สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
| สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก | |
|---|---|
พระเศวตฉัตร 3 ชั้น ประจำพระองค์สมเด็จพระสังฆราชที่มีพระชาติกำเนิดเป็นสามัญชน | |
| การเรียกขาน | ฝ่าพระบาท |
| สมาชิกของ | มหาเถรสมาคม |
| จวน | พระอารามหลวง |
| ผู้แต่งตั้ง | พระมหากษัตริย์ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ถวายคำกราบบังคมทูล |
| วาระ | ตลอดพระชนม์ชีพ |
| ผู้ประเดิมตำแหน่ง | สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) |
| สถาปนา | พ.ศ. 2325 |
| เงินตอบแทน | 34,200 บาทต่อเดือน[1] |
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อังกฤษ: Supreme Patriarch of Thailand) เป็นประมุขสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย ซึ่งดำรงสถานะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของพระสงฆ์ทั้งปวง ตลอดจนเป็นสัญลักษณ์แห่งเอกภาพและความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย บทบาทของสมเด็จพระสังฆราชได้รับการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2505 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวางหลักเกณฑ์ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ภายใต้ระบบระเบียบที่เป็นเอกภาพและเชื่อมโยงกับรัฐบาลไทยตามหลักธรรมาภิบาล[2][3]
สมเด็จพระสังฆราชทรงมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับและควบคุมกิจการของคณะสงฆ์ทั่วประเทศทั้งในด้านการปกครอง การเผยแผ่ การศึกษา และการศาสนูปถัมภ์ อันครอบคลุมถึงการวางนโยบายหลักของคณะสงฆ์ การแต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าอาวาส และการวินิจฉัยปัญหาทางพระธรรมวินัย ทั้งนี้ ยังรวมถึงการกำกับดูแลพระธรรมทูตไทยในต่างประเทศซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระดับสากล สมเด็จพระสังฆราชจึงเป็นทั้งผู้นำเชิงนโยบายทางศาสนาและผู้รักษาเอกภาพแห่งพระธรรมวินัยของสงฆ์ไทยในฐานะศูนย์กลางจิตวิญญาณของพุทธศาสนิกชนชาวไทย
นอกจากนี้ ตามกฎหมาย สมเด็จพระสังฆราชยังทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม โดยตำแหน่ง ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทย ทั้งในด้านบริหารและนิติบัญญัติ โดยมหาเถรสมาคมทำหน้าที่ออกข้อบัญญัติ ข้อวินิจฉัย และคำสั่งที่เกี่ยวกับกิจการสงฆ์ทั่วประเทศ ตลอดจนเป็นกลไกในการประสานงานกับฝ่ายรัฐเพื่อวางแนวนโยบายศาสนาในภาพรวม บทบาทของสมเด็จพระสังฆราชในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคมจึงมีความสำคัญต่อความต่อเนื่องของการบริหารกิจการคณะสงฆ์อย่างมีระบบ พร้อมรักษาจารีตประเพณีของเถรวาทอย่างมั่นคงในบริบทของประเทศไทยสมัยใหม่
พระสังฆราชแห่งสังฆมณฑลไทย
[แก้]สมเด็จพระสังฆราช เป็นตำแหน่งที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ดังมีหลักฐานจากศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้จารึกคำว่าสังฆราชไว้ด้วย สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นตำแหน่งสมณศักดิ์สูงสุดฝ่ายพุทธจักรของคณะสงฆ์ราชอาณาจักรไทย ทรงเป็นองค์ประธานการปกครองคณะสงฆ์ ตำแหน่งนี้น่าจะมีที่มาจากคณะสงฆ์ไทย นำแบบอย่างมาจาก ลัทธิลังกาวงศ์ ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้ทรงอัญเชิญพระเถระผู้ใหญ่ของลังกา ที่เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทในประเทศไทย
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้เพิ่มตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเป็น สกลมหาสังฆปริณายก มีอำนาจว่ากล่าวออกไปถึงหัวเมือง โดยมีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายคามวาสี เป็นพระสังฆราชขวา สมเด็จพระวันรัตเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายอรัญวาสี เป็นสังฆราชซ้าย องค์ใดมีพรรษายุกาลมากกว่า ก็ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา พระอริยมุนี ได้ไปสืบอายุพระพุทธศาสนาที่ลังกาทวีป มีความชอบมาก เมื่อกลับมาได้รับสมณศักดิ์สูงขึ้นตามลำดับจนเป็นสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์มีพระราชดำริให้คงราชทินนามนี้ไว้ จึงทรงตั้งราชทินนามสมเด็จพระสังฆราชเป็น สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี และมาเป็น สมเด็จพระอริยวงษญาณ ในสมัยกรุงธนบุรี และได้ใช้ต่อมาจนถึง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงปรับปรุงเพิ่มเติมเป็น "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ซึ่งได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน
ตามทำเนียบสมณศักดิ์ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่มีตำแหน่งสังฆปริณายก 2 องค์ ที่เรียกว่า พระสังฆราชซ้าย/ขวา ดังกล่าวแล้ว ยังมีคำอธิบายอีกประการหนึ่งว่า สมเด็จพระอริยวงศ์ เป็นพระสังฆราชฝ่ายขวาว่า คณะเหนือ พระพนรัตน์ เป็นพระสังฆราชฝ่ายซ้ายว่า คณะใต้ มี พระสุพรรณบัฏ จารึกพระนามเมื่อทรงตั้งทั้ง 2 พระองค์ แต่ที่สมเด็จพระพนรัตน์ โดยปกติไม่ได้เป็นสมเด็จ ส่วนพระสังฆราชฝ่ายขวานั้นเป็นสมเด็จทุกพระองค์ จึงเรียกว่าสมเด็จพระสังฆราช จึงเป็นมหาสังฆปริณายก มีศักดิ์สูงกว่าพระสังฆราชฝ่ายซ้าย ที่พระพนรัตน์แต่เดิม ทรงยกพระเกียรติยศเป็นสมเด็จแต่บางองค์ มาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงเป็นสมเด็จทุกพระองค์
เมื่อครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี วิธีการปกครองพระราชอาณาจักรในครั้งนั้น หัวเมืองใหญ่ที่ห่างไกลจากราชธานี เป็นเมืองประเทศราชโดยมาก แม้เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ราชธานี ก็ตั้งเจ้านายในพระราชวงศ์เสด็จออกไปครองเมือง ทำนองเจ้าประเทศราช เมืองใหญ่แต่ละเมือง จึงน่าจะมีพระสังฆราชพระองค์หนึ่ง เป็นสังฆปรินายกของสังฆบริษัทในเมืองนั้น ดังปรากฏเค้าเงื่อนในทำเนียบชั้นหลัง ยังเรียกเจ้าคณะเมืองว่าพระสังฆราชอยู่หลายเมือง จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงเปลี่ยนมาเป็นสังฆปาโมกข์
พระสงฆ์ฝ่ายคามวาสีและอรัญวาสีนี้มีมาแต่ครั้งพุทธกาล คือฝ่ายที่พำนักอยู่ใกล้เมืองเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย เรียกว่าคามวาสี อีกฝ่ายหนึ่งบำเพ็ญสมณธรรมในที่สงบเงียบตามป่าเขา ห่างไกลจากบ้านเมืองเรียกว่าอรัญวาสี ภิกษุแต่ละฝ่ายยังแบ่งออกเป็นคณะ แต่ละคณะจะมีพระราชาคณะปกครอง หัวหน้าพระราชาคณะเรียกว่าสมเด็จพระราชาคณะ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเปลี่ยนพระอิสริยยศสมเด็จพระสังฆราชที่เป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เป็น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า[4] ทรงเศวตฉัตร 5 ชั้น พระราชวงศ์ชั้นรองลงมา เท่าที่ปรากฏ มีชั้นหม่อมเจ้าผู้ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีคำนำหน้า พระนามว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงฉัตรตาดเหลือง 5 ชั้น
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชหนึ่งพระองค์ ตามคำกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ในการนี้ นายกรัฐมนตรีจะเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ แต่ถ้าสมเด็จพระราชาคณะดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ จะเสนอสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นตามลำดับสมณศักดิ์และความสามารถในการทำหน้าที่แทน
ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 ได้มีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ กำหนดให้ "มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรี ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”
เครื่องยศของสมเด็จพระสังฆราช
[แก้]| ธรรมเนียมพระยศของ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ | |
|---|---|
ตราประจำพระองค์ | |
| การทูล | ฝ่าพระบาท |
| การแทนตน | เกล้ากระหม่อม/เกล้ากระหม่อมฉัน |
| การขานรับ | เกล้ากระหม่อม พะย่ะค่ะ/เพคะ |
สมเด็จพระสังฆราชจะทรงมีเครื่องพระยศประกอบพระอิสริยยศสมเด็จพระสังราช ดังนี้[5]
- พระแท่นภายใต้เศวตฉัตร 3 ชั้น
- พัดยศสมเด็จพระสังฆราช
- บาตร พร้อมฝาบาตร เชิงบาตรถมปัด
- พานพระศรี ถมปัด
- ขันน้ำและพานรอง ถมปัด
- คณโฑ ถมปัด
- พระสุพรรณศรี ถมปัด
- พระสุพรรณราช ถมปัด
- หีบตราพระจักรี ถมปัด
- ปิ่นโตทรงกลม 4 ชั้น ถมปัด
- กาทรงกระบอก ถมปัด
- หม้อลักจั่น ถมปัด
- กระโถน ถมปัด
เมื่อสิ้นพระชนม์จะทรงได้รับเครื่องประกอบพระอิสริยยศ ได้แก่
- พระโกศกุดั่นน้อย (หรือชั้นที่สูงกว่า)
- พระเศวตฉัตร 3 ชั้นกางกั้นพระโกศ (หรือชั้นที่สูงกว่า)
- เสด็จสรงน้ำพระศพ
- พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ 100 วัน
- พระสงฆ์รับพระราชทานฉันเช้า-เพล 100 วัน
- ริ้วกระบวนพระอิสริยยศเชิญพระโกศพระศพไปยังพระเมรุ
- พระเมรุผ้าขาว สำหรับพระราชทานเพลิงพระศพ (ปัจจุบันใช้พระเมรุวัดเทพศิรินทราวาส)
- เสด็จพระราชทานเพลิงพระศพ บำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ตลอดจนฉลองพระอัฐิ
- เศวตฉัตร 3 ชั้นสุมพระอัฐิบนพระเมรุ (หรือชั้นที่สูงกว่า)
- เครื่องประโคมสังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง กลองชนะ จ่าปี่ จ่ากลอง

พระเศวตฉัตรประจำตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช
[แก้]- พระเศวตฉัตร (ฉัตรขาว) 3 ชั้น ประจำตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมีพระชาติกำเนิดเป็นสามัญชน
- ฉัตรตาดเหลือง 5 ชั้น ประจำตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ที่ได้รับการสถาปนาที่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
- เบญจปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 5 ชั้น) ประจำตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ที่ได้รับการสถาปนาที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ซึ่งมีพระชาติกำเนิดเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ และสมเด็จพระสังฆราชเจ้าที่ได้รับพระราชทานสถาปนาให้เพิ่มพระอิสริยยศในพระสมณศักดิ์สูงยิ่งขึ้นไปอีก
รายพระนาม
[แก้]คณะสงฆ์อื่น หน่วยงานในการกำกับดูแลของสมเด็จพระสังฆราช
[แก้]- พระมหาคณาจารย์จีนธรรมวชิราจารย์ (เย็นอี่) – เจ้าคณะใหญ่จีนนิกายและประธานกรรมการคณะสงฆ์จีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดโพธิ์แมนคุณาราม (普門報恩寺-โพวมึ้งป่ออึงยี่)
- พระมหาคณานัมธรรมวชิรานุวัตร (ณรงค์ ติ่นเรียน) – เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกายและประธานกรรมการคณะสงฆ์อนัมนิกาย เจ้าอาวาสวัดสมณานัมบริหาร (禛囯景福寺 เกี๋ยงเพื๊อกตื่อ)
อ้างอิง
[แก้]- เชิงอรรถ
- ↑ "บัญชีนิตยภัต ฉบับปรับปรุงใหม่ เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2554 เป็นต้นไป". สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดภูเก็ต. 27 เมษายน 2555. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-06-18. สืบค้นเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2559.
{{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=(help) - ↑ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554, หน้า 1,167
- ↑ "พระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-11-27. สืบค้นเมื่อ 2013-10-26.
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า, เล่ม ๓๘, ตอน ๐ ก ,๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๔, หน้า ๑๐
- ↑ เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม ๑, หน้า 319
- บรรณานุกรม
- หอมรดกไทย เก็บถาวร 2005-10-26 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) , พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ พ.ศ. 2548
- พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 พ.ศ. 2547, ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 121 ตอนพิเศษ 34 ก หน้า 1, 17 กรกฎาคม 2547
- ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2556. 1,544 หน้า. ISBN 978-616-7073-80-4
- สมมอมรพันธุ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม ๑. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2545. 428 หน้า. ISBN 974-417-530-3