งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พิธีเปิดการแข่งขันครั้งที่ 66 ของจุฬาฯ และ ธรรมศาสตร์

งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ หรือ งานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ (แล้วแต่ว่า ปีไหน มหาวิทยาลัยไหนเป็นเจ้าภาพ ปีนั้น ชื่องานก็จะเอาชื่อเจ้าภาพขึ้นก่อน)[ต้องการอ้างอิง] เป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้นปีละครั้งในช่วงเดือนมกราคม[ต้องการอ้างอิง]

งานฟุตบอลประเพณีนี้แตกต่างจากกีฬามหาวิทยาลัยโดยทั่วไป ตรงที่นักกีฬาของทั้งสองฝ่ายไม่จำต้องเป็นนิสิตนักศึกษาปัจจุบันจากทางมหาวิทยาลัยนั้น ๆ[ต้องการอ้างอิง] ทว่า หลายปีที่ผ่านมา[เมื่อไร?] แต่ละมหาวิทยาลัยมักให้นิสิตนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่าที่เป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทยมาแข่งขันกัน[ต้องการอ้างอิง] กิจกรรมภายในงานอาจแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การแข่งขันฟุตบอล และกิจกรรมของนิสิตนักศึกษา เช่น การเดินพาเหรด การเชียร์ การแปรอักษร และขบวนพาเหรดล้อการเมือง ซึ่งเป็นจุดเด่น โดยมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ และรายได้ทั้งหมดจากการจัดงาน มอบให้แก่การกุศล[ต้องการอ้างอิง]

ผลการแข่งขันถึงปัจจุบัน ธรรมศาสตร์ชนะ 22 ครั้ง[ต้องการอ้างอิง], จุฬาฯชนะ 15 ครั้ง[ต้องการอ้างอิง] และเสมอกัน 31 ครั้ง[ต้องการอ้างอิง]

เนื้อหา

[แก้] ประวัติ

งานฟุตบอลประเพณีระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นงานเพื่อสานสามัคคีที่ควรค่าแก่การจดจำสำหรับนิสิตนักศึกษาทั้ง 2 มหาวิทยาลัย[ทำไม?] ซึ่งได้ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2477[ต้องการอ้างอิง]

ย้อนอดีตไปเมื่อ 76 ปีที่แล้ว กลุ่มนักเรียนกลุ่มหนึ่ง ต้องการให้มหาวิทยาลัยทั้งสองรักใคร่ เข้าใจกัน กลมเกลียวกัน จึงหารือกัน ระหว่างนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่ไปเรียนทางจุฬาฯ และทางธรรมศาสตร์[ต้องการอ้างอิง] ซึ่งก่อนหน้านี้จะมีการมองกันว่า จุฬาฯ เป็นนักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยม 8 แต่ธรรมศาสตร์จะเป็นนักเรียนที่เรียนไม่จบ จึงมีการมองว่าดูถูกกัน จึงอยากจะให้เข้าใจรักใคร่กัน รวมถึงมีความรู้สึกกันว่า ไม่ได้สนิทสนมกันเหมือนเดิม และเป็นคนละพวกกัน[ต้องการอ้างอิง] ด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นิสิตนักศึกษาทั้งสองมหาวิทยาลัย ได้จัดกิจกรรมสานความสามัคคีและสร้างความปรองดองระหว่างกัน ด้วยการแข่งขันกีฬาฟุตบอล[ต้องการอ้างอิง]

การจัดแข่งขันกีฬาฟุตบอลนั้นมีที่มาจากกลุ่มผู้ริเริ่มได้เล็งเห็นถึงความสามัคคีของ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ แห่งสหราชอาณาจักร ที่จัดการแข่งขันเรือประเพณีสืบต่อกันมาทุกปี[ต้องการอ้างอิง] หรือมหาวิทยาลัยเคโอ และมหาวิทยาลัยวาเซดะ แห่งประเทศญี่ปุ่น ที่จัดการแข่งขันเบสบอลประเพณีสืบต่อกันมาทุกปี[ต้องการอ้างอิง] แต่ทางกลุ่มผู้ริเริ่มถนัดและสนใจกีฬาฟุตบอลมาตั้งแต่ครั้งเมื่ออยู่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จึงตกลงที่จะจัดการแข่งขันฟุตบอลขึ้น[ต้องการอ้างอิง]

ผู้ริเริ่มทางฝ่ายจุฬาฯ คือ นายประถม ชาญสันต์ (หัวหน้านิสิตคณะอักษรศาสตร์)[ต้องการอ้างอิง] นายประสงค์ ชัยพรรค[ต้องการอ้างอิง] และนายประยุทธ์ สวัสดิ์สิงห์[ต้องการอ้างอิง] ซึ่งในขณะนั้น ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิวัฒน์ นายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ ได้ทำเรื่องเสนอผ่านกองกิจการนิสิตซึ่งมี ม.ร.ว.สลับ ลดาวัลย์ เป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อขออนุมัติจัดงานจากอธิการบดี[ต้องการอ้างอิง] ส่วนผู้ริเริ่มทางฝ่ายธรรมศาสตร์คือ นายต่อศักดิ์ ยมนาค[ต้องการอ้างอิง] และนายบุศย์ สิมะเสถียร[ต้องการอ้างอิง] ได้ทำเรื่องเสนอ ดร.เดือน บุนนาค เลขาธิการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เพื่อขออนุมัติจาก ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์[ต้องการอ้างอิง] และเมื่อได้รับฉันทานุมัติจากทั้ง 2 สถาบันเรียบร้อยแล้ว งานฟุตบอลประเพณีก็ได้เริ่มต้นขึ้นโดยฝ่ายธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2477[ต้องการอ้างอิง] ในการจัดการแข่งขันครั้งแรกนั้นได้มีการเก็บค่าผ่านประตูคนละ 1 บาท[ต้องการอ้างอิง] รายได้ทั้งหมดมอบให้กับสมาคมปราบวัณโรค ซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุดในขณะนั้น[ต้องการอ้างอิง] จึงได้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาทุกปีว่ารายได้ที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายแล้วจะมอบให้กับการกุศลทุกครั้ง[ต้องการอ้างอิง] เช่น บำรุงการทหาร[ต้องการอ้างอิง] สมทบทุนสร้างเรือนพักคนไข้วัณโรค[ต้องการอ้างอิง] ช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัย[ต้องการอ้างอิง] บำรุงสภากาชาดไทย[ต้องการอ้างอิง] บำรุงมูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก[ต้องการอ้างอิง] สมทบทุนอานันทมหิดล[ต้องการอ้างอิง] สร้างโรงเรียนชาวเขา[ต้องการอ้างอิง] ฯลฯ จนกระทั่งในปี 2521 จึงได้นำรายได้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย[ต้องการอ้างอิง]

ด้านสถานที่จัดการแข่งขันนั้น ในครั้งแรกได้จัดขึ้นที่ท้องสนามหลวง[ต้องการอ้างอิง] ต่อมาในครั้งที่ 2 - 4 ได้ย้ายมาจัดที่สนามฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย[ต้องการอ้างอิง] และครั้งที่ 5 ก็ได้ย้ายสถานที่จัดการแข่งขันอีกครั้ง มาจัดที่สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติจนถึงปัจจุบัน[ต้องการอ้างอิง]

เหตุที่การจัดงานฟุตบอลครั้งนี้[เมื่อไร?]เป็นครั้งที่ 67 แทนที่จะเป็นครั้งที่ 75 เป็นเพราะในบางปีได้เกิดความวุ่นวายขึ้นจนไม่สามารถจัดงานได้[ต้องการอ้างอิง] เช่น ปี พ.ศ. 2485 ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ทั่วกรุงเทพฯ[ต้องการอ้างอิง] ปีพ.ศ. 2487 - 2491 เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ปีพ.ศ. 2494 เกิดกบฎแมนฮัตตัน[ต้องการอ้างอิง] ส่วนในปี พ.ศ. 2516 - 2518 องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เห็นว่างานฟุตบอลประเพณีฯ เป็นงานที่ฟุ่มเฟือย[ต้องการอ้างอิง] เหตุการณ์ต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานี้เองเป็นสาเหตุให้จำต้องงดงานฟุตบอลประเพณีฯ ไป[ต้องการอ้างอิง]

อนึ่ง นับตั้งแต่การแข่งขันครั้งที่ 10 คือในวันที่ 30 ธันวาคม 2492 หลังจากเหตุการณ์สงครามมหาเอเชียบูรพาเป็นต้นมา เสียงเพลงพระราชทาน “มหาจุฬาลงกรณ์” และ “ยูงทอง” ได้ดังก้องขึ้นเป็นครั้งแรก[ต้องการอ้างอิง] ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ได้เสด็จมาเป็นองค์ประธานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัล[ต้องการอ้างอิง] ปีนั้นจึงเป็นปีแรกที่ได้เกิดการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทาน[ต้องการอ้างอิง] และตั้งแต่ปีพ.ศ. 2495 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานและพระราชทานถ้วยรางวัลด้วยพระองค์เองมาโดยตลอด[ต้องการอ้างอิง] แม้ในปัจจุบันที่ทรงมิได้เสด็จพระราชดำเนินมาด้วยพระองค์เองแล้ว ก็โปรดให้ผู้แทนพระองค์เสด็จแทนพระองค์มาเป็นองค์ประธานมิเคยขาด[ต้องการอ้างอิง] นับเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งของนิสิตนักศึกษาทั้งสองมหาวิทยาลัย[ทำไม?]

[แก้] จุดเด่น

[แก้] จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[แก้] การอัญเชิญพระเกี้ยว

การอัญเชิญพระเกี้ยวเข้ามาสู่สนามการแข่งขันเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่นักกีฬาและกองเชียร์ โดยความเป็นจริง นิสิตจุฬาฯ ทุกคนต่างมีฐานะเป็นผู้อัญเชิญพระเกี้ยว[ต้องการอ้างอิง] แต่เนื่องจากในทางปฏิบัตินั้นไม่สามารถให้ทุกคนเป็นผู้อัญเชิญพระเกี้ยวได้ ดังนั้น จึงต้องคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นตัวแทนนิสิตเพื่อทำหน้าที่นี้ ปัจจุบัน การอัญเชิญพระเกี้ยวจะคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นนิสิตชาย 1 คน และ นิสิตหญิง 1 คน เพื่อเป็นตัวแทนบรรดานิสิตอัญเชิญพระเกี้ยวเข้าสู่สนามแข่งขัน[ต้องการอ้างอิง]

การอัญเชิญพระเกี้ยวปรากฏหลักฐานครั้งแรกในหนังสือพิมพ์สยามนิกร (พิเศษ) ฉบับวันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2507 โดยมีนิสิตหญิง 1 คน เป็นผู้อัญเชิญ[1] การแข่งขันฟุตบอลประเพณีครั้งที่ 62 นั้น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงเป็นผู้แทนนิสิตในการอัญเชิญพระเกี้ยว[2]

[แก้] ผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเชียร์ของกองเชียร์ในระยะแรกนั้น ผู้นำเชียร์หรือประธานเชียร์จะเป็นผู้ให้จังหวะปรบมือแก่กองเชียร์[ต้องการอ้างอิง] จนกระทั่ง ในการแข่งขันฟุตบอลประเพณีประมาณครั้งที่ 36-40 จึงมีการเปลี่ยนแปลงท่าทางของผู้นำเชียร์ขึ้นใหม่[ต้องการอ้างอิง]

หลักการสำคัญของผู้นำเชียร์แห่งจุฬาฯ นั้น มี 5 ประการ ได้แก่ การให้จังหวะ การควบคุมกองเชียร์ ความสวยงาม ความพร้อมเพรียง และรูปแบบในการนำเสนอ[ต้องการอ้างอิง] ในยุคนี้เอง[เมื่อไร?] ผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ เชียร์ลีดเดอร์ จุฬาฯ เริ่มมีการแต่งตัวให้สวยงาม สร้างสีสันให้กับสแตนด์เชียร์มากขึ้น[ต้องการอ้างอิง] ภายหลังได้มีการสรรหาผู้นำเชียร์ หรือ เชียร์ลีดเดอร์ จากการเปิดรับสมัครคัดเลือกอย่างเป็นทางการ จากนิสิตทั่วไป ไม่จำกัดคณะและชั้นปี[ต้องการอ้างอิง] ในแต่ละปีนั้นมีจำนวนผู้ผ่านการคัดเลือกแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมของผู้สมัครในปีนั้นๆ โดยทั่วไปแล้วมักมีจำนวนเฉลี่ยรุ่นละ 11-13 คน[ต้องการอ้างอิง]

หน้าที่หลักในปัจจุบันของผู้นำเชียร์ หรือ เชียร์ลีดเดอร์ นอกจากจะทำหน้าที่นำเชียร์ ควบคุมจังหวะการร้องเพลงเชียร์ของสแตนด์แล้ว ยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของนิสิตจุฬา ในการประชาสัมพันธ์งานฟุตบอลประเพณีฯ และบำเพ็ญประโยชน์แก่สาธารณะอีกด้วย[ต้องการอ้างอิง]

[แก้] มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[แก้] ทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หากจะกล่าวย้อนไปในอดีตตั้งแต่สมัยก่อนเหตุการณ์วันมหาประชาปีติ 14 ตุลาคม 2516 ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำในขบวนอัญเชิญธรรมจักร ถ้วยพระราชทาน ป้ายนามมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง และดรัมเมเยอร์ ได้มาจากการคัดเลือก[ต้องการอ้างอิง] และมีผู้ที่ได้รับคัดเลือกมาทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้หลายคน เช่น ฯพณฯ ชวน หลีกภัย เป็นต้น[ต้องการอ้างอิง] แต่ช่วงหลังจากนั้นมา ประเพณีการคัดเลือกก็ได้งดไป[ต้องการอ้างอิง] ผลจากยุคสายลมและแสงแดดที่มองภาพว่าเป็นสัญลักษณ์ของความฟุ่มเฟือย[ต้องการอ้างอิง] และมีคำขวัญที่ว่า "ธรรมจักรเป็นของชาวธรรศาสตร์ทุกคน ทุกคนจึงมีสิทธิในการอัญเชิญได้"[ต้องการอ้างอิง] จึงคงไว้เพียงขบวนอัญเชิญธรรมจักรและรับสมัครทุกคนที่สนใจร่วมแบกเสลี่ยงอัญเชิญโดยไม่มีผู้แทน ตั้งแต่งานฟุตบอลประเพณีครั้งที่ 47[ต้องการอ้างอิง] แต่มีบางโอกาสที่มีการเชิญบุคคลสำคัญเพื่อเป็นเกียรติกับทางมหาวิทยาลัยเช่นในงานฟุตบอลปี 54 ที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาได้ทรงเป็นผู้อัญเชิญธรรมจักร เป็นต้น[ต้องการอ้างอิง]

จนกระทั่งเมื่อปี 2544 ทางสมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและจึงได้ฟื้นฟูผู้นำในขบวนอัญเชิญธรรมจักรและดรัมเมเยอร์และทำหน้าที่ในการบำเพ็ญประโยชน์ ตลอดจนการรณรงค์และส่งเสริมให้นักศึกษาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมกันมากขึ้นกลับมา ในชื่อว่า “ทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ตั้งแต่งานฟุตบอลประเพณีครั้งที่ 58 (พ.ศ. 2545) เป็นต้นมา[ต้องการอ้างอิง]

หน้าที่ในงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯนั้น ทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์จะเป็นตัวแทนนักศึกษาในการนำขบวนพาเหรดทั้งหมดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้าสู่สนาม โดยเป็นผู้อัญเชิญป้ายนามมหาวิทยาลัย ถ้วยพระราชทาน อัญเชิญพานพุ่มนำขบวนอัญเชิญธรรมจักร และดรัมเมเยอร์[ต้องการอ้างอิง] นอกจากนี้ ทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในแต่ละปีนั้น จะมีหน้าที่ในการบำเพ็ญประโยชน์ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย[ต้องการอ้างอิง] ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานรับบริจาคเลือดที่ชื่อว่า เลือดไม่แบ่งสี ที่จัดร่วมกับตัวแทนนิสิตและผู้อัญเชิญพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[ต้องการอ้างอิง] หรือกิจกรรมต่างๆเช่น การไปเลี้ยงอาหารกลางวัน ณ บ้านเด็กด้อยโอกาส[ต้องการอ้างอิง] การพาเด็กด้อยโอกาสไปทัศนศึกษาตามที่ต่างๆ[ต้องการอ้างอิง] การจัดกิจกรรมปลูกป่า[ต้องการอ้างอิง] สร้างบ้านดินในต่างจังหวัด[ต้องการอ้างอิง] ทั้งนี้ก็เพื่อดำเนินตามหลักของธรรมศาสตร์ที่ว่า "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน"นั่นเอง[ต้องการอ้างอิง][ทำไม?]

ในส่วนของการคัดเลือกทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น จะมีการคัดเลือกอย่างละเอียด[ต้องการอ้างอิง] โดยพิจารณาถึงทั้งลักษณะ บุคลิก ความรู้ความสามารถ ทั้งในด้านการเรียน และในความรู้เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การมีจิตอาสา มีคุณธรรมและพร้อมที่จะช่วยเหลือแก่สังคม[ต้องการอ้างอิง] ซึ่งจะมีการคัดเลือกเป็นประจำทุกปี[ต้องการอ้างอิง] ซึ่งผู้ที่ได้รับคัดเลือกก็จะถือว่าเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งหมดในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย[ต้องการอ้างอิง][ทำไม?]

[แก้] เชียร์ลีดเดอร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เชียร์ลีดเดอร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ ผู้นำเชียร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นตัวแทนนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสำหรับทำหน้านำกองเชียร์ร้องเพลงส่งเสียงเชียร์ ประกอบรหัสสัญญาณ การเคลื่อนไหวร่างกาย หรืออุปกรณ์ เพื่อความพร้อมเพรียง มีพลัง ความสวยงาม และความสนุกสนานของการเชียร์และแปรอักษรโดยเฉพาะงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

การนำเชียร์เป็นกลุ่มเริ่มพัฒนาอย่างจริงจังประมาณปี พ.ศ. 2525[ต้องการอ้างอิง] โดยเริ่มจากกลุ่มตัวแทนและนิสิตนักศึกษาจากจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ร่วมกันคิดค้นท่าทางสำหรับการนำเชียร์เพลงประจำสถาบัน"ยูงทอง" และ "มหาจุฬาลงกรณ์"ของทั้งสองมหาวิทยาลัยร่วมกัน โดยใช้ท่าทางที่มีความหมายตรงกับเนื้อหาของเพลงทั้งสอง เช่น ท่าตึกโดม ท่าพระเกี้ยว ท่าธรรมจักร รวมถึงท่าทางพื้นฐานอื่น ๆ[ต้องการอ้างอิง] โดยทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีแนวคิดและต้นแบบแรงบันดาลใจจาก ผู้ควบคุมวงดนตรีหรือ วาทยากร ที่ทำหน้าที่นำการเล่นดนตรีวงใหญ่ หรือ การร้องประสานเสียง เนื่องจากผู้นำเชียร์นั้นนอกจากจะมีท่วงท่าสง่างาม ยังมีรหัสสัญญาณมือที่สื่อความหมายสามารถประยุกต์ใช้กับการร้องเพลงเป็นหมู่คณะของกองเชียร์[ต้องการอ้างอิง]

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงร่วมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ธรรมศาสตร์เมื่อครั้งงานฟุตบอลประเพณีครั้งที่ 55 นำเชียร์ในเพลง แผ่นดินของเรา ช่วงการแสดงพักครึ่งในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา[ต้องการอ้างอิง]

[แก้] ผลการแข่งขัน

ครั้งที่ วันที่ ผลการแข่งขัน จำนวนประตู
1 4 ธันวาคม 2477 เสมอ 1-1
2 พ.ศ. 2478 เสมอ 3-3
3 พ.ศ. 2479 ธรรมศาสตร์ชนะ 4-1
4 พ.ศ. 2480 ธรรมศาสตร์ชนะ 2-1
5 พ.ศ. 2481 ธรรมศาสตร์ชนะ 2-1
6 พ.ศ. 2482 เสมอ 0-0
7 พ.ศ. 2483 เสมอ 2-2
8 พ.ศ. 2484 จุฬาฯ ชนะ 2-0
9 พ.ศ. 2486 จุฬาฯ ชนะ 3-1
10 30 ธันวาคม 2492 ธรรมศาสตร์ชนะ 3-2
11 30 ธันวาคม 2493 จุฬาฯ ชนะ 5-3
12 27 ธันวาคม 2495 เสมอ 0-0
13 19 ธันวาคม 2496 ธรรมศาสตร์ชนะ 3-1
14 25 ธันวาคม 2497 จุฬาฯ ชนะ 1-0
15 24 ธันวาคม 2498 เสมอ 2-2
16 25 ธันวาคม 2499 เสมอ 0-0
17 21 ธันวาคม 2500 ธรรมศาสตร์ชนะ 3-1
18 20 ธันวาคม2501 จุฬาฯ ชนะ 3-2
19 26 ธันวาคม 2502 ธรรมศาสตร์ชนะ 2-1
20 27 ธันวาคม 2503 เสมอ 1-1
21 23 ธันวาคม 2504 เสมอ 1-1
22 22 ธันวาคม 2505 เสมอ 0-0
23 8 มกราคม 2507 ธรรมศาสตร์ชนะ 3-1
24 26 ธันวาคม 2507 ธรรมศาสตร์ชนะ 3-0
25 25 ธันวาคม 2508 ธรรมศาสตร์ชนะ 2-1
26 24 ธันวาคม 2509 ธรรมศาสตร์ชนะ 2-0
27 30 ธันวาคม 2510 เสมอ 1-1
28 21 ธันวาคม 2511 จุฬาฯ ชนะ 2-0
29 27 ธันวาคม 2512 ธรรมศาสตร์ชนะ 1-0
30 30 มกราคม 2514 เสมอ 0-0
31 29 มกราคม 2515 ธรรมศาสตร์ชนะ 4-0
32 23 ธันวาคม 2515 ธรรมศาสตร์ชนะ 2-1
33 31 มกราคม 2519 ธรรมศาสตร์ชนะ 2-0
34 21 มกราคม 2521 ธรรมศาสตร์ชนะ 1-0
35 20 ธันวาคม 2522 จุฬาฯ ชนะ 2-0
36 20 มกราคม 2523 เสมอ 0-0
37 31 มกราคม 2524 เสมอ 1-1
38 27 มกราคม 2525 เสมอ 2-2
39 29 มกราคม 2526 เสมอ 1-1
40 21 มกราคม 2527 ธรรมศาสตร์ชนะ 1-0
ครั้งที่ วันที่ ผลการแข่งขัน จำนวนประตู
41 27 มกราคม 2528 เสมอ 1-1
42 26 มกราคม 2529 เสมอ 1-1
43 25 มกราคม 2530 ธรรมศาสตร์ชนะ 1-0
44 30 มกราคม 2531 จุฬาฯ ชนะ 2-1
45 21 มกราคม 2532 จุฬาฯ ชนะ 2-0
46 20 มกราคม 2533 เสมอ 1-1
47 19 มกราคม 2534 เสมอ 0-0
48 18 มกราคม 2535 เสมอ 1-1
49 23 มกราคม 2536 ธรรมศาสตร์ชนะ 2-1
50 22 มกราคม 2537 เสมอ 2-2
51 21 มกราคม 2538 จุฬาฯ ชนะ 2-1
52 20 มกราคม 2539 ธรรมศาสตร์ชนะ 1-0
53 18 มกราคม 2540 เสมอ 1-1
54 7 กุมภาพันธ์ 2541 เสมอ 0-0
55 23 มกราคม 2542 จุฬาฯ ชนะ 2-1
56 15 มกราคม 2543 เสมอ 0-0
57 20 มกราคม 2544 จุฬาฯ ชนะ 2-0
58 19 มกราคม 2545 เสมอ 2-2
59 25 มกราคม 2546 เสมอ 0-0
60 24 มกราคม 2547 เสมอ 0-0
61 22 มกราคม 2548 ธรรมศาสตร์ ชนะ 1–0
62 21 มกราคม 2549 จุฬาฯ ชนะ 2-0
63 20 มกราคม 2550 เสมอ 1-1
64 17 พฤษภาคม 2551 เสมอ 0-0
65 31 มกราคม 2552 ธรรมศาสตร์ชนะ 2-0
66 16 มกราคม 2553 เสมอ 0-0
67 5 กุมภาพันธ์ 2554 จุฬาฯ ชนะ 3-1
68 25 กุมภาพันธ์ 2555 จุฬาฯ ชนะ 1-0

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ การอัญเชิญพระเกี้ยวในงานฟุตบอลประเพณี จาก หอประวัติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  2. ^ จุฬาสัมพันธ์, ปีที่ 49, ฉบับที่ 4, วันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2549

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น