จักรพรรดิผู่อี๋
| บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาบทความนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ เนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก |
| จักรพรรดิผู่อี๋ |
|
|---|---|
| พระปรมาภิไธย | สมเด็จพระจักรพรรดิเซวียนถ่ง สมเด็จพระจักรพรรดิคังเต๋อ |
| พระอิสริยยศ | สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจีน 2451-2455 โอรสแห่งสวรรค์ 2455-2467 สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งแมนจูกัว 2477-2488 |
| ราชวงศ์ | ราชวงศ์ชิง (อ้ายซินเจว๋หลัว) |
| ระยะครองราชย์ | สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจีน 2 ธันวาคม พ.ศ. 2451 - 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 (1 กรกฎาคม - 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2460) สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งแมนจูกัว 1 มีนาคม พ.ศ. 2477 - 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 |
| รัชกาลก่อนหน้า | จักรพรรดิกวางซวี |
| รัชกาลถัดไป | สาธารณรัฐจีน |
| ข้อมูลส่วนพระองค์ | |
| พระราชสมภพ | 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2449(ค.ศ.1906) |
| สวรรคต | 17 ตุลาคม พ.ศ. 2510(ค.ศ.1967) (61 พรรษา) |
| พระราชบิดา | ไจ้เฟิง, เจ้าชายฉุน |
| พระราชมารดา | กัวเอ่อเจีย โย่วหลัน |
| พระอัครมเหสี | กัวปู้ลัว หวั่นหรง หลี่ สูเสียน |
| จักรพรรดิผู่อี๋ | |||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| จีนตัวเต็ม | 溥儀 | ||||||||
| จีนตัวย่อ | 溥仪 | ||||||||
|
|||||||||
สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ (จีนตัวเต็ม: 溥儀; จีนตัวย่อ: 溥仪; พินอิน: Pǔyí) พระราชสมภพ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2449 มีพระนามเต็มว่า อ้ายซินเจว๋หลัว ผู่อี๋ (จีนตัวเต็ม: 愛新覺羅 溥儀; จีนตัวย่อ: 爱新觉罗 溥仪; พินอิน: Àixīnjuéluó Pǔyí) หรือ เฮนรี่ ผู่อี๋ (ชื่ออังกฤษที่เรจินัล จอนสตันตั้งให้)[1][2] เป็นจักรพรรดิหรือฮ่องเต้ชาวแมนจูแห่งราชวงศ์ชิง และเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์ชิง (นับเริ่มแต่จักรพรรดิซุ่นจื้อ) และเป็นองค์สุดท้าย (末代皇帝) ของประเทศจีนมีพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระจักรพรรดิเซวียนถ่ง จากปี พ.ศ. 2451 จนกระทั่งสละราชสมบัติใน เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 และในช่วงระยะเวลาการฟื้นฟูราชวงศ์สั้นๆในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2460 โดยขุนซึก จาง ซวิน ในปี พ.ศ. 2477 ก็ได้สถาปนาเป็น สมเด็จพระจักรพรรดิคังเต๋อ ในประเทศแมนจูกัว ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นโดย จักรวรรดิญี่ปุ่น และพระองค์ครองราชย์จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2488 ภายหลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี พ.ศ. 2492 ซึ่งปูยีได้เข้าเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติ จากปี พ.ศ. 2507 จนกระทั่งสวรรคตเยี่ยงสามัญชนในปี พ.ศ. 2510
เนื้อหา |
บรรพบุรุษ[แก้]
สายพระราชชนก[แก้]
พระบรมไปยกา(ปู่ทวด) ของผู่อี๋คือสมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวง(ครองราชย์ 2363 - 2393) หลังจากนั้นโอรสองค์ที่ 4 ของจักรพรรดิเต้ากวง คือจักรพรรดิเสียนเฟิง (ครองราชย์ 2393 - 2404) ก็ขึ้นสืบราชสมบัติต่อ [3][4]
พระอัยกา (ปู่) ของผู่อี๋ อี้ซวน เจ้าชายชุนที่ 1 (2383 - 2434) เป็นโอรสองค์ที่ 7 ของสมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวง และเป็นพี่น้องร่วมชนกเดียวกันกับสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง ภายหลังจากพระจักรพรรดิเสียนเฟิงสวรรคตแล้ว โอรสของพระองค์ จักรพรรดิถงจื้อ (ครองราชย์ 2404-2418) โอรสองค์เดียวในพระจักรพรรดิเสียนเฟิงได้ขึ้นสืบราชสมบัติ[5]
จักรพรรดิถงจื้อสวรรคตเมื่อพระชนมายุ 18 พรรษา โดยไม่มีพระราชโอรส และผู้ที่มาสืบราชสมบัติต่อคือ จักรพรรดิกวังซวี่ (ครองราชย์ 2418-2451) โอรสในเจ้าชายชุนที่ 1 และท่านผู้หญิง เย่เหอนาลา วานเจิน (ขนิษฐานในพระนางซูสีไทเฮา) สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่สวรรคตโดยไม่มีพระราชโอรส[6]
ผู่อี๋ จึงสืบราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี โดยผู่อี๋เป็นโอรสองค์โตของเจ้าชายชุนที่ 2 ซึ่งเป็นโอรสของ อี้ซวน เจ้าชายชุนที่ 1 โดยเจ้าชายชุนและพระสนมของพระองค์ ท่านผู้หญิงหลิงกิยา (2409-2468) ท่านผู้หญิงหลิงกิยาเคยเป็นคนรับใช้ที่ตำหนักของเจ้าชายชุน พื้นเพเป็นชาวฮั่น โดยมีแซ่ว่า แซ่หลิว (劉) และเปลี่ยนเป็นชื่อแมนจูว่า หลิงกิยา เมื่อเป็นสนมของ เจ้าชายชุนที่ 1 เพราะฉะนั้นไจ้เฟิง เจ้าชายชุนที่ 2 จึงเป็นพี่น้องร่วมชนกเดียวกับสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่และเป็นทายาทสืบราชบัลลังก์ที่อยู่ในลำดับแรก[7]
ผู่อี๋เป็นราชสกุล อ้ายซินเจว๋หลัวในสายที่ผูกพันกันแน่นกับเผ่าเย่เหอนาลาของพระนางซูสีไทเฮา นัดดาของพระนางซูสีไทเฮา คือ สมเด็จพระพันปีหลวงหลงยู่ (2411-2456) ก็เป็นพระมเหสีในสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่
พระอนุชาของผู่อี๋คือ เจ้าชายผู่เจี๋ย (2450-2537) ซึ่งต่อมาได้สมรสกับพระญาติของจักรพรรดิโชวะ คือ เจ้าหญิงฮิโระ ซะงะ ซึ่งกฎมณเทียรบาลในเรื่องการสืบราชสมบัตินั้นให้ผู่เจี๋ยสืบราชบัลลังก์จากผู่อี๋ซึ่งไม่มีบุตรได้[8][9]
ผู่เริ่น (เกิด 2461) พี่น้องของผู่อี๋เพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ และปัจจุบันได้เปลี่ยนไปชื่อชื่อจีน คือ จิน โหย่วจือ ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศจีน โดยในปี 2549 จิน โหยว่จือได้ยืนฟ้องดำเนินคดีต่อศาลเกี่ยวกับสิทธิในรูปของผู่อี๋และความเป็นส่วนตัว โดยได้กล่าวอ้าวว่าสิทธิของเขาได้ถูกละเมิดจากงานจัดแสดง "จักรพรรดิพระองค์สุดท้ายและราชวงศ์"[10]
ส่วนญาติห่างๆของผู่อี๋ คือ ผู่ เซี่ยจ้าย[11] เป็นนักดนตรีซึ่งเล่นกู่เจิ้งและเป็นศิลปินภาพเขียนจีน[12]
สายพระราชมารดา[แก้]
พระราชมารดาของผู่อี๋คือ ยู่หลัน (2427-2464) เป็นลูกสาวของ ยงลู่ (2379-2446) รัฐบุรุษและนายพลจากเผ่า กุวาลกิยา โดยยงลู่เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำของสายอนุรักษนิยมในราชวงศ์ชิง และเป็นผู้สนับสนุนที่ซื่อสัตย์ของพระนางงซูสีไทเฮา โดยพระนางได้ตอบแทนความซื่อสัตย์ของยงลู่ จึงได้ให้ลูกสาวของเขา(แม่ของผู่อี๋) เสกสมรสเพื่อเข้ามาในกลุ่มราชวงศ์
เผ่า กุวาลกิยา เป็นหนึ่งในเผ่าที่ทรงอำนาจมากที่สุดของชาวแมนจูในสมัยราชวงศ์ชิง เอ้าป้าย ผู้บัญชาการทางทหารผู้ทรงอิทธิพลและรัฐบุรุษซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการระหว่างต้นรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี ก็มาจากเผ่า กุวาลกิยา[13]
ประวัติ[แก้]
จักรพรรดิจีน (2451–2455)[แก้]
ผู่อี๋ หรือ ถูกเลือกให้เป็นจักรพรรดิโดยพระนางซูสีไทเฮาในขณะที่ประชวรหนักอยู่บนพระแท่นบรรทม[6] ผู่อี๋ขึ้นเป็นจักรพรรดิในขณะที่มีพระชนมายุ 2 พรรษากับอีก 10 เดือน ในเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2451 มีพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระจักรพรรดิเซวียนถ่ง ชีวิตในการเป็นจักรพรรดิของพระองค์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ของสำนักราชวังมายังตำหนักเจ้าชายชุนเพราะนำตัวพระองค์ไปเป็นจักรพรรดิ โดยผู่อี๋ได้ทำการขัดขืนหรือกรีดร้องในขณะที่เจ้าหน้าที่ของพระราชวังสั่งให้ขันทีอุ้มพระองค์[14] เจ้าชายชุนที่ 2 พระบิดาของพระองค์ ได้ขึ้นเป็นองค์ชายผู้สำเร็จราชการ(摄政王) ในระหว่างพิธีราชาภิเษกที่พระที่นั่งไท่เหอ พระบิดาได้อุ้มจักรพรรดิที่ยังทรงเยาว์ขึ้นไปยังบนบัลลังก์ ผู่อี๋ได้ตกใจฉากที่อยู่ต่อหน้าและเสียงอึกทึกของกลองและเสียเพลงในพิธีราชาภิเษก และหลังจากนั้นผู่อี๋ก็เริ่มร้องไห้ พระบิดาของพระองค์ไม่สามารถที่จะทำสิ่งใดได้นอกจากพูดปลอบพระองค์ด้วยวลีอมตะว่า "อย่าร้องไห้ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว"
แม่นมของปูยี เหวิน เฉาหว่าง เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถควบคุมพระองค์ได้ เพราะฉะนั้นเธอจึงได้ตามพระองค์เข้าพระราชวังต้องห้าม ผู่อี๋ไม่ได้เจอแม่ผู้ให้กำเนิดพระองค์ เป็นระยะเวลาถึง 7 ปี โดยเขาได้ผูกพันกับ เหวิน เฉาหว่าง และยอมรับว่าเธอเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถควบคุมพระองค์ได้ แต่เธอก็ได้ออกจากพระราชวังต้องห้ามเมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ 8 พรรษา ภายหลังจากที่ผู่อี๋อภิเษกสมรส ในบางโอกาสพระองค์ก็พาแม่นมของเธอมาที่พระราชวังต้องห้าม รวมทั้งที่แมนจูกัว เพื่อมาเยี่ยมพระองค์ ภายหลังผู่อี๋ได้รับอภัยโทษจากรัฐบาลในปี พ.ศ. 2502 พระองค์ได้ไปเยี่ยมบุตรบุญธรรมของเธอและได้เรียนรู้ว่าเธอนั้นได้อุทิศตนเพื่อเป็นแม่นมของเขาแต่เพียงเท่านั้น[15]
การเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนผู่อี๋เป็นไปได้โดยยากในการเลี้ยงดูให้พระองค์เป็นผู้มีสุขภาพที่ดีดังเช่นเด็กปกติ ตลอดทั้งคืน พระองค์ถูกเลี้ยงดูดังเช่นเทพเจ้าและไม่สามารถที่จะประพฤติตัวได้อย่างเด็ก ชีวิตวัยผู้ใหญ่ของพระองค์ ยกเว้นแม่นมของพระองค์ ล้วนเป็นคนแปลกหน้าทั้งหมด,เป็นเหมือนญาติห่างๆ,ไม่คุ้นเคยและไม่สามารถที่จะอบรมพระองค์ได้ ไม่ว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน จะมีคนคุกเข้าคำนับให้กับพระองค์จนกระทั่งเห็นพระองค์เดินไปจนลับสายตา ในไม่นานพระองค์ในวัยเยาว์ก็ทรงค้นพบว่าพระองค์ทรงมีอำนาจอย่างล้นพ้น พระองค์ทรงใช้อาวุธกับขันทีและทุบตีด้วยความผิดเล็กๆน้อยๆ
สละราชสมบัติ[แก้]
พระบิดาของผู่อี๋ เจ้าชายชุนที่ 2 ได้เป็นผู้สำเร็จราชการถึงวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2454 เมื่อสมเด็จพระพันปีหลวงหลงยู่เข้าควบคุมอำนาจเพื่อที่จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์การปฏิวัติซินไฮ่[3]
พระพันปีหลวงหลงยู่เป็นผู้ลงพระนามาภิไธยใน "พระบรมราชโองการสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง"(清帝退位詔書) ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 ภายหลังจากการปฏิวัติซินไห่ ภายใต้การต่อรองโดยขุนศึกหยวน ซื่อไข่ (นายพลแห่งกองทัพเป่ยหยาง) กับสมาชิกราชวงศ์ในปักกิ่ง และกลุ่มสาธารณรัฐในทางใต้[16] โดยมีการลงนามเพื่อก่อตั้ง สาธารณรัฐจีน ผู่อี๋เหลือเพียงตำแหน่งในราชวงศ์และได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลของสาธารณรัฐจากพิธีสารซึ่งจะถือว่าจะปฏิบัติพระองค์ให้เท่าเทียบกับกษัตริย์ของต่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ Law of Guarantees (1870) ข้อตกลงที่ให้พระสันตะปาปายังคงเกียรติยศและเอกสิทธิ์เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์อิตาลี[17] ผู่อี๋และสมาชิกราชวงศ์ยังอนุญาตให้พำนักอยู่ได้ในส่วนเหนือของพระราชวังต้องห้าม(พระตำหนักส่วนพระองค์) และในพระราชวังฤดูร้อนอี๋เหอหยวน เงินช่วยเหลือสนับสนุนราชวงศ์มีจำนวนสูงถึง 4 ล้านเหรียญและจ่ายโดยรัฐบาลสาธารณรัฐให้แก่สมาชิกราชวงศ์ แต่ว่าเงินจำนวนนี้ทางวังไม่เคยได้รับเต็มจำนวนและถูกยกเลิกในเวลาต่อมาไม่กี่ปีหลังจากนั้น
การฟื้นฟูราชวงศ์ชิง (2460)[แก้]
ในปี พ.ศ. 2460 จาง ซวินได้นำผู่อี๋กลับขึ้นมาเป็นจักรพรรดิที่มีอำนาจอีกครั้งระหว่างวันที่ 1 ถึง 12 กรกฎาคม[18] จางได้มีคำสั่งให้ทหารในกองทัพของเขาไว้หางเปียเพื่อแสดงความจงรักภักดีแด่องค์พระจักรพรรดิ ระหว่างช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟู ได้มีระเบิดขนาดเล็กหล่นลงมายังพระราชวังต้องห้ามโดยเครื่องบินของสาธารณรัฐ ก่อให้เกิดความเสียหายเล็กน้อย[19] อาจนับได้ว่าเป็นปฏิบัติการทางอากาศครั้งแรกที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออก การฟื้นฟูนอกจากจะล้มเหลวแล้วยังได้ก่อให้เกิดการต่อต้านไปทั่วประเทศ และมีการแทรกแซงจากขุนศึกต้วน ฉี่รุ่ย[20]
ผู่อี๋ถูกขับออกจากพระราชวังต้องห้ามโดยขุนศึก เฟิง ยู่เสียง ในปี พ.ศ. 2467
พำนักในเทียนสิน (2467-2475)[แก้]
หลังจากที่ถูกขับไล่ออกจากพระราชวังต้องห้าม ผู่อี๋ใช้เวลาสองถึงสามวันอยู่ที่ตำหนักของพระบิดา หลังจากนั้นก็ไปอาศัยอยู่ที่สถานทูตญี่ปุ่นเป็นการชั่วคราวประมาณ 1 ปีครึ่ง[2] ในปี 2468 ผู่อี๋ได้ย้ายไปยัง Quiet Garden Villa ในเขตปกครองของญี่ปุ่นในเทียนจิน[21]ระหว่างช่วงเวลานั้น ผู่อี๋และบรรดาที่ปรึกษาของเขา เฉิน เป่าเซิน,เจิง เสี่ยวซู และ โหล เซินยู่ ได้ถกเถียงกันเกี่ยวกับการฟื้นฟูเขาเป็นจักรพรรดิ โดยเจิงและโหลได้เสนอให้ขอความช่วยเหลือจากภายนอก แต่เฉินไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ ในเดือนสิงหาคม 2474 ผู่อี๋ส่งจดหมายถึง จิโร่ มินะมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสงคราม ของญี่ปุ่น บ่งบอกความภายในว่าเขาต้องการที่จะกลับมาเป็นจักรพรรดิ[22] เขายังไปเยี่ยม เคนจิ โดอิฮะระ หัวหน้าหน่วนจารกรรมของกองทัพกวนตง ผู้ซึ่งมีความปรารถนาจะให้ปูยีเป็นผู้นำแห่งแมนจูกัว ในเดือนพฤศจิกายน 2474 ผู่อี๋และ เจิง เสี่ยวซูเดินทางไปยังแมนจูเรียเพื่อตกลงเกี่ยวกับแผนการตั้งรัฐแมนจูกัวให้สำเร็จ รัฐบาลจีนออกคำสั่งจับผู่อี๋ข้อหาเป็นกบฏแต่ไม่สามารถที่จะทำได้เพราะไม่สามารถฝ่าการคุ้มครองของญี่ปุ่นได้[2] เฉิน เป่าเซินเดินทางกลับสู่ปักกิ่งที่ซึ่งเขาได้ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2476
ผู้บริหารและจักรพรรดิแห่งแมนจูกัว (2475–2488)[แก้]
ในวันที่ 1 มีนาคม 2475 ผู่อี๋ได้เป็นผู้บริหารสูงสุดของแมนจูกัว ซึ่งก่อตั้งโดยญี่ปุ่น เมื่อพิจารณจากนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นรัฐที่เป็นหุ่นเชิดของจักรวรรดิญี่ปุ่น โดยผู่อี๋ได้ดำรงตำแหน่งเป็น ต้าถ่ง (大同) ในปี 2477 ผู่อี๋ก็ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งแมนจูกัวโดยมีพระบรมนามาภิไธยว่า ตังเต๋อ (康德) เขาไม่ค่อยพอใจที่ได้เป็นแค่ตำแหน่ง "ผู้บริหารสูงสุดของรัฐ" และต่อมาได้เป็น "จักรพรรดิแห่งแมนจูกัว" เพราะผู่อี๋ต้องการที่จะที่จะฟื้นฟูราชวงศ์ชิง โดยผู่อี๋ประทับอยู่ที่พระราชวัง (ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งแมนจูกัว) ในช่วงเวลาที่เขาเป็นจักรพรรดิ ในการขึ้นครองบัลลังก์ของเขา เขาได้โต้เถียงกับญี่ปุ่นเกี่ยวกับเรื่องเครื่องแต่งกาย โดยทางญี่ปุ่นต้องการให้เขาใส่ชุดเครื่องแบบแมนจูกัว เพราะว่าผู่อี๋ถือว่าเป็นการหยามเกียรติอย่างมากที่ให้ใส่ชุดใดๆนอกจากเสื้อคลุมยาวโบราณของแมนจู เพื่อความประนีประนอมเขายอมสวมเครื่องแบบทหารแบบตะวันตกในการขึ้นครองบัลลังก์[23](เป็นจักรพรรดิจีนเพียงพระองค์เดียวที่ได้สวมเครื่องแบบตะวันตกในวันขึ้นครองราชย์) และสวมเสื้อคลุมมังกรสำหรับการประกาศการขึ้นครองราชที่หอสักการะฟ้าเทียนถัน[24]
ผู่เจี๋ยพระอนุชาของผู่อี๋ ผู้ซึ่งเสกสมรสกับเจ้าหญิงฮิโระ ซะงะ พระญาติห่างๆของจักรพรรดิโชวะ ประกาศว่าเป็นรัชทายาทของผู่อี๋ การเสกสมรสนี้นี้เป็นอุบายทางการเมืองที่จัดการโดย ชิเงะรุ ฮนโจ นายพลแห่งกองทัพกวนตง หลังจากนั้นผู่อี๋ไม่สามารถพูดคุยอย่างเปิดเผยกับพระอนุชาและปฏิเสธที่จะเสวยพระกายาหารที่จัดเตรียมโดย ฮิโระ ซะงะ ผู่อี๋ถูกบังคับให้เซ็นข้อตกลงว่าถ้าเขามีโอรส จะต้องถูกส่งตัวไปญี่ปุ่นเพื่อเลี้ยงดูตามแบบที่นั่น[25]
จากปี 2478 ถึงปี 2488 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพกวนตง โยะชิโอะกะ ยะซุโนริ (吉岡安則)[26]ได้ถูกมอบหมายให้ไปเป็นนักการทูต เขาเป็นสายลับให้แก่รัฐบาลญี่ปุ่น ควบคุมผู่อี๋ผ่านความกลัว,การขู่และคำสั่งโดยตรง[27] เขาพยายามที่จะสังหารผู่อี๋หลายครั้งตลอดช่วงเวลานั้น รวมทั้งการแทงผู่อี๋โดยคนใช้ของวังในปี 2480[2] ระหว่างที่ผู่อี๋เป็นจักรพรรดิแห่งแมนจูกัว ชีวิตครอบครัวของเขาถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากญี่ปุ่น ซึ่งในตอนนั้นกำลังเพิ่มความเป็นญี่ปุ่นเข้าไปในแมนจูเรีย เพื่อที่จะขัดขวางผู่อี๋ในการประกาศตัวแยกเป็นเอกราช เขาได้ไปเลี้ยงฉลองเป็นเกียรติแก่ตัวเขาเองซึ่งจัดขึ้นโดยประชาชนชาวญี่ปุ่นระหว่างที่เขาได้ไปเยือนที่นั่น แต่เขาก็ยังคงต้องอ่อนน้อมต่อพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ[28] สิ่งนี้ยังเป็นข้อสงสัยอยู่ว่า การยอมรับวัฒนธรรมหรือพิธีกรรมจีนโบราณ เช่น การเรียกว่า "ฝ่าบาท" แทนการใช้ชื่อตัว มาจากความสนใจของผู้อี๋เองหรือมาจากการวางข้อกำหนดของญี่ปุ่นซึ่งใช้ในราชวงศ์ญี่ปุ่นอยู่แล้ว
ระหว่างช่วงเวลาเหล่านั้นผู้อี๋มีความสนใจอย่างมากเกี่ยวกับกฎหมายจีนโบราณและศาสนา[29](เช่นลัทธิขงจื๊อและศาสนาพุทธ) แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้รับอนุญาตโดยญี่ปุ่น ผู้สนับสนุนเก่าแก่ของผู่อี๋ถูกกำจัดไปทีละน้อยและเอารัฐมนตรีพวกที่สนับสนุนญี่ปุ่นเข้ามาแทนที่[30] ระหว่างช่วงเวลานี้ชีวิตของผู่อี๋ประกอบไปด้วยการลงนามในกฎหมายที่จัดเตรียมโดยญี่ปุ่นเสียเป็นส่วนใหญ่, การสวดมนต์, ปรึกษาโหรและมีกำหนดการเยือนอย่างเป็นทางการไปทั่วประเทศ[2]
ชีวิตช่วงสุดท้ายบั้นปลายของชีวิต (2488–2510)[แก้]
เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ผู่อี๋ถูกจับโดยกองทัพแดงของโซเวียตในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ขณะที่จะพยายามจะหลบหนีทางเครื่องบินไปญี่ปุ่น[31] โซเวียตพาเขาไปยังเมืองแถบไซบีเรีย ชิต้า โดยเขาอาศัยอยู่ในสถานพยาบาล ต่อมาเขาถูกย้ายไปยังเมือง ฮาบารอฟสค์ ใกล้กับชายแดนจีน
ในปี 2489 เขาได้ไปให้การเป็นพยานที่ศาลทหารระหว่างประเทศแห่งตะวันออกไกลที่โตเกียว[32] ในรายละเอียดเกี่ยวกับความไม่พอใจของเขาที่ได้รับการปฏิบัติจากญี่ปุ่น
เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้เหมา เจ๋อตง เข้ามามีอำนาจในประเทศจีนในปี พ.ศ. 2492 ผู่อี๋ถูกส่งตัวกลับจีนหลังจากการต่อรองกันระหว่างจีนและสหภาพโซเวียต[33][34] ยกเว้นในช่วงสงครามเกาหลี เมื่อถูกย้ายไปฮาร์บินเขาใช้ชีวิตถึงสิบปีในศูนย์จัดการอาชญากรสงครามในฟู่ฉวนในมณฑลเหลียวหนิงจนกระทั่งเขาประกาศว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ผู่อี๋กลับปักกิ่งในปี 2502 โดยได้รับอภัยโทษเป็นพิเศษจากประธาน เหมา เจ๋อตง และใช้ชีวิตเฉกเช่นสามัญชนในปักกิ่งกับน้องสาวเป็นเวลาหกเดือนก่อนที่จะย้ายไปยังโรงแรมที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาล ผู่อี๋บอกว่าจะสนับสนุนและทำงานให้พรรคคอมมิวนิสต์โดยการเป็นคนสวนในสถาบันพฤษศาสตร์ เมื่ออายุ 56 ปี ผู่อี๋ได้แต่งงานกับหลี่ สูเสียน ซึ่งเป็นพยาบาล เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2505 ต่อมาเขาได้ทำงานเป็นบรรณาธิการแผนกวรรณกรรมที่สภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติ โดยมีรายได้ 100 หยวน ต่อเดือน[35] และเป็นที่ทำงานที่ผู่อี๋ทำจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ด้วยการได้รับกำลังใจจากประธาน เหมา เจ็อตงและนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล และได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจีน ผู่อี๋ได้เขียนอัตชีวประวัติของตนเอง ว๋อ เต๋อ เฉียน ปาน เชิง (จีน: 我的前半生; พินอิน: Wǒ Dè Qián Bàn Shēng; แปลออกมาเป็นภาษาไทย จากจักรพรรดิสู่สามัญชน) ในทศวรรษที่ 60 พร้อมกับ หลี่ เหวินด้า ซึ่งเป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ประชาชนปักกิ่ง ในเวอร์ชันหนังสือของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ในบท ข้าพเจ้าปฏิเสธที่จะยอมรับความผิดของข้าพเจ้า เขาทำแถลงการณ์พิจารณาคำให้การของเขาที่การไต่สวนอาชญากรสงครามโตเกียว ความว่า:[36]
ข้าพเจ้ารู้สึกอับอายเป็นอย่างมากกับคำให้การของข้าพเจ้า ว่าข้าพเจ้าระงับบางอย่างที่ข้าพเจ้ารู้เพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกทำโทษโดยประเทศของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะพูดเกี่ยวกับความลับในการร่วมมือกับจักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นระยะเวลานาน ความร่วมมือเกิดขึ้นเมื่อข้าพเจ้ายอมจำนนหลังจากวันที่ 18 กันยายน 2474 แต่ในส่วนสุดท้าย แทนที่ข้าพเจ้าจะพูดเกี่ยวกับในทางที่ญี่ปุ่นกดดันข้าพเจ้าและบีบบังคับข้าพเจ้าให้ทำในสิ่งที่เขาปรารถนาเท่านั้น ข้าพเจ้ายังคงรักษาไว้ที่จะไม่หักหลังประเทศของข้าพเจ้าแต่ข้าพเจ้าถูกลักพาตัวไป ข้าพเจ้าปฏิเสธความร่วมมือทั้งหมดกับญี่ปุ่น หรือแม้แต่กล่าวอ้างในจดหมายฉบับนั้นที่เขียนหา จิโร่ มินามินั้นเป็นของปลอม[22] ข้าพเจ้าปกปิดอาชญากรรมที่ข้าพเจ้าได้ก่อเพื่อปกป้องตัวเอง
สวรรคต[แก้]
ผู่อี๋สวรรคตอย่างสามัญชนในกรุงปักกิ่งด้วยโรคมะเร็งในไตและโรคหัวใจล้มเหลวเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2510 สิริรวมพระชนมายุ 61 พรรษา[37]
ด้านครอบครัว[แก้]
ผู่อี๋มีพี่น้องหลายคน มีอยู่ 2 คนที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์จีนและราชวงศ์ชิง:
- ผู่เจี๋ย (2450-2537), มีบทบาทเพียงเล็กน้อยในรัฐบาลแมนจูกัว
- ผู่เริ่น (ปัจจุบัน จิน โหย่วจือ) เกิดในสมัยที่ราชวงศ์ชิงล่มสลายแล้วและเป็นผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์แมนจูกัวในปัจจุบัน
พระอัครมเหสีและพระสนม
- กัวปู้ลัว หวั่นหรง (婉容) (2448–2489). อภิเษกสมรสในปี 2465
- เหวิน ซิ่ว (文繡), (2451–2496). อภิเษกสมรสในปี 2465,หย่าในปี 2474
- ถาน อวี้หลิง (谭玉龄) (2449–2485). อภิเษกสมรสในปี 2480
- หลี่ อวี้ฉิน (李玉琴) (2471–2544). อภิเษกสมรสในปี 2486, หย่าในปี 2501
- หลี่ สูเสียน (李淑賢) (2468–2540). สมรสในปี 2505
ภาพยนตร์ชีวประวัติ[แก้]
ในปี พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) ได้มีการฉายภาพยนตร์ชีวประวัติของจักรพรรดิผู่อี๋ มีชื่อว่า The Last Emperor หรือในชื่อภาษาไทยว่า จักรพรรดิโลกไม่ลืม กำกับโดย เบอร์นาโด แบร์โตลุชชี ผู้กำกับชาวอิตาลี ซึ่งภาพยนตร์ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยได้รับรางวัลออสการ์ด้วยกันถึง 9 รางวัล และประสบความสำเร็จในทุกประเทศที่เข้าฉาย
ราชตระกูล[แก้]
| พงศาวลีของจักรพรรดิผู่อี๋ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
อ้างอิง[แก้]
- ↑ Pu Yi. 1988, p 113
- ↑ 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 Blakeney, Ben Bruce (19 July 1945). "Henry Pu Yi". Life Magazine: 78–86.
- ↑ 3.0 3.1 Rawski, Evelyn S (2001). The Last Emperors: A Social History of Qing Imperial Institutions. University of California Press. p. 287,136. ISBN 978-0-520-22837-5.
- ↑ "Xianfeng Emperor". Cultural China. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.
- ↑ "Tongzhi Emperor". Cultural China. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.
- ↑ 6.0 6.1 Joseph, William A (2010). Politics in China: An Introduction. Oxford University Press, USA. p. 45. ISBN 978-0-19-533531-6.
- ↑ "The Vicissitudes of Prince Chun's Mansion". The Australian National University China Heritage Project. 12 December 2007. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.
- ↑ Vandergrift, Kate. "Meeting the Last Emperor's Brother". Society for Anglo-Chinese Understanding. สืบค้นเมื่อ 11 August 2010.
- ↑ "Pu Jie, 87, Dies, Ending Dynasty Of the Manchus.". New York Times. 2 March 1994. สืบค้นเมื่อ 2008-04-27. "Pu Jie, the younger brother of the last Emperor of China, died on Monday in Beijing. He was 87."
- ↑ Xiao Guo (18 July 2006). "Socialist Laws Protect Feudal Emperor's Rights". China Daily.
- ↑ Pu Yi 1988, p 425
- ↑ 溥雪斋(1893~1966 ):古琴演奏家。出生在清代皇族家庭。[ลิงก์เสีย]
- ↑ Crossley, Pamela Kyle (1991). Orphan Warriors. Princeton University Press. pp. 31–46. ISBN 978-0-691-00877-6.
- ↑ Behr, Edward (1998). The Last Emperor. Futura. pp. 63, 80. ISBN 978-0-7088-3439-8.
- ↑ Pu Yi 1988, pp 70-76
- ↑ Rhoads, Edward J M (2001). Manchus & Han: Ethnic Relations and Political Power in Late Qing and Early Republican China, 1861-1928. University of Washington Press. pp. 226, 227. ISBN 978-0-295-98040-9.
- ↑ Luzzatti, Luigi; Arbib-Costa, Alfonso (2010). God in Freedom: Studies in the Relations Between Church and State. Kessinger Publishing, LLC. pp. 423, 424. ISBN 978-1-161-41509-4.
- ↑ Hutchings, Graham (2003). Modern China: A Guide to a Century of Change. Harvard University Press. p. 346. ISBN 978-0-674-01240-0.
- ↑ Stone of Heaven, Levy, Scott-Clark p 184
- ↑ Bangsbo, Jens; Reilly, Thomas; Williams, A. Mark (1996). Science and Football III. Taylor & Francis. p. 272. ISBN 978-0-419-22160-9.
- ↑ Rogaski, Ruth (2004). Hygienic Modernity: Meanings of Health and Disease in Treaty-Port China. University of California Press. p. 262. ISBN 978-0-520-24001-8.
- ↑ 22.0 22.1 Yamasaki, Tokoyo; Morris, V Dixon (2007). Two Homelands. University of Hawaii Press. pp. 487–495. ISBN 978-0-8248-2944-5.
- ↑ Pu Yi 1988, p 275
- ↑ Pu Yi 1988, p 276
- ↑ Pu Yi 1988, p 288-290
- ↑ "Yasunori Yoshioka, Lieutenant-General (1890–1947)". The Generals of WWII — Generals from Japan. Steen Ammentorp, Librarian DB., M.L.I.Sc. สืบค้นเมื่อ 17 August 2010.
- ↑ Pu Yi 1988, p 284-320
- ↑ Pu Yi 1988, p 281
- ↑ Pu Yi 1988, p 307
- ↑ Pu Yi 1988, p 298
- ↑ Mydans, Seth (11 June 1997). "Li Shuxian, 73, Widow of Last China Emperor". The New York Times.
- ↑ "Former Manchurian Puppet". The Miami News. 16 August 1946.
- ↑ "Russia Giving Puyi to China". The Milwaukee Journal. 27 March 1946.
- ↑ Lancashire, David (30 December 1956). "Last Manchu Ruler Grateful to Jailers". Eugene Register-Guard.
- ↑ Schram, Stuart (1989). The Thought of Mao Tse-Tung. Cambridge University Press. p. 170. ISBN 978-0-521-31062-8.
- ↑ Pu Yi; Jenner, W.J.F. (1988). "I Refuse To Admit My Guilt". From Emperor to Citizen: The Autobiography of Aisin-Gioro Pu Yi. Oxford University Press, USA. pp. 329, 330. ISBN 978-0-19-282099-0.
- ↑ "Pu Yi, Last Emperor of China And a Puppet for Japan, Dies. Enthroned at 2, Turned Out at 6, He Was Later a Captive of Russians and Peking Reds.". Associated Press in New York Times. 19 October 1967, Thursday. สืบค้นเมื่อ 2007-07-21. "Henry Pu Yi, last Manchu emperor of China and Japan's puppet emperor of Manchukuo, died yesterday in Peking of complications resulting from cancer, a Japanese newspaper reported today. He was 61 years old."
| สมัยก่อนหน้า | จักรพรรดิผู่อี๋ | สมัยถัดไป | ||
|---|---|---|---|---|
| จักรพรรดิกวังซวี่ | จักรพรรดิจีน (พ.ศ. 2451 - พ.ศ. 2455) |
- สาธารณรัฐจีน นำโดย ซุนยัตเซ็น |
||
| - | จักรพรรดิแห่งแมนจูกัว (พ.ศ. 2475 - พ.ศ. 2488) |
- สาธารณรัฐจีน นำโดย เจียงไคเชก |
|
|
||||||||
- บทความทั้งหมดที่มีลิงก์เสีย
- บทความที่มีลิงก์เสีย from ตุลาคม 2553
- Articles with invalid date parameter in template
- บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2448
- บุคคลที่เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2510
- บทความเกี่ยวกับ ชีวประวัติ ที่ยังไม่สมบูรณ์
- ชาวจีนเชื้อสายแมนจู
- จักรพรรดิราชวงศ์ชิง
- พระมหากษัตริย์ที่ขึ้นครองราชย์ขณะทรงพระเยาว์
- พระมหากษัตริย์ผู้ทรงสละราชบัลลังก์