สโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด
Sheffield United logo
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด
ฉายา ดาบคู่, พ่อมดแดงขาว[1]
ก่อตั้ง 1889
สนาม บรามอลล์ เลน
เชฟฟิลด์
(ความจุ: 32,702)
เจ้าของ เควิน แมคเคบบ์
ประธานสโมสร คริสโตเฟอร์ สเตียร์
ผู้จัดการทีม แดนนี่ วิลสัน
ลีก ลีกวัน
2011-2012 ลีกวัน, อันดับที่ 3
สีชุดเหย้า
สีชุดเยือน
ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์ยูไนเต็ด (อังกฤษ: Sheffield United Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพอังกฤษ ตั้งอยู่ในเมืองเชฟฟีลด์ เซาท์ยอร์กเชียร์

พวกเขาเป็นสโมสรแรกที่ใช้ชื่อต่อท้ายว่า "ยูไนเต็ด" และฉายา ดาบคู่ (The Blades) ของพวกเขาก็มาจากการที่เมืองของเขามีอุตสาหกรรมเหล็กกล้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก[1] สนามเหย้าของพวกเขาคือ บรามอลล์เลน ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังใช้อยู่

สโมสรเชฟฟีลด์ ยูไนเต็ดประสบความสำเร็จในช่วงระหว่างปี 1897 ถึง 1902 โดยได้แชมป์ลีกในปี ค.ศ. 1898 และได้แชมป์เอฟเอคัพในปี ค.ศ. 1899 และ 1902 และอีกครั้งในปี 1915 และ 1925 พวกเขายังเคยเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศอีกสองครั้งในปี 1901 และ 1936 เข้าถึงรอบรองชนะเลิศอีกสี่ครั้งในปี 1961, 1993, 1998 และปี 2003 นอกจากนี้ในถ้วยลีกคัพ ผลงานที่ดีที่สุดของพวกเขาก็คือการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในปี 2003 อีกเช่นเดียวกัน

ผลงานในช่วงที่ผ่านมา ทีมดาบคู่ สามารถเลื่อนชั้นมาเล่นพรีเมียร์ ลีกได้ในปี 2006 แต่อยู่ได้แค่ปีเดียวกตกชั้นไปอีกครั้ง พวกเขาสามารถเข้าถึงรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นได้ในปี 2009 แต่จากความไว้วางใจในตัวผู้เล่นที่ยืมมาประกอบกับการขายดาวดังไป ทำให้ทีมต้องตกชั้นไปสู่ลีก วัน เป็นครั้งในรอบ 23 ปี

ปัจจุบันในฤดูกาล 2011-2012 ตกอยู่ในลีกที่ 3 หรือฟุตบอลลีกวัน เป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี

ประวัติ[แก้]

United conceding the third goal in the 1901 FA Cup Final against Tottenham Hotspur in Bolton

สโมสรเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ.1889 ที่โรงแรมอเดลฟี ในเมืองเชฟฟิลด์ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์ครูซิเบิ้ล Crucible Theatre) โดยผู้ก่อตั้งคือ เซอร์ ชาร์ลส์ เคร็ก ประธานสโมสรคริกเก็ต เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ซึ่งเคยใช้สนามบรามอลล์ เลนมาก่อน ก่อนจะย้ายไปที่โอลีฟ โกรฟ ท่านเซอร์จึงต้องหาทีมใหม่มาเช่าสนามแทน ซึ่งก็คือเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดนี่เอง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่ายุคที่รุ่งเรืองที่สุดของเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดอยู่ในช่วง 40 ปีแรกของสโมสร ระหว่างปี 1895-1935 เมื่อพวกเขาในแชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาล 1897-98 รองแชมป์ในปี 1896-97 และ 1899-1900 ชนะเลิศเอฟเอ คัพ ปี 1899, 1902 ,1915 และ 1925 รองชนะเลิศปี 1901 และปี 1936 จากปี 1925 เป็นต้นมา พวกเขาก็ไม่เคยสัมผัสถ้วยแชมป์อีกเลย หลังจากนั้นพวกเขาก็มักจะขึ้นชั้น ตกชั้น สลับกันไป พวกเขาเคยเข้าถึงรอบรองชนะเลิศบอลถ้วยในประเทศทั้งสองถ้วยและยังได้เตะเพลย์ออฟเลื่อนชั้นในเดอะ แชมเปี้ยนชิพอีกในฤดูกาล 2002-03 แต่ก็พลาดทั้งหมด

ช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดอยู่ในช่วงปี 1975 ถึง 1981 จากที่จบอันดับ 6 ดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 1974-75 ปีต่อมาพวกเขากลับตกชั้นสู่ดิวิชั่น 2 และอีก 3 ปีก็ตกชั้นอีกสู่ดิวิชั่น 3 เท่านั้นยังไม่พอในปี 1981 พวกเขาก็ตกชั้นสู่ดิวิชั่น 4 (ซึ่งเทียบเท่า ลีก ทูในปัจจุบัน) แต่อยู่ได้แค่ปีเดียวพวกเขาก็กลับสู่ดิวิชั่น 3 และ แค่ 2 ปีก็เลื่อนชั้นกลับสู่ดิวิชั่น 2 อีกครั้ง

พวกเขาตกชั้นสู่ดิวิชั่น 3 อีกครั้งในปี 1988 แต่หลังจากได้ผู้จัดการทีมคนใหม่คือ เดฟ บาสเซตต์ เขาก็ทำให้เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด กลับสู่ยุคที่ถือว่าประสบความสำเร็จอีกครั้ง เมื่อใช้เวลาแค่ 2 ปีนำเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดคืนสู่ ลีกสูงสุดอีกครั้งในปี 1990 หลังจาก 14 ปีที่ตกชั้นไป คราวนี้พวกเขาอยู่ได้ถึง 4 ฤดูกาล (เป็นหนึ่งในทีมที่อยู่ในยุคก่อตั้งพรีเมียร์ ลีก) และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพในฤดูกาล 1992-93 ก่อนตกชั้นไปในปี 1994

พวกเขาไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดถึงอีก 12 ปี โดยในช่วงเวลาเหล่านั้นพวกเขาเกือบที่จะได้เลื่อนชั้นมาอยู่หลายครั้งเช่น เข้าถึงรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นในปี 1997 ซึ่งคุมโดย โฮเวิร์ด เคนดัลล์ ผู้รับตำแหน่งต่อจากเดฟ บาสเซตต์ อีกครั้งในปี 1998 โดยผู้จัดการทีมชั่วคราว สตีฟ ทอมป์สัน ปีถัดมาพวกเขาได้นีล วอร์น็อกเข้ามาคุม แต่กลับสู่สภาวะที่ยากลำบากอีกครั้งเมื่อจบอันดับเกือบท้ายตารางและสถานการณ์ทางการเงินที่เข้าขั้นวิกฤตจึงไม่สามารถที่จะหาผู้เล่นมาเสริมทีมได้ตามที่ต้องการ เมื่อถึงฤดูกาล 2002-03 ก็เป็นอีกฤดูกาลที่น่าจดจำของสโมสรเมื่อเข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลถ้วยภายในประเทศทั้งสองรายการ และได้เพลย์ออฟ เลื่อนชั้น แต่ก็น่าเสียดาย ที่พลาดทั้งหมด โดยรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้น แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตันไป 3-0 อย่างไรก็ตาม นีล วอร์น็อกก็สามารถนำทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จในปี 2006 เมื่อพาทีมจบตำแหน่งรองชนะเลิศในลีกแชมเปี้ยนชิพ แต่อยู่ได้ปีเดียวก็ต้องตกชั้นไป ท่ามกลางการโต้เถียงที่รุนแรงกับ คาร์ลอส เตเบซ (ถ้าจำกันได้ ปีนั้นแมทช์สุดท้าย คาร์ลอส เตเบซ เป็นคนยิงให้เวสต์แฮมบุกไปเอาชนะแมน ยูไนเต็ดถึงถิ่น ซึ่งก่อนแข่งเวสต์แฮมมีแต้มเท่ากับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดแต่ลูกได้เสีย เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดดีกว่า ทำให้เวสต์แฮม รอดตกชั้น ส่วนเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ตกชั้น) หลังจากนั้นเขาก็ลาออก

พวกเขาประสบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากอีกครั้งในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วยค่าเหนื่อยที่ไม่เหมาะสมกับระดับฝีเท้าของนักเตะประกอบกับช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จสั้นเกินไป ในปี 2009 เควิน แบล็กเวลล์ พาทีมเข้าถึงรอบเพลย์ออฟเลื่อนชั้นอีกครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ทีมเข้าสู่ยุคมืดมนอีกครั้ง ฤดูกาล 2010-11 ถือเป็นหายนะอย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาเปลี่ยนผู้จัดการทีมไปถึง 3 คน สุดท้ายก็ต้องตกชั้น ซึ่งคุมโดยมิกกี้ อดัมส์ นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องตกชั้นสู่ลีกวันเป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี และเพียง 5 ปีเท่านั้นหลังจากที่อยู่ในพรีเมียร์ลีก

สนาม[แก้]

The John Street Stand at Bramall Lane

สโมสรเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดเล่นที่สนามบรามอลล์ เลน ใกล้กับใจกลางเมืองเชฟฟิลด์ สนามบรามอลล์ เลนเป็นสนามฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังใช้เตะอยู่ในปัจจุบัน โดยเกมแรกต้องย้อนไปถึงปี 1862[2] โดยเป็นการพบกันระหว่างทีมฮัลลัมกับทีมเชฟฟิลด์ คลับ และยังเป็นสนามแรกในโลกที่มีการเปิดไฟในสนามเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ปี 1878 โดยทีมที่มาเตะนั้นถูกเลือกโดยสมาคมฟุตบอลเมืองเชฟฟิลด์เอง โดยไฟนั้นได้มาจากเครื่องปั่นไฟ 2 ตัว มีผู้ชมประมาณ 20,000 คน ผลการแข่งขัน 2-0 ตอนแรกสนามแห่งนี้ถูกใช้เป็นสนามคริกเก็ตโดยแมทช์แรกที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการพบกันระหว่างทีมยอร์กเชียร์กับทีมซัสเซ็กส์ในปี 1855 สโมสรคริกเก็ตของเมืองได้เกิดในปี 1854 โดยใช้ชื่อว่า สโมสรคริกเก็ต เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดและสนามบรามอลล์ เลนถูกเช่าโดยสโมสรจากดยุคแห่งนอร์ฟอล์ค สนามได้เปิดการแข่งขันคริกเก็ตเมื่อวันที่ 30 เมษายน 1855 สโมสรคริกเก็ต ยอร์กเชียร์ เคาน์ตี้ ได้ถือกำเนิดขึ้นที่สนามแห่ง และใช้สนามแห่งนี้จนถึงแมทช์สุดท้ายเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 1973 โดยพบกับคู่อริเก่า แลงคาเชียร์ สนามแห่งนี้ได้รับการต่อเติมเพิ่มที่นั่งอีก 3,000 ที่นั่ง ในปี 2006 บริเวณมุมของสนาม[3] ทำให้สนามมีที่นั่งเพิ่มเป็น 32,609 ที่นั่ง[4] ในปี 2009 สโมสรได้อนุญาตให้มีการต่อเติมสนามอีกครั้ง โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกจะขยายสนามฝั่งเดอะ คอปออกไป ซึ่งจะทำให้สนามมีความจุประมาณ 37,000 ที่นั่ง และจะเอาสแตนด์ฝั่งหลักออกจากนั้นจะติดตั้งจอยักษ์เข้าไปที่หลังคา ในช่วงสอง สแตนด์ฝั่งวาลัด (แสตนด์ฝั่งอาโนลด์ ลาเวอร์เก่า) จะถูกต่อเติมทำให้มีความจุประมาณ 40,000 ที่นั่ง โดยเป้าหมายรองของการต่อเติมคราวนี้ก็เพื่อการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกของอังกฤษในปี 2018 หรือ 2022 ซึ่งเมืองเชฟฟิลด์ถูกเลือกเป็นหนึ่งในเมืองที่จะใช้จัดการแข่งขัน อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ปี 2009 สมาคมฟุตบอลของอังกฤษได้เลือกสนามฮิลส์โบโร่ ของเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ แทนหากอังกฤษได้เป็นเจ้าภาพ เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้เทรเวอร์ เบิร์ช ประธานบริหารของเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดต้องพักโครงการนี้ไว้ชั่วคราว จนกว่าสโมสรจะกลับสู่พรีเมียร์ ลีกอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หลังจากการตกชั้นในปี 2011 ดูเหมือนว่าโครงการนี้จะยิ่งเป็นไปไม่ได้ไปกันใหญ่

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน[แก้]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
3 เฮติ DF Lecsinel Jean-François
4 สกอตแลนด์ MF Nick Montgomery
5 อังกฤษ DF Chris Morgan (captain)
8 ประเทศไอร์แลนด์ MF Michael Doyle (vice captain)
11 สกอตแลนด์ MF Ryan Flynn
13 อังกฤษ GK Mark Howard
14 จาเมกา MF Lee Williamson
15 สกอตแลนด์ DF Neill Collins
17 อังกฤษ FW Richard Cresswell
18 ประเทศไอร์แลนด์ MF Matthew Harriott
19 อังกฤษ DF Harry Maguire
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
20 ประเทศไอร์แลนด์ MF David McAllister
21 อังกฤษ FW Chris Porter
22 อังกฤษ FW Danny Philliskirk
24 นอร์เวย์ MF Erik Tønne
25 อังกฤษ GK George Long
27 สกอตแลนด์ MF Kevin McDonald
28 ประเทศไอร์แลนด์ MF Stephen Quinn
30 อังกฤษ DF Marcus Williams
31 อังกฤษ FW Jordan Chappell
อังกฤษ FW John Cofie (on loan from Manchester United)
อังกฤษ DF Terry Kennedy


อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "Sheffield United Football Club". Sheffield City Council. สืบค้นเมื่อ 12 October 2011. 
  2. "A brief history". Sheffield United official website. สืบค้นเมื่อ 2008-10-07. 
  3. 2000 seat corner stand, completed September 2006. Retrieved on 3 December 2006[ลิงก์เสีย]
  4. BBC webpage. Retrieved on 3 December 2006[ลิงก์เสีย]