่อพิธีเริ่มไถนา, ถ้าทําเป็นทางราชการ เรียกว่า พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ, แต่โดยทั่วไปมักเรียกว่า พระราชพิธีแรกนา หรือ พระราชพิธีแรกนาขวัญ
  4. "The Fine Arts Department". Bangkok: Royal Institute of Thailand. 2026. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
  5. "The Fine Arts Department". Bangkok: Royal Institute of Thailand. 2026. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
  6. "The Fine Arts Department". Bangkok: Royal Institute of Thailand. 2026. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17.
  7. "The Fine Arts Department". Bangkok: Royal Institute of Thailand. 2026. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17. แรกนาขวัญที่เมืองพริบพรี
  8. "moac thailand". Bangkok: Royal moac of Thailand. 2022. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17. พระราชพิธีสิบสอง
  9. "Royal Institute Dictionary 1999". Bangkok: Royal Institute of Thailand. 2026. สืบค้นเมื่อ 2026-04-17. อพระราชพิธีเพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่เกษตรกรและความเจริญงอกงามของพืชพรรณธัญญาหาร เรียกว่า พระราชพิธีพืชมงคล เป็นพิธีสงฆ์ที่ทำก่อนพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์ เริ่มมีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หั
  10. "Royal Institute Dictionary 1999". Bangkok: Royal Institute of Thailand. 2007. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-03-03. สืบค้นเมื่อ 2014-05-09. พืชมงคล [พืดชะ, พืด] น. ชื่อพระราชพิธีที่พระสงฆ์สวดเพื่อความเจริญของพืชพันธุ์ธัญญาหาร เรียกว่า พระราชพิธีพืชมงคล เป็นพระราชพิธีที่ทำก่อนพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์.
  11. สำนักพระราชวัง. (การสอบถามทางโทรศัพท์) 23 ธันวาคม 2559
  12. ศน.แจ้งวันหยุดราชการปี 61 ของสำนักพระราชวัง
  13. วันหยุด พ.ศ. 2562
  14. 1 2 3 4 Khin Maung Nyunt (July 1997). "Lehtun Mingala (The Royal Ploughing Ceremony)". Myanmar Perspectives. 3 (7). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 6, 1999.
  15. 1 2 Hardiman, John Percy (1900). Gazetteer of Upper Burma and the Shan States. Vol. 2. Government of Burma. p. 101.
  16. 1 2 "Royal Ploughing Ceremony cancelled". Khmer Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2020-04-12. สืบค้นเมื่อ 2020-05-03.
  17. 1 2 "ប្រវត្តិនៃព្រះរាជពិធីច្រត់ព្រះនង្គ័ល | Grand News" (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 January 2022. สืบค้นเมื่อ 2020-05-03.
  18. 1 2 "History of the Royal Ploughing Ceremony". Khmer Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2015-05-05. สืบค้นเมื่อ 2020-05-03.
  19. Nisbet, John (1901). Burma under British rule--and before. University of Michigan Press. p. 333.
  20. "Royal Ploughing Ceremony - Chiang Mai Best". 7 May 2013. สืบค้นเมื่อ 13 May 2013.
  21. Daovisith, Douangbouppha (2023-10-15). "Preserving Rain Traditions in Southeast Asia". The ASEAN Magazine (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2024-04-30.
  22. "Gohan: Standard White Rice". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-08-14.
  23. "Rice: It's More Than Food In Japan". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-06-27. สืบค้นเมื่อ 2012-10-17.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

งานศึกษาที่เกี่ยวข้อง

[แก้]

เว็บไซต์ต่างๆ

[แก้]