มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปีศาจ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปีศาจ
A live-action rendition of the Walt Disney character Maleficent, with the text "Angelina Jolie" above and "Disney's Maleficent" below
ใบปิดประชาสัมพันธ์
กำกับโรเบิร์ต สตรอมเบิร์ก
บทภาพยนตร์ลินดา วูลเวอร์ตัน
สร้างจาก
อำนวยการสร้างโจ รอธ
นักแสดงนำ
ผู้บรรยายเจเน็ต แมคเทียร์
กำกับภาพดีน เซมเลอร์
ตัดต่อ
  • คริส เลเบนซอน
  • ริชาร์ด เพียร์สัน
ดนตรีประกอบเจมส์ นิวตัน เฮาเวิร์ด
บริษัทผู้สร้าง
ผู้จัดจำหน่ายวอลต์ดิสนีย์สตูดิโอส์โมชันพิกเชอส์
วันฉาย28 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 (2014-05-28)(โรงละครเอลแคพิทัน)
30 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 (2014-05-30)(สหรัฐ)
12 มิถุนายน ค.ศ. 2014 (2014-06-12)(ประเทศไทย)
ความยาว97 นาที
ประเทศสหรัฐ
ภาษาอังกฤษ
ทุนสร้าง180–263 ล้านดอลลาห์สหรัฐ[2]
ทำเงิน758.5 ล้านดอลลาห์สหรัฐ[3]
ต่อจากนี้มาเลฟิเซนต์: นางพญาปีศาจ (2019)

มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปีศาจ (อังกฤษ: Maleficent) เป็นภาพยนตร์อเมริกันแนวจินตนิมิตด้านมืดผจญภัยที่ออกฉายในปี ค.ศ. 2014 กำกับโดยโรเบิร์ต สตรอมเบิร์ก จากบทภาพยนตร์โดยลินดา วูลเวอร์ตัน ร่วมอำนวยการสร้างโดยวอลต์ดิสนีย์พิกเชอส์และรอธฟิล์มส เป็นภาพยนตร์ฉบับคนแสดงที่สร้างจากเรื่องราวของภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง เจ้าหญิงนิทรา ของวอลต์ ดิสนีย์เมื่อปี ค.ศ. 1959 ซึ่งมีพื้นฐานจากเทพนิยายปี ค.ศ. 1697 ที่มีชื่อเดียวกันของชาร์ล แปโร แต่เป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ผ่านมุมมองของตัวละครฝ่ายร้ายในชื่อเรื่อง นำแสดงโดยแอนเจลีนา โจลี ในบทตัวละครหลัก ร่วมด้วยชาร์ลโต คอปเลย์, แอลล์ แฟนนิง, แซม ไรลีย์, อิเมลดา สตอนตัน, จูโน เทมเพิล และเลสลีย์ แมนวิลล์ ในบทบาทสมทบ ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของมาเลฟิเซนต์ เทพธิดาผู้อาฆาตที่สาปเจ้าหญิงที่เพิ่งประสูติมีพระนามว่า ออโรรา แต่ท้ายที่สุดก็ค้นพบแล้วว่าพระธิดาน้อยนั้นอาจเป็นผู้เดียวที่สามารถคืนความสงบสุขให้กับระหว่างสองอาณาจักรของพวกเขาที่บาดหมางกันได้

เนื้อเรื่อง[แก้]

หญิงชรานางหนึ่งเล่าความว่า ในเมืองทิพย์ชื่อ เดอะมัวร์ส (The Moors) ซึ่งประชิดติดเมืองมนุษย์ เทพธิดาผู้มากฤทธิ์องค์หนึ่งนามว่า มาเลฟิเซนต์ ได้พบและรักมนุษย์หนุ่มนาม สเตฟาน ผู้มีใจใคร่จะเป็นราชา แต่ยิ่งนานวัน ทั้งคู่ก็ยิ่งห่างกัน จนวันหนึ่งสเตฟานเลิกมาหานาง

ต่อมา พระเจ้าเฮนรี กษัตริย์เมืองมนุษย์ ยกรี้พลมาตีเมืองทิพย์ แต่ทรงแพ้แก่มาเลฟิเซนต์ จึงทรงกริ้วโกรธเป็นกำลัง มีรับสั่งว่า ผู้ใดตามล้างผลาญนางเพื่อแก้แค้นแทนพระองค์ได้ จะให้ผู้นั้นสืบบัลลังก์ สเตฟานสบช่องขึ้นเป็นใหญ่ จึงกลับไปหามาเลฟิเซนต์ในคืนหนึ่ง เขาวางยาสลบนาง แต่หักใจปลิดชีวิตนางไม่ลง เขาจึงใช้เหล็กอันเป็นวัตถุมีอำนาจสังหารเทพธิดาตัดปีกนางออก แล้วแสดงปีกนั้นต่อพระเจ้าเฮนรีที่กำลังจะวายปราณเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า เขาได้ฆ่านางแล้ว มาเลฟิเซนต์หัวใจแหลกลาญ จึงหันไปสร้างดินแดนอนธการอยู่ในเมืองทิพย์นั้น แล้วรับเอานกกาชื่อ เดียวัล มาเป็นคนสนิท ให้มีฤทธิ์แปลงกายได้นานัปการ

วันหนึ่ง เดียวัลมาแจ้งว่า สเตฟานได้เสวยราชย์ในเมืองมนุษย์แล้ว บัดนี้ กำลังสมโภชพระธิดาที่เพิ่งประสูติมีพระนามว่า ออโรรา เพื่อแก้แค้นสเตฟาน มาเลฟิเซนต์จึงบุกไปงานสมโภชโดยมิได้รับเชิญ แล้วสาปพระกุมารีให้ทรงถูกเข็มปั่นฝ้ายตำพระดัชนีในวันเฉลิมพระชนม์ปีที่สิบหกและบรรทมไปตลอดกาล พระเจ้าสเตฟานทรงขอให้นางปรานี นางจึงทูลว่า คำสาปนี้แก้ได้ด้วยจุมพิตจากรักแท้ แล้วนางก็จากไป พระเจ้าสเตฟานทรงเกรงมาเลฟิเซนต์จะเคียดแค้นพระองค์ยิ่งนัก จึงรับสั่งให้ริบเครื่องปั่นฝ้ายทั้งหมดในแว่นแคว้น แล้วให้นางฟ้าสามองค์ คือ น็อตกราสส์ ฟลิตเทิล และทิศเซิลวิต นำพระธิดาไปกักเก็บไว้ในป่าจนกว่าจะลุวันเฉลิมพระชนม์ปีที่สิบหก

นางฟ้าทั้งสามนั้นสะเพร่า มิได้เอาใจใส่พระธิดาตามสมควร มาเลฟิเซนต์จึงมาปรนนิบัติพัดวีอยู่ไม่ห่าง แม้เดิมจะจงเกลียดจงชังมากก็ตาม ครั้นพระธิดาเจริญพระชันษาที่สิบห้า ก็เสด็จไปพบมาเลฟิเซนต์ ทรงให้รู้สึกเสมือนว่า มาเลฟิเซนต์เฝ้าคุ้มครองป้องกันพระองค์เสมอมา จึงทรงเชื่อว่า มาเลฟิเซนต์เป็น "นางฟ้าแม่ทูนหัว" (Fairy Godmother) ของพระองค์ มาเลฟิเซนต์เองเมื่อให้พระธิดาพำนักอยู่กับตนนานเข้า ก็เริ่มตระหนักว่า ตนรักพระธิดามากเพียงไร นางจึงพยายามเพิกถอนคำสาปให้ แต่ไร้ผล

ภายหลัง ออโรราพบเจ้าชายรูปงามพระนามว่า ฟิลลิป ที่กำลังเสด็จไปวังพระเจ้าสเตฟาน ทั้งสองมีใจปฏิพัทธ์กันในบัดดล เจ้าชายฟิลลิปทรงให้คำมั่นว่าจะเสด็จกลับมาหาออโรราให้จงได้ ต่อมาเมื่อวันเฉลิมพระชนม์ปีที่สิบหกมาถึง ออโรรายังทรงพอพระทัยจะอยู่กับมาเลฟิเซนต์มากกว่าจะเสด็จกลับเมืองมนุษย์ มาเลฟิเซนต์เองก็หวังจะให้เป็นเช่นนั้น คิดว่า คงช่วยป้องปัดมิให้คำสาปสัมฤทธิ์ผลได้ ทว่า นางฟ้าทั้งสามรุดมาแถลงว่า เป็นมาเลฟิเซนต์ที่สาปออโรรามาแต่พระเยาว์ ออโรราทรงฟังแล้วก็พระทัยสลาย เสด็จหนีมาเลฟิเซนต์คืนสู่วังพระบิดา

พระเจ้าสเตฟานทรงขังออโรราไว้ในวังจนกว่าวันเฉลิมพระชนม์จะพ้นไป กระนั้น ออโรราเสด็จไปพบเครื่องปั้นฝ้ายที่ริบไว้แต่เดิม และทรงถูกเข็มตำนิ้วพระหัตถ์ คำสาปเป็นอันบรรลุผล มาเลฟิเซนต์เสียใจที่ไม่อาจปกป้องพระธิดาได้ จึงลอบพาเจ้าชายฟิลลิปมาสู่วัง หวังใจว่า ที่เจ้าชายและเจ้าหญิงได้ทรงพบกันในป่านั้น แม้จะเป็นเวลาอันสั้น ก็อาจช่วยให้บังเกิดรักแท้มาแก้คำสาปได้ เจ้าชายฟิลลิปทรงบรรจงจุมพิตออโรรา แต่ว่าไม่เป็นผล มาเลฟิเซนต์ก็ทุกข์ทนทวีคูณ จึงปวารณาจะพิทักษ์รักษาพระธิดาจากเภทภัยทั้งหลายจนกว่าจะเสด็จจากบรรทม กล่าวแล้วก็จุมพิตพระนลาฏพระธิดาด้วยความรัก ฉับพลัน พระธิดาทรงตื่นจากพระบรรทม มาเลฟิเซนต์จึงเข้าใจว่า รักใดในโลกนี้ก็ไม่จริงแท้เท่ารักที่แม่มีให้ลูก พระธิดาทรงเรียกขานมาเลฟิเซนต์ว่า "แม่ทูนหัว" ด้วยทรงซาบซึ้งถึงความรักประหนึ่งมารดาที่มาเลฟิเซนต์มีให้ และทรงอภัยมาเลฟิเซนต์ในทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

เจ้าหญิงออโรรายังทรงปรารถนาจะกลับไปอยู่กับมาเลฟิเซนต์ในเมืองทิพย์ มาเลฟิเซนต์จึงพาเสด็จหนี ทว่า พระเจ้าสเตฟานเสด็จมาขวางและทรงใช้ข่ายเหล็กจับมาเลฟิเซนต์ไว้ได้ แล้วทหารของพระองค์พร้อมด้วยศัสตราวุธทำด้วยเหล็กกล้าจึงเตรียมฆ่านาง มาเลฟิเซนต์ใช้กำลังเฮือกสุดท้ายจำแลงนกกาเดียวัลเป็นมังกรเพื่อช่วยให้นางกับพระธิดาหนีไป แต่ทัพมนุษย์กล้าแกร่งนัก ในโมงยามที่มาเลฟิเซนต์กำลังจะถูกประหารนั้นเอง เจ้าหญิงออโรราถอดปีกของมาเลฟิเซนต์ที่รักษาไว้ในคุกออกมาคืนให้ มาเลฟิเซนต์จึงได้ฟื้นฤทธานุภาพโดยบริบูรณ์ และเอาชนะพระเจ้าสเตฟานได้ มาเลฟิเซนต์ละเว้นพระชนม์โดยขอให้เลิกรากันเท่านี้ ก่อนที่นางจะพาพระธิดาบินจากไป ทว่า พระเจ้าสเตฟานไม่ทรงยอมแพ้ ทรงโผนไปเกาะมาเลฟิเซนต์ไว้ มาเลฟิเซนต์ทรงตัวไว้ได้ แต่พระเจ้าสเตฟานนั้นทรงพลัดตกลงสู่เบื้องล่างถึงแก่พระชนมชีพ

ครั้นแล้ว มาเลฟิเซนต์ก็รวมเมืองทิพย์เมืองคนเข้าเป็นหนึ่ง และตั้งออโรราปกครอง ตอนท้ายปรากฏว่า หญิงเฒ่าผู้เล่าเรื่องนั้นคือออโรราในบั้นปลายพระชนม์

นักแสดง[แก้]

  • แอนเจลีนา โจลี รับบทเป็น มาเลฟิเซนต์ (Maleficent): [4]
    • อิโซเบลล์ มอลลอย รับบทเป็น มาเลฟิเซนต์ ในวัยเด็ก[5]
    • เอลลา เพอร์เนลล์ รับบทเป็น มาเลฟิเซนต์ ในวัยรุ่น[6]
  • แอลล์ แฟนนิง รับบทเป็น เจ้าหญิงออโรรา (Princess Aurora): [7]
    • วีเวียน โจลี-พิตต์ รับบทเป็น ออโรรา เมื่อมีพระชนมายุ 5 พรรษา[8]
    • เอเลนอร์ เวอร์ธิงตัน ค็อกซ์ รับบทเป็น ออโรรา เมื่อมีพระชนมายุ 8 พรรษา[9]
    • เจเน็ต แมคเทียร์ รับบทเป็น ออโรราในบั้นปลายพระชนม์ ซึ่งเป็นผู้บรรยายของภาพยนตร์[10]
  • ชาร์ลโต คอปเลย์ รับบทเป็น พระเจ้าสเตฟาน (King Stefan): [11]
    • ไมเคิล ฮิกกินส์ รับบทเป็น สเตฟานขณะทรงพระเยาว์
    • แจ็กสัน บิวส์ รับบทเป็น สเตฟานขณะเจริญพระชันษา
  • เลสลีย์ แมนวิลล์ รับบทเป็น ฟลิตเทิล (Flittle): นางฟ้าสีน้ำเงิน หนึ่งในกลุ่มสามนางฟ้าที่พระเจ้าสเตฟานทรงมอบหมายให้รับเลี้ยงออโรรา[12]
  • อิเมลดา สตอนตัน รับบทเป็น น็อตกราสส์ (Knotgrass): นางฟ้าสีแดง เป็นเสมือนผู้นำที่เข้มงวดของกลุ่ม[12]
  • จูโน เทมเพิล รับบทเป็น ทิสเซิลวิต (Thistlewit): นางฟ้าสีเขียว ผู้มีอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม[13]
  • แซม ไรลีย์ รับบทเป็น เดียวัล (Diaval): นกกาที่แปลงกายได้ซึ่งเป็นคนสนิทของมาเลฟิเซนต์หลังจากที่เขาได้รับการช่วยเหลือจากนาง[12]
  • เบรนตัน ทเวทส์ รับบทเป็น เจ้าชายฟิลลิป (Prince Phillip): เจ้าชายแห่งอาณาจักรอัลสเตดที่อยู่ข้างเคียง ซึ่งเสด็จมาพบและตกหลุมรักกับออโรรา[14]
  • เคนเนธ แครนแฮม รับบทเป็น พระเจ้าเฮนรี (King Henry): บรรพบุรุษของสเตฟานและเลย์ลา ผู้กระหายอำนาจ ทรงรุกรานเมืองมัวร์สจนถูกมาเลฟิเซนต์ปลิดพระชนม์[12]
  • แฮนนาห์ นิว รับบทเป็น พระราชินีเลย์ลา (Queen Leila): พระธิดาพระเจ้าเฮนรี พระมเหสีพระเจ้าสเตฟาน และพระมารดาออโรรา[1]

การตอบรับเชิงวิพากษ์[แก้]

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำชมเชยและตำหนิระคนกัน ในเว็บไซต์รอตเทนโทเมโทส์ (Rotten Tomatoes) มีผู้ออกความเห็น 161 ราย ให้ภาพยนตร์ได้คะแนน 5.7 จากคะแนนเต็ม 10 และลงมติว่า "การแสดงอันน่าดึงดูดของแองเจลินา โจลี นั้นดีเด่นกว่าสเปเชียลเอฟเฟกต์มลังเมลืองในภาพยนตร์เป็นไหน ๆ แต่โชคไม่ดีที่ตัวภาพยนตร์ทำให้ความบากบั่นอันน่าประทับใจทั้งหลายต้องเสียเปล่า"[15] ส่วนในเว็บไซต์เมตาคริติก (Metacritic) มีผู้วิจารณ์ 41 ราย และให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้คะแนน 56 เต็ม 100[16]

แม้ภาพยนตร์มีคะแนนไม่ดี แต่การแสดงของโจลีกลับเป็นที่ชื่นชมในหมู่ผู้วิจารณ์ รอบ คอลลิน จากหนังสือพิมพ์ เดอะเทเลกราฟ (The Telegraph) ว่า "การที่ดิสนีย์เอา เจ้าหญิงนิทรา มาแปลงโฉมใหม่นี้ขาดเสน่ห์ที่แท้จริงไปหน่อย ดีที่แองเจลินา โจลี ช่วยกู้หน้าไว้ได้"[17] เบตซี ชาร์กีย์ (Betsy Sharkey) จากหนังสือพิมพ์ ลอสแอนเจลิสไทมส์ (Los Angeles Times) ว่า "เรียกได้ว่าเป็นหนังของโจลีเพราะตัวละครมาเลฟิเซนต์ที่เธอแสดงเลยทีเดียว พอมีตัวนี้ ตัวละครอื่น ๆ แม้กระทั่งออโรรา ก็เลือนหายไปหมดสิ้น"[18] แอน ฮอร์นาเดย์ (Ann Hornaday) จากหนังสือพิมพ์ เดอะวอชิงตันโพสต์ (The Washington Post) ว่า "แม้มีข้อจำกัดต่าง ๆ นานา มาเลฟิเซนต์ กำเนิดนางฟ้าปีศาจ ก็ยังดูได้สนุกดีอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งนี้ ก็เพราะตัวละครหลักตัวเดียวเลย"[19] แดเนียล เอ็ม. คิมเมล (Daniel M. Kimmel) ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ "ก้าวไปได้ก็เพราะพลานุภาพในการแสดงของแองเจลินา โจลี ถ้าจะให้พูดเป็นคำแล้วก็ เธอช่างล้ำเลิศ"[20] แมต ซอลเลอร์ ซีตซ์ (Matt Zoller Seitz) เขียนลงเว็บไซต์ของโรเจอร์ อีเบิร์ต (Roger Ebert) ว่า เขาชอบแก่นเรื่องและฝีมือของโจลี อย่างไรก็ดี เขาว่า ฉากที่มาเลฟิเซนต์รู้ว่าปีกหายไปนั้นเป็น "ภาพที่ไม่น่ามองที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ฮอลลีวูดนับตั้งแต่เรื่อง อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย ตอน ราชสีห์ แม่มด กับตู้พิศวง เมื่อปี 2005 ที่เอาอัสลัน (Aslan) ไปบูชายัญเหมือนพระเยซู"[21] ขณะที่ริชาร์ด โรเปอร์ (Richard Roeper) จากหนังสือพิมพ์ ชิคาโกซันไทมส์ (Chicago Sun-Times) ว่า "เนื้อเรื่องนี่ดูแล้วอาจรู้สึกมึนตึ้บอย่างเดียวกับที่นางเอกเป็น"[22]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ PressKit
  2. FilmL.A. (May 2015). "2014 Feature Film Study" (PDF). FilmL.A. Feature Film Study. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ May 20, 2023. สืบค้นเมื่อ November 11, 2017.
  3. "Maleficent (2014)". Box Office Mojo. IMDb. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 4, 2014. สืบค้นเมื่อ December 6, 2014.
  4. Szalai, Georg; McClintock, Pamela (February 11, 2012). "Berlin 2012: Disney's 'Maleficent' Will Be Angelina Jolie's Next Starring Role". The Hollywood Reporter. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 19, 2022. สืบค้นเมื่อ December 19, 2022.
  5. Charalambous, Sophia (November 8, 2012). "Chelmsford schoolgirl stars in Disney movie with Angelina Jolie". Essex Chronicle. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ March 24, 2014. สืบค้นเมื่อ June 13, 2023.
  6. Stephens, Hallie (May 29, 2014). "Meet Young Angelina Jolie in 'Maleficent': Actress Ella Purnell". Yahoo!. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 19, 2022. สืบค้นเมื่อ December 19, 2022.
  7. Fleming, Mike Jr. (March 3, 2012). "Elle Fanning To Join Angelina Jolie In 'Maleficent'". Deadline Hollywood. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ December 19, 2022. สืบค้นเมื่อ December 19, 2022.
  8. Duboff, Josh (March 5, 2014). "Vivienne Jolie-Pitt Scored Maleficent Role Because All Other Children Were Terrified of Angelina Jolie". Vanity Fair. สืบค้นเมื่อ November 30, 2023.
  9. Miles, Tina (October 4, 2012). "Young Formby actress to play Sleeping Beauty in Angelina Jolie's Disney movie Maleficent". Liverpool Echo. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ November 5, 2013. สืบค้นเมื่อ January 2, 2023.
  10. "Janet McTeer's Top 5 Insane Performances Everyone Must Watch in 2024!". Motion Picture Magazine (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2023-10-07. สืบค้นเมื่อ 2023-10-09.
  11. Patten, Dominic (May 3, 2012). "Sharlto Copley In Talks To Join Angelina Jolie in Disney's 'Maleficent'". Deadline Hollywood. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 6, 2023. สืบค้นเมื่อ January 6, 2023.
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 Kit, Borys (May 7, 2012). "Imelda Staunton, Miranda Richardson Joining Angelina Jolie in 'Maleficent' (Exclusive)". The Hollywood Reporter. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ April 30, 2023. สืบค้นเมื่อ June 15, 2023.
  13. Kit, Borys (May 17, 2012). "Juno Temple Joins Angelina Jolie's 'Maleficent' (Exclusive)". The Hollywood Reporter. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ June 3, 2023. สืบค้นเมื่อ June 15, 2023.
  14. Fleming, Mike Jr. (May 30, 2012). "Disney Crowns Young Prince In 'Maleficent'". Deadline Hollywood. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ October 23, 2022. สืบค้นเมื่อ May 30, 2012.
  15. "Maleficent (2014)". Rotten Tomatoes (Flixster). สืบค้นเมื่อ June 5, 2014.
  16. "Maleficent". Metacritic. สืบค้นเมื่อ May 31, 2014.
  17. Collin, Robbie (May 28, 2014). "Maleficent, review". The Telegraph. สืบค้นเมื่อ 29 May 2014.
  18. Sharkey, Betsy (May 29, 2014). "Review: Angelina Jolie is wickedly good in the not-quite-classic 'Maleficent'". The Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ May 30, 2014.
  19. Hornaday, Ann (May 30, 2014). "Angelina Jolie stars in 'Maleficent,' a feminist-revisionist take on Sleeping Beauty". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ May 30, 2014.
  20. Kimmel, Daniel M. (May 29, 2014). "Review – Maleficent". NorthShoreMovies.net. สืบค้นเมื่อ May 30, 2014.
  21. Seitz, Matt (May 29, 2014). "Maleficent Movie Review & Film Summary (2014)". RogerEbert.com. Ebert Digital LLC. สืบค้นเมื่อ June 3, 2014.
  22. Roeper, Richard (June 2, 2014). "Maleficent (2014)". RichardRoeper.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-06-06. สืบค้นเมื่อ June 3, 2014.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]