จักรวรรดิปาละ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จักรวรรดิปาละ
Pala Empire
จักรวรรดิ

ค.ศ. 750ค.ศ. 1174
จักรวรรดิปาละในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดในสมัยของเทวปาละ[1]
เมืองหลวง ปาฏลีบุตร
ภาษา บาลี, สันสกฤต, ปรากฤต
ศาสนา ศาสนาพุทธ
ศาสนาฮินดู
รัฐบาล ราชาธิปไตย
กษัตริย์
 - ค.ศ. 750 - 770 โคปาละ
 - ค.ศ. 1162 - 1174 โควินทปาละ
ยุคประวัติศาสตร์ ยุคกลาง
 - โคปาละ ได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์ ค.ศ. 750
 - สิ้นสุด ค.ศ. 1174

จักรวรรดิปาละ (อังกฤษ: Pala Empire) เป็นจักรวรรดิที่ปกครองบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของเอเชียใต้ ปาละมักจะได้รับการบรรยายโดยศัตรูว่าเป็น “ประมุขแห่งกวาดา” (Gaur, West Bengal) คำว่า “ปาละ” ในภาษาเบงกอล (เบงกาลี: পাল pal) แปลว่า “ผู้พิทักษ์” และใช้เป็นสร้อยพระนามของกษัตริย์ทุกพระองค์ ปาละเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานและลัทธิตันตระ พระเจ้าโคปาละทรงเป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ผู้ขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 750 กวาดาโดยการรับเลือกตั้งอย่างประชาธิปไตย เหตุการณ์ครั้งนี้ถือกันว่าเป็นการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกของเอเชียใต้ตั้งแต่สมัย 16 มหาชนบท พระเจ้าโคปาละครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 750 จนถึง ค.ศ. 770 ระหว่างรัชสมัยของพระองค์ พระองค์ก็ทรงขยายอำนาจควบคุมเบงกอลได้ทั้งหมด ปาละมีความรุ่งเรืองอยู่ราวสี่ร้อยปีระหว่าง ค.ศ. 750 จนถึง ค.ศ. 1120 ที่เป็นสมัยของความมั่นคงและความสงบสุข ในช่วงนี้ก็มีการสร้างวัดและงานศิลปะต่างๆ รวมทั้งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่นาลันทา และวิกรมศิลา วัดโสมาปุระมหาวิหาร (Somapura Mahavihara) สร้างโดยพระเจ้าธรรมปาละในพหารปุระ (Paharpur) ในบังกลาเทศถือกันว่าเป็นพุทธศาสนสถานที่สำคัญที่สุดในอินเดียใต้

จักรวรรดิปาละรุ่งเรืองที่สุดในสมัยของพระเจ้าธรรมปาละและพระเจ้าเทวปาละ พระเจ้าเทวปาละทรงขยายดินแดนจนครอบคลุมบริเวณอินเดียใต้และไกลออกไปจากนั้น จักรวรรดิของพระองค์ครอบคลุมตั้งแต่อัสสัม ไปจนถึง อุตคาละ ทางตะวันออก, กัมโพชะ (อัฟกานิสถานปัจจุบัน) ทางตะวันตกเฉียงเหนือ และ เด็คคานทางตอนใต้ หลักฐานที่บันทึกไว้บนแผ่นทองแดงของปาละกล่าวว่าปาละสามารถพิชิต อุตคาละ, อัสสัม, ฮูนา, ประติหาระ (Pratihara), คุชราต (Gurjara) และ ทราวิฑ (Dravida) ได้

การเสด็จสวรรคตของพระเจ้าเทวปาละเป็นการสิ้นสุดยุคแห่งความรุ่งเรืองของจักรวรรดิปาละ หลังจากนั้นอาณาบริเวณนั้นก็แบ่งแยกออกไปเป็นอาณาจักรย่อยๆ ที่ปกครองโดยราชวงศ์ต่างๆ หลายราชวงศ์ แต่เมื่อมาถึงรัชสมัยของพระเจ้ามหิปาละ พระองค์ก็ทรงสามารถนำความรุ่งเรืองมาสู่จักรวรรดิได้อีกครั้งหนึ่งและทรงขยายดินแดนของจักรวรรดิออกไปอีก นอกจากนั้นก็ยังทรงสามารถต่อต้านการรุกรานของ ราเชนทระ โจฬะ (Rajendra Chola) และ ราชวงศ์จาลุกยะได้ หลังจากสมัยของพระเจ้ามหิปาละแล้วจักรวรรดิปาละก็เสื่อมโทรมลงอีกครั้งหนึ่งจนกระทั่งมาถึงสมัยของพระเจ้ารามปาละผู้เป็นพระจักรพรรดิผู้มีอำนาจองค์สุดท้ายของราชวงศ์ พระองค์ทรงสามารถกู้ดินแดนที่เสียไปคืนมาได้บ้าง ทรงปราบปรามกลุ่มปฏิวัติวเรนทระ และขยายจักรวรรดิต่อไปยัง Kamarupa, โอริสสา และอินเดียเหนือ

จักรวรรดิปาละถือว่าเป็นยุคทองของเบงกอลที่เป็นความรุ่งเรืองอันไม่เคยเห็นกันมาก่อน ราชวงศ์ปาละมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ศาสนาพุทธนิกายมหายานไปยังทิเบต, ภูฏาน และ พม่า นอกจากนั้นก็ยังทำการค้าขายไปยังดินแดนต่างๆ รวมทั้งการมีอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะเห็นได้จากลักษณะประติมากรรมและสถาปัตยกรรมของจักรวรรดิราชวงศ์ไศเลนทร (คาบสมุทรมลายู, ชวา และ สุมาตราปัจจุบัน) จักรวรรดิปาละสลายตัวลงในคริสต์ศตวรรษที่ 12 เมื่อถูกโจมตีโดยราชวงศ์เสนะ

ราชอาณาจักรยุคกลางของอินเดีย[แก้]

จักรวรรดิ/ราชอาณาจักร/ราชวงศ์ของยุคกลางของอินเดีย
ลำดับเวลา จักรวรรดิทางตอนเหนือ จักรวรรดิทางตอนใต้ จักรวรรดิตะวันตกเฉียงใต้

 ศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ.
 ศตวรรษที่ 5 ก่อน ค.ศ.
 ศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ.

 ศตวรรษที่ 3 ก่อน ค.ศ.
 ศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ.

 ศตวรรษที่ 1 ก่อน ค.ศ.
 คริสต์ศตวรรษที่ 1


 คริสต์ศตวรรษที่ 2
 คริสต์ศตวรรษที่ 3
 คริสต์ศตวรรษที่ 4
 คริสต์ศตวรรษที่ 5
 คริสต์ศตวรรษที่ 6
 คริสต์ศตวรรษที่ 7
 คริสต์ศตวรรษที่ 8
 คริสต์ศตวรรษที่ 9
 คริสต์ศตวรรษที่ 10
 คริสต์ศตวรรษที่ 11















(ปกครองโดยเปอร์เซีย)
(การพิชิตของกรีก)






(การพิชิตของอิสลาม)

(จักรวรรดิอิสลาม)

ประวัติศาสตร์อินเดีย - รัฐสิ้นสภาพในประเทศอินเดีย - รัฐสิ้นสภาพในทวีปเอเชีย

อ้างอิง[แก้]

  1. "The Pala Dynasty" (ใน English). lotuss culpture. สืบค้นเมื่อ 2009-06-11. 

ดูเพิ่ม[แก้]