จักรพรรดิกวังซวี่
| จักรพรรดิกวังซวี่ |
|
|---|---|
| พระปรมาภิไธย | สมเด็จพระจักรพรรดิชิงกวังซวี่ |
| พระอิสริยยศ | สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งมหาจักรวรรดิต้าชิง |
| ราชวงศ์ | ราชวงศ์ชิง (อ้ายซินเจว๋หลัว) |
| ระยะครองราชย์ | 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2418 - 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 |
| รัชกาลก่อนหน้า | จักรพรรดิถงจื้อ |
| รัชกาลถัดไป | จักรพรรดิเซวียนถ่ง |
| วัดประจำรัชกาล | วัดเต๋อจง 德宗 |
| ข้อมูลส่วนพระองค์ | |
| พระราชสมภพ | 14 สิงหาคม พ.ศ. 2414 (ค.ศ. 1871) |
| สวรรคต | 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 (ค.ศ. 1908) (37 พรรษา) |
| ฝังศพ | สุสานหลวงราชวงศ์ชิงฝ่ายตะวันตก |
| พระราชชนก | อี้หวน เจ้าชายชุนที่ 1 |
| พระราชชนนี | พระนางชุนฟูจิ้น (พระขนิษฐาในซูสีไทเฮา) |
| พระอัครมเหสี | สมเด็จพระจักรพรรดินีหลงหยู |
สมเด็จพระจักรพรรดิชิงกวังซวี่ (จีน: 光绪帝; พินอิน: Guāngxù) พระนามเดิมว่า อ้ายซินเจว๋หลัว ไจ้เถียน (จีน: 愛新覺羅載湉; พินอิน: Aixin-Jueluo Zàitián) (14 สิงหาคม 2414-14 พฤศจิกายน 2451) เป็นพระโอรสในเจ้าชายชุนที่ 1 ซึ่งเป็นพระอนุชาในสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง พระราชชนนีคือพระขนิษฐาในพระนางซูสีไทเฮา ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมพรรษา 3 พรรษา การขึ้นครองราชย์ของพระองศ์เป็นการผิดกฎมณเฑียรบาล เพราะสมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อก่อนสวรรคตได้ทรงแต่งตั้งเจ้าชายไซ่ชูพระญาติรุ่นหลังให้เป็นรัชทายาท แต่ในเมื่อพระนางซูสีไทเฮาต้องการให้องค์กวางสูขึ้นครองราชย์ก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน
เนื้อหา |
[แก้] เสด็จขึ้นครองราชย์
สมเด็จพระจักรพรรดิกวางสูเป็นพระโอรสองค์ที่สองในเจ้าชายชุนที่ 1 และพระนางเยเหอนาลา วานเจิน พระขนิษฐาในพระนางซูสีไทเฮา ดังนั้นพระจักรพรรดิกวางสูจึงมีศักดิ์เป็นพระนัดดาของพระนางซูสีไทเฮา ในวันที่ 12 เดือนมกราคม พ.ศ. 2418 สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อเสด็จสวรรคตโดยไม่มีพระราชโอรส จึงทำให้ต้องมีการเลือกฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ซึ่ง พระนางซูอันไทเฮา เลือก พระโอรสของเจ้าชายกง เป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่ แต่พระนางซูสีไทเฮาผู้ครองอำนาจเหนือกว่าพระนางซูอันไทเฮาในขณะนั้นได้เลือก องค์ชายไจ้เทียน(สมเด็จพระจักรพรรดิกวางสูในอนาคต) พระโอรสเจ้าชายชุนที่ 1 ซึ่งการเลือกองค์ชายไจ้เทียนเป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ถือว่าผิดธรรมเนียมของการสืบราชสมบัติของราชวงศ์ชิง ที่ต้องเลือกจักรพรรดิองค์ใหม่เป็นสมาชิกราชวงศ์รุ่นถัดไปจากจักรพรรดิพระองค์ก่อน การเลือกนัดดาของพระนางเป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่นั้นก็ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกในราชวงศ์
พระนามของพระองค์ว่าไจ้เทียนนั้น ถือว่าเป็นสมาชิกราชวงศ์ในรุ่นที่หลังจากพระปิตุลา(ลุง)ของพระองค์ คือ พระจักรพรรดิเสียนเฟิง ดังนั้นจึงถือว่าพระองค์เป็นรัชทายาทของสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิงมากกว่าที่จะเป็นรัชทายาทของพระจักรพรรดิถงจื้อ พระภาดา(ลูกพี่ลูกน้อง) ของพระองค์ ดังนั้นเพื่อรักษาธรรมเนียมในการสืบราชสมบัติจากพระบิดาสู่โอรส จึงถือให้พระจักรพรรดิกวังซวีเป็นโอรสบุญธรรมของพระจักรพรรดิเสียนเฟิง
พระองค์ทรงครองราชย์ตั้งแต่พระชนม์มายุ 4 พรรษาและใช้ชื่อ กวังซวี่ เป็นชื่อศักราชในรัชสมัยของพระองค์ ดังนั้นพระองค์จึงรู้จักในนาม สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี พระองค์ทรงเป็นโอรสบุญธรรมของพระนามซูสีไทเฮา ในตอนที่พระจักรพรรดิยังทรงพระเยาว์นั้น พระนางก็เป็นผู้สำเร็จราชการร่วมกันพระนางซูอันไทเฮา และพระองค์ได้รับการศึกษาในวัยเยาว์จากราชครูเวิงถงเหอ
[แก้] พระราชกรณียกิจ
ภายหลังจากที่พระองค์ทรงมีพระชนม์ควรที่จะเริ่มดำเนินพระราชกรณียกิจด้วยตัวพระองค์เองได้แล้ว แต่พระนางซูสีไทเฮาก็ยังคงพระอำนาจในการตัดสินพระทัยและดำเนินพระราชกรณียกิจแทนพระองค์พระจักรพรรดิอยู่ ถึงแม้ว่าพระนางจะไปประทับที่พระราชวังฤดูร้อนแล้วก็ตาม และพระนางยังมีพระเสาวนีย์เป็นการแต่งเรื่องว่าเจ้าชายชุนที่ 1 พระราชบิดาขององค์พระจักรพรรดิจะไม่ทรงก้าวก่ายทางการเมืองไม่ว่าด้วยกรณีใดๆทั้งสิ้น
หลังจากที่พระองค์ทรงมีพระราชอำนาจเต็มที่ พระองค์ทรงพระราชดำริที่จะปฏิรูปให้จีนมีความทันสมัยทุกด้านมากกว่าที่จะปฏิรูปไปในทางอนุรักษ์นิยมแบบพระนางซูสีไทเฮาได้ทรงวางไว้ พระองค์ทรงเชื่อว่าการมีจักรพรรดิภายใต้รัฐธรรมนูญแบบญี่ปุ่น ประเทศจะมีความเจริญทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2441 พระองค์ทรงริเริ่ม การปฏิรูป 100 วัน โดยพยายามที่จะปฏิรูป การเมือง สังคมและกฎหมาย ในช่วงระยะเวลาอันไม่นานหลังจากการวางมือของพระนางซูสีไทเฮา พระจักรพรรดิทรงออกพระบรมราชโองการหลายฉบับในการปฏิรูปครั้งใหญ่นี้ โดยมีขุนนางหลักที่คอยช่วยเหลือกิจการในครั้งนี้ของพระองค์ของคนคือ คัง โหย่วเหวย และ เหลียง ฉี่เชา
โดยการเปลี่ยนแปลงนี้มีการเปลี่ยนแปลงประเทศจากเกษตรกรรมไปเป็นอุตสาหกรรมและมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการสอบรับราชการ โดยพระองค์ทรงออกพระราชกฤษฎีกาในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ทันสมัยในขณะนั้นของจีน มีการก่อสร้างทางรถไฟ ลู่หาน และระบบท้องพระคลังให้มีระบบเช่นเดียวกับทางตะวันตก โดยมีเป้าหมายทำให้จีนเป็นประเทศที่ทันสมัย มีพระมหาจักรพรรดิภายใต้รัฐธรรมนูญแต่ยังคงความเป็นจีนเอาไว้อยู่ ดังเช่นการปฏิรูปสมัยเมจิของญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตามสภาพสังคมจีนในขณะนั้นยังเป็นแบบนับถือลัทธิขงจื้ออยู่และการปฏิรูปครั้งนี้ยังมีความขัดแย้งไปถึงพระนางซูสีไทเฮาด้วย ผู้ซึ่งว่าราชการหลังม่านอยู่ในขณะนั้น ข้าราชการหัวอนุรักษ์นิยมหลายคนไม่พอใจในการปฏิรูปครั้งนี้ และได้ไปร้องทุกข์กับพระนางซูสีไทเฮา พระนางทรงรู้ดีว่าไม่มีทางที่จะทำให้การปฏิรูปของพระจักรพรรดิหยุดลงได้ มีเพียงทางเดียวเท่านั้นคือการรัฐประหารยึดพระราชอำนาจ สมเด็จพระจักรพรรดิทรงทราบถึงแผนการของพระนางจึงได้ทำการปรึกษากับ คัง โหย่วเหวย และคณะปฏิรูป และพวกเขาได้ตัดสินใจที่จะใช้กองทัพของ หยวน ซื่อไข่ ซึ่งเป็นกองทัพที่ทันสมัยในขณะนั้นถึงแม้ว่าจะมีทหารประจำการเพียง 6000 นายเท่านั้น และพระนางซูสีไทเฮาก็ได้เรียกใช้ทัพของ ยงลู่ จากเมืองเทียนสิน
ยงลู่นั้นยังเป็นพันธมิตรกับนายพลต๋ง ฟู่เสียง ซึ่งมีกำลังพล 10000 นาย จากกองกำลังมุสลิมกานสู ซึ่งเป็นทหารของราชสำนัก ซึ่งประกอบไปด้วน นายพล หม่า เฟิงสูและนายพลหม่า ฝูลู่ ซึ่งตั้งทัพอยู่ในบริเวณกรุงปักกิ่งและโจมตีชาวต่างชาติและชาวตะวันตกอยู่เป็นประจำ พวกเขาอยู่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมของพระนางซูสีไทเฮาระหว่างการรัฐประหาร พวเขามีปืนยาวของตะวันตกและมีปืนใหญ่ที่ทันสมัย ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมของพระนางซูสีไทเฮาก็ยังมีส่วนหนึ่งที่พยายามจะใช้เทคโนโลยีของชาวตะวันตก[1][2]
ศาสตราจารย์ชาวไต้หวัน เล่ย เซียเซิง (雷家聖) เปิดเผยงานวิจัยใหม่เกี่ยวกับแผนการรัฐประหาร ว่าแท้จริงแล้วสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวีอาจถูกดึงเข้าไปในกับดักที่วางไว้โดยนักปฏิรูป คัง โหย่วเหวย ซึ่งมิชชั่นนารีชาวอังกฤษและอดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น อิโต ฮิโระบุมิ ใช้อุบายล่อหลอกคัง เพื่อที่จะให้ตกลงยกอำนาจอธิบไตยของจีนให้ อิโต และเอกอัครราชทูตอังกฤษ เซอร์ ซี. แมคโดนัล กล่าวว่าจริง ๆ แล้วนักปฏิรูปเป็นผู้ทำความเสียหายแก่การพัฒนาสู่ความทันสมัยของจีน ส่วนพระนางซูสีไทเฮานั้นก็ได้ศึกษาแผนการปฏิรูป และได้ตัดสินพระทัยที่จะยุติแผนการนั้นและรักษาประเทศจีนจากการควบคุมของต่างชาติ[3]
แต่หยวน ซือไข่ก็ได้เริ่มแสดงความสามารถทางการเมืองออกมาให้เห็น โดยได้เลือกทางที่ดีที่สุดโดยได้หักหลังพระจักรพรรดิกวังซวี่ในนาทีสุดท้ายก่อนการรัฐประหาร โดย 1 วันก่อนทำการรัฐประหาร หยวน ซือไข่ได้ไปเข้าเฝ้าฯพระนางซูสีไทเฮา และบอกแผนการของจักรพรรดิทั้งหมดให้พระนางทรงทราบ โดยพระนางทรงเชื่อตามที่หยวน ซือไข่ กราบทูลรายงาน และหลังจากนั้น พระองค์กับหยวน ซือไข่ ก็เป็นศัตรูกันตราบจนชีวิตสุดท้ายของพระองค์ และหลังจากนั้นพระนางซูสีไทเฮาก็ได้มีพระเสาวนีย์ให้นำทหารไปล้อมพระราชวังต้องห้าม และจับองค์พระจักรพรรดิไปคุมขังไว้ที่เกาะกลางทะเลสาบซึ่งอยู่เชื่อมต่อกับพระราชวังต้องห้ามและอยู่ในการควบคุมของพระนางซูสีไทเฮา หลังจากนั้นพระนางซูสีไทเฮาก็ได้ออกโองการว่า สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่มีความประพฤติที่เสื่อมเสียไม่สมควรที่จะเป็นจักรพรรดิที่บริหารบ้านเมืองอีกต่อไป แต่หลังจากนั้นพระนางซูสีไทเฮาก็บริหารราชการด้วยพระองค์เองแต่ก็ยังคงใช้ศักราชกวังซวี่ต่อไปตราบจนพระจักรพรรดิสวรรคต
[แก้] ถูกคุมขัง
หลังจากพระองค์ถูกคุมขังไว้ในตำหนักกลางทะเลสาบ พระนางซูสีไทเฮาก็ได้ส่งขันทีมารับใช้พระองค์แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของการส่งขันทีมาคือควบคุมไม่ให้พระองค์หลบหนีออกจากพระตำหนักและสอดส่องพฤติกรรมของพระองค์อย่างใกล้ชิด สถานการณ์ถึงขั้นวิกฤติถึงขั้นที่พระนางซูสีไทเฮาทรงบังคับให้พระองค์ทรงสละพระราชสมบัติแล้วพระนางซูสีไทเฮาจะทรงเลือกพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ด้วยตัวของพระนางเอง แต่อย่างไรก็ตามพระนางซูสีก็ไม่ได้บังคับให้พระจักรพรรดิสละราชสมบัติแต่ใช้วิธีการว่าราชการด้วยพระองค์เองแต่ใช้ศักราชกวังซวี่ไปจนกระทั่งสิ้นสุดรัชสมัยของพระจักรพรรดิ หลังจากนั้น พระองค์ทรงสูญเสียทั้ง เกียรติยศ,ความเคารพ,พระราชอำนาจและสิทธิต่างๆที่พระองค์ควรได้รับในฐานะเป็นองค์พระประมุข ผู้สนับสนุนการปฏิรูป100วันต่างลี้ภัยไปต่างประเทศ และก็มีบางส่วนที่ถูกประหารชีวิตเช่น ทาน ซื่อทุง ในขณะที่คัง โยวเว่ย ยังคงดำเนินการปฏิรูปต่อไปถึงแม้ว่าจะลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศก็ตาม และ คังเองก็ยังมีความหวังในการฟื้นฟูพระราชอำนาจของพระจักรพรรดิ การรัฐบาลที่มีการจัดการที่ดีดังเช่นชาติตะวันตก และมีองค์พระจักรพรรดิเป็นศูนย์กลางของอำนาจเพียงอย่างเดียว และล้มพระนางซูสีไทเฮาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนแอของประเทศ
และนั่นก็ยังเป็นข้อที่ถกเถียงกันในสมัยนั้นว่า จะยังคงศักราชกวังซวี่เอาไว้หรือไม่ โดยให้พระองค์มีฐานะเป็นเพียงประมุขของประเทศแต่เพียงในนาม โดยยังใช้ศักราชกวังซวี่เช่นเดิมหรือว่าจะถอดถอนองค์พระจักรพรรดิออกจากตำแหน่งแล้วแต่งตั้งพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ซึ่งในที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับความคิดอันหลัง แต่ยงลู่ได้ทัดทานการถอดถอนพระจักรพรรดิไว้ โดยถ้ามีการถอดถอนองค์พระจักรพรรดิขึ้น คาดว่า องค์ชายปูจุ๋น โอรสในองค์ชายตวน จะได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิพระองค์ต่อไป
ในปี พ.ศ. 2443 พันธมิตร 8 ประเทศ ประกอบด้วยชาติตะวันตก 7 ประเทศและญี่ปุ่นได้บุกยึดกรุงปักกิ่งในวันที่ 14 สิงหาคม ตามที่จีนประกาศสงครามกับชาติพันธมิตร ซึ่งพระจักรพรรดิก็ได้ทรงทัดทานเรื่องนี้ไว้แต่ตอนแรกแล้ว แต่พระองค์ไม่มีพระราชอำนาจที่จะไปยับยั้งได้ และพระองค์ก็ได้ทรงเสด็จลี้ภัยไปพร้อมกับพระนางซูสีไทเฮาไปยังเมืองซีอานโดยทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญชน
หลังจากที่ชาติพันธมิตรได้ถอนกำลังออกจากกรุงปักกิ่ง พระจักรพรรดิและพระนางซูสีไทเฮาก็ได้เสด็จฯกลับมาประทับที่พระราชวังต้องห้ามตามเดิม และพระองค์ทรงตะหนักดีว่าต่อไปนี้พระองค์ทรงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ดังนั้นในแต่ละวันพระองค์จึงทรงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับนาฬิกาหลายเรือนของพระองค์ ซึ่งเป็นงานอดิเรกครั้งที่พระองค์ยังทรงเยาว์ บางทีพระองค์อาจจะรอเวลาให้พระนางซูสีไทเฮาสิ้นพระชมน์และหลังจากนั้นพระองค์ก็จะได้ขึ้นเป็นพระจักรพรรดิที่มีพระราชอำนาจอย่างแท้จริงอีกครั้งหนึ่ง
[แก้] สวรรคต
สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 พระองค์สวรรคตก่อนที่พระนางซูสีไทเฮาจะสิ้นพระชนม์เพียง 1 วัน พระองค์สวรรคตในขณะที่พระองค์ทรงมีพระชนมพรรษาเพียง 37 พรรษา การสวรรคตของพระองค์ยังเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ มีนักประวัติศาตร์หลายท่านพยายามตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับการสวรรคตของพระองค์ แต่ยังไม่มีนักประวัติศาสตร์ท่านใดเลยที่สามารถอธิบายเกี่บวกับการสวรรคตของพระองค์ได้อย่างชัดเจน มีบางทฤษฎีก็ว่าพระองค์โดนวางยาพิษจากพระนางซูสีไทเฮาในขณะที่พระนางประชวรอย่างหนัก เพราะเกรงว่าพระจักรพรรดิจะมาดำเนินการปฏิรูปต่อหลังจากที่พระนางสิ้นพระชนม์และต้องการขัดขวางสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งที่พระองค์จะถูกวางยาพิษจากขุนพล หยวน ซื่อไข่ ซึ่งถ้าเผื่อพระจักรพรรดิขึ้นมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่งคงจะต้องลงโทษตนอย่างแน่นอน[4] แต่ก็ไม่มีหลักฐานเป็นที่ยืนยันว่าทั้งสองอย่างนั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะไม่มีหลักฐานที่ยืนยันแน่ชัดเนื่องจาก หลี่ เหยียนหนิง ขันทีของพระนางซูสีไทเฮาซึ่งเป็นผู้ที่รู้เห็นกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ถูกสังหารไปเสียก่อน
ในรายงานของแพทย์หลวงลงความเห็นในการสวรรคตของพระองค์ว่าเป็นการสวรรคตตามธรรมชาติ เพราะพระองค์ทรงมีพระอาการประชวรมาเป็นเวลานาน และในรายงานของแพทย์หลวงก็ยังมีอีกต่อไปว่าพระองค์มีพระอาการทรุดหนักลงหลายวันแล้วก่อนที่พระองค์จะสวรรคต
แต่พระอาการประชวรของพระองค์อาจจะมาจากสาเหตุการถูกวางยาพิษในลักษณะที่ไม่ทำให้พระองค์สวรรคตในทันทีก็ได้ และเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 นักนิติวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองหาความสัมพันธ์ของสารหนูในพระวรกายของสมด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่ ซึ่งผลจากการทดสอบได้ว่าพระองค์มีสารหนูอยู่ในพระวรกายมากกว่าคนปกติถึง 2000 เท่า หนังสือพิมพ์ ไชน่าเดลี่ ได้กล่าวอ้างคำของนักประวัติศาสตร์ "ไต้ยี่" ซึ่งได้คาดว่าพระนางซูสีไทเฮาจะต้องรู้เรื่องการสวรรคตของพระจักรพรรดิอย่างแน่นอน พระนางกลัวว่าพระจักรพรรดิจะมาดำเนินการปฏิรูปต่อหลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว[5]
และหลังจากที่สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่สวรรคต พระนางซูสีไทเฮาก็ได้เลือกทายาทที่จะมาสืบราชบัลลังก์ต่อจากสมเด็จพระจักรพรรดิคือ ผู่อี๋ ซึ่งได้ใช้ศักราช เซวียนถ่ง (สมเด็จพระจักรพรรดิเซวียนถ่ง) พระมเหสีในสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่ได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระพันปีหลวงหรงยู่ ซึ่งเป็นผู้ลงพระบรมนามาภิไธยสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิเซวียนถ่งในปี พ.ศ. 2455 เป็นการสิ้นสุดปกครองระบอบจักรพรรดิของจีนที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 2000 ปี และในปี พ.ศ. 2456 พระพันปีหลวงหลงยู่ก็ได้สิ้นพระชนม์เนื่องจากพระอาการประชวร
[แก้] มุมมองทางด้านประวัติศาสตร์
ในปี พ.ศ. 2455 ดร.ซุน ยัดเซ็น ได้กล่าวยกย่อมสมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี่ จากการปฏิรูปการศึกษาของพระองค์ ซึ่งได้ได้ยิมยอมและสนับสนุนที่จะให้ชาวจีนเรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตก ภายหลังจากการสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน นักประวัติศาสตร์ ฟาน เวิ่นหลัน (范文澜) ได้กล่าวถึงจักรพรรดิกวังซวี่ว่า "เป็นชาวแมนจูชั้นสูงผู้ยอมรับแนวคิดของชาวตะวันตก" นักประวัติศาสตร์บางคนคิดว่า พระองค์ทรงเป็นผู้นำของประเทศจีนคนแรกที่ทรงมีพระบรมราโชบายในทางที่ทันสมัยและเป็นทุนนิยม และพระองค์เองก็ยังเป็นจักรพรรดิที่ทรงมีพระราชอำนาจน้อยที่สุดนับตั้งแต่สถาปนาราชวงศ์ชิงมา และพระองค์ยังเป็นจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียวที่ถูกคุมขังอีกด้วยในระหว่างรัชสมัยของพระองค์
[แก้] ชีวิตส่วนพระองค์
พระจักรพรรดิกวังซวี่ทรงมีพระมเหสีหนึ่งพระองค์และทรงมีสนมสองพระองค์ พระมเหสีของพระองค์ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระจักพรรดินีเสี้ยวติงจิง และพระสนมของพระองค์ก็มีพระนามว่า พระมเหสีจิน และ พระมเหสีเจิน
พระจักรพรรดิกวังซวีทรงถูกพระนางซูสีไทเฮาบังคับให้อภิเษกสมรสกับหลานสาวของพระนาง ชื่อ จิงเฟิน ซึ่งมีชันษากว่าพระองค์ 2 ชันษา บิดาของนางจิงเฟิง มีชื่อว่า กุ้ยเสียง ซึ่งเป็นอนุชาของพระนางซูสีไทเฮาและพระนางซูสีไทเฮาได้จิงเฟินเพื่อที่จะเพิ่มพูนอำนาจให้แก่สกุลเย่เหอนาลาของนาง ภายหลังพิธีอภิเษกสมรส จิงเฟินได้กลายเป็นพระจักรพรรดินี และ มีพระนามว่าหรงยู่ ซึ่งมีความหมายว่า "เป็นมงคลและความเจรืญรุ่งเรือง"(隆裕)ภายหลังการสวรรตคตของพระสวามี แต่อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวีมิได้ทรงโปรดนางเลย ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับพระสนมของพระองค์ ซึ่งพระสนมโปรดของพระองค์คือ พระสนมเจิน (珍妃) มีข่าวลือว่าในปี พ.ศ. 2443 พระสนมเจินได้ถูกโดยลงไปในบ่อน้ำ แล้วจมน้ำจนสิ้นพระชนม์ ตามคำบัญชาของพระนางซูสีไทเฮา ภายหลังจากพระสนมเจินได้ขอร้องพระนางซูสีไทเฮาเพื่อทรงอนุญาตให้พระจักรพรรดิกวังซีพำนักอยู่ภายในพระราชวังต้องห้ามเพื่อที่จะต่อรองกับกองกำลังต่างชาติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่พระนางซูสีไทเฮาเตรียมตัวที่จะหลบหนีออกจากพระราชวังต้องห้ามซึ่งถูกยึดโดยกองกำลังแปดชาติในปี พ.ศ. 2443 เช่นเดียวกับพระจักรพรรดิองค์ก่อนหน้าพระองค์ สมเด็จพระจักรพรรดิถงจื้อ,สมเด็จพระจักรพรรดิกวังซวี สวรรคตโดยไม่มีสาเหตุ ภายหลังพระองค์สวรรคในปี พ.ศ. 2451 สมเด็จพระจักรพรรดินีหรงยู่ก็ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการร่วมกับเจ้าชายชุนที่ 2
[แก้] พระบรมวงศานุวงศ์
- พระบรมราชอัยกาธิราช: สมเด็จพระจักรพรรดิเต้ากวงฮ่องเต้
- พระราชชนก: เจ้าชายชุนที่ 1(องค์ชายอี้หวน)
- พระราชชนนี: พระนางชุนฟูจิ้น
- พระอนุชา : องศ์ชายไจ้เฟิง
- พระอัครมเหสี
- พระราชโอรสและพระราชธิดา
- ไม่มีพระราชโอรส-ธิดา
- พระราชนัดดา (พระโอรสในองศ์ชายไจ้เฟิง)
- สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋
- ผู่เจี๋ย
- ผู่เริ่น
[แก้] อ้างอิง
- ^ Ann Heylen (2004). Chronique du Toumet-Ortos: looking through the lens of Joseph Van Oost, missionary in Inner Mongolia (1915–1921). Leuven, Belgium: Leuven University Press. p. 203. ISBN 90-5867-418-5. http://books.google.com/books?id=WSl5cl_wt24C&pg=PA203&dq=ma+fuxiang+gelaohui&hl=en&ei=14QbTOG_CoGClAeewrW_CQ&sa=X&oi=book_result&ct=result&resnum=2&ved=0CDUQ6AEwAQ#v=onepage&q=ma%20fuxiang%20gelaohui&f=false. เรียกข้อมูลเมื่อ 2010-06-28.
- ^ Patrick Taveirne (2004). Han-Mongol encounters and missionary endeavors: a history of Scheut in Ordos (Hetao) 1874–1911. Leuven, Belgium: Leuven University Press. p. 514. ISBN 90-5867-365-0. http://books.google.com/books?id=z2japTNPRNAC&pg=PA514&dq=dong+fuxiang+catholic&hl=en&ei=L36STIy8BcL6lwep_4WpCg&sa=X&oi=book_result&ct=result&resnum=1&ved=0CCsQ6AEwAA#v=onepage&q=dong%20fuxiang%20catholic&f=false. เรียกข้อมูลเมื่อ 2010-06-28.
- ^ Lei Chia-sheng, Liwan kuanglan: Wuxu zhengbian xintan 力挽狂瀾:戊戌政變新探 [Containing the furious waves: a new view of the 1898 coup], Taipei: Wanjuan lou 萬卷樓, 2004.
- ^ Mu, Eric. Reformist Emperor Guangxu was Poisoned, Study Confirms". Danwei. November 3 2008. Retrieved November 2 2011.
- ^ "Arsenic killed Chinese emperor, reports say", CNN, November 4, 2008
| สมัยก่อนหน้า | จักรพรรดิกวังซวี่ | สมัยถัดไป | ||
|---|---|---|---|---|
| จักรพรรดิถงจื้อ | จักรพรรดิจีน (พ.ศ. 2418 - พ.ศ. 2451) |
จักรพรรดิผู่อี๋ (เซวียนถ่ง) |
|
||||||||