จักรพรรดิผู่อี๋

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จักรพรรดิผู่อี๋
Puyi (1922).jpg

พระปรมาภิไธย สมเด็จพระจักรพรรดิเซวียนถ่ง
สมเด็จพระจักรพรรดิคังเต๋อ
พระอิสริยยศ สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจีน 2451-2455
โอรสแห่งสวรรค์ 2455-2467
สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งแมนจูกัว 2477-2488
ราชวงศ์ ราชวงศ์ชิง (อ้ายซินเจว๋หลัว)
ระยะครองราชย์ สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจีน
2 ธันวาคม พ.ศ. 2451 - 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455
(1 กรกฎาคม - 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2460)
สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งแมนจูกัว
1 มีนาคม พ.ศ. 2477 - 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488
รัชกาลก่อนหน้า จักรพรรดิกวางซวี
รัชกาลถัดไป สาธารณรัฐจีน
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2449(ค.ศ.1906)
สวรรคต 17 ตุลาคม พ.ศ. 2510(ค.ศ.1967)
(61 พรรษา)
พระราชบิดา ไจ้เฟิง, เจ้าชายฉุน
พระราชมารดา กัวเอ่อเจีย โย่วหลัน
พระอัครมเหสี กัวปู้ลัว หวั่นหรง
หลี่ สูเสียน
จักรพรรดิผู่อี๋
จีนตัวเต็ม 溥儀
จีนตัวย่อ 溥仪

สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ (จีนตัวย่อ: 溥仪; จีนตัวเต็ม: 溥儀; พินอิน: Pǔyí) พระราชสมภพ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2449 มีพระนามเต็มว่า อ้ายซินเจว๋หลัว ผู่อี๋ (จีนตัวย่อ: 爱新觉罗 溥仪; จีนตัวเต็ม: 愛新覺羅 溥儀; พินอิน: Àixīnjuéluó Pǔyí) หรือ เฮนรี่ ผู่อี๋ (ชื่ออังกฤษที่เรจินัล จอนสตันตั้งให้)[1][2] เป็นจักรพรรดิหรือฮ่องเต้ชาวแมนจูแห่งราชวงศ์ชิง และเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์ชิง (นับเริ่มแต่จักรพรรดิซุ่นจื้อ) และเป็นองค์สุดท้าย (末代皇帝) ของประเทศจีนมีพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระจักรพรรดิเซวียนถ่ง จากปี พ.ศ. 2451 จนกระทั่งสละราชสมบัติใน เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 และในช่วงระยะเวลาการฟื้นฟูราชวงศ์สั้นๆในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2460 โดยขุนศึก จาง ซวิน ต่อมาในปี พ.ศ. 2477 ก็ได้สถาปนาเป็น สมเด็จพระจักรพรรดิคังเต๋อ ในประเทศแมนจูกัว ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นโดย จักรวรรดิญี่ปุ่น พระองค์ครองราชย์ที่แมนจูกัวจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2488 ต่อมาภายหลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี พ.ศ. 2492 ผู่อี๋ได้เข้าเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 จนกระทั่งสวรรคตเยี่ยงสามัญชนในปี พ.ศ. 2510

บรรพบุรุษ[แก้]

สายพระราชชนก[แก้]

ผู่อี๋ขณะมีพระชนมายุได้ 3 พรรษา(ขวา)ยืนถัดจากพระบิดาเจ้าชายฉุนที่ 2และพระอนุชาของพระองค์ ผู่เจี๋ย

พระบรมไปยกา(ปู่ทวด) ของผู่อี๋คือสมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวง(ครองราชย์ 2363 - 2393) หลังจากนั้นโอรสองค์ที่ 4 ของจักรพรรดิเต้ากวง คือจักรพรรดิเสียนเฟิง (ครองราชย์ 2393 - 2404) ก็ขึ้นสืบราชสมบัติต่อ [3][4]

พระอัยกา (ปู่) ของผู่อี๋ อี้ซวน เจ้าชายฉุนที่ 1 (2383 - 2434) เป็นโอรสองค์ที่ 7 ของสมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวง และเป็นพี่น้องร่วมชนกเดียวกันกับสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง ภายหลังจากพระจักรพรรดิเสียนเฟิงสวรรคตแล้ว โอรสของพระองค์ จักรพรรดิถงจื้อ (ครองราชย์ 2404-2418) โอรสองค์เดียวในพระจักรพรรดิเสียนเฟิงได้ขึ้นสืบราชสมบัติ[5]

จักรพรรดิถงจื้อสวรรคตเมื่อพระชนมายุ 18 พรรษา โดยไม่มีพระราชโอรส และผู้ที่มาสืบราชสมบัติต่อคือ จักรพรรดิกวังซวี่ (ครองราชย์ 2418-2451) โอรสในเจ้าชายฉุนที่ 1 และท่านผู้หญิง เย่เหอนาลา วานเจิน (ขนิษฐาในพระนางซูสีไทเฮา) สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่สวรรคตโดยไม่มีพระราชโอรส[6]

ผู่อี๋ จึงสืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี โดยผู่อี๋เป็นโอรสองค์โตของเจ้าชายฉุนที่ 2 ซึ่งเป็นโอรสของ อี้ซวน เจ้าชายฉุนที่ 1 โดยเจ้าชายฉุนและพระสนมของพระองค์ ท่านผู้หญิงหลิงกิยา (2409-2468) ท่านผู้หญิงหลิงกิยาเคยเป็นคนรับใช้ที่ตำหนักของเจ้าชายฉุน พื้นเพเป็นชาวฮั่น โดยมีแซ่ว่า แซ่หลิว (劉) และเปลี่ยนเป็นชื่อแมนจูว่า หลิงกิยา เมื่อเป็นสนมของ เจ้าชายฉุนที่ 1 เพราะฉะนั้นไจ้เฟิง เจ้าชายฉุนที่ 2 จึงเป็นพี่น้องร่วมชนกเดียวกับสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่และเป็นทายาทสืบราชบัลลังก์ที่อยู่ในลำดับแรก[7]

ผู่อี๋เป็นราชสกุล อ้ายซินเจว๋หลัวในสายที่ผูกพันกันแน่นกับเผ่าเย่เหอนาลาของพระนางซูสีไทเฮา นัดดาของพระนางซูสีไทเฮา คือ สมเด็จพระพันปีหลวงหลงยู่ (2411-2456) ก็เป็นพระมเหสีในสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่

พระอนุชาของผู่อี๋คือ เจ้าชายผู่เจี๋ย (2450-2537) ซึ่งต่อมาได้สมรสกับพระญาติของจักรพรรดิโชวะ คือ เจ้าหญิงฮิโระ ซะงะ ซึ่งกฎมณเฑียรบาลในเรื่องการสืบราชสมบัตินั้นให้ผู่เจี๋ยสืบราชบัลลังก์จากผู่อี๋ซึ่งไม่มีบุตรได้[8][9]

ผู่เริ่น (เกิด 2461) พี่น้องของผู่อี๋เพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ และปัจจุบันได้เปลี่ยนไปชื่อชื่อจีน คือ จิน โหย่วจือ ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศจีน โดยในปี 2549 จิน โหยว่จือได้ยืนฟ้องดำเนินคดีต่อศาลเกี่ยวกับสิทธิในรูปของผู่อี๋และความเป็นส่วนตัว โดยได้กล่าวอ้าวว่าสิทธิของเขาได้ถูกละเมิดจากงานจัดแสดง "จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายและราชวงศ์"[10]

ส่วนญาติห่างๆของผู่อี๋ คือ ผู่ เซี่ยจ้าย[11] เป็นนักดนตรีซึ่งเล่นกู่เจิ้งและเป็นศิลปินภาพเขียนจีน[12]

สายพระราชมารดา[แก้]

พระราชมารดาของผู่อี๋คือ โย่วหลัน (2427-2464) เป็นลูกสาวของ ยงลู่ (2379-2446) รัฐบุรุษและนายพลจากเผ่ากูวาลเจีย โดยยงลู่เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำของสายอนุรักษ์นิยมในราชวงศ์ชิง และเป็นผู้สนับสนุนที่ซื่อสัตย์ของพระนางซูสีไทเฮา โดยพระนางได้ตอบแทนความซื่อสัตย์ของยงลู่ จึงได้ให้ลูกสาวของเขา (พระมารดาของผู่อี๋) เสกสมรสเพื่อเข้ามาในกลุ่มราชวงศ์

เผ่ากูวาลเจีย เป็นหนึ่งในเผ่าที่ทรงอำนาจมากที่สุดของชาวแมนจูในสมัยราชวงศ์ชิง เอ๋าไป้ ผู้บัญชาการทางทหารผู้ทรงอิทธิพลและรัฐบุรุษซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการระหว่างต้นรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี ก็มาจากเผ่ากูวาลเจีย[13]

ประวัติ[แก้]

จักรพรรดิจีน (2451–2455)[แก้]

ผู่อี๋ หรือ ถูกเลือกให้เป็นจักรพรรดิโดยพระนางซูสีไทเฮาในขณะที่ประชวรหนักอยู่บนพระแท่นบรรทม[6] ผู่อี๋ขึ้นเป็นจักรพรรดิในขณะที่มีพระชนมายุ 2 พรรษากับอีก 10 เดือน ในเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2451 มีพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระจักรพรรดิเซวียนถ่ง ชีวิตในการเป็นจักรพรรดิของพระองค์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ของสำนักราชวังมายังตำหนักเจ้าชายฉุนเพราะนำตัวพระองค์ไปเป็นจักรพรรดิ โดยผู่อี๋ได้ทำการขัดขืนหรือกรีดร้องในขณะที่เจ้าหน้าที่ของพระราชวังสั่งให้ขันทีอุ้มพระองค์[14] เจ้าชายฉุนที่ 2 พระบิดาของพระองค์ ได้ขึ้นเป็นองค์ชายผู้สำเร็จราชการ(摄政王) ในระหว่างพิธีราชาภิเษกที่พระที่นั่งไท่เหอ พระบิดาได้อุ้มจักรพรรดิที่ยังทรงเยาว์ขึ้นไปยังบนบัลลังก์ ผู่อี๋ได้ตกใจฉากที่อยู่ต่อหน้าและเสียงอึกทึกของกลองและเสียงเพลงในพิธีราชาภิเษก และหลังจากนั้นผู่อี๋ก็เริ่มร้องไห้ พระบิดาของพระองค์ไม่สามารถที่จะทำสิ่งใดได้นอกจากพูดปลอบพระองค์ด้วยวลีอมตะว่า "อย่าร้องไห้ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว"

แม่นมของผู่อี๋ เหวิน เฉาหว่าง เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถควบคุมพระองค์ได้ เพราะฉะนั้นเธอจึงได้ตามพระองค์เข้าพระราชวังต้องห้าม ผู่อี๋ไม่ได้เจอแม่ผู้ให้กำเนิดพระองค์ เป็นระยะเวลาถึง 7 ปี โดยเขาได้ผูกพันกับ เหวิน เฉาหว่าง และยอมรับว่าเธอเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถควบคุมพระองค์ได้ แต่เธอก็ได้ออกจากพระราชวังต้องห้ามเมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ 8 พรรษา ภายหลังจากที่ผู่อี๋อภิเษกสมรส ในบางโอกาสพระองค์ก็พาแม่นมของเธอมาที่พระราชวังต้องห้าม รวมทั้งที่แมนจูกัว เพื่อมาเยี่ยมพระองค์ ภายหลังผู่อี๋ได้รับอภัยโทษจากรัฐบาลในปี พ.ศ. 2502 พระองค์ได้ไปเยี่ยมบุตรบุญธรรมของเธอและได้เรียนรู้ว่าเธอนั้นได้อุทิศตนเพื่อเป็นแม่นมของเขาแต่เพียงเท่านั้น[15]

การเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนผู่อี๋เป็นไปได้โดยยากในการเลี้ยงดูให้พระองค์เป็นผู้มีสุขภาพที่ดีดังเช่นเด็กปกติ ตลอดทั้งคืน พระองค์ถูกเลี้ยงดูดังเช่นเทพเจ้าและไม่สามารถที่จะประพฤติตัวได้อย่างเด็ก ชีวิตวัยผู้ใหญ่ของพระองค์ ยกเว้นแม่นมของพระองค์ ล้วนเป็นคนแปลกหน้าทั้งหมด,เป็นเหมือนญาติห่างๆ,ไม่คุ้นเคยและไม่สามารถที่จะอบรมพระองค์ได้ ไม่ว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน จะมีคนคุกเข่าคำนับให้กับพระองค์จนกระทั่งเห็นพระองค์เดินไปจนลับสายตา ในไม่นานพระองค์ในวัยเยาว์ก็ทรงค้นพบว่าพระองค์ทรงมีอำนาจอย่างล้นพ้น พระองค์ทรงใช้อาวุธกับขันทีและทุบตีด้วยความผิดเล็กๆน้อยๆ

สละราชสมบัติ[แก้]

พระบิดาของผู่อี๋ เจ้าชายฉุนที่ 2 ได้เป็นผู้สำเร็จราชการถึงวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2454 เมื่อสมเด็จพระพันปีหลวงหลงยู่เข้าควบคุมอำนาจเพื่อที่จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์การปฏิวัติซินไฮ่[3]

พระพันปีหลวงหลงยู่เป็นผู้ลงพระนามาภิไธยใน "พระบรมราชโองการสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง"(清帝退位詔書) ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 ภายหลังจากการปฏิวัติซินไห่ ภายใต้การต่อรองโดยขุนศึกหยวน ซื่อไข่ (นายพลแห่งกองทัพเป่ยหยาง) กับสมาชิกราชวงศ์ในปักกิ่ง และกลุ่มสาธารณรัฐในทางใต้[16] โดยมีการลงนามเพื่อก่อตั้ง สาธารณรัฐจีน ผู่อี๋เหลือเพียงตำแหน่งในราชวงศ์และได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลของสาธารณรัฐจากพิธีสารซึ่งจะถือว่าจะปฏิบัติพระองค์ให้เท่าเทียบกับกษัตริย์ของต่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ Law of Guarantees (1870) ข้อตกลงที่ให้พระสันตะปาปายังคงเกียรติยศและเอกสิทธิ์เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์อิตาลี[17] ผู่อี๋และสมาชิกราชวงศ์ยังได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ได้ในส่วนเหนือของพระราชวังต้องห้าม(พระตำหนักส่วนพระองค์) และในพระราชวังฤดูร้อนอี๋เหอหยวน เงินช่วยเหลือสนับสนุนราชวงศ์มีจำนวนสูงถึง 4 ล้านเหรียญและจ่ายโดยรัฐบาลสาธารณรัฐให้แก่สมาชิกราชวงศ์ แต่ว่าเงินจำนวนนี้ทางวังไม่เคยได้รับเต็มจำนวนและถูกยกเลิกในเวลาต่อมาไม่กี่ปีหลังจากนั้น

การฟื้นฟูราชวงศ์ชิง (2460)[แก้]

ในปี พ.ศ. 2460 จาง ซวินได้นำผู่อี๋กลับขึ้นมาเป็นจักรพรรดิที่มีอำนาจอีกครั้งระหว่างวันที่ 1 ถึง 12 กรกฎาคม[18] จางได้มีคำสั่งให้ทหารในกองทัพของเขาไว้หางเปียเพื่อแสดงความจงรักภักดีแด่องค์พระจักรพรรดิ ระหว่างช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟู ได้มีระเบิดขนาดเล็กหล่นลงมายังพระราชวังต้องห้ามโดยเครื่องบินของสาธารณรัฐ ก่อให้เกิดความเสียหายเล็กน้อย[19] อาจนับได้ว่าเป็นปฏิบัติการทางอากาศครั้งแรกที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออก การฟื้นฟูนอกจากจะล้มเหลวแล้วยังได้ก่อให้เกิดการต่อต้านไปทั่วประเทศ และมีการแทรกแซงจากขุนศึกต้วน ฉี่รุ่ย[20]

ผู่อี๋ถูกขับออกจากพระราชวังต้องห้ามโดยขุนศึก เฟิง ยู่เสียง ในปี พ.ศ. 2467

พำนักในเทียนสิน (2467-2475)[แก้]

หลังจากที่ถูกขับไล่ออกจากพระราชวังต้องห้าม ผู่อี๋ใช้เวลาสองถึงสามวันอยู่ที่ตำหนักของพระบิดา หลังจากนั้นก็ไปอาศัยอยู่ที่สถานทูตญี่ปุ่นเป็นการชั่วคราวประมาณ 1 ปีครึ่ง[2] ในปี 2468 ผู่อี๋ได้ย้ายไปยัง Quiet Garden Villa ในเขตปกครองของญี่ปุ่นในเทียนจิน[21]ระหว่างช่วงเวลานั้น ผู่อี๋และบรรดาที่ปรึกษาของเขา เฉิน เป่าเซิน,เจิง เสี่ยวซู และ โหล เซินยู่ ได้ถกเถียงกันเกี่ยวกับการฟื้นฟูเขาเป็นจักรพรรดิ โดยเจิงและโหลได้เสนอให้ขอความช่วยเหลือจากภายนอก แต่เฉินไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ ในเดือนสิงหาคม 2474 ผู่อี๋ส่งจดหมายถึง จิโร่ มินะมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสงคราม ของญี่ปุ่น บ่งบอกความภายในว่าเขาต้องการที่จะกลับมาเป็นจักรพรรดิ[22] เขายังไปเยี่ยม เคนจิ โดอิฮะระ หัวหน้าหน่วนจารกรรมของกองทัพกวนตง ผู้ซึ่งมีความปรารถนาจะให้ผู่อี๋เป็นผู้นำแห่งแมนจูกัว ในเดือนพฤศจิกายน 2474 ผู่อี๋และ เจิง เสี่ยวซูเดินทางไปยังแมนจูเรียเพื่อตกลงเกี่ยวกับแผนการตั้งรัฐแมนจูกัวให้สำเร็จ รัฐบาลจีนออกคำสั่งจับผู่อี๋ข้อหาเป็นกบฏแต่ไม่สามารถที่จะทำได้เพราะไม่สามารถฝ่าการคุ้มครองของญี่ปุ่นได้[2] เฉิน เป่าเซินเดินทางกลับสู่ปักกิ่งที่ซึ่งเขาได้ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2476

ผู้บริหารและจักรพรรดิแห่งแมนจูกัว (2475–2488)[แก้]

ผู่อี๋ (ขวา) จักรพรรดิแห่งแมนจูกัวและทางซ้ายคือชู คุโดะ.

ในวันที่ 1 มีนาคม 2475 ผู่อี๋ได้เป็นผู้บริหารสูงสุดของแมนจูกัว ซึ่งก่อตั้งโดยญี่ปุ่น เมื่อพิจารณจากนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นรัฐที่เป็นหุ่นเชิดของจักรวรรดิญี่ปุ่น โดยผู่อี๋ได้ดำรงตำแหน่งเป็น ต้าถ่ง (大同) ในปี 2477 ผู่อี๋ก็ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งแมนจูกัวโดยมีพระบรมนามาภิไธยว่า ตังเต๋อ (康德) เขาไม่ค่อยพอใจที่ได้เป็นแค่ตำแหน่ง "ผู้บริหารสูงสุดของรัฐ" และต่อมาได้เป็น "จักรพรรดิแห่งแมนจูกัว" เพราะผู่อี๋ต้องการที่จะที่จะฟื้นฟูราชวงศ์ชิง โดยผู่อี๋ประทับอยู่ที่พระราชวัง (ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งแมนจูกัว) ในช่วงเวลาที่เขาเป็นจักรพรรดิ ในการขึ้นครองบัลลังก์ของเขา เขาได้โต้เถียงกับญี่ปุ่นเกี่ยวกับเรื่องเครื่องแต่งกาย โดยทางญี่ปุ่นต้องการให้เขาใส่ชุดเครื่องแบบแมนจูกัว เพราะว่าผู่อี๋ถือว่าเป็นการหยามเกียรติอย่างมากที่ให้ใส่ชุดใดๆนอกจากเสื้อคลุมยาวโบราณของแมนจู เพื่อความประนีประนอมเขายอมสวมเครื่องแบบทหารแบบตะวันตกในการขึ้นครองบัลลังก์[23](เป็นจักรพรรดิจีนเพียงพระองค์เดียวที่ได้สวมเครื่องแบบตะวันตกในวันขึ้นครองราชย์) และสวมเสื้อคลุมมังกรสำหรับการประกาศการขึ้นครองราชที่หอสักการะฟ้าเทียนถัน[24]

ผู่เจี๋ยพระอนุชาของผู่อี๋ ผู้ซึ่งเสกสมรสกับเจ้าหญิงฮิโระ ซะงะ พระญาติห่างๆของจักรพรรดิโชวะ ประกาศว่าเป็นรัชทายาทของผู่อี๋ การเสกสมรสนี้นี้เป็นอุบายทางการเมืองที่จัดการโดย ชิเงะรุ ฮนโจ นายพลแห่งกองทัพกวนตง หลังจากนั้นผู่อี๋ไม่สามารถพูดคุยอย่างเปิดเผยกับพระอนุชาและปฏิเสธที่จะเสวยพระกายาหารที่จัดเตรียมโดย ฮิโระ ซะงะ ผู่อี๋ถูกบังคับให้เซ็นข้อตกลงว่าถ้าเขามีโอรส จะต้องถูกส่งตัวไปญี่ปุ่นเพื่อเลี้ยงดูตามแบบที่นั่น[25]

จากปี 2478 ถึงปี 2488 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพกวนตง โยะชิโอะกะ ยะซุโนริ (吉岡安則)[26]ได้ถูกมอบหมายให้ไปเป็นนักการทูต เขาเป็นสายลับให้แก่รัฐบาลญี่ปุ่น ควบคุมผู่อี๋ผ่านความกลัว,การขู่และคำสั่งโดยตรง[27] เขาพยายามที่จะสังหารผู่อี๋หลายครั้งตลอดช่วงเวลานั้น รวมทั้งการแทงผู่อี๋โดยคนใช้ของวังในปี 2480[2] ระหว่างที่ผู่อี๋เป็นจักรพรรดิแห่งแมนจูกัว ชีวิตครอบครัวของเขาถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากญี่ปุ่น ซึ่งในตอนนั้นกำลังเพิ่มความเป็นญี่ปุ่นเข้าไปในแมนจูเรีย เพื่อที่จะขัดขวางผู่อี๋ในการประกาศตัวแยกเป็นเอกราช เขาได้ไปเลี้ยงฉลองเป็นเกียรติแก่ตัวเขาเองซึ่งจัดขึ้นโดยประชาชนชาวญี่ปุ่นระหว่างที่เขาได้ไปเยือนที่นั่น แต่เขาก็ยังคงต้องอ่อนน้อมต่อพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ[28] สิ่งนี้ยังเป็นข้อสงสัยอยู่ว่า การยอมรับวัฒนธรรมหรือพิธีกรรมจีนโบราณ เช่น การเรียกว่า "ฝ่าบาท" แทนการใช้ชื่อตัว มาจากความสนใจของผู้อี๋เองหรือมาจากการวางข้อกำหนดของญี่ปุ่นซึ่งใช้ในราชวงศ์ญี่ปุ่นอยู่แล้ว

ระหว่างช่วงเวลาเหล่านั้นผู้อี๋มีความสนใจอย่างมากเกี่ยวกับกฎหมายจีนโบราณและศาสนา[29](เช่นลัทธิขงจื๊อและศาสนาพุทธ) แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้รับอนุญาตโดยญี่ปุ่น ผู้สนับสนุนเก่าแก่ของผู่อี๋ถูกกำจัดไปทีละน้อยและเอารัฐมนตรีพวกที่สนับสนุนญี่ปุ่นเข้ามาแทนที่[30] ระหว่างช่วงเวลานี้ชีวิตของผู่อี๋ประกอบไปด้วยการลงนามในกฎหมายที่จัดเตรียมโดยญี่ปุ่นเสียเป็นส่วนใหญ่, การสวดมนต์, ปรึกษาโหรและมีกำหนดการเยือนอย่างเป็นทางการไปทั่วประเทศ[2]

ชีวิตช่วงสุดท้ายบั้นปลายของชีวิต (2488–2510)[แก้]

ผู่อี๋ (ขวา) และ นายทหารของสหภาพโซเวียต

เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ผู่อี๋ถูกจับโดยกองทัพแดงของโซเวียตในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ขณะที่จะพยายามจะหลบหนีทางเครื่องบินไปญี่ปุ่น[31] โซเวียตพาเขาไปยังเมืองแถบไซบีเรีย ชิต้า โดยเขาอาศัยอยู่ในสถานพยาบาล ต่อมาเขาถูกย้ายไปยังเมือง ฮาบารอฟสค์ ใกล้กับชายแดนจีน

ในปี 2489 เขาได้ไปให้การเป็นพยานที่ศาลทหารระหว่างประเทศแห่งตะวันออกไกลที่โตเกียว[32] ในรายละเอียดเกี่ยวกับความไม่พอใจของเขาที่ได้รับการปฏิบัติจากญี่ปุ่น

เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้เหมา เจ๋อตง เข้ามามีอำนาจในประเทศจีนในปี พ.ศ. 2492 ผู่อี๋ถูกส่งตัวกลับจีนหลังจากการต่อรองกันระหว่างจีนและสหภาพโซเวียต[33][34] ยกเว้นในช่วงสงครามเกาหลี เมื่อถูกย้ายไปฮาร์บินเขาใช้ชีวิตถึงสิบปีในศูนย์จัดการอาชญากรสงครามในฟู่ฉวนในมณฑลเหลียวหนิงจนกระทั่งเขาประกาศว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ผู่อี๋กลับปักกิ่งในปี 2502 โดยได้รับอภัยโทษเป็นพิเศษจากประธาน เหมา เจ๋อตง และใช้ชีวิตเฉกเช่นสามัญชนในปักกิ่งกับน้องสาวเป็นเวลาหกเดือนก่อนที่จะย้ายไปยังโรงแรมที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาล ผู่อี๋บอกว่าจะสนับสนุนและทำงานให้พรรคคอมมิวนิสต์โดยการเป็นคนสวนในสถาบันพฤษศาสตร์ เมื่ออายุ 56 ปี ผู่อี๋ได้แต่งงานกับหลี่ สูเสียน ซึ่งเป็นพยาบาล เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2505 ต่อมาเขาได้ทำงานเป็นบรรณาธิการแผนกวรรณกรรมที่สภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติ โดยมีรายได้ 100 หยวน ต่อเดือน[35] และเป็นที่ทำงานที่ผู่อี๋ทำจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ด้วยการได้รับกำลังใจจากประธาน เหมา เจ็อตงและนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล และได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจีน ผู่อี๋ได้เขียนอัตชีวประวัติของตนเอง ว๋อ เต๋อ เฉียน ปาน เชิง (จีน: 我的前半生; พินอิน: Wǒ Dè Qián Bàn Shēng; literally: "ครึ่งหนึ่งของชีวิตข้าพเจ้า"; แปลออกมาเป็นภาษาไทย จากจักรพรรดิสู่สามัญชน) ในทศวรรษที่ 60 พร้อมกับ หลี่ เหวินด้า ซึ่งเป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ประชาชนปักกิ่ง ในเวอร์ชันหนังสือของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ในบท ข้าพเจ้าปฏิเสธที่จะยอมรับความผิดของข้าพเจ้า เขาทำแถลงการณ์พิจารณาคำให้การของเขาที่การไต่สวนอาชญากรสงครามโตเกียว ความว่า:[36]

ข้าพเจ้ารู้สึกอับอายเป็นอย่างมากกับคำให้การของข้าพเจ้า ว่าข้าพเจ้าระงับบางอย่างที่ข้าพเจ้ารู้เพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกทำโทษโดยประเทศของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะพูดเกี่ยวกับความลับในการร่วมมือกับจักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นระยะเวลานาน ความร่วมมือเกิดขึ้นเมื่อข้าพเจ้ายอมจำนนหลังจากวันที่ 18 กันยายน 2474 แต่ในส่วนสุดท้าย แทนที่ข้าพเจ้าจะพูดเกี่ยวกับในทางที่ญี่ปุ่นกดดันข้าพเจ้าและบีบบังคับข้าพเจ้าให้ทำในสิ่งที่เขาปรารถนาเท่านั้น ข้าพเจ้ายังคงรักษาไว้ที่จะไม่หักหลังประเทศของข้าพเจ้าแต่ข้าพเจ้าถูกลักพาตัวไป ข้าพเจ้าปฏิเสธความร่วมมือทั้งหมดกับญี่ปุ่น หรือแม้แต่กล่าวอ้างในจดหมายฉบับนั้นที่เขียนหา จิโร่ มินามินั้นเป็นของปลอม[22] ข้าพเจ้าปกปิดอาชญากรรมที่ข้าพเจ้าได้ก่อเพื่อปกป้องตัวเอง

สวรรคต[แก้]

ผู่อี๋สวรรคตอย่างสามัญชนในกรุงปักกิ่งด้วยโรคมะเร็งในไตและโรคหัวใจล้มเหลวเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2510 สิริรวมพระชนมายุ 61 พรรษา[37]

ด้านครอบครัว[แก้]

ภาพยนตร์ชีวประวัติ[แก้]

โปสเตอร์ภาพยนตร์ The Last Emperor

ในปี พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) ได้มีการฉายภาพยนตร์ชีวประวัติของจักรพรรดิผู่อี๋ มีชื่อว่า The Last Emperor หรือในชื่อภาษาไทยว่า จักรพรรดิโลกไม่ลืม กำกับโดย เบอร์นาโด แบร์โตลุชชี ผู้กำกับชาวอิตาลี ซึ่งภาพยนตร์ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยได้รับรางวัลออสการ์ด้วยกันถึง 9 รางวัล และประสบความสำเร็จในทุกประเทศที่เข้าฉาย

ราชตระกูล[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Pu Yi. 1988, p 113
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 Blakeney, Ben Bruce (19 July 1945). "Henry Pu Yi". Life Magazine: 78–86. 
  3. 3.0 3.1 Rawski, Evelyn S (2001). The Last Emperors: A Social History of Qing Imperial Institutions. University of California Press. p. 287,136. ISBN 978-0-520-22837-5. 
  4. "Xianfeng Emperor". Cultural China. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010. 
  5. "Tongzhi Emperor". Cultural China. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010. 
  6. 6.0 6.1 Joseph, William A (2010). Politics in China: An Introduction. Oxford University Press, USA. p. 45. ISBN 978-0-19-533531-6. 
  7. "The Vicissitudes of Prince Chun's Mansion". The Australian National University China Heritage Project. 12 December 2007. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010. 
  8. Vandergrift, Kate. "Meeting the Last Emperor's Brother". Society for Anglo-Chinese Understanding. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010. 
  9. "Pu Jie, 87, Dies, Ending Dynasty Of the Manchus.". New York Times. 2 March 1994. สืบค้นเมื่อ 2008-04-27. "Pu Jie, the younger brother of the last Emperor of China, died on Monday in Beijing. He was 87." 
  10. Xiao Guo (18 July 2006). "Socialist Laws Protect Feudal Emperor's Rights". China Daily. 
  11. Pu Yi 1988, p 425
  12. 溥雪斋(1893~1966 ):古琴演奏家。出生在清代皇族家庭。[ลิงก์เสีย]
  13. Crossley, Pamela Kyle (1991). Orphan Warriors. Princeton University Press. pp. 31–46. ISBN 978-0-691-00877-6. 
  14. Behr, Edward (1998). The Last Emperor. Futura. pp. 63, 80. ISBN 978-0-7088-3439-8. 
  15. Pu Yi 1988, pp 70-76
  16. Rhoads, Edward J M (2001). Manchus & Han: Ethnic Relations and Political Power in Late Qing and Early Republican China, 1861-1928. University of Washington Press. pp. 226, 227. ISBN 978-0-295-98040-9. 
  17. Luzzatti, Luigi; Arbib-Costa, Alfonso (2010). God in Freedom: Studies in the Relations Between Church and State. Kessinger Publishing, LLC. pp. 423, 424. ISBN 978-1-161-41509-4. 
  18. Hutchings, Graham (2003). Modern China: A Guide to a Century of Change. Harvard University Press. p. 346. ISBN 978-0-674-01240-0. 
  19. Stone of Heaven, Levy, Scott-Clark p 184
  20. Bangsbo, Jens; Reilly, Thomas; Williams, A. Mark (1996). Science and Football III. Taylor & Francis. p. 272. ISBN 978-0-419-22160-9. 
  21. Rogaski, Ruth (2004). Hygienic Modernity: Meanings of Health and Disease in Treaty-Port China. University of California Press. p. 262. ISBN 978-0-520-24001-8. 
  22. 22.0 22.1 Yamasaki, Tokoyo; Morris, V Dixon (2007). Two Homelands. University of Hawaii Press. pp. 487–495. ISBN 978-0-8248-2944-5. 
  23. Pu Yi 1988, p 275
  24. Pu Yi 1988, p 276
  25. Pu Yi 1988, p 288-290
  26. "Yasunori Yoshioka, Lieutenant-General (1890–1947)". The Generals of WWII — Generals from Japan. Steen Ammentorp, Librarian DB., M.L.I.Sc. สืบค้นเมื่อ 17 August 2010. 
  27. Pu Yi 1988, p 284-320
  28. Pu Yi 1988, p 281
  29. Pu Yi 1988, p 307
  30. Pu Yi 1988, p 298
  31. Mydans, Seth (11 June 1997). "Li Shuxian, 73, Widow of Last China Emperor". The New York Times. 
  32. "Former Manchurian Puppet". The Miami News. 16 August 1946. 
  33. "Russia Giving Puyi to China". The Milwaukee Journal. 27 March 1946. 
  34. Lancashire, David (30 December 1956). "Last Manchu Ruler Grateful to Jailers". Eugene Register-Guard. 
  35. Schram, Stuart (1989). The Thought of Mao Tse-Tung. Cambridge University Press. p. 170. ISBN 978-0-521-31062-8. 
  36. Pu Yi; Jenner, W.J.F. (1988). "I Refuse To Admit My Guilt". From Emperor to Citizen: The Autobiography of Aisin-Gioro Pu Yi. Oxford University Press, USA. pp. 329, 330. ISBN 978-0-19-282099-0. 
  37. "Pu Yi, Last Emperor of China And a Puppet for Japan, Dies. Enthroned at 2, Turned Out at 6, He Was Later a Captive of Russians and Peking Reds.". Associated Press in New York Times. 19 October 1967, Thursday. สืบค้นเมื่อ 2007-07-21. "Henry Pu Yi, last Manchu emperor of China and Japan's puppet emperor of Manchukuo, died yesterday in Peking of complications resulting from cancer, a Japanese newspaper reported today. He was 61 years old." 


ก่อนหน้า จักรพรรดิผู่อี๋ ถัดไป
จักรพรรดิกวังซวี่ 2leftarrow.png จักรพรรดิจีน
(พ.ศ. 2451 - พ.ศ. 2455)
2rightarrow.png -
สาธารณรัฐจีน
นำโดย ซุนยัตเซ็น
- 2leftarrow.png จักรพรรดิแห่งแมนจูกัว
(พ.ศ. 2475 - พ.ศ. 2488)
2rightarrow.png -
สาธารณรัฐจีน
นำโดย เจียงไคเชก