อำเภอสุคิริน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อำเภอสุคิริน
แผนที่จังหวัดนราธิวาส เน้นอำเภอสุคิริน
คำขวัญ: 
หลายประเพณี ที่สร้างตน ต้นลำธาร
หวานผลไม้ ใต้เหมืองทอง
พิกัดภูมิศาสตร์: 5°56′20″N 101°46′14″E / 5.93889°N 101.77056°E / 5.93889; 101.77056
อักษรไทยอำเภอสุคิริน
อักษรโรมันAmphoe Sukhirin
จังหวัดนราธิวาส
พื้นที่
 • ทั้งหมด513.0 ตร.กม. (198.1 ตร.ไมล์)
ประชากร (2562)
 • ทั้งหมด26,633 คน
 • ความหนาแน่น51.91 คน/ตร.กม. (134.4 คน/ตร.ไมล์)
รหัสไปรษณีย์96190
รหัสภูมิศาสตร์9609
ที่ตั้ง
ที่ว่าการ
ที่ว่าการอำเภอสุคิริน หมู่ที่ 4 ตำบลสุคิริน อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส 96190
สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

อำเภอสุคิริน เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนราธิวาส

ประวัติ[แก้]

อำเภอสุคิรินเดิมเคยเป็นกิ่งอำเภอหนึ่งที่ได้จัดตั้งขึ้น พ.ศ. 2474 ชื่อ กิ่งอำเภอปาโจ (ปาโจ แปลว่า น้ำตก[1]) ขึ้นกับอำเภอโต๊ะโมะ (คืออำเภอแว้งในปัจจุบัน) กิ่งอำเภอนี้จัดตั้งเพราะมีชาวฝรั่งเศสได้เข้ามาขอสัมปทานทำเหมืองแร่ทองคำบริเวณเทือกเขาลีซอ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลโต๊ะโมะ มีราษฎรอพยพเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมาก ทางราชการจึงได้พิจารณาจัดตั้งกิ่งอำเภอนี้ขึ้นมาเพื่อสะดวกในการปกครอง ดูแลผลประโยชน์ของทางราชการในการจัดเก็บภาษีอากรและให้บริการประชาชน โดยแบ่งเขตการปกครองเป็น 2 ตำบล คือ ตำบลโต๊ะโมะและตำบลมาโมง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 เกิดสงครามอินโดจีนขึ้น ชาวฝรั่งเศสเจ้าของกิจการเหมืองแร่ทองคำได้หนีภัยสงคราม จึงทิ้งเหมืองแร่ทองคำ ดังนั้นรัฐบาลไทยโดยกรมโลหะกิจ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้แต่งตั้งพระอุดมธรณีศาสตร์ มาเป็นผู้ดำเนินการเหมืองแร่ทองคำดังกล่าวแทน ประมาณปีเศษเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในบริเวณเหมืองแร่ทองคำ และต่อมาได้ล้มเลิกกิจการไป คนไทยที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ได้อพยพออกหมด

ต่อมาใบปี พ.ศ. 2506 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กรมประชาสงเคราะห์จัดตั้งนิคมพัฒนาตนเองภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส เพื่ออพยพราษฎรที่มีฐานะยากจนและไม่มีที่ดินทำกินจากท้องที่ต่าง ๆ เข้ามาประกอบอาชีพ เขตนิคมคลุมพื้นที่ 2 อำเภอ คือ อำเภอสุคิรินและอำเภอจะแนะ

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2520 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศจัดตั้ง กิ่งอำเภอสุคิริน ขึ้น ประกอบด้วย 2 ตำบล คือ ตำบลมาโมงและตำบลสุคิริน และเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2529 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศยกฐานะกิ่งอำเภอสุคิรินเป็น อำเภอสุคิริน จนถึงปัจจุบัน

คำว่า "สุคิริน" เป็นชื่อตำหนักที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชทานเมื่อคราวเสด็จมาประทับแรม เมื่อปี พ.ศ. 2510 ซึ่งหมายความว่า "พรรณไม้งามเขียวชอุ่ม" ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชทานเพื่อความเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นที่เต็มไปด้วยป่าและภูเขา มีพรรณไม้นานาชนิดขึ้นอยู่อย่างงดงาม

ภูมิศาสตร์[แก้]

อำเภอสุคิรินตั้งอยู่ทางตอนล่างด้านใต้สุดของจังหวัดนราธิวาส มีสภาพเป็นป่าและภูเขาโอบล้อมรอบ มีเนื้อที่ประมาณ 577 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 323,125 ไร่ โดยเกือบทั้งหมดอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองสุคิริน อำเภอสุคิรินอยู่ห่างจากตัวจังหวัดนราธิวาสประมาณ 120 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังนี้

ลักษณะภูมิประเทศ[แก้]

สภาพพื้นที่ทั่วไปเป็นภูเขาสูงชันและป่าทึบ มีที่ราบระหว่างภูเขาบ้างเล็กน้อย ลักษณะดินมีความอุดมสมบูรณ์ สภาพพื้นที่เป็นเทือกเขามีเทือกเขาที่สำคัญ ได้แก่

  • เทือกเขาตูแว กั้นพรมแดนระหว่างอำเภอสุคิรินกับอำเภอจะแนะ และอำเภอสุไหงปาดี
  • เทือกเขาบาตูกาเตาะ กั้นพรมแดนระหว่างอำเภอสุคิรินกับประเทศมาเลเซีย
  • เทือกเขาบาลา กั้นพรมแดนระหว่างอำเภอสุคิรินและอำเภอแว้ง และประเทศมาเลเซีย เป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายบุรี และแม่น้ำสุไหงโกลก

พื้นที่การใช้ประโยชน์มีทั้งหมด 319,849 ไร่ เป็นพื้นที่ป่า 246,129 ไร่ พื้นที่ถือครองทางการเกษตรจำนวน 81,648 ไร่ พื้นที่ทำการเกษตรจริง 72,256 ไร่ โดยการถือครองที่ดินในอำเภอสุคิริน ส่วนใหญ่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ โดยจะมีเฉพาะผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ของทางนิคมสร้างตนเอง และทางนิคมได้ออกเอกสารสิทธิ ซึ่งได้นำมาเปลี่ยนเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว มีจำนวนเพียง 156 แปลงเท่านั้น

ลักษณะภูมิอากาศ[แก้]

อำเภอสุคิริน ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือจากมหาสมุทรอินเดีย ประกอบกับพื้นที่ทั่วไป เป็นภูเขาสูงชันและป่าทึบจึงทำให้มีฝนตกชุกเกือบตลอดทั้งปี มีฤดูกาลเพียง 2 ฤดู คือ

  • ฤดูร้อน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ เดือนมกราคม - เมษายน ช่วงร้อนที่สุดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ย 30 C ปริมาณน้ำฝน 50 มม.
  • ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม - ธันวาคม ฝนจะตกชุกในเดือนกันยายน - ธันวาคม อุณหภูมิเฉลี่ย 20 C ปริมาณน้ำฝน 265 มม.

แม่น้ำและคลอง[แก้]

แม่น้ำสายบุรี มีต้นกำเนิดจากคลองเล็กๆหลายสายในเขตเทือกเขาสันกาลาคีรีรวมกัน และไหลลงสู่อ่าวไทยที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี มีคลองสาขาที่สำคัญ ได้แก่

  1. คลองไอร์ตากอ มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ใกล้ชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย บริเวณหมู่บ้านจุฬาภรณ์ 12 และไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี มีคลองสาขา ได้แก่ คลองกือซา คลองไอร์ตูงอ และคลองไอร์กือซา
  2. คลองน้ำตกซอย 3 หรือคลองประปา มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสันกาลาคีรี บริเวณบ้านน้ำตก และไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี
  3. คลองไอร์กาบู มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสันกาลาคีรี บริเวณเขาแม่วัว และไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี มีคลองสาขา ได้แก่ คลองซอยปราจีน และคลองเขาแม่วัว
  4. คลองไอร์จือบอ มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบูโด และไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี
  5. คลองไอร์จานูแวะ ไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี
  6. คลองน้ำใส ไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี
  7. คลองไอร์ยามู มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบูโด และไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี มีคลองสาขา ได้แก่ คลองไอร์โซ และคลองเกียร์
  8. คลองสอวอ มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ใกล้ชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย และไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี มีคลองสาขา ได้แก่ คลองไอร์มือตอ
  9. คลองไอร์กาเป๊ะ ไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี
  10. คลองไอร์กานัว มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบูโด และไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี
  11. คลองไอร์กาเน๊ะ มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบูโด และไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรีมีคลองสาขา ได้แก่ คลองปารี
  12. คลองไอร์แซะ ไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี
  13. คลองของ มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบูโด และไหลลงสู่แม่น้ำสายบุรี
  14. คลองไอร์ตีมุง มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ใกล้ชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย และไหลไปรวมกับคลองไอร์ยาเด๊ะ เป็นแม่น้ำสายบุรี มีคลองสาขา ได้แก่ คลองไอร์ปาโจ คลองไอร์จือโกะ คลองไอร์จือรี คลองไอร์ปาโจ คลองไอร์จือรง และคลองโต๊ะโม๊ะ
  15. คลองไอร์ยาเด๊ะ มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ใกล้ชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย และไหลไปรวมกับคลองไอร์ตีมุง เป็นแม่น้ำสายบุรี มีคลองสาขา ได้แก่ คลองไอร์บือแน และคลองไอร์ดาลอ

แม่น้ำสุไหงโกลก มีต้นกำเนิดจากป่าบาลา เป็นเขตแดนทางธรรมชาติกั้นระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย ไหลผ่านอำเภอแว้ง อำเภอสุไหงโกลก และลงสู่อ่าวไทยที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส มีคลองไอร์กาดิง เป็นคลองสาขาที่อยู่ในเขตอำเภอสุคิริน

นอกจากนี้ยังมีคลองบือแจง ซึ่งเกิดจากคลองไอร์มาโก๊ะ กับคลองกูยิ ไหลมารวมกัน มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบูโด ไหลรวมกับลำน้ำสาขาต่างๆ จนกลายเป็นคลองตันหยงมัสและไหลลงสู่แม่น้ำบางนราและอ่าวไทยที่อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอสุคิรินแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 5 ตำบล 41 หมู่บ้าน ได้แก่

ตำบลสุคิริน ตำบลมาโมง ตำบลเกียร์ ตำบลภูเขาทอง ตำบลร่มไทร
1.บ้านไอร์กาบู 1.บ้านกะลุบี 1.บ้านเกียร์ 1.บ้านไอปาโจ 1.บ้านลุโบะลาเซาะ
2.บ้านสอวอนอก 2.บ้านยาเด๊ะ 2.บ้านไอร์ยามู 2.บ้านภูเขาทอง 2.บ้านบาลูกายาอิง
3.บ้านกม.3 3.บ้านสายปารีย์ 3.บ้านน้ำใส 3.บ้านโต๊ะโม๊ะ 3.บ้านไอดีแย
4.บ้านราษฎรสามัคคี 4.บ้านไอตีมุง 4.บ้านทรงคีรี 4.บ้านไอกาเปาะ 4.บ้านกูยิ
5.บ้านน้ำตก 5.บ้านไอจือเราะ 5.บ้านสายบริษัท 5.บ้านโนนสมบูรณ์ 5.บ้านไผ่งาม
6.บ้านลีนานนท์ 6.บ้านสายเอก 6.บ้านชุมทอง
7.บ้านสันติ 7.บ้านไอปูลง 7.บ้านต้นทุเรียน
8.บ้านราษฎร์ผดุง 8.บ้านสอวอใน 8.บ้านวังน้ำเย็น
9.บ้านราษฎร์ประสาน 9.บ้านราษฎรพัฒนา
10.บ้านรักธรรม 10.บ้านสามซอย
11.บ้านซอยปราจีน
12.บ้านน้อมเกล้า
13.บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอสุคิรินประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลสุคิริน ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลสุคิริน ตำบลมาโมง และตำบลเกียร์
  • องค์การบริหารส่วนตำบลมาโมง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลมาโมง (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลสุคิริน)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลสุคิริน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสุคิริน (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลสุคิริน)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเกียร์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเกียร์ (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลสุคิริน)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลภูเขาทอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลภูเขาทองทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลร่มไทร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลร่มไทรทั้งตำบล

ประชากร[แก้]

ประชากรตามสถิติทะเบียนราษฎร์ เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2560 มีจำนวน 26,258 คน หลังคาเรือน 8,561 หลัง

  • ชาย 13,412 คน
  • หญิง 12,846 คน
  • ความหนาแน่นเฉลี่ย 51.18  คน / ตารางกิโลเมตร
  • ความหนาแน่นของบ้านต่อพื้นที่  16.68  หลังคาเรือน / ตร.กม.

เศรษฐกิจ[แก้]

  • การเกษตรกรรม มีพื้นที่การเกษตรทั้งสิ้น 81,648 ไร่ ครอบครัวเกษตร 3,623 ครอบครัว สภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ๆ ได้แก่ ยางพารา (57,455 ไร่) เงาะ (4,538 ไร่) ลองกอง (39,173 ไร่) ทุเรียน (3,242 ไร่) มังคุด (1,346 ไร่) สะตอ (877 ไร่)
  • การปศุสัตว์ ได้แก่การเลี้ยงโค กระบือ แพะ แกะ สุกร ไก่ เป็ด ห่าน
  • การพาณิชย์ มีสถานบริการน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ 1 แห่ง มีธนาคาร 1 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน สาขาสุคิริน และมีสหกรณ์ที่ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติสหกรณ์  จำนวน 1 แห่ง  คือ สหกรณ์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

สถานที่ราชการ[แก้]

โรงพยาบาลสุคิริน
  • ที่ทำการนิคมสร้างตนเองสุคิริน
  • โรงพยาบาลสุคิริน
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สว.นอก
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล กะลูบี
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จุฬาภรณ์พัฒนา ๑๒
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ภูเขาทอง
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ร่มไทร
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านน้ำตก
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ไอยามู
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ร่มเกล้าพยาบาล    
  • สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ  ไอปาโจ
  • สำนักงานสาธารณสุขอำเภอสุคิริน
  • สถานีตำรวจภูธรสุคิริน
  • โรงเรียนสุคิรินวิทยา
  • ศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพอำเภอสุคิริน สาขาวิทยาลัยสารพัดช่างนราธิวาส
  • โรงเรียนนิคมพัฒนา ๑๐ (โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา)
  • โรงเรียนนิคมพัฒนา ๒
  • โรงเรียนรักไทย (โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา)
  • โรงเรียนบ้านบาลูกายาอิง
  • โรงเรียนนิคมพัฒนา ๔
  • โรงเรียนนิคมพัฒนา ๕
  • โรงเรียนนิคมพัฒนา ๖
  • โรงเรียนนิคมพัฒนา ๗
  • โรงเรียนนิคมพัฒนา ๙
  • โรงเรียนสุคิริน
  • โรงเรียน ตชด. บ้านลีลานนท์
  • โรงเรียนบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๒
  • โรงเรียนบ้านร่วมใจ
  • โรงเรียนบ้านน้ำใส
  • โรงเรียนภูเขาทอง
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาสุคิริน
  • สำนักงานเกษตรอำเภอสุคิริน
  • หมวดทางหลวงสุคิริน แขวงทางหลวงนราธิวาส

ศาสนสถาน[แก้]

วัดและสำนักสงฆ์[แก้]

  • วัดสุคิรินประชาราม
  • วัดชลภูผาวนาราม (วัดไอร์ตีมุง)
  • วัดสุวรรณบรรพต (วัด ก.ม.10)
  • วัดลีนานนท์ (วัดไอร์ตากอร์)
  • วัดโต๊ะโมะ
  • วัดป่าชุมทอง
  • วัดพลับพลาวนาราม
  • สำนักสงฆ์สายสุวรรณาราม (ไอร์ปาโจ)
  • สำนักสงฆ์พระธาตุภูเขาทอง
  • สำนักสงฆ์ต้นทุเรียน
  • สำนักสงฆ์บ้านโนนสมบูรณ์
  • สำนักสงฆ์อีสานสามัคคีใต้
  • สำนักสงฆ์บ้านราษฎร์ผดุง
  • สำนักสงฆ์วังน้ำเย็น
  • สำนักสงฆ์บ้าน สอ วอ ใน

มัสยิด[แก้]

  • มัสยิดอัลอิคลัธ
  • มัสยิดดารุลอิสลมมียะห์
  • มัสยิดนูรุลฮีมายะห์
  • มัสยิดดารุลอามาน
  • มัสยิดซาฟีนาตุลอาคีเราะห์
  • มัสยิดดารุลอามาน
  • มัสยิดยามิลอุลอิสลามี
  • มัสยิดอัตตักวา
  • มัสยิดดารุลฟาละห์
  • มัสยิดนูรุลฮีดายะห์
  • มัสยิดเราะห์มาตุลซาลามียะห์
  • มัสยิดดารุลมุนตาฮา
  • มัสยิดนูรุลฮูดา
  • มัสยิดอัลฮาดี
  • มัสยิดดารุลฮูดา
  • มัสยิดอัลฮีดายาตุลอัสลามี
  • มัสยิดรอวียะห์
  • มัสยิดไอร์ยามู
  • มัสยิดคอย์รียะห์
  • มัสยิดอัลมูเนาวาเราะห์
  • มัสยิดอัสสอฮาบะห์
  • มัสยิดอีดายะห์
  • มัสยิดตัสดีกียะห์
  • มัสยิดนูรุลอิสลาม
  • มัสยิดดารุลฟาละห์
  • มัสยิดจือบอ
  • มัสยิดดารุลอามาน

โบสถ์[แก้]

  • โบสถ์คริสตจักร

ศาลเจ้า[แก้]

  • ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ

สถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญ[แก้]

  • ตำหนักสุคิริน เป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในพื้นที่ประกอบด้วยตัวอาคารที่ประทับ และพระบรมนุสาวรีย์พระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • เหมืองทองคำโต๊ะโม๊ะ เปิดดำเนินการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2475 ปัจจุบันได้เลิกดำเนินกิจการแล้ว แต่เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและศึกษาธรรมชาติ
  • พิพิธภัณฑ์หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา ๑๒ เป็นแหล่งรวบรวมภาพถ่าย อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ของสมาชิกสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา กรม 10
  • ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ มีการตั้งศาลขึ้นบริเวณใกล้เหมืองทองคำโต๊ะโม๊ะ เป็นที่เคารพนับถือทั้งชาวไทย จีน มาเลเซีย
  • วัดพระธาตุภูเขาทอง เป็นวัดที่สร้างอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่อุมดมสมบูรณ์ มีจุดชมทะเลหมอก และบ้านพัก(ของเอกชน)ไว้บริการนักท่องเที่ยว
  • จุดผ่อนปรนชายแดนไทย - มาเลเซีย มีหลักมุดเขตแดนไทย-มาเลเซีย และสามารถเห็นป้อมสังเกตการณ์ของทหารฝั่งมาเลเซียได้แบบใกล้ชิด
  • ลานหินขาวบ้านสามซอย เป็นจุดชมวิวและจุดกางเต๊นท์ที่นิยมจุดหนึ่งในสุคิริน
  • ผาสน ภูเขาทอง อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา บาลา เป็นจุดชมทะเลหมอก และเส้นทางเดินป่าที่นักท่องเที่ยวนิยมจุดหนึงในสุคิริน
  • ฟาร์มตัวอย่าง ฯ บ้านไอปาโจ เป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยนำเอาปรัญญาเศษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 มาปรับใช้
  • ผานับดาว บ้านราษฏร์ประสาน เป็นจุดชมทะเลหมอกและจุดกางเต๊นท์ที่นิยมจุดหนึ่งในสุคิริน
  • โครงการนาข้าวขั้นบันไดบ้านยาเด๊ะ อันเนื่องพระราชดำริ เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2527 เป็นแหล่งเรียนรู้การทำนาในที่สูง และศึกษาการปรัญญาเศษฐกิจพอเพียง
  • น้ำตกศรีทักษิณ
  • อ่างเก็บน้ำเขาสำนัก
  • ต้นกระพงษ์ยักษ์
  • เนินพิศวง

อ้างอิง[แก้]

  1. ประพนธ์ เรืองณรงค์. "บทผนวกเกียรติยศ". ใน รัฐปัตตานีใน "ศรีวิชัย" เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์. สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ). พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:มติชน. 2547, หน้า 353