จักรพรรดินีวั่นหรง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จักรพรรดินีวั่นหรง

พระบรมนามาภิไธย โกวปู้โลว วั่นหรง (郭布羅·婉容)
พระปรมาภิไธย
สมเด็จพระจักรพรรดินีเสี้ยวเค่อหมิ่น (孝恪愍皇后)
พระอิสริยยศ สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิต้าชิง
สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิแมนจูกัว
ราชวงศ์ ชิง
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449
สวรรคต 20 มิถุนายน พ.ศ. 2489
(พระชนมายุ 39 พรรษา)
พระราชบิดา นายหร่ง หยวน
พระราชสวามี สมเด็จพระจักรพรรดิซวนถ่ง (ผู่อี๋)

สมเด็จพระจักรพรรดินีเสี้ยวเค่อหมิ่น (จีน: 孝恪愍; พินอิน: xiàokèmǐn) หรือ สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงหรือชื่อเล่นๆว่า วั่นจิง (จีน: 婉容; พินอิน: wǎnróng; เวด-ไจลส์: wan-jung) หรือพระนามแรกประสูติว่า โกวปู้โลว วั่นหรง (จีน: 郭布羅·婉容; พินอิน: guōbùluō·wǎnróng) (13 พฤศจิกายน 2449 - 20 มิถุนายน 2489) เป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีพระองค์สุดท้ายของประเทศจีนด้วยเหตุที่เป็นสมเด็จพระมเหสีในผู่อี๋ฮ่องเต้ สมเด็จพระจักรพรรดินีพระองค์สุดท้ายของจีน จักรพรรดินีวั่นหรงทรงสืบเชื้อสายจากวงศ์สกุลด๋าหว่อ (Daur People)จากมองโกเลียลึกตั้งแต่ครั้งโบราณกาล สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงนั้นต่อมาได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งแมนจูกัว (หรือเป็นที่รู้จักกันในนามของ "จักรวรรดิแมนจูกัว")

พระราชประวัติ[แก้]

โกวปู้โลว วั่นหรง (มีความหมายว่า ผู้มีใบหน้าอันเลอโฉม) เป็นธิดาองค์โตของ หร่ง หยวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายใน ในสมัยราชวงศ์ชิง และเป็นบุคคลผู้ที่มีบทบาทอย่างมากในสมัยแมนจูกัวอีกด้วย วั่นหรงจึงมาจากตระกูลที่ร่ำรวยและโดดเด่นที่สุดครั้งหนึ่งในสมัยราชวงศ์ต้าชิง สมเด็จพระจักรพรรดิวั่นหรงเกิดในบ้านของพระบิดา หร่ง หยวน ณ บ้านเลขที่ 37 ถนนเม่าเอ๋อ หูท่ง ซอยทิศใต้หลัวกู่ เขตตงเฉง เมืองปักกิ่ง (No. 37, Maoer hutong, South Luogu Lane, Dongcheng District, Beijing) เนื่องจากพระบิดาเป็นผู้มีความคิดสมัยใหม่ที่จะให้เหล่าธิดาได้มีการศึกษา วั่นหรงจึงได้รับการศึกษาจากโรงเรียนมิชชั่นนารีของอเมริกันในเมืองเทียนสินและระหว่างช่วงเวลาในพระราชวังต้องห้าม โดยผู้สอนส่วนตัวชาวอเมริกันชื่อ อิซาเบล อินแกรม (Isabel Ingram) ผู้ซึ่งได้ให้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษของวั่นหยงว่า อลิซาเบธ[1]


อภิเษกสมรส[แก้]

เมื่ออายุ 16 ปี วั่นหรงได้ถูกเลือกจากหลาย ๆ รูปภาพที่ส่งไปให้พระจักรพรรดิซวนถ่ง (ผู่อี๋)ซึ่งเป็นจักรพรรดิที่ไม่มีอำนาจแต่ยังได้สิทธิ์ในการดำรงพระอิสริยศและพำนักอยู่ในพระราชวังต้องห้าม พระนางเข้าพิธีสมรสกับผู่อี๋โดยมีพระชนมายุเท่ากัน การอภิเษกสมรสถูกจัดขึ้นในเวลาตีสามของวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2465 ในการแต่งงานนั้นไม่ได้ราบรื่นนัก เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋แสดงออกในความสนใจในตัวสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงในคืนสมรสอย่างน้อยนิด มีบันทึกว่าผู่อี๋ได้กลับไปบรรทม โดยไม่ได้มีอะไรกันกับวั่นหรงเลย ในพิธีแต่งงานมีของขวัญราคาแพงจำนวนมากที่มอบให้แก่เจ้าสาวและครอบครัวของสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรง ถึงแม้ผู่อี๋จะไม่เคยแสดงความสนใจทั้งตัวของสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงเองและสนมเหวินซิ่ว เลยก็ตาม

ผู่อี๋เคยเขียนถึงการแต่งงานครั้งนี้ในบันทึกส่วนหนึ่งว่า เมื่อพระองค์ได้อภิเษกสมรสแล้ว พระองค์ทรงมีทั้งพระมเหสีเอกและมเหสีรอง แต่จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงให้ต่างจากช่วงเวลาก่อนหน้านี้ของพระองค์อย่างไร



สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งจีน[แก้]

ทั้งสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋และสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงต่างก็ไม่มีทายาทเลย นักประวัติศาสตร์บางท่านยังได้กล่าวไว้อีกว่าทั้งคู่ไม่เคยมีความสัมพันธ์กันทางเพศเลยตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน บ้างก็ว่าเกิดจากการที่ผู่อี๋เป็นหมัน บ้างก็ว่า ผู่อี๋ทรงชอบการมีเพศสัมพันธุ์กับเหล่ามหาดเล็ก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการยากยิ่งที่จะปภิปรายกันไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ในขณะที่วั่นหยงและผู่อี๋ประทับอยู่ที่ฉางชุนในขณะที่ผู่อี๋เป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดอยู่ที่แมนจูกัว ได้มีข่าวลือว่าผู่อี๋มีความสัมพันธ์ทางเพศกับมหาดเล็กของพระองค์อยู่บ่อย ๆ น้องสะใภ้ของผู่อี๋ องค์หญิงฮิโระ ซากะ ได้เขียนบันทึกของเธอเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศของผู่อี๋เอาไว้

สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงเริ่มต้นติดฝิ่นตั้งแต่ในขณะที่พระองค์ยังเป็นวัยรุ่น ตามจากบันทึกของผู่อี๋ ซึ่งแฟชั่นของวัยรุ่นในสมัยนั้นคือการสูบซิการ์ และการสูบฝิ่นวันละนิดหน่อยทำให้ลืมความเจ็บปวดไปได้

ชีวิตในพระราชวังต้องห้าม[แก้]

ชีวิตพระนางในพระราชวังต้องห้าม มักจะเป็นพระราชกิจวัตรเกี่ยวกับพิธีกรรมและพระราชพิธีอยู่บ่อยๆ สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงทรงอยู่ดึกติวหนังสือกับอาจาร์ยต่างชาติ อิซาเบล อินแกรม เป็นเวลาถึงตีสองทุกๆวัน จักรพรรดิผู่อี๋มักจะขัดจังหวะการเรียนของวั่นหรงด้วยการเดินเข้าไปดูว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงกำลังทำอะไรอยู่ ทรงเล่นมุข และโทรศัพท์หาวั่นหรงอยู่บ่อยๆ ถึงแม้ว่าสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงจะทรงถูกขัดจังหวะบ้าง แต่พระนางก็ยังคงเป็นนักเรียนเรียนดีและบ่อยครั้งที่จะทำให้อาจาร์ยของพระนางประทับใจในความฉลาดของพระนาง

เพื่อนๆและครอบครัวของพระนางมักมาเยี่ยมเยีอนวั่นหรงอยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกันกับการที่สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงทรงใช้เวลากับสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงทรงชอบการอ่านนิยายโรแมนติกและนิยายลึกลับ เล่นเปียโน อ่านเขียนในภาษาอังกฤษ ทรงโปรดสัตว์เลี้ยงสุนัข ทรงโปรดการถอดคำประพันธุ์จากยุคราชวงศ์ถังด้วยตัวพระนางเอง และทรงโปรดการฉายพระบรมฉายาลักษณ์ในพระอริยาบถทั้งในแบบสมัยใหม่และแบบเป็นทางการแบบจีนเป็นอย่างมาก

จักรพรรดิผู่อี๋มักจะเปรียบเทียบการใช้เงินระหว่างจักรพรรดินีวั่นหรงและพระสนมเหวินซิ่วอยู่บ่อยๆว่า วั่นหรงทรงเรียนรู้วิธีที่จะใช้จ่ายเงินไปในทางฟุ่มเฟือยได้เก่งกว่าพระองค์มาก จักรพรรดิผู่อี๋มักบอกบ่อยครั้งว่า เมื่อพระนางหนึ่งมีสิ่งของอย่างหนึ่ง อีกพระนางหนึ่งก็มักจะมีสิ่งของอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน

การย้ายออกจากพระราชวังต้องห้าม[แก้]

หลังจากที่จักรพรรดิผู่อี๋ถูกขับออกจากพระราชวังต้องห้ามโดยขุนศึก เฟิง ยู่เสียง ในปี พ.ศ. 2467 ทั้งสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋และสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงก็ได้หลบหนีเข้าไปอยู่ในเขตปกครองของญี่ปุ่นที่เทียนสิน และความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ก็เริ่มร้าวฉานขึ้น จักรพรรดิผู่อี๋มีศรัทธาอันแรงกล้าที่จะฟื้นจูอาณาจักรของพระองค์ พระองค์ยอมรับว่า "ข้าพเจ้าลืมไปแล้วว่าความรักเคยเป็นอย่างไร สามีและภรรยามีความเท่าเทียมกันในการมีชีวิตคู่อย่างไร สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ทั้งภรรยาและนางสนมต่างเป็นทั้งเครื่องมือและทาสให้กับเจ้านาย"

สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงและจักรพรรดิผู่อี๋ที่เมืองเทียนจิน

สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งแมนจูกัว[แก้]

ด้วยความหวังที่จะฟื่นฟูราชวงศ์ชิงของสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ เนื่องจากกองทัพของเจียงไคเช็กได้เข้าบุกรุกและทำลายสุสานบรรพบุรุษของราชวงศ์ชิงรวมทั้งทำลายสุสานและพระศพของพระนางซูสีไทเฮาและยังได้ขโมยไข่มุกดำและพระมาลาของพระนางซูสีไทเฮาไปทำเป็นรองเท้าให้เป็นของขวัญกับภรรยาของเจียงไคเช็ก จึงทำให้สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ทรงพระพิโรธเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงยอมรับข้อเสนอของญี่ปุ่นในการเป็นประมุขของรัฐ(หุ่นเชิด)แมนจูกัว และย้ายที่ประทับไปอยู่ที่เมือง ฉางชุน และเปลี่ยนชื่อเมืองใหม่เป็น ไฮกิง ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2475 ทั้งสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋และสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงก็ได้เข้าไปประทับที่พระราชวังแบบรัสเซีย ทั้งสองพระองค์ต่างใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและทรงพอพระทัยกับชีวิตและการออกงานสังคมสมัยใหม่มาก

ในเทียนสินสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงได้ทรงเปลี่ยนพระนามมาใช้เป็น อลิซาเบ็ธ และสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ได้ทรงใช้พระนามแบบตะวันตกว่า เฮ็นรี่ สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ได้ทรงใช้เวลาร่วมกับสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงมากขึ้นแต่ความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋และสมเด็จพระจักรพรรดินีวันหรงก็ทรงเข้าสู่จุดตึงเครียด เมื่อในที่สุดพระนางสนมเหวินซิ่วได้ขอร้องให้สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ทำการหย่ากับนางในปี พ.ศ. 2474 สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ได้ทรงดุด่าว่ากล่าวสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงเป็นอย่างมาก ยังไงก็ตามไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าสนมเหวินซิ่วได้ถูกบังคับโดยสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงให้หย่ากับสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋จริงหรือไม่ มีหลายทฤษฎีว่าพระนางสนมเหวินซิ่วทรงเบื่อกับชีวิตที่ไร้ความสุขด้วยตัวของพระนางเอง พระสนมเหวินซิ่วต้องการความรักมากกว่าความมั่งคั่งในยศและทรัพย์สิน พระนางจึงได้ขอให้หย่าสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ทำการหย่าให้กับพระนาง หลังจากการหย่าสนมเหวินซิ่วก็ไม่ได้กลับมาหาสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋อีกเลย

สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงทรงโปรดการสูบยาสูบ ซึ่งเป็นสิ่งธรรมดาทั่วไปของผู้หญิงจีนในสมัยนั้น สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงทรงผสมยาสูบของพระนางกับฝิ่นในปริมาณเล็กน้อยเพื่อเป็นการผ่อนคลาย ยังไงก็ตามพระนางทรงเป็นนักสูบตัวยง ผสานกับการที่สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ทรงไม่สนพระทัยในพระนางและการใช้ชีวิตอยู่อย่างอ้างว้างของพระนาง ต่อมาสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋และสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงแยกห้องกันนอน นาน ๆ ทีจะออกมาเสวยพระกายาหารพร้อมกับสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงตระหนักได้ว่าผู่อี๋พระสวามีของเธอเป็นได้เพียงแค่จักรพรรดิหุ่นเชิดเท่านั้นไม่มีอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น

ความล้มเหลวในชีวิตคู่[แก้]

ข่าวลือในปี พ.ศ. 2483 สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงทรงครรภ์กับคนรับใช้ของพระองค์ซึ่งเป็นคนขับรถและยังเป็นคนหาฝิ่นมาให้วั่นหรงอีกด้วย ผู่อี๋มีอำนาจที่จะสั่งประหารก็ได้แต่ผู่อี๋ไม่ทำ สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋เพียงแค่เนรเทศคนขับรถนั้นออกไปเท่านั้น พอสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงให้กำเนิดเด็กหญิงคนนั้นขึ้นมา สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ก็ฆ่าเด็กคนนั้นด้วยการโยนใส่เตาไฟ ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ก็ได้เขียนสิ่งเหล่านี้ลงในหนังสือชีวประวัติของตนเองแต่ก็ได้ถูกลบข้อความนี้ออกก่อนที่หนังสือจะถูกตีพิมพ์ และหลังจากนั้นสมเด็จพระจักรพรรดินีวันหรงก็ทรงติดฝิ่นอย่างหนัก โดยพระนางสูบฝิ่นถึงวันละ 2 ออนซ์ เป็นจำนวนปริมาณมหาศาลในช่วงระหว่าง กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ถึง กรกฎาคม พ.ศ. 2482 โดยคำกล่าวของหมอ เอ็ดเวิร์ด เบอล์ (Edward Behr) สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงได้สูบฝิ่นไปทั้งสิ้นตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็มไปกว่า 740 ออนซ์

เนื่องจากการติดฝิ่นอย่างหนัก พฤติกรรมของพระนางเริ่มมีอาการวิกลจริต สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงไม่ได้เข้าร่วมงานวันเกิดหรือแม้กระทั่งงานเลี้ยงวันปีใหม่ และความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ได้หยุดลงเมื่อบิดาของวั่นหรงไม่มาเยี่ยมวั่นหรงที่แมนจูกัวอีกเลยเนื่องจากรับไม่ได้ที่ลูกสาวได้เปลี่ยนไปแล้ว แล้วยังมีเรื่องว่า ในงานเลี้ยงพระกายาหารมื้อค่ำครั้งหนึ่ง สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงได้ทรงเสวยพระกายาหารตะวันตกอย่างมูมมาม ทำให้เป็นที่สะอิดสะเอียนของแขกทั้งหลายผู้มาร่วมงาน

สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ยังกล่าวด้วยว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงได้งมงายกับความเชื่อในโชคชะตา และถ้าพระนางได้เจอกับอะไรที่เป็นโชคร้าย พระนางจะกระพริบตาหรือเดินหนี ผู่อี๋กล่าวว่าวั่นหรงได้มีอาการจิตวิตกอย่างหนักเหมือนกับคนที่ป่วยเป็นโรคทางจิตและสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ได้ให้รายละเอียดด้วยว่า "พระนางไม่เคยบอกข้าพเจ้าถึง ความรู้สึก ความหวัง และความโศกเศร้าเสียใจของพระนางให้กับข้าพเจ้าเลยแม้แต่น้อย" สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ ยังทรงทราบอีกด้วยว่าพระนางทรงกำลังติดฝิ่นอย่างหนักและไปในเส้นทางที่พระองค์สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ไม่สามารถยอมรับและอดทนได้อีกต่อไป

จากบันทึกของสายลับญี่ปุ่น โยชิโกะ คาวาชิมะ (Yoshiko Kawashima) หรือในฉายาที่รู้จักกันดีว่า 'อัญมณีแห่งตะวันออก' (Eastern Jewel) ว่า วั่นหรงทรงเกลียดแมนจูกัวและรัฐบาลญี่ปุ่นมาก อันเนื่องมาจากการที่พระนางต้องสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นและต้องตกอยู่ในสภาวะที่สภาพทางจิตใจต้องตกต่ำ สุขภาพกายอ่อนแอลง และที่สำคัญที่สุดคือความรักของพระนางที่ต้องล่มลงอย่างน่าเศร้าเนื่องมาจากความเย็นชามากเกินความจำเป็นของสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋

สืบเนื่องมาจากการที่สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ทรงไม่สนพระทัยในการเอาใจใส่สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรง ต่อมาไม่นานสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ทรงอภิเษกกับเด็กสาวนักเรียนอายุ 16 ปีชื่อทันยู่หลิงในปี พ.ศ. 2480 โดยที่พระสนมทันยู่หลิงไปรับตำแหน่งแทนที่กับพระสนมเหวินซิ่ว พระองค์ทรงเรียกทันยู่หลิง 'ว่าเป็นการทำโทษแก่วั่นจิง' แต่สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ไม่ทรงมองสนมทันยู่หลิงเป็นภรรยาคนหนึ่ง แต่พระองค์ทรงมองเห็นพระสนมทันยู่หลิงเป็นเพียงของประดับชิ้นหนึ่ง พระองค์ได้ทรงอธิบายเพิ่มเติมว่า "พระนางเป็นแค่สนมในนามนำหน้าเท่านั้น ข้าพเจ้าประสงค์จะเก็บพระนางไว้เหมือนนกที่ถูกเลี้ยงอยู่ในกรง จนกระทั่งพระนางได้เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2485" และนี่ยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ถูกเชื่อโดยองค์หญิงฮิโระ ซากะว่าสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ทรงโปรดการมีอะไรกับผู้ชายด้วยกันเองและทรงมีมหาดเล็กซึ่งเป็นชายรักชาย(ฺBisexual)อยู่ด้วย ทรงโปรดการมีเพศสัมพันธุ์แบบนี้อยู่ตลอดชีวิตของพระองค์

สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ทรงอยากรู้ความเป็นจริงอย่างมาก ว่าสาเหตุอะไรจึงทำให้วั่นหรงยังทรงยังอยู่ต่อ เนื่องจากการที่วั่นหรงได้ถูกละเลยมาเป็นเวลานาน แต่ยังทรงอดทนที่จะอยู่ต่อ ซึ่งไม่น่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับผู้หญิงจีนสมัยใหม่ และยังทรงสงสัยอีกว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงทรงขอหย่ากับพระองค์ สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ยังคงเชื่อด้วยว่าสาเหตุที่สนมเหวินซิ่งขอหย่ากับพระองค์ทรงเป็นเพราะว่าสนมเหวินซิ่วมองเห็นว่าความรักและการดูแลเอาใจใส่นั้นสำคัญมากกว่าเงินทองและยศฐาบรรดาศักดิ์และทรงคิดว่านั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้วั่นหรงยังคงประทับอยู่กับพระองค์ เพื่อแค่ที่จะได้อยู่ในนามของสมเด็จพระจักรพรรดินีเท่านั้น

ในขณะที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2488 โซเวียตก็ได้บุกเข้ามายึดแมนจูกัว โดยสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋พยายามจะหลบหนีจากแมนจูกัวทางเครื่องบิน และทิ้ง สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรง กับ สนมทันยู่หลิง เอาไว้ และพระญาติในราชวงศ์คนอื่น ๆ ก็พยายามที่จะหลบหนีทหารโซเวียตด้วยเช่นกัน

สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงและน้องสะใภ้ องค์หญิงฮิโระ ซากะ และสมาชิกคนอื่น ๆ ถูกจับในขณะที่พยามที่จะหลบหนีเข้าชายแดนเกาหลี โดยทหารคอมมิวนิสต์จีน ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2489

บั้นปลายชีวิตของจักรพรรดินีวั่นหรง[แก้]

ในยุคบั้นปลายชีวิตของจักรพรรดินีวั่นหรง ครั้งสุดท้ายที่สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ได้เห็นสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงครั้งสุดท้ายคือที่แมนจูกัว ตอนที่พระองค์กำลังขึ้นเครื่องบินเพื่อหลบหนีไปที่ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากเครื่องบินมีขนาดเล็ก ผู่อี๋เลือกเฉพาะผู่เจี๋ยลูกพี่ลูกน้องของพระองค์ หลานชาย 3 คน และหมอหนึ่งคนให้ไปกับพระองค์ พระองค์ทรงเลือกเฉพาะคนที่สำคัญกับอาณาจักรใหม่ของพระองค์เท่านั้น สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ทรงมีแนวโน้มที่จะรักษาชีวิตของพระองค์เองมากกว่าคนอื่นๆในพระราชวงศ์ แต่แผนหลบหนีของพระองค์ก็ทรงล้มเหลวโดยกองพันทหารของโซเวียตเป็นผู้บุกมาจับกุมเอง

สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงเป็นที่อยากรู้อยากเห็นอย่างมากกับสายตาของสาธารณะชนที่ตั้งใจมาดูพระนางในห้องคุมขังที่คุกในหยานจิ พระนางทรงหมดสติบนพื้นที่มีแต่กองพระบังคนเบาและพระอาเจียนของพระนางวั่นหรงเอง ทำให้เป็นที่น่าหดหู่กับผู้ที่มาพบเห็นเป็นอย่างมาก บ่อยครั้งที่สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงจะตะโกนออกคำสั่งผู้คุมห้องคุมขังเหมือนสมัยที่พระนางยังพำนักอยู่ที่พระราชวังต้องห้ามเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ พวกผู้คุมจะหัวเราะทุกครั้งที่พระนางแสดงพระกิริยาบทเหมือนสมัยที่ยังอยู่พำนักในพระราชวังต้องห้าม วั่นหรงทรงมีเจ้าหญิงฮิโระ ซากะและพระราชธิดาคอยดูแลสรงน้ำให้กับพระนางวั่นหรงผู้กำลังจะสิ้นพระทัยขณะที่ยังทรงถูกขังอยู่ด้วยกันในห้องคุมขัง จนกระทั่งเจ้าหญิงฮิโระ ซากะและพระราชธิดา ได้ทรงถูกย้ายออกจากคุก ทรงเหลือแต่เพียงสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงอยู่พระนางเดียวในคุกอย่างสิ้นหวังและเดียวดาย

สมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงสิ้นพระชนม์ในคุกที่เมืองหยานจิ ในวันที่ 20 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2489 เพราะพระอาการข้างเคียงที่มีผลมาจากที่พระองค์ทรงพยายามเลิกฝิ่น มีพระชนมายุเพียง 39 พรรษา พระศพถูกเผาในสุสานของคุกที่เมืองหยานจิน เป็นงานศพที่เรียบง่ายและไม่สมกับพระอิสริยยศของจักรพรรดินี โดยที่สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ทราบข่าวของวั่นหรงในอีก 3 ปีต่อมาขณะที่สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋เองก็ยังทรงถูกคุมขังอยู่ในคุก จากคำพูดของสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋เองว่า "ทางของเราแยกจากกันตอนที่ทหารญี่ปุ่นยอมแพ้ การเสพติดฝิ่นของเธอหนักมากและร่างกายของเธอได้อ่อนแอลงไปอย่างมาก เธอตายในอีกไม่กี่ปีต่อมาในคุกที่หยานจิน"

แต่สิ่งที่น่าสนใจจริงๆคือคำพูดในบันทึกของสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ "ข้าพเจ้าได้สมรสกับภรรยาสี่คน มเหสีหนึ่งคน สนมเอกหนึ่งคน และสนมรองอีกสองคน แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเธอไม่ได้เป็นภรรยาจริงของข้าพเจ้า พวกเธอมีไว้เพื่อประดับหน้าเท่านั้น พวกเธอทั้งหมดเป็นผู้โชคร้ายของข้าพเจ้า...ถ้าโชคชะตาของพวกเธอไม่ได้มาพร้อมกับการเกิดของพวกเธอ บั้นปลายชีวิตของพวกเธอคงจะไม่ได้เป็นเช่นนี้" เป็นการยากที่จะบอกได้ว่าข้อมูลส่วนนี้ได้ถูกผู้อื่นแต่งเติมลงไปหรือไม่ อย่างไรก็ดีก็เป็นข้อความที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

หลักฐานยืนยันการเสียชีวิตของวั่นหรงในคุกที่เมืองหยานจิน

อนุสรณ์สถาน[แก้]

ในเดือนตุลาคมปี พ.ศ. 2549 พระอนุชาของสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรง โกวปู้โลว หลั่นเคี๋ยว ได้สร้างอนุสรณ์สถานให้กับสมเด็จพระจักรพรรดินีวั่นหรงในด้านทิศตะวันตกของสุสานราชวงศ์ชิง ถึงแม้ว่าในสุสานของพระนางจะไม่ได้บรรจุพระศพของพระนางไว้ก็ตาม แต่สุสานของพระนางนั้นได้รับการบรรจุพระฉาย(กระจก)ถือส่วนพระองค์ไว้แทน


พระบรมฉายาลักษณ์[แก้]

References[แก้]

  1. Gunther, John, Inside Asia. pp.146

[1]

ก่อนหน้า จักรพรรดินีวั่นหรง ถัดไป
สมเด็จพระจักรพรรดินีเสิ้ยวติ้งจิง 2leftarrow.png Arms of the Qing Dynasty (fictitious).svg
สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิต้าชิง
(ราชวงศ์ชิง)

(พ.ศ. 2465พ.ศ. 2467)
2rightarrow.png ราชวงศ์ชิงล่มสลาย
สถาปนาตำแหน่ง 2leftarrow.png Manchukuo Coat Of Arms.svg
สมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิแมนจูกัว
(ราชวงศ์แมนจูกัว)

(พ.ศ. 2477พ.ศ. 2488)
2rightarrow.png จักรวรรดิล่มสลาย
  1. http://brianthompson32.wordpress.com/category/imperial-china//