ข้ามไปเนื้อหา

ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ–ไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ–ไทย
Map indicating locations of เกาหลีเหนือ and ไทย

เกาหลีเหนือ

ไทย
คณะผู้แทนทางการทูต
สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำไทยสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำจีน[a]
ทูต
เอกอัครราชทูต ฮัน แซ-จงเอกอัครราชทูต ฉัตรชัย วิริยเวชกุล[b]

ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างประเทศเกาหลีเหนือและประเทศไทยสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2518[1] ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศมีทั้งช่วงเวลาที่อบอุ่นและช่วงที่เสื่อมถอยลง

ประวัติศาสตร์

[แก้]

สงครามเย็น

[แก้]

ในช่วงสงครามเกาหลี ประเทศไทยเข้าร่วมรบเคียงข้างสหประชาชาติเพื่อสนับสนุนเกาหลีใต้ในการต่อสู้กับเกาหลีเหนือและพันธมิตร เมื่อสิ้นสุดสงคราม ประเทศไทยได้ส่งทหารไปประจำการที่เกาหลีจำนวน 11,786 นาย[2]

ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างประเทศไทยและเกาหลีเหนือได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2518[1]

หลังสงครามเย็น

[แก้]

ในคริสต์ทศวรรษ 1990 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและเกาหลีเหนือเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเกาหลีเหนือสนับสนุนประเทศไทยและอาเซียนในการผลักดันให้เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชา[1]

ในคริสต์ทศวรรษ 1990 และ 2000 ความพยายามของเกาหลีเหนือในการเข้าร่วมเวทีภูมิภาคอาเซียน (ARF) ได้รับการสนับสนุนเริ่มต้นจากประเทศไทย เกาหลีเหนือได้แสดงความปรารถนาจะเข้าร่วมองค์กรนี้ครั้งแรกใน พ.ศ. 2536 ซึ่งได้รับการยืนยันอีกครั้งโดยชเว อู-จิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เดินทางเยือนอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยใน พ.ศ. 2538 ใน พ.ศ. 2543 สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้เดินทางเยือนกัมพูชา ซึ่งเขาผลักดันให้นายกรัฐมนตรีฮุน เซนช่วยเหลือเกาหลีเหนือในการเข้าร่วม ARF เรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจากฟิลิปปินส์ ซึ่งร่วมกับไทยและกัมพูชาได้ริเริ่มการประชุมแยกต่างหากกับเกาหลีเหนือในประเด็นนี้ ณ การประชุมสุดยอดขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด 2000 ที่กรุงอาบานา การสนับสนุนของทั้งไทยและฟิลิปปินส์ต่อการเข้าร่วมของเกาหลีเหนือมีแรงจูงใจหลักมาจากความต้องการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรหลังวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540[3] ความพยายามของเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จและยังคงเป็นสมาชิกของ ARF[4]

ประเทศไทยในตอนแรกได้เชิญเกาหลีเหนือเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเปค 2003 ที่กรุงเทพ แต่ได้ยกเลิกการเชิญดังกล่าวหลังกรณีการลักพาอโนชา ปันจ้อยโดยเกาหลีเหนือใน พ.ศ. 2529 ได้ปรากฏขึ้น[1]

จ่าสิบเอกกองทัพบกไทยที่ประจำการที่พันมุนจ็อมตามแนวเขตปลอดทหาร (DMZ) ใน พ.ศ. 2556

ตั้งแต่ พ.ศ. 2549

[แก้]

หลังเกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ใน พ.ศ. 2549 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็เสื่อมถอยลงเนื่องจากประเทศไทยได้ประณามโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างสม่ำเสมอนับตั้งแต่นั้นมา[1][5]

ในช่วงวิกฤตการณ์เกาหลีเหนือ พ.ศ. 2560–2561 รัฐบาลสหรัฐเริ่มผลักดันให้ประเทศไทยตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เรียกร้องให้รัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชากวาดล้างบริษัทบังหน้าของเกาหลีเหนือที่ดำเนินการอยู่ในประเทศ วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ประยุทธ์ตอบโต้โดยย้ำว่า ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามพันธกรณีทั้งหมดที่สหประชาชาติกำหนดไว้เกี่ยวกับเกาหลีเหนือ[6] จากนั้นประยุทธ์กล่าวในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ว่าจะไม่มีการค้าขายใด ๆ เกิดขึ้นระหว่างสองประเทศอีกต่อไปอันเป็นผลมาจากแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐ[7]

เศรษฐกิจและการค้า

[แก้]

ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ไทย มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 126.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน พ.ศ. 2557, 82 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน พ.ศ. 2558, 28.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน พ.ศ. 2559 และ 9.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน พ.ศ. 2560[6][1] ดังนั้นการค้าระหว่างสองประเทศจึงมีขนาดเล็กมากและมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย[6] จอร์จ ไมคลาวด์ ที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง ระบุว่าสินค้าไทยที่ส่งออกโดยบุคคลทั่วไปไปยังเกาหลีเหนือจะถูกส่งไปยังเมืองชายแดนในประเทศจีนก่อน ที่ซึ่งจะมีการเปลี่ยนฉลากเพื่อนำป้าย "Made in Thailand" ออกก่อนส่งเข้าเกาหลีเหนือ ตามคำกล่าวของบาลาซ ซาลอนไท จากมหาวิทยาลัยเกาหลี สินค้าส่งออกหลักของไทยไปยังเกาหลีเหนือคือข้าว ยางพารา ไม้ โลหะ แร่ธาตุ สารเคมี พลาสติก แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ กลับกัน เขากล่าวว่า เกาหลีเหนือส่งออกไปยังประเทศไทยส่วนใหญ่เป็น สารเคมี เครื่องจักรไฟฟ้า ทองคำ เหล็ก อาหารทะเล และเหล็กกล้า[8] กรมศุลกากรไทยรายงานว่า เกาหลีเหนือมีการนำเข้ารถยนต์หรูสามคันใน พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจละเมิดวิธีการบังคับของสหประชาชาติที่กำหนดต่อเกาหลีเหนือ ยิ่งไปกว่านั้น กรมศุลกากรยังรายงานการซื้อจักรยานยนต์มูลค่า 190,000 ดอลลาร์สหรัฐ แกงไก่ 405 ตัน และอาหารทะเล 6 ตัน[9]

จากข้อมูลของหอสังเกตการณ์ความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ (OEC) ใน พ.ศ. 2564 ประเทศไทยส่งออกสินค้าไปยังเกาหลีเหนือคิดเป็นมูลค่า 1.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เกาหลีเหนือส่งออกสินค้ามายังประเทศไทยเพียง 276,000 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น สินค้าส่งออกหลัก 3 อันดับแรกของแต่ละประเทศมีดังนี้:[10]

โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตช่วงแรกของเกาหลีเหนือบางส่วนสร้างขึ้นโดยบริษัทสัญชาติไทยชื่อล็อกซเล่ย์ แปซิฟิค[4] ใน พ.ศ. 2541 บริษัทได้รับใบอนุญาตให้เปิดตัวเครือข่าย 2G GSM ในเกาหลีเหนือ และใน พ.ศ. 2545 ได้ช่วยก่อตั้งเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แห่งแรกของเกาหลีเหนือที่เรียกว่าซันเน็ต (SunNet) ภายในสิ้น พ.ศ. 2546 บริการนี้มีผู้ใช้มากกว่า 20,000 ราย หลังเหตุการณ์ภัยพิบัติรยงช็อนใน พ.ศ. 2547 เครือข่ายดังกล่าวก็ถูกยกเลิก[11][12] อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเกาหลีเหนือในด้านโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต[13][14]

ธุรกิจผิดกฎหมายของเกาหลีเหนือหลายแห่งยังคงดำเนินกิจการอยู่ในประเทศไทย ใน พ.ศ. 2567 รายงานของคณะผู้เชี่ยวชาญภายใต้คณะกรรมการคว่ำบาตร 1718 ของสหประชาชาติระบุว่านัม ช็อล-อุง (Nam Chol-Ung) สายลับเกาหลีเหนือ ได้เปิดสำนักงานในประเทศไทยและลาวเพื่อเลี่ยงวิธีการบังคับและใช้ประเทศไทยเป็นจุดขนน้ำมันเข้าสู่เกาหลีเหนือ[15] เกาหลีเหนือยังเปิดร้านอาหารหลายแห่งในประเทศไทย ตามข้อมูลของจิม เคลแมน จากศูนย์เมอริเดียนอินเตอร์เนชันแนล เงินส่วนใหญ่ที่ได้จากร้านอาหารเหล่านี้ถูกส่งกลับไปเกาหลีเหนือ โดยธุรกิจเหล่านี้อาจถูกใช้เพื่อฟอกเงินที่ผิดกฎหมายด้วย[8]

คณะผู้แทนทางทูต

[แก้]

เกาหลีเหนือมีสถานทูตอยู่ในกรุงเทพ ถือเป็นสถานทูตขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลีเหนือ[8] เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำประเทศไทยคนปัจจุบันคือคิม เช-บง[16] กลับกัน ประเทศไทยไม่มีสถานทูตในเกาหลีเหนือ แต่ความสัมพันธ์ดำเนินการผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศจีนตั้งแต่ พ.ศ. 2567 คือฉัตรชัย วิริยะเวชกุล[17] ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดูแลความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือด้วย

ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ

[แก้]

ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน

[แก้]
  • กลไกความสัมพันธ์ทวิภาคีได้แก่ คณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commission:JTC) รมว.พณ.ของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วมเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือทางการค้าระหว่างกัน
  • การลงทุนประเทศไทยในเกาหลีเหนือ บริษัท ล็อกซเลย์ จำกัด มหาชน (Loxley Public Co., Ltd) ลงทุนด้านกิจการโทรคมนาคม
  • การค้าประเทศไทยกับเกาหลีเหนือ ประเทศไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาโดยตลอด ทั้งนี้ ในปี 2548 มีมูลค่า 13,695.9 ล้านบาท โดยมีมูลค่าการนำเข้า 5,357.2 ล้านบาท มูลค่าการส่งออก 8,338.7 ล้านบาท
  • สินค้านำเข้าจากประเทศไทยได้แก่ หลอดไฟฟ้า ยางพารา แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ ทองแดงและของทำด้วยทองแดง ฯลฯ
  • สินค้าส่งออกมาประเทศไทย ได้แก่ เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินแร่โลหะอื่น ๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ฯลฯ

ความตกลงการบิน

[แก้]

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2536 ประเทศไทยและเกาหลีเหนือทำความตกลงการบินระหว่างกัน โดยสายการบินแอร์โครยอของเกาหลีเหนือได้เริ่มทำการบินจากเปียงยางมาประเทศไทยแล้วระยะหนึ่ง (เที่ยวบินปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2536) และได้ระงับเที่ยวบินไว้ระยะหนึ่งเพราะมีผู้โดยสารน้อย โดยเกาหลีเหนืออ้างว่าสาเหตุที่ไม่มีผู้โดยสารเป็นเพราะปัญหาความไม่สะดวกเกี่ยวกับการขอรับการตรวจลงตราให้แก่ชาวเกาหลีเหนือที่เดินทางมาประเทศไทย ซึ่งไม่สามารถรับการตรวจลงตราที่ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงเทพได้ แต่ยังต้องไปขอรับการตรวจลงตราที่สถานเอกอัครราชทูตกรุงปักกิ่ง ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้เปิดเส้นทางบินไปกลับ เปียงยาง - มาเก๊า - กรุงเทพ โดยบินสัปดาห์ละ 1 เที่ยว ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2540 ขยายเป็นสัปดาห์ละ 2 เที่ยว แต่ต่อมาลดลงเป็นสัปดาห์ละ 1 เที่ยวดังเดิม ด้วยปริมาณผู้โดยสารมีไม่มากพอ ปัจจุบันเนื่องจากมีผู้โดยสารน้อยมาก แอร์โครยอจึงทำการบินเส้นทางเปียงยาง - กรุงเทพ - เปียงยางเพียงเดือนละ 1 เที่ยวเท่านั้น แอร์โครยอเคยทำการบินที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก่อนจะยกเลิกไป

ความร่วมมือทางทหาร

[แก้]

ประเทศไทยและเกาหลีเหนือยังไม่มีความร่วมมือทางทหารที่เป็นทางการระหว่างกัน แต่ทั้งสองฝ่ายก็มีการติดต่อระหว่างกัน โด จอมพลโอ จิน-อู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือมาเยือนประเทศไทยเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2533 และเมื่อระหว่างวันที่ 18 - 21 สิงหาคม 2536 พล.อ. วิจิตร สุขมาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศไทยก็ได้ไปเยือนเกาหลีเหนือ

ฝ่ายเกาหลีเหนือเคยทาบทามขอแต่งตั้งผู้ช่วยทูตทหารเกาหลีเหนือประจำประเทศไทยและเสนอให้ทางไทยพิจารณาแต่งตั้งให้ผู้ช่วยทูตทหารประจำปักกิ่ง มีอาณาเขตปกคลุมถึงเกาหลีเหนือด้วย ซึ่งกระทรวงกลาโหมกำลังพิจารณาข้อเสนอของเกาหลีเหนือ

ด้านวัฒนธรรม

[แก้]

ประเทศไทยและเกาหลีเหนือมีการแลกเปลี่ยนการติดต่อและการดำเนินกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมในสาขาต่าง ๆ ระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ เช่น โครงการแลกเปลี่ยนเยาวชน โครงการแลกเปลี่ยนสื่อมวลชน กีฬา นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย - เกาหลีเหนือ โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้น

อนึ่ง เกาหลีเหนือเคยทาบทามขอทำความตกลงด้านวัฒนธรรมกับประเทศไทยใน พ.ศ. 2532 และ 2534 แต่ประเทศไทยไม่ได้ตอบสนอง ล่าสุด เมื่อคิม ย็อง-นัม ประธานคณะผู้บริหารสูงสุดกำหนดเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีระหว่าง 28 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม พ.ศ. 2545 ฝ่ายเกาหลีเหนือได้เสนอร่างความตกลงฯ อีกครั้ง และประเทศไทยตอบรับ และมีการลงนามความตกลงในวันมี่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2545

ในโอกาสครบรอบ 30 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตใน พ.ศ. 2548 ประเทศไทยและเกาหลีเหนือเห็นชอบให้มีการแลกเปลี่ยนกิจกรรมทางวัฒนธรรม โดยเกาหลีเหนือเสนอจะให้มีการแลกเปลี่ยนการแสดงของคณะนาฏศิลป์

ด้านการศึกษา

[แก้]

วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 มุน ซง-โม เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำประเทศไทย หารือความร่วมมือด้านการศึกษากับพลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยกระทรวงศึกษาธิการยินดีหารือกับมหาวิทยาลัยของไทยที่สนใจความร่วมือกับมหาวิทยาลัยเกาหลีเหนือ ส่วนมุนก็ว่าเกาหลีเหนือต้องการมีความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางการศึกษากับไทยในอนาคต ต่างฝ่ายต่างว่าการศึกษาของทั้งสองประเทศคล้ายกัน[18]

ความร่วมมือทางวิชาการ

[แก้]

ปัจจุบันประเทศไทยให้ความร่วมมือทางวิชาการแก่เกาหลีเหนือภายใต้การดำเนินงานของกรมวิเทศสหการ โดยเมื่อ พ.ศ. 2539 เกาหลีเหนือได้ส่งคณะผู้แทนเข้าหารือกับผู้แทนกรมวิเทศสหการเพื่อแสดงความประสงค์ในการที่จะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมในโครงการหลักสูตรฝึกอบรมประจำปี ซึ่งรัฐบาลไทยได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในสาขาต่าง ๆ เช่น สาขาการค้าระหว่างประเทศ การคลัง การลงทุน และการขนส่ง โดยการเข้าร่วมการฝึกอบรมดังกล่าวของเกาหลีเหนืออยู่ในรูปแบบของความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (Technical Cooperation among Developing Countries- TCDC) ซึ่งรัฐบาลของประเทศผู้ขอรับการฝึกอบรมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางระหว่างประเทศ และรัฐบาลของประเทศผู้จัดการฝึกอบรมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายในประเทศทั้งหมด พร้อมกันนี้ เกาหลีเหนือยังได้เสนอที่จะให้ประเทศไทยจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรฝึกอบรมที่เกาหลีเหนือจัด ซึ่งเกาหลีเหนือมีศักยภาพ เช่น สาขาเหมืองแร่ และนิวเคลียร์ เป็นต้น ซึ่งใน พ.ศ. 2541 คณะผู้แทนกรมวิเทศสหการได้เดินทางไปหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการกับเกาหลีเหนือที่กรุงเปียงยาง ตามคำเชิญของรัฐบาลเกาหลีเหนือ โดยฝ่ายประเทศไทยได้ตกลงที่จะให้ความร่วมมือทางวิชาการ ดังนี้ ทุนฝึกอบรม/ดูงานระยะสั้นทางด้านวิทยาศาสตร์และการเกษตรฯ การเชิญเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือเยือนประเทศไทย รวมทั้งการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น นอกจากนี้ กรมวิเทศสหการยังได้จัดสรรการให้ความร่วมมือในกรอบการฝึกอบรมประเทศที่สาม (Third Country Training Program) โดยร่วมมือกับ WHO ในการจัดการฝึกอบรม/ดูงานด้านสาธารณสุขให้แก่เกาหลีเหนือปีละประมาณ 15–18 หลักสูตร

ผู้แปรพักตร์เกาหลีเหนือ

[แก้]
แผนที่แสดงเส้นทางทั่วไปที่ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือใช้เพื่อเดินทางไปยังเกาหลีใต้

เส้นทางทั่วไปที่ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือใช้เพื่อเดินทางไปยังเกาหลีใต้ โดยเลี่ยงเขตปลอดทหารเกาหลีที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนาคือการเดินทางผ่านประเทศไทย แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ แต่ประเทศไทยกลับส่งตัวพวกเขาให้ทางการเกาหลีใต้ ต่างจากประเทศอื่น ๆ ตามเส้นทาง เช่น จีน ที่ส่งตัวพวกเขากลับไปเกาหลีเหนือ[19] นโยบายนี้ถูกนำเสนอโดยรัฐบาลในฐานะ "การส่งตัวชาวเกาหลีกลับประเทศเกาหลี" แม้ทั้งประเทศไทยและเกาหลีใต้จะไม่เต็มใจหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้[20] ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงทำหน้าที่เป็นประเทศทางผ่านสุดท้ายสำหรับผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือร้อยละ 90 ที่มุ่งหน้าไปยังเกาหลีใต้ โดยมีชาวเกาหลีเหนือจำนวนมากที่มอบตัวกับทางการไทย[19]

จำนวนชาวเกาหลีเหนือที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจาก 46 คนใน พ.ศ. 2547 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,500 คนใน พ.ศ. 2553[20] หลัง พ.ศ. 2554 รัฐบาลไทยหยุดเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการจับกุมชาวเกาหลีเหนือ[21] อย่างไรก็ตาม จำนวนชาวเกาหลีเหนือที่ถูกจับกุมที่รายงานอยู่ที่ 535 คนใน พ.ศ. 2559 และพุ่งสูงถึง 385 คนที่เดินทางมาถึงในช่วงครึ่งแรกของ พ.ศ. 2560 เพียงช่วงเดียว[22] การเพิ่มขึ้นของจำนวนชาวเกาหลีเหนือที่เดินทางมาถึงประเทศไทยนี้ ทำให้เกิดความตึงเครียดต่อกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองของไทย[23][24]

การลักพาตัวชาวไทย

[แก้]

เกาหลีเหนือมีส่วนรับผิดชอบต่อการลักพาตัวอโนชา ปั้นจ้อย พลเมืองชาวไทย ซึ่งถูกนำตัวไปยังเกาหลีเหนือจากมาเก๊าใน พ.ศ. 2521 นับตั้งแต่ถูกลักพาตัว เธอก็ไม่เคยกลับมาประเทศไทยอีกเลย[25][26]

การเปรียบเทียบ

[แก้]
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ราชอาณาจักรไทย
ตราแผ่นดิน
ธงชาติ ประเทศเกาหลีเหนือ ประเทศไทย
ประชากร 26,298,666 คน 71,715,119 คน
พื้นที่ 120,538 ตร.กม. (46,540 ตร.ไมล์) 513,120 ตร.กม. (198,120 ตร.ไมล์)
ความหนาแน่น 212 คน/ตร.กม. (549.1 คน/ตร.ไมล์) 132.1 คน/ตร.กม. (342.1 คน/ตร.ไมล์)
เมืองหลวง เปียงยาง กรุงเทพมหานคร
เมืองที่ใหญ่ที่สุด เปียงยาง – 3,157,538 คน (เขตปริมณฑล 3,157,538 คน) กรุงเทพมหานคร – 5,527,948 คน (เขตปริมณฑล 10,820,921 คน)
การปกครอง รัฐเดี่ยว คอมมิวนิสต์พรรคการเมืองเดียว ภายใต้ตระกูลการเมืองเผด็จการ รัฐเดี่ยว ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ระบบรัฐสภา
ประมุขแห่งรัฐ ประธาน: คิม จ็อง-อึน (ตั้งแต่ พ.ศ. 2559)[c] พระมหากษัตริย์: พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว​ (ตั้งแต่ พ.ศ. 2559)
หัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรี: พัก แท-ซ็อง (ตั้งแต่ พ.ศ. 2567) นายกรัฐมนตรี: อนุทิน ชาญวีรกูล (ตั้งแต่ พ.ศ. 2568)
ภาษาราชการ ภาษาเกาหลี ภาษาไทย
เอกราช จาก สหภาพโซเวียต – 9 กันยายน พ.ศ. 2491 จาก อาณาจักรโก้นบอง – 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310
ศาสนาหลัก
กลุ่มชาติพันธุ์
สกุลเงิน วอนเกาหลีเหนือ (₩) บาท (฿)
จีดีพี (ราคาตลาด) 32.036 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ต่อหัว 1,261 ดอลลาร์สหรัฐ) 548.890 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ต่อหัว 7,812 ดอลลาร์สหรัฐ)
สินค้าส่งออกสำคัญ
  • เส้นผมปลอม (188 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • ทังสเตน (31.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  • โลหะผสมเหล็ก (23.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ค่าใช้จ่ายทางทหาร 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 5.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
พรมแดนทางบก
การเยือนระดับรัฐล่าสุด ย็อน ฮย็อง-มก; นายกรัฐมนตรี – พ.ศ. 2534 ชาติชาย ชุณหะวัณ; นายกรัฐมนตรี – พ.ศ. 2534

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 "Historically Balanced Thailand-North Korea Relations | East-West Center | www.eastwestcenter.org". www.eastwestcenter.org (ภาษาอังกฤษ). 2019-02-20. สืบค้นเมื่อ 2024-11-30.
  2. "Bilateral relations : Bilateral relations - Royal Thai Embassy, Seoul". 2013-10-19. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 19 ตุลาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 2024-12-01.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  3. Ballbach, Eric J. (2017). "North Korea's Engagement in International Institutions: The Case of the ASEAN Regional Forum". International Journal of Korean Unification Studies. 26: 35–65.
  4. 1 2 "North Korea and ASEAN: Friends Again, but It's Complicated | East-West Center | www.eastwestcenter.org". www.eastwestcenter.org (ภาษาอังกฤษ). 2019-02-20. สืบค้นเมื่อ 2024-11-30.
  5. "บัวแก้วเรียกร้องเกาหลีเหนือยุติพัฒนานิวเคลียร์-ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ขอยุ่ง | ประชาไท Prachatai.com". prachatai.com. 2024-11-30. สืบค้นเมื่อ 2024-11-30.
  6. 1 2 3 Nanuam, Wassana; Raksaseri, Kornchanok; Ngamkham, Wassayos (2017-08-10). "Govt won't be pushed on N Korea". Bangkok Post (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2024-11-30.
  7. "Thai PM says no trade with North Korea, ahead of U.S. envoy's visit". Reuters. 12 ธันวาคม 2017.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  8. 1 2 3 Ehrlich, Richard S. (2017-06-22). "Thailand-North Korea ties in the spotlight". Asia Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2024-11-30.
  9. Byrne, Leo (2015-02-09). "Country Profile: Thailand and North Korea | NK News". NK News - North Korea News (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2024-11-30.
  10. "Thailand (THA) and North Korea (PRK) Trade". The Observatory of Economic Complexity (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2024-11-30.
  11. Williams, Martyn; Slavney, Natalia (2022-11-15). "Twenty Years of Mobile Communications in North Korea - 38 North: Informed Analysis of North Korea" (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2024-12-01.
  12. Lintner, Bertil (2019-07-29). "Huawei hung up in North Korea telecom controversy". Asia Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2024-12-01.
  13. Williams, Martyn (2018-07-31). "North Korea and the Internet: Building for the Future". North Korea Tech - 노스코리아테크 (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2024-12-01.
  14. "Loxley Pacific « North Korean Economy Watch". North Korean Economy Watch (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2024-12-01.
  15. "The mysterious man who fuels N Korea's Kim dynasty". The Daily Star (ภาษาอังกฤษ). 2024-05-31. สืบค้นเมื่อ 2024-11-30.
  16. "KOREA, DPR". กระทรวงการต่างประเทศ. สืบค้นเมื่อ 2024-12-01.
  17. "Newly-appointed Ambassador of Thailand to China arrives in Beijing to take up his duties - ASEAN Information Portal--Asean News, Asean Top,Southeast Asia,news,tourism,business,culture,encyclopedia -【AseanAll--ASEAN Information Portal】". www.aseanall.com. สืบค้นเมื่อ 2024-12-01.
  18. รมว.ศึกษาฯ ชี้ระบบการศึกษา ‘ไทย-เกาหลีเหนือ’ มีความคล้ายคลึงกัน
  19. 1 2 Jeong, Deborah Da Sol (2020). "North Korean Refugees Along the Route to Freedom: Challenges of Geopolitics". Independent Study Project.
  20. 1 2 "Why Thailand has become a popular path to freedom for North Korean defectors". Christian Science Monitor. ISSN 0882-7729. สืบค้นเมื่อ 2024-11-30.
  21. Tamada, Yoshifumi. "Thailand and the North Korean Defectors" (PDF). สืบค้นเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2024.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  22. Panu, Wongcha-um (1 สิงหาคม 2017). "Surge in North Koreans slipping into Thailand: immigration". Reuters.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  23. Tab, Navet (2019-12-19). "North Korean defectors risk it all to reach Thailand". Southeast Asia Globe (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2024-11-30.
  24. Ngamkham, Wassayos (2016-01-26). "North Korea defectors a 'dilemma'". Bangkok Post (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2024-11-30.
  25. "A Thai family's 42-year fight to bring North Korean abductee home | NHK WORLD-JAPAN News". NHK WORLD (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2024-12-01.
  26. Pedrosa, Veronica. "Thai abductees 'stuck in North Korea'". Al Jazeera (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2024-12-01.
  1. ประเทศไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำจีนมีอาณาเขตครอบคลุมถึงเกาหลีเหนือด้วย
  2. เอกอัครราชทูตไทยประจำจีน
  3. ชื่อเต็มของตำแหน่งนี้คือ ประธานคณะกรรมการกิจการแห่งรัฐ ส่วนประมุขแห่งรัฐโดยพฤตินัยคือตำแหน่งผู้นำสูงสุดอันประกอบด้วยตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีด้วยซึ่ง คิม จ็อง-อึน ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2554