สโมสรฟุตบอลนอริชซิตี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นอริช ซิตี
Badge of Norwich City
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลนอริช ซิตี
ฉายา นกขมิ้นเหลืองอ่อน (the Canaries)
ก่อตั้ง 17 มิถุนายน ค.ศ. 1902[1]
สนามกีฬา แคร์โรว์โรด
(ความจุ: 27,033)
ประธาน อังกฤษ อลัน โบว์เคทท์
ผู้จัดการ อังกฤษ นีล อดัมส์
ลีก พรีเมียร์ลีก
2012–13 พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 11
สีชุดทีมเหย้า
สีชุดทีมเยือน
ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลนอริช ซิตีเป็นสโมสรฟุตบอลอังกฤษตั้งอยู่ในเมือง Norwich, Norfolk ในฤดูกาล 2012-13 นอริชซิตี จบฤดูกาลด้วยอันดับ 11

สโมสรก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1902 ได้เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดในปี 1972 และหลังจากนั้นได้เล่นในลีกสูงสุดถึง 23 ฤดูกาล โดยช่วงที่ยาวนานที่สุดถึง 9 ฤดูกาล นอริช ชนะเลิศถ้วยลีก คัพถึง 2 ครั้ง ในปี 1962 และ 1985 เอฟ เอ ยูธคัพ อีกสองสมัย ในปี 1983 และ 2013 สโมสรเป็นสมาชิกแรกก่อตั้งฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1992-93 และจบอันดับ 3 และได้เล่นในลีกสูงสุด 3 ฤดูกาลติดต่อกัน เข้าถึงรอบ 3 ฟุตบอลยูฟ่า คัพ นอริชกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในปี 2011 หลังจากหล่นชั้นไป 6 ปี

ตั้งแต่ปี 1935 นอริชลงเล่นในรังเหย้าแคร์โรว์ โรด และมีคู่ปรับตลอดกาลแห่งภาคตะวันออกของอังกฤษอย่าง อิปสวิช ทาวน์ ซึ่งแมทช์แข่งขันดังกล่าวถูกเรียกว่า "อีสต์ แองเกลี้ยน ดาร์บี้" ซึ่งนอริชก็เป็นผู้ชนะในหนล่าสุดที่ทั้งสองเจอกันและถูกเรียกว่า "ไพรด์ ออฟ แองเกลีย" (Pride of Anglia) เพลงเชียร์ของบรรดาแฟนๆ ของนอริชมีชื่อว่า "ออนเดอะบอล ซิตี้" On the Ball, City ถือว่าเป็นเพลงเชียร์ฟุตบอลที่เก่าที่สุดในโลกด้วย

ประวัติ[แก้]

ภาพสนามแคร์โรว์โรด ถัดไปเป็นทิวทัศน์ของเมืองนอริช

สโมสรฟุตบอลนอริช ซิตี้ ก่อตั้งขึ้นโดยการประชุมกันที่ คริเตเรียน คาเฟ่ (Criterion Cafe) นอริช เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 1902 และจากนั้นก็มีการประชุมย่อยอีกครั้งในวันที่ 2 กรกฎาคม 1902 โดยกลุ่มเพื่อนนำโดยอดีต 3 ผู้เล่นของนอริช ซีอีวายเอ็มเอส (Norwich CEYMS F.C. (CEYMS being an acroynm for Church of England Young Men's Society) โรเบิร์ต เว็บสเตอร์, โจเซฟ คาวเปอร์และแบรด สเคลลี่[1][2] และได้เล่นแมทช์อย่างเป็นทางการครั้งแรกพบกับ ฮาร์วิชแอนด์พาร์คสตัน ที่สนามนิวมาร์เก็ต โรดเมื่อวันที่ 6 กันยายน 1902[3] และในปี 1905 ตามมติของคณะกรรมการเอฟเอ สโมสรก็ได้เปลี่ยนจากสโมสรสมัครเล่นกลายเป็นองค์กรอาชีพ ไม่กี่ปีหลังจากนั้น สโมสรได้ถูกเลือกให้ลงเล่นในเซาท์เทิร์น ลีก (Southern League) ประกอบกับผู้ชมที่เข้ามาชมเป็นจำนวนมากทำให้พวกเขาต้องย้ายจากสนามนิวมาร์เก็ต โรดไปสู่สนามเดอะเนสท์ในปี 1908 ซึ่งเคยเป็นเหมืองหินมาก่อน สำหรับฉายาของสโมสร เมื่อก่อนเคยมีฉายาว่า เดอะ ซิติเซนส์ (the Citizens) และได้เปลี่ยนมาเป็น เดอะ คานารี่ส์ (Canaries) แทนในปี 1907 ฉายานี้ถูกตั้งโดยประธานสโมสร(ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการเพาะพันธ์นก Canaries) โดยขนานนามชื่อผู้เล่นของเขาว่า เดอะ คานารี่ส์ และเปลี่ยนสีชุดแข่งเป็นแถบสีเหลืองและเขียวแทน ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ในช่วงที่การแข่งขันฟุตบอลถูกระงับและสโมสรต้องประสบกับภาวะหนี้สิน ทำให้สโมสรต้องเข้าสู่กระบวนการชำระหนี้โดยสมัครใจ (voluntary liquidation) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 1917

สโมสรได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1919 บุคคลผู้มีส่วนสำคัญคือ ชาร์ลส์ เฟรเดริก วัตลิ่ง ผู้ซึ่งต่อมาจะได้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองนอริชและเป็นบิดาของประธานสโมสรในอนาคตอย่าง เจฟฟรี่ วัตลิ่ง[4] ในปี 1920 สมาพันธ์ฟุตบอลลีกได้จัดการแข่งขันฟุตบอลลีกดิวิชั่น 3 ขึ้นมา นอริชจึงได้เข้าร่วมการแข่งขันในฤดูกาลนั้น[5]


สนามแข่ง[แก้]

ดูบทความหลักที่: แคร์โรว์โรด
บรรยากาศภายในสนามแคร์โรว์โรด

สโมสรฟุตบอลนอริช ซิตี้ เคยใช้สนามนิวมาร์เก็ตโรดในช่วงปี 1902 - 1908 มีสถิติผู้เข้าชม 10,366 คน ในการแข่งขันเอฟเอ คัพ รอบสอง ปี 1908 กับทีมเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์[6] ภายหลังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเงื่อนไขในการเช่าสนามนิวมาร์เก็ต โรด สโมสรจึงได้ย้ายไปยังรังเหย้าแห่งใหม่ในปี 1908 ที่บริเวณเหมืองหินชอล์กเก่าที่โรซารี่ โรดซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ เดอะเนสท์ (รังนก)[7] ในช่วงทศวรรษที่ 1930 สนามเริ่มมีความจุไม่เพียงพอและในปี 1935 สโมสรจึงได้ย้ายมายังแคร์โรว์โรด รังเหย้าปัจจุบัน[8] ในช่วงแรกสร้าง สนามถูกบรรยายว่าเป็นงานก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองนับตั้งแต่สร้างปราสวาทนอริชเลยทีเดียว เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สร้างเพียง 82 วัน และถูกเรียกโดยสโมสรว่าเป็น 8 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก[9][10] ภาพถ่ายทางอากาศเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1935 เปิดเผยให้เห็นถึงอัฒจันทร์ 3 ด้านที่ไม่มีหลังคา และอีกด้านเป็นอัฒจันทร์มีหลังคา และมีโฆษณาของโคลแมน มัสตาร์ดพ่นอยู่บนหลังคา ซึ่งมองเห็นได้ทางอากาศเท่านั้น[11] สปอตไลท์ที่ถูกติดตั้งในสนามเมื่อปี 1956 ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 9,000 ปอนด์ เกือบทำให้สโมสรต้องล้มละลาย แต่ความสำเร็จในเอฟเอ คัพ เมื่อปี 1959 ช่วยให้สโมสรมีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้นและยังสามารถนำไปสร้างหลังคาบนสแตนด์ฝั่งใต้ได้อีกด้วย สแตนด์ฝั่งใต้นี้ได้สร้างใหม่เมื่อปี 2003 มีขนาดความจุ 7,000 ที่นั่ง และตั้งชื่อใหม่ว่า จาร์โรลด์ สแตนด์[8]

ในปี 1963 สถิติผู้ชมการแข่งขันในแคร์โรว์โรดสูงถึง 43,984 คน เป็นการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัพรอบ 6 กับทีมเลสเตอร์ซิตี แต่เหตุหายนะที่ไอบรอกซ์ สเตเดี้ยมIbrox stadium disaster เมื่อปี 1971, สโมสรเลยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทำให้จำนวนความจุของสนาม ลดลงเหลือประมาณ 20,000 ที่นั่ง อัฒจันทร์สองชั้นถูกสร้างขึ้นที่ฝั่งริเวอร์เอนด์และในไม่ช้าก็ได้ติดตั้งที่นั่งลงไป ในปี 1979 สนามมีความจุ 28,392 มีที่นั่ง 12,675 ที่ เหตุไฟไหม้ในปี 1984 ทำให้อัฒจันทร์ฝั่งหนึ่งถูกทำลายนำไปสู่​​การรื้อถอนอย่างสมบูรณ์และถูกแทนที่โดยซิตีสแตนต์ในปี 1987 ซึ่งประธานสโมสร โรเบิร์ต เชส บรรยายว่า "มาชมการแข่งขันฟุตบอลที่ฝั่งซิตีสแตนด์ให้ความรู้สึกเหมือนมาดูภาพยนตร์ แตกต่างเพียงแค่เวทีของเราปกคลุมไปด้วยหญ้าแค่นั้น"[8] หลังจากเกิดโศกนาฏกรรมที่ ฮิลส์โบโร่ ในปี 1989 และผลที่ตามมาในรายงานของเทย์เลอร์ (Taylor Report)ในปี 1990 สนามถูกปรับปรุงให้เป็นแบบติดตั้งเก้าอี้หมดทุกพื้นที่ ปัจจุบัน สนามแคร์โรว์โรดเป็นที่นั่งทั้งหมดมีความจุ 27,000 ที่นั่ง.[12]


ผู้เล่นชุดปัจจุบัน[แก้]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
1 อังกฤษ GK จอห์น รัดดี
2 สกอตแลนด์ DF รัสเซลล์ มาร์ติน (กัปตันทีม)
3 สกอตแลนด์ DF สตีเฟ่น วิทเทคเกอร์
4 อังกฤษ MF แบร็ดลีย์ จอห์นสัน
5 แคเมอรูน DF เซบาสเตียน บาสซง ([รองกัปตันทีม])
6 อังกฤษ DF ไมเคิล เทอร์เนอร์
7 สกอตแลนด์ MF โรเบิร์ต สน็อดกราส
8 อังกฤษ FW จอนนี่ โฮวสัน
9 เนเธอร์แลนด์ FW ริคกี้ ฟาน โวล์ฟสวิงเกิ้ล
10 เนเธอร์แลนด์ MF เลรอย เฟอร์
11 อังกฤษ FW แกรี่ ฮูเปอร์
12 ประเทศไอร์แลนด์ MF แอนโทนี พิลคิงตัน
13 อังกฤษ GK มาร์ค บันน์
14 ประเทศไอร์แลนด์ MF เวส ฮูลาฮาน
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
15 อาร์เจนตินา MF โฮนาส กูเทียร์เรซ (ยืมจาก นิวคาสเซิล)
16 สวีเดน FW โยฮัน เอลมานเดอร์ (ยืมจาก กาลาตาซาราย)
17 อังกฤษ MF เอลเลียตต์ เบนเน็ตต์
18 สเปน DF คาเบียร์ การ์ริโด
19 อาร์เจนตินา FW ลูเซียโน เบ็คคิโอ
20 อังกฤษ GK คาร์โล แนช
22 อังกฤษ MF นาธาน เรดมอนด์
23 สวีเดน DF มาร์ติน โอลสัน
24 อังกฤษ DF ไรอัน เบนเนตต์
25 อังกฤษ MF เดวิด ฟอกซ์
27 นอร์เวย์ MF อเล็กซานเดอร์ เท็ทเตย์
31 อังกฤษ FW จอช เมอร์ฟี่
32 อังกฤษ FW จาค็อบ เมอร์ฟี่
33 อังกฤษ MF รีซ ฮอลล์-จอห์นสัน
34 ฝรั่งเศส DF อาเดล กาไฟตี
- ไนจีเรีย DF โจเซฟ โยโบ (ยืมจาก เฟเนร์บาเช่)

ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว[แก้]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
- อังกฤษ GK ดีแคลน รุดด์ (Preston North End F.C.)
- อังกฤษ MF แอนดรูว์ เซอร์แมน (A.F.C. Bournemouth)
- จาเมกา FW จามาร์ โลซ่า (Leyton Orient F.C.)

เกียรติประวัติ[แก้]

นอริช ซิตี้ มีเกียรติประวัติอยู่พอสมควร ดังต่อไปนี้:[13]

ลีก[แก้]

พรีเมียร์ลีก (ระดับ 1)

  • อันดับ 3 (1) (1992–93)

ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 2 (ระดับ 2)

  • แชมป์ (3) : 1971–72, 1985–86, 2003–04
    • รองแชมป์ (1) : 2010–11 (และได้เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก ระดับ 1)

ฟุตบอลลีกดิวิชั่น3 (ระดับ 3)

บอลถ้วย[แก้]

เอฟเอ คัพ

  • รอบรองชนะเลิศ (3): 1959, 1989, 1992

League Cup ลีกคัพ


นักเตะแห่งปี[แก้]

For a more detailed list of these winners of the Barry Butler trophy, see Norwich City Players of the Year.
Year Winner
1967 อังกฤษ เทอร์รี่ ออลค๊อก
1968 สกอตแลนด์ ฮิวส์ เคอร์เรน
1969 สกอตแลนด์ เคน ฟ็อคโก้
1970 สกอตแลนด์ ดันแคน ฟอร์บ
1971 สกอตแลนด์ เคน ฟ็อคโก้
1972 อังกฤษ เดฟ สติงค์เจอร์
1973 อังกฤษ เควิน คีแลนด์
1974 อังกฤษ เควิน คีแลนด์
1975 สกอตแลนด์ โคลิน ซัคเก็ต
1976 อังกฤษ มาร์ติน ปีเตอร์
1977 อังกฤษ มาร์ติน ปีเตอร์
1978 อังกฤษ จอห์น ไรอัน
 
Year Winner
1979 อังกฤษ โทนี่ โพลเวลล์
1980 อังกฤษ เควิน บอนด์
1981 อังกฤษ โจ รอยย์
1982 อังกฤษ เคร็ก ดาวน์
1983 อังกฤษ เดฟ วัสสัน
1984 อังกฤษ คริส วู๊ดส์
1985 อังกฤษ สตีฟ บร๊ซ
1986 อังกฤษ เควิน ดริงเคลล์
1987 อังกฤษ เควิน ดริงเคลล์
1988 สกอตแลนด์ ไบรอัน กันน์
1989 อังกฤษ เดล กอร์ดอน
1990 เวลส์ มาร์ค โบเว่น
 
Year Winner
1991 อังกฤษ เอียน คัลเวอร์เฮ้าส์
1992 สกอตแลนด์ โรเบิร์ต เฟร็ค
1993 สกอตแลนด์ ไบรอัน กันน์
1994 อังกฤษ คริส ซัตตัน
1995 อังกฤษ จอน นิวซัม
1996 อังกฤษ สเปนเซอร์ ไพร์เออร์
1997 อังกฤษ ดาร์เรน อีดี้ร์
1998 อังกฤษ แม็ต แจ็คสัน
1999 เวลส์ อีวาน โรเบิร์ต
2000 เวลส์ อีวาน โรเบิร์ต
2001 อังกฤษ แอนดี้ มาร์แชล
2002 สกอตแลนด์ แกร์รี่ โฮลด์
 
Year Winner
2003 อังกฤษ อดัมส์ ดรูรี่ย์
2004 อังกฤษ เคร็ก เฟรมมิ่ง
2005 อังกฤษ ดาร์เรน ฮักเคอร์บี้
2006 ประเทศไอร์แลนด์ แกร์รี่ เดอร์เฮอร์ตี้
2007 อังกฤษ ดาร์เรน ฮักเคอร์บี้
2008 อังกฤษ ดิออน ดับลิน
2009 อังกฤษ ลี ครอฟท์
2010 อังกฤษ แกรนด์ โฮลต์
2011 อังกฤษ แกรนด์ โฮลต์
2012 แคเมอรูน เซบาสเตียน บาสซง
2013
2014

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "Norwich City History". 4thegame.com. สืบค้นเมื่อ 2007-06-10. 
  2. Club history 1902 to 1940 Norwich City FC
  3. Eastwood, John; Mike Davage (1986). Canary Citizens. Almeida Books. pp. 1, p19. ISBN 0-7117-2020-7. 
  4. Eastwood. Canary Citizens. p. 46. 
  5. Eastwood. Canary Citizens. p. 47. 
  6. "Norwich City grounds – 1. Newmarket Road". Eastern Daily Press. Archived from the original on 5 May 2007. สืบค้นเมื่อ 28 March 2007. 
  7. "Norwich City grounds – 2. The Nest". Eastern Daily Press. Archived from the original on 5 May 2007. สืบค้นเมื่อ 28 March 2007. 
  8. 8.0 8.1 8.2 "Norwich City grounds – 3. Carrow Road". Eastern Daily Press. Archived from the original on 5 May 2007. สืบค้นเมื่อ 28 March 2007. 
  9. Eastwood. Canary Citizens. p. 63. 
  10. "The highs and lows of City’s rich past". Norwich Evening News. 10 May 2004. Archived from the original on 30 September 2007. สืบค้นเมื่อ 23 April 2007. 
  11. Eastwood. Canary Citizens. p. 65. 
  12. "Carrow Road". Norwich City FC. สืบค้นเมื่อ 28 March 2007. 
  13. "Norwich City F.C. History". Norwich City FC. สืบค้นเมื่อ 24 April 2007. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]