สโมสรฟุตบอลนอตทิงแฮมฟอเรสต์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นอตทิงแฮมฟอเรสต์
Nottingham Forest.png
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลนอตทิงแฮมฟอเรสต์
ฉายา Forest, The Reds, NFFC, The Tricky Trees, เจ้าป่า[1] Foresters[2]
สนาม ซิตี้ กราวน์
เวาต์ บริกฟอร์ด
นอตทิงแฮม NG2 5FJ
อังกฤษ
(ความจุ: 30,576[3])
เจ้าของ ตระกูลอัล-ฮาซาวิ
ประธานสโมสร ฟาวาซ อัล-ฮาซาวิ
ผู้จัดการทีม ซีน อ'ดิสคอล
ลีก ฟุตบอลลีกแชมเปียนชิป
2011-12 ฟุตบอลลีกแชมเปียนชิป, อันดับที่ 19
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
สีชุดเหย้า
สีชุดเยือน
ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลนอตทิงแฮมฟอเรสต์ (อังกฤษ: Nottingham Forest Football Club; รู้จักในไทยว่า สโมสรฟุตบอล นอตทิงแฮม ฟอเรสต์) เป็นสโมสรฟุตบอลประจำเมืองนอตทิงแฮม ประเทศอังกฤษ มีฉายาในภาษาไทยว่า "เจ้าป่า" เป็นสโมสรที่เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนส์คัพ (ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปัจจุบัน) ได้ถึงสองสมัยติดต่อกัน คือใน ปี ค.ศ.1979 และ 1980 ก่อนจะตกต่ำถูกลดชั้นลงไปเล่นในลีกระดับรอง ปัจจุบันฟอเรสต์เล่นอยู่ในแชมป์เปี้ยนชิพ ลีก หรือดิวิชั่น 1 อันเป็นลีกรองลงมาจากพรีเมียร์ลีก

ประวัติ[แก้]

ฟอเรสต์ได้ก่อตั้งใน 1865 โดยกลุ่ม shinty (เป็นสโมสรที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่อยู่มาถึงปัจจุบัน) ใน 1862. พวกเขาเข้าร่วมใน Football Alliance ใน 1888 และได้ชนะในการแข่งขันในปี 1892. พวกเขาได้รับอนุญาตให้เข้ากับฟุตบอลลีกและฟอเรสต์ชนะ เอฟเอคัพในปี 1898 ฟอเรสต์ อ้างเกียรติยศของพวกเขาขณะที่พวกเขาชนะเอฟเอคัฟ 1898 ชนะ สโมสรฟุตบอลดาร์บีเคาน์ตี 3-1 ที่สนามของ Crystal Palace อย่างไรก็ตาม สโมสรได้ใช้ตกชั้นไปเล่นในลีกสอง (แชมป์เปียนชิพในปัจจุบัน) ในปี 1949 และสโมสรก็ได้ตกชั้นไปเล่นใน ลีกสาม (ลีกวันในปัจจุบัน), ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาในอีกสองปี หลังจากนั้นก็ได้แชมป์ "แชมป์เปียนชิพ" พวกเขาได้เลื่อนชั้นไปเล่นใน พรีเมียร์ชิพ(พรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน) ในปี 1957 และชนะเอฟเอคัพเป็นครั้งที่สองในปี 1959, แม้สูญเสีย รอย ดไวทย์ ลุงของ เอลตัน จอห์น และ เป็นทีมแรกที่เอาชนะ 'hoodoo' ที่ Wembley โดยครั้งนี้ได้กลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในนอตทิงแฮม แต่หลังจากที่ยิ่งใหญ่สุด ๆ ได้เข้ารอบรองชนะเลิศในปี 1967 ฟอเรสต์ก็ตกชั้นจากพรีเมียร์ชิพในปี 1972

ฟอเรสต์เป็นทีมเล็ก ๆ ใน ลีกมาตรฐานของอังกฤษ จนกระทั่งกลางปี 1970 เมื่อ ไบรอัน คลัฟ และผู้ช่วยของเขา ปีเตอร์ เทเลอร์ เข้ามาคุมทีม คลัพว์เป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ของฟอเรสต์ พวกเขาได้แชมป์ลีกกับทีม คาร์บี้เคาว์ตี้ ในปี 1972 ที่ลนามของ ฟอเรสต์ ในวันที่ 6 มกราคม ปี 1975 หลังจากแพ้ 0-2 ในบ้านของพวกเขาต่อ น็อต เคาน์ตี ในวัน บ็อกซิง เดย์ (ฟอเรสต์ ไม่มีบอดร์ตัดสินใจ) จึงไล่ผู้จัดการทีมคนเก่าออก อลัน บราวน์ และเมื่อคลัวพ์ได้มาคุมเป็นนัดแรก มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เอฟเอคัฟรอบสามนัดรีเพลยกับ สโมสรฟุตบอลทอตแนมฮ็อตสเปอร์ ชนะไป1-0 ประตูชัยจากกองหน้าชาวสก็อต เนล มาร์ติน (ในการเล่นกับฟอเรสต์ มาร์ตินเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงได้ 100 ประตู ในลีกทั้งอังกฤษและสกอตแลนด์)

ทีมชุดปัจจุบัน[แก้]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
1 GK [[]]
2 สหรัฐอเมริกา DF เอริก ลีไฮ
3 อังกฤษ DF แดน ฮาร์ดิ้ง
4 อังกฤษ MF ไซมอน กิลเลด
5 เวลส์ MF แดนนี่ คอลลินส์
6 ฝรั่งเศส MF กาย มูซี่
7 MF [[]] (ยืมตัวมาจากสโมสรฟุตบอ)
8 อังกฤษ MF คริส โคเฮน (Captain)
9 อังกฤษ FW ดาริอุส เฮนเดอร์สัน
10 อังกฤษ MF เฮนรี่ ฮันส์บิวรี่
11 ประเทศไอร์แลนด์ MF แอนดี้ รีด (Vice Captain)
12 สกอตแลนด์ FW เจมมี่ แม็กกี้
14 อังกฤษ MF โจนาธาน กรีนนึ่ง
15 อังกฤษ DF เกรท ฮาร์ฟฟอร์ด
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
16 อังกฤษ DF จาเมล ลาสเซลล์
17 อังกฤษ FW เอสมาเอล มิลเลอร์
18 ชิลี DF กอนซาโล คารา
20 อังกฤษ FW มาร์คุส ตุดกาย
21 อังกฤษ FW เจมมี่ เพดเตอร์สัน
22 อังกฤษ DF เควลิน วิลสัน
25 อังกฤษ DF แจ็ค ฮอปส์ (ยืมตัวมาจากฮัลล์ซิตี)
27 อังกฤษ FW แม็ตต์ ดาร์บี้เชียร์
28 โปแลนด์ MF ราสลอ มาจิวสกี้
29 เนเธอร์แลนด์ GK ดารุส เดอ ไวส์
31 ประเทศไอร์แลนด์ FW ไซมอน ค็อกซ์
33 ไอร์แลนด์เหนือ MF เดวิด มอร์แกน
35 คูเวต GK คาเลด อัล รัชดี้
39 แอลจีเรีย MF ดาจาเมล อับดุล

สีของสโมสร[แก้]

จูเซปเป การิบัลดีในเสื้อสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของตน

นอตทิงแฮมฟอเรสต์ได้ใช้เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์นับตั้งแต่การก่อตั้งสโมสรเมื่อปี ค.ศ. 1865 ในการประชุมที่ Clinton Arms ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งสโมสรฟุตบอลแห่งนี้ คณะกรรมการในที่ประชุมได้ผ่านมติให้ใช้สีแดงที่เรียกว่าสี ‘Garibaldi Red’ เป็นสีประจำทีม[4] เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ จูเซปเป การิบัลดี ผู้รักชาติชาวอิตาลีซึ่งเป็นผู้นำของพรรค Camicie rosse (พรรคเสื้อสีแดง) ซึ่งเป็นพรรคที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวให้เกิดการรวมชาติอิตาลี ในเวลานั้นสโมสรยังได้ทำเครื่องหมายสำหรับระบุทีมของตนเพิ่มด้วยการทำเครื่องประดับศีรษะและหมวกแก๊ปสีแดงมีพู่ห้อยอีก 12 ใบ ทำให้ทีมนี้เป็นที่แรกที่ใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่นั้นมาสีแดงก็ได้เป็นสีสำคัญที่ได้รับการยอมรับจากสโมสรฟุตบอลจำนวนมาก และทีมฟอเรสต์เองก็เป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเลือกสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล จากการบริจาคคิลต์ (กระโปรงสำหรับผู้ชายชาวสก็อต) สีแดงแบบครบชุดให้แก่ทีมอาร์เซนอลเนื่องในวาระการก่อตั้งสโมสรดังกล่าวในปี ค.ศ. 1886


เกียรติประวัติ[แก้]

ภายในประเทศ[แก้]

  • ชนะเลิศ 1 สมัย: 1977–78
  • ชนะเลิศ 1 สมัย: 1950–51
  • รองชนะเลิศ 1 สมัย: 2007–08
  • ชนะเลิศ 1 สมัย: 1891–92
  • ชนะเลิศ 2 สมัย: 1898, 1959
  • รองชนะเลิศ 1 สมัย: 1991
  • รองชนะเลิศ 2 สมัย: 1980, 1992
  • ชนะเลิศ 1 สมัย: 1978
  • รองชนะเลิศ 1 สมัย: 1959
  • ชนะเลิศ 2 สมัย: 1989, 1992

ระดับยุโรป[แก้]

  • ชนะเลิศ 2 สมัย: 1979, 1980
  • ชนะเลิศ 1 สมัย: 1979
  • รองชนะเลิศ 1 สมัย: 1980
  • รองชนะเลิศ 1 สมัย: 1980

เกียรติประวัติอื่นๆ[แก้]

Anglo-Scottish Cup

  • ชนะเลิศ 1 สมัย: 1977

Bass Charity Vase

  • ชนะเลิศ 3 สมัย: 1899, 2001, 2002

Brian Clough Trophy

  • ชนะเลิศ 3 สมัย: 2009 (29 August), 2010 (29 December), 2011 (22 January)

Dallas Cup

  • ชนะเลิศ 1 สมัย: 2002

Football League Centenary Tournament

  • ชนะเลิศ 1 สมัย: 1988

Nuremberg Tournament

  • ชนะเลิศ 1 สมัย: 1982

Trofeo Colombino Cup

  • ชนะเลิศ 1 สมัย: 1982

อ้างอิง[แก้]

  1. Gardner, Alan (24 November 2008). "Monday's football transfer rumours: Kazim-Richards to the Premier League?". The Guardian (London). สืบค้นเมื่อ 10 April 2010. 
  2. "Footy Nicknames – Nottingham Forest". footynicknames.co.uk. สืบค้นเมื่อ 31 October 2011. 
  3. "The City Ground". nottinghamforest.co.uk. Nottingham Forest F.C. 
  4. [1] The Official History of Nottingham Forest
  5. Upon its formation in 1992, the Premier League became the top tier of English football; the First and ดิวิชั่น 2s then became the second and third tiers, respectively. The First Division is now known as the Football League Championship and the Second Division is now known as Football League One.