เจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

มหาอำมาตย์โท เจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์) เป็นขุนนางชาวสยาม ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น ปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย สมุหพระนครบาล องคมนตรี ผู้ได้รับพระราชทานนามสกุล "เปาโรหิตย์" (Paurohitya)[1]

ประวัติ[แก้]

เจ้าพระยามุขมนตรี มีนามเดิมว่าอวบ เป็นบุตรขุนศรีธรรมราช (สมบุญ) กับท่านน้อย ซึ่งเป็นเชื้อสายของพระมหาราชครูปุโรหิตาจารย์ (บุญรอด) เกิดเมื่อวันศุกร์ แรม 10 ค่ำ เดือน 7 ปีชวด ตรงกับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2419[2] ได้เข้าเรียนหนังสือที่วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหารและที่พระตำหนักสวนกุหลาบ จนจบประโยค 2 โดยสอบไล่ได้รับรางวัลที่ 1 และได้รับประกาศนียบัตรชั้นเปรียญพิเศษของคณะศึกษาการปกครอง มณฑลอยุธยาและปราจีน ในปี พ.ศ. 2450[3]

พ.ศ. 2435 เริ่มเข้ารับราชการเป็นเสมียนในกระทรวงยุติธรรม แล้วย้ายไปอยู่กระทรวงมหาดไทยในปี พ.ศ. 2440 มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงพัฒนกิจวิจารณ์ แล้วเลื่อนเป็นพระวิเสษไชยชาญ และพระยาอินทรวิชิต ตามลำดับ[2] วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2447 ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาจ่าแสนบดีศรีบริบาล เจ้ากรมมหาดไทยฝ่ายพลำพัง คงถือศักดินา 3,000[4]

วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าพระราชทานสัญญาบัตรให้เป็น พระยากำแหงสงคราม รามราชภักดีพิริยพาห ตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครราชสีมา ถือศักดินา 10,000[5] ถึงวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2456 ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระยาราชนกูล วิบูลยภักดีพิริยพาห ปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย คงถือศักดินา 10,000[6]และยังได้ทำหน้าที่เป็นพระยายืนชิงช้า ในพระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวาย(พระราชพิธีโล้เสาชิงช้า)ในปี พ.ศ. 2458[7][8]

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตั้งท่านเป็นผู้แทนรัฐบาลสยาม ณ คณะข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศส-สยามประจำแม่น้ำโขงตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2470[9] ท่านก็ได้ปฏิบัติราชการได้โดยเรียบร้อยตามพระราชประสงค์ วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 จึงทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นเจ้าพระยา มีราชทินนามว่าเจ้าพระยามุขมนตรี ศรีสมุหนครบาล ราชบทมาลยมหาสวามิภักดิ์ บริรักษ์เทพธานีนิกรเกษม เปรมเปาโรหิตยาภิชาต ไตรโลกยนาถสรณธาดา มหามาตยาธิบดี อภัยพีริยบรากรมพาหุ ถือศักดินา 10,000[10]

เจ้าพระยามุขมนตรี ปฏิบัติราชการจนกระทั่งเกษียณอายุและรับพระราชทานบำนาญในปี พ.ศ. 2475[11]

เจ้าพระยามุขมนตรี ป่วยเป็นฝีผักบัวและปอดบวม ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2476 สิริอายุได้ 58 ปี ได้รับพระราชทานโกศแปดเหลี่ยม ชั้นรอง 2 ชั้น ฉัตรเบญจา 4 คัน ผ้าไตร 3 ไตร เป็นเกียรติยศ[12]

ครอบครัว[แก้]

เจ้าพระยามุขมนตรี สมรสกับคุณหญิงล้วน ธิดาหลวงวารีราชายุกติ (เจ้าสัวโป๊) กับนางเสงี่ยม โปษยานนท์ มีบุตรหลายคน เช่น นายศรีศุกร์ เปาโรหิตย์ นายประโพธ เปาโรหิตย์ เป็นต้น[11]

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระทรวงมุรธาธร เรื่อง ประกาศพระราชทานนามสกุล ครั้งที่ ๔, เล่ม ๓๐, ตอน ง, ๗ กันยายน ๒๔๕๖, หน้า ๑๑๖๗
  2. 2.0 2.1 เรื่องตั้งเจ้าพระยาในกรุงรัตนโกสินทร์, หน้า 254
  3. "ประวัติบุคคลสำคัญด้านกฎหมาย : เจ้าพระยามุขมนตรี (อวบ เปาโรหิตย์)". พิพิธภัณฑ์ศาลไทย. สืบค้นเมื่อ 18 กรกฎาคม 2558.
  4. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานสัญญาบัตรขุนนาง, เล่ม ๒๑, ตอน ๓๙, ๒๕ ธันวาคม ร.ศ. ๑๒๓, หน้า ๑๔๗
  5. ราชกิจจานุเบกษา, รายวันพระราชทานสัญญาบัตร, เล่ม ๒๘, ตอน ๐ ง, ๒๙ ตุลาคม ร.ศ. ๑๓๐, หน้า ๑๖๔๗
  6. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์, เล่ม ๓๐, ตอน ง, ๒๐ เมษายน ๒๔๕๖, หน้า ๑๔๗
  7. รายการ Lineกนก (สถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี) วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม 2561
  8. รายนามพระยาผู้ยืนชิงช้า ตั้งแต่สมัย ร.๕-ร.๗ มีใครบ้าง ? สยามบรรณาคม
  9. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งผู้แทนฝ่ายสยาม ณ คณะข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศส - สยามประจำแม่น้ำโขง, เล่ม ๔๔, ตอน ๐ ก, ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๐, หน้า ๑๕๑-๒
  10. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ตั้งกรม ตั้งพระองค์เจ้าและเจ้าพระยา, เล่ม ๔๖, ตอน ๐ ก, ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๗๒, หน้า ๑๙๕-๗
  11. 11.0 11.1 เรื่องตั้งเจ้าพระยาในกรุงรัตนโกสินทร์, หน้า 256
  12. ราชกิจจานุเบกษา, ข่าวตาย, เล่ม ๕๑, ตอน ๐ ง, ๑ เมษายน ๒๔๗๗, หน้า ๗๕
บรรณานุกรม
  • สมมตอมรพันธุ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. เรื่องตั้งเจ้าพระยาในกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2545. 404 หน้า. หน้า 154-156. ISBN 974-417-534-6