ข้ามไปเนื้อหา

ความสัมพันธ์ไทย–อินเดีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ความสัมพันธ์ไทย–อินเดีย
Map indicating locations of อินเดีย and ไทย

อินเดีย

ไทย
คณะผู้แทนทางการทูต
สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำไทยสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำอินเดีย
ทูต
เอกอัครราชทูต ปุนีต อัครวาลเอกอัครราชทูต ชวนาถ ทั่งสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ไทย-อินเดีย (ฮินดี: भारत-थाईलैंड संबंध) เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2490 ไม่นานหลังจากอินเดียได้รับเอกราชจากจักรวรรดิบริติช ประเทศอินเดียและประเทศไทยมีพรมแดนทางทะเลที่ติดกันบริเวณหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ของอินเดียและทะเลอันดามันของประเทศไทย นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ไทยและอินเดียมีการสานต่อความสัมพันธ์อันดีต่อกันเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งจากการเพิ่มความร่วมมือในเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจ, การแลกเปลี่ยนกันเยี่ยมเยือนโดยผู้นำหรือตัวแทนระดับสูงของรัฐ และการลงนามในหลายข้อตกลงร่วมกันหลายฉบับเพื่อเพิ่มความแน่นแฟ้นในสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้มีมากขึ้น นอกจากนี้ไทยกับอินเดียยังมีความสัมพันธ์กันในระดับพหุภาคีหลายส่วน เช่น ในฐานะความสัมพันธ์ของอินเดียกับอาเซียน, สภาภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Forum; ARF), การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก และกลุ่มความร่วมมือบิมสเทค (BIMSTEC) ที่ประกอบด้วยบังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา ไทย พม่า เนปาล และภูฏาน รวมถึงการเดินทางขนส่งระดับไตรภาคีระหว่างอินเดีย ไทย และพม่า อินเดียยังเป็นสมาชิกของความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue; ACD) และกลุ่มความร่วมมือแม่น้ำโขง-คงคา (Mekong–Ganga Cooperation; MGC) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกหกประเทศ

สถานเอกอัครราชทูตไทยในอินเดียตั้งอยู่ที่กรุงนิวเดลี และมีสถานกงสุลไทยในอินเดีย 3 แห่ง ได้แก่ที่มุมไบ โกลกาตา และเจนไน ในขณะที่สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยตั้งอยู่ที่ซอยประสานมิตร เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร และมีสถานกงสุลอินเดียที่จังหวัดเชียงใหม่

นอกจากนี้ อินเดียและไทยยังมีความสัมพันธ์กันในเชิงวัฒนธรรมมานานหลายศตวรรษ โดยวัฒนธรรมไทยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดียอย่างมาก เช่น คำในภาษาไทยที่มีรากมาจากภาษาสันสกฤตและภาษาบาลีของแคว้นมคธ ศาสนาพุทธแบบเถรวาท หรือแม้แต่มหากาพย์รามายณะของฮินดูก็เป็นที่รู้จักดีในฐานะรามเกียรติ์ของประเทศไทย[1]

ในปี พ.ศ. 2568 ด้านการเดินทางทางอากาศยานมีการทำการบินจาก ท่าอากาศยานนานาชาติศรีคุรุรามทาสจี เมืองอมฤตสระ ภุพเนศวร ลัคเนา ปูเณ สุรัต โกจจิ มุมไบ ท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี เมืองนิวเดลี เบงคลูรู โกลกาตา อะห์มดาบาด บักโดกรา พุทธคยา[2]ไฮเดอราบาด (ประเทศอินเดีย)และเจนไน มายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นับเป็นประเทศที่มีการเดินทางจำนวน 15 เมือง

ความสัมพันธ์ทางการค้าในสมัยโบราณ

[แก้]

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับอินเดียสืบต้นตอถึง 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยมีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอินเดียเหนือ (ลูกปัดคาร์เนเลี่ยนแกะสลัก) และอินเดียใต้ (ลูกปัดอินโด-แปซิฟิก)[3][4]

การพัฒนาในยุคปัจจุบัน

[แก้]
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกับนายกรัฐมนตรีประเทศอินเดีย มันโมหัน สิงห์ ขณะการเดินทางเยือนประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการในปี 2011

อดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเดินทางเยี่ยมอินเดียอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4-5 เมษายน 2011 ตามคำเชิญของมันโมหัน สิงห์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งผู้นำของทั้งสองรัฐเห็นสมควรที่จะเพิ่มพูนความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและฟื้นฟูการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการรวมถึงเศรษฐกิจในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค ผ่าน อาเซียน-อินเดีย (ASEAN-India), BIMSTEC และ MGC นอกจากนี้ยังได้มีการตกลงในการเพิ่มการค้าระหว่างประเทศจากมูลค่าการค้าปี 2010 ที่ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นสองเท่าในปี 2014[5]

อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยเดินทางเยี่ยมอินเดียอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2012 ในฐานะอาคันตุกะของรัฐเนื่องในวันสาธารณรัฐของอินเดีย ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญถึงความสัมพันธ์อันดีระกว่างของประเทศ ในการเดินทางเยี่ยมเยียนครั้งนั้นได้มีการลงนามในข้อตกลงทวิภาคี 6 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งนักโทษข้ามแดน[6]

อดีตนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยเดินทางเยี่ยมอินเดียอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16-18 มิถุนายน 2016 เข้าพบนายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทระ โมที โดยมีการเพิ่มพูนข้อตกลงทางการค้า[7]

ความร่วมมือในด้านต่างๆ

[แก้]

ด้านการค้า

[แก้]

ไทยและอินเดียมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันมาช้านาน มีหลักฐานว่าการค้าไทย-อินเดียเริ่มต้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังสยามกว่า 2,500 ปีมาแล้ว ไปจนถึงการค้ากับบริษัท East India Company ในสมัยอินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการอพยพไปไทยของบรรพบุรุษของชาวไทยเชื้อสายอินเดียในปัจจุบัน[8]

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ไทยและอินเดียได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าของประเทศ เพื่อช่วยผลักดันการค้า การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศในอนาคต ฝ่ายไทยจึงได้เสนอให้อินเดียพิจารณาสานต่อการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย – อินเดีย ซึ่งขณะนี้มีเพียงการเปิดตลาดสินค้าส่วนแรก ให้เป็นความตกลงการค้าเสรีแบบครอบคลุม ซึ่งจะครอบคลุมการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของทั้งสองประเทศที่ต้องการยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์[9]

อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ การค้าไทย-อินเดีย มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 โดยไทยส่งออกเม็ดพลาสติก, เคมีภัณฑ์, และอัญมณี ส่วนอินเดียส่งออกเครื่องเพชรพลอยและวัตถุดิบต่างๆ โดยไทยเกินดุลการค้ากว่า 65,377 ล้านบาท และขยายตัวกว่า 85%[10][11]

เมื่อปี 2566 อินเดียเป็นคู่ค้าลำดับที่ 11 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 16,044.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 555,217 ล้านบาท สัดส่วนราว 2.8 % ของการค้ารวมของไทยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอินเดีย ได้แก่ สินค้าส่งออก เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้านำเข้า เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์[12]

ด้านการทหาร

[แก้]

ไทยและอินเดียมีความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารในหลากหลายรูปแบบ อาทิ ความร่วมมือระหว่างสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพไทย – อินเดียทั้งสามเหล่าทัพในรูปแบบการประชุมเป็นประจำทุกปีและการฝึกซ้อมรบร่วมและการลาดตระเวนร่วมอย่างต่อเนื่อง[13]

การเปรียบเทียบ

[แก้]
สาธารณรัฐอินเดีย ราชอาณาจักรไทย
ตราแผ่นดิน
ธงชาติ ประเทศอินเดีย ประเทศไทย
ประชากร 1,428,627,663 คน 71,715,119 คน
พื้นที่ 3,287,263 ตร.กม. (1,269,219 ตร.ไมล์) 513,120 ตร.กม. (198,120 ตร.ไมล์)
ความหนาแน่น 433.5 คน/ตร.กม. (1,122.8 คน/ตร.ไมล์) 132.1 คน/ตร.กม. (342.1 คน/ตร.ไมล์)
เมืองหลวง นิวเดลี กรุงเทพมหานคร
เมืองที่ใหญ่ที่สุด มุมไบ – 12,442,373 คน (เขตปริมณฑล 20,748,395 คน) กรุงเทพมหานคร – 5,527,948 คน (เขตปริมณฑล 10,820,921 คน)
การปกครอง สหพันธรัฐ สาธารณรัฐระบบรัฐสภา รัฐเดี่ยว ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ระบบรัฐสภา
ประมุขแห่งรัฐ ประธานาธิบดี: เทราปที มุรมู (ตั้งแต่ พ.ศ. 2565) พระมหากษัตริย์: พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว​ (ตั้งแต่ พ.ศ. 2559)
หัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรี: นเรนทระ โมที (ตั้งแต่ พ.ศ. 2557) นายกรัฐมนตรี: อนุทิน ชาญวีรกูล (ตั้งแต่ พ.ศ. 2568)
ภาษาราชการ ภาษาไทย
เอกราช จาก สหราชอาณาจักร – 15 สิงหาคม พ.ศ. 2490 จาก อาณาจักรโก้นบอง – 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310
ศาสนาหลัก
กลุ่มชาติพันธุ์
สกุลเงิน รูปีอินเดีย (₹) บาท (฿)
จีดีพี (ราคาตลาด) 4.187 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ต่อหัว 2,878 ดอลลาร์สหรัฐ) 548.890 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ต่อหัว 7,812 ดอลลาร์สหรัฐ)
สินค้าส่งออกสำคัญ
ค่าใช้จ่ายทางทหาร 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 5.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
พรมแดนทางบก
การเยือนระดับรัฐล่าสุด นเรนทระ โมที; นายกรัฐมนตรี – พ.ศ. 2568 ประยุทธ์ จันทร์โอชา; นายกรัฐมนตรี – พ.ศ. 2559[a]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Ghosh L., Jayadat K. (30 สิงหาคม 2017). "Thai Language and Literature: Glimpses of Indian Influence". India-Thailand Cultural Interactions. Springer. น. 135–160. doi:10.1007/978-981-10-3854-9_9. ISBN 978-981-10-3854-9.{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. TG328
  3. Solheim, Wilhelm G.; FRANCIS, PETER (2003). "Review of ASIA'S MARITIME BEAD TRADE, 300 B.C. TO THE PRESENT, PETER FRANCIS, JR". Journal of the Malaysian Branch of the Royal Asiatic Society. 76 (2 (285)): 129–132. ISSN 0126-7353. JSTOR 41493507.
  4. Bellina, Bérénice (ม.ค. 2001). "Alkaline Etched Beads East of India in the Late Prehistoric and early historic periods". Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient. 88: 191–205. doi:10.3406/befeo.2001.3513.{{cite journal}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. "Archived copy". www.indiablooms.com. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 15 พฤษภาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 11 มกราคม 2022.{{cite web}}: CS1 maint: archived copy as title (ลิงก์) CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  6. "Brief on India - Thailand Relations" (PDF). Ministry of External Affairs, GoI. กันยายน 2019.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. https://www.thairath.co.th/content/638820
  8. Administrator. "ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจไทย-อินเดีย". thaiindia.net (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). สืบค้นเมื่อ 2025-10-14.
  9. ""พิชัย" หารือ Think Tank อินเดีย ดันยกระดับเจรจา FTA ไทย–อินเดีย หวังเปิดตลาดครอบคลุมทุกมิติ". www.moc.go.th. สืบค้นเมื่อ 2025-10-14.
  10. "รู้ไหม 'ไทย-อินเดีย' ค้าขายอะไรกันบ้าง". TODAY. 2022-05-19. สืบค้นเมื่อ 2025-10-13.
  11. "เศรษฐกิจ". สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี. สืบค้นเมื่อ 2025-10-19.
  12. Money, Thairath (2024-06-11). ""อินเดีย" คู่ค้าเบอร์11ของไทย เตรียมผงาด ขึ้นเป็นมหาอำนางทางเศรษฐกิจ Top4 ของโลกโอกาสเราอยู่ตรงไหน". THAIRATH Money. สืบค้นเมื่อ 2025-10-14.
  13. "การเมือง-ความมั่นคง". สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี. สืบค้นเมื่อ 2025-10-13.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]
  • Cœdès, George (1968). Walter F. Vella (บ.ก.). The Indianized States of Southeast Asia. trans.Susan Brown Cowing. University of Hawaii Press. ISBN 978-0-8248-0368-1.
  • Lokesh, Chandra, & International Academy of Indian Culture. (2000). Society and culture of Southeast Asia: Continuities and changes. New Delhi: International Academy of Indian Culture and Aditya Prakashan.
  • R. C. Majumdar, Study of Sanskrit in South-East Asia
  • R. C. Majumdar, Ancient Indian colonisation in South-East Asia.
  • R. C. Majumdar, Champa, Ancient Indian Colonies in the Far East, Vol.I, Lahore, 1927. ISBN 0-8364-2802-1
  • R. C. Majumdar, Suvarnadvipa, Ancient Indian Colonies in the Far East, Vol.II, Calcutta,
  • R. C. Majumdar, Kambuja Desa Or An Ancient Hindu Colony In Cambodia, Madras, 1944
  • R. C. Majumdar, Hindu Colonies in the Far East, Calcutta, 1944, ISBN 99910-0-001-1
  • R. C. Majumdar, India and South-East Asia, I.S.P.Q.S. History and Archaeology Series Vol. 6, 1979, ISBN 81-7018-046-5.
  • R. C. Majumdar, History of the Hindu Colonization and Hindu Culture in South-East Asia
  • Rejaul Karim Laskar, "India-Thailand Relations", The Assam Tribune, June 23, 2011
  • Daigorō Chihara (1996). Hindu-Buddhist Architecture in Southeast Asia. BRILL. ISBN 90-04-10512-3.
  1. นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังได้เดินทางมาประเทศอินเดียอีกครั้งเพื่อเข้าร่วมการประชุมอาเซียน–อินเดีย สมัยพิเศษ เมื่อ พ.ศ. 2561 ซึ่งถือว่ายังไม่ใช่การเดินทางระดับรัฐ