วงศ์ตะพาบ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วงศ์ตะพาบ
ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: Early Cretaceous–Present
Pelodiscus.jpg
ตะพาบไต้หวัน
Pelodiscus sinensis
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ e
อาณาจักร: สัตว์
ไฟลัม: สัตว์มีแกนสันหลัง
ชั้น: Reptilia
อันดับ: Testudines
อันดับย่อย: อันดับย่อยเต่า
วงศ์ใหญ่: วงศ์ใหญ่ตะพาบและเต่าจมูกหมู
วงศ์: วงศ์ตะพาบ
Fitzinger, 1826
วงศ์ย่อย

วงศ์ตะพาบ (อังกฤษ: Soft-shelled turtle) เป็นวงศ์ของเต่าจำพวกหนึ่ง ที่ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trionychidae

ตะพาบ เป็นเต่าที่มีลักษณะเด่นคือ ลำตัวแบน จมูกแหลม กระดองอ่อนนิ่ม มีกระดองหลังค่อนบ้างเรียบแบน กระดองมีลักษณะเป็นหนังที่ค่อนข้างแข็งเฉพาะในส่วนกลางกระดอง แต่บริเวณขอบจะมีลักษณะนิ่มแผ่นกระดองจะปราศจากแผ่นแข็งหรือรอยต่อ ซึ่งแตกต่างจากกระดองของเต่าอย่างสิ้นเชิง ซึ่งขอบที่อ่อนนิ่มนี้เรียกว่า "เชิง" กระดองส่วนท้องหุ้มด้วยผิวหนังเรียบ มีส่วนที่เป็นกระดูกน้อยมาก กระดองจะมีรูปร่างกลมเมื่อ ยังมีขนาดเล็ก และจะรีขึ้นเล็กน้อยเมื่อโตเต็มวัยตั้งแต่คอส่วนบนไปจรดขอบกระดองจะมีตุ่มแข็งเล็ก ๆ ขึ้นอยู่ ส่วนหัวมีขนาดใหญ่ คอเรียวยาวและสามารถเอี้ยวกลับมาด้านข้าง ๆ ได้ มีจมูกค่อนข้างยาวแต่มีขนาดเล็กและส่วนปลายจมูกอ่อน ตามีขนาดเล็กโปนออกมาจากส่วนหัวอย่างเห็นได้ชัด มีฟัน ขากรรไกรแข็งแรงและคม มีหนังหุ้มกระดูกคล้ายริมฝีปาก ขาทั้งสี่แผ่กว้างที่นิ้วจะมีพังพืดเชือมติดต่อกันแบบใบพายอย่างสมบูรณ์ มีเล็บเพียง 3 นิ้ว และมีหางสั้น

มักอาศัยอยู่ในน้ำมากกว่าบนบก โดยตะพาบสามารถกบดานอยู่ใต้น้ำได้นานกว่าเต่า แม้จะหายใจด้วยปอด แต่เมื่ออยู่ในน้ำ ตะพาบจะใช้อวัยวะพิเศษช่วยหายใจเหมือนปลา เรียกว่า "Rasculavpharyngcal capacity"

ตะพาบจัดเป็นเต่าน้ำที่จะพบได้ในแหล่งน้ำที่เป็นน้ำจืดและน้ำกร่อยในเขตร้อนทุกทวีปทั่วโลก ทั้ง อเมริกาเหนือ, แอฟริกา และเอเชีย ไปจนถึงโอเชียเนีย

เมื่อจะวางไข่ ตะพาบจะคลานขึ้นมาวางไข่ในพื้นทรายริมตลิ่งริมน้ำที่อาศัย โดยขุดหลุมแบบเดียวกับเต่าทะเลและเต่าจำพวกอื่นทั่วไป

ตะพาบเป็นสัตว์ที่กินสัตว์มากกว่าจะกินพืช โดยหลายชนิดมีอุปนิสัยที่ดุร้ายกว่าเต่า

ตะพาบเป็นเต่าที่มนุษย์นิยมนำมาทำเป็นอาหาร โดยเฉพาะซุปในอาหารจีนและอาหารญี่ปุ่น หรืออาหารเกาหลี โดยเชื่อว่าทั้งเนื้อและกระดองเป็นเครื่องบำรุงกำลังและเสริมสมรรถนะทางเพศ โดยตะพาบชนิดที่นิยมใช้เพื่อการบริโภคนี้คือ ตะพาบไต้หวัน (Pelodiscus sinensis) ซึ่งในหลายประเทศได้มีการเพาะเลี้ยงตะพาบไต้หวันเป็นสัตว์เศรษฐกิจรวมทั้งประเทศไทยด้วย[2]

สำหรับตะพาบชนิดที่หายากที่สุดในโลก หลายข้อมูลระบุว่าคือ ตะพาบยักษ์แยงซีเกียง (Rafetus swinhoei) ซึ่งเป็นตะพาบขนาดใหญ่ เป็นสัตว์พื้นเมืองที่พบได้เฉพาะในประเทศจีนและเวียดนามเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันพบเพียง 5 ตัวใน 2 ที่เท่านั้น คือที่สวนสัตว์ในประเทศจีน 4 ตัว และที่ทะเลสาบคืนดาบที่เมืองฮานอย 1 ตัว[3]

แต่ในทัศนะของ กิตติพงษ์ จารุธาณินทร์ นักสำรวจธรรมชาติและผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์น้ำและปลาน้ำจืดชาวไทย ที่มีผลงานค้นพบปลาน้ำจืดชนิดใหม่ของโลกหลายชนิด เห็นว่า ตะพาบชนิดที่หายากที่สุดในโลกน่าจะเป็น "กริวดาว" หรือ "ตะพาบหัวกบลายจุด" ซึ่งเป็นตะพาบที่เคยจัดให้เป็นชนิดเดียวกับตะพาบหัวกบ (Pelochelys cantorii) ซึ่งเป็นตะพาบขนาดใหญ่อีกชนิดหนึ่ง ที่พบได้ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย แต่ทว่า กริวดาว นั้น มีความแตกต่างจากตะพาบหัวกบ คือ มีจุดสีเหลืองอ่อนเป็นวงกระจายอยู่บริเวณขอบกระดอง โดยที่ไม่แปรเปลี่ยนไปตามวัย เหมือนตะพาบหัวกบ ซึ่งถึงแม้จะเป็นตะพาบขนาดใหญ่แล้ว แต่ลายจุดนี้ยังคงเห็นได้ชัดเจน ซึ่งกิตติพงษ์ได้ระบุไว้ว่า ตะพาบแบบนี้ไม่ได้พบเห็นมานานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 หรือ พ.ศ. 2534 แล้ว และแต่เดิมก็พบเห็นได้ยากมาก ซึ่งถ้าใช้หลักการอนุกรมวิธานตามแบบปัจจุบัน เชื่อว่า กริวดาวต้องถูกจัดเป็นชนิดใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากมีความแตกต่างจากตะพาบหัวกบอย่างพอสมควร แต่เสียดายที่ไม่ได้มีการศึกษามากกว่านี้ เนื่องจากไม่มีตัวอย่างต้นแบบให้ศึกษา โดยตัวสุดท้ายที่ค้นพบและมีภาพถ่ายที่สมบูรณ์ มีขนาดยาวราว 30 เซนติเมตร น้ำหนัก 5 กิโลกรัม จับได้จากแม่น้ำแควใหญ่ ที่อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529[4]

ตะพาบที่พบในประเทศไทย[แก้]

ลำดับ ชื่อไทย ชื่อวิทยาศาสตร์
1 ตะพาบสวน Amyda cartiliaginea
2 ตะพาบม่านลายไทย Chitra chitra
3 ตะพาบม่านลายพม่า Chitra vandijki
4 ตะพาบแก้มแดง Dogania subplana
5 ตะพาบหับพม่า Lissemys scutata
6 ตะพาบหัวกบ Pelochelys cantorii
  • นอกจากนี้ยังพบ ตะพาบไต้หวัน (Trionyx sinensis) ซึ่งไม่ใช่ตะพาบพื้นเมืองของไทย แต่เป็นของจีน ถูกนำเข้ามาในฐานะเป็นสัตว์เศรษฐกิจและสัตว์เลี้ยงสวยงาม ปัจจุบันได้แพร่ขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำไทยจนกลายเป็นสัตว์ประจำถิ่นไปแล้ว [5]

ตะพาบยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ แตกต่างกันออกไป อาทิ ตะพาบน้ำ, กริว, กราว, จราว, จมูกหลอด หรือ ปลาฝา ในภาษาอีสาน เป็นต้น [6]

อนุกรมวิธาน[แก้]

ฟอสซิลของ Plastomenus sp. ในField Museum of Natural History, ชิคาโก

วงศ์ Trionychidae

การจัดในอดีต[แก้]

วิวัฒนาการชาติพันธุ์[แก้]

นี่คือแผนภาพวิวัฒนาการชาติพันธุ์จากข้อมูลของ Walter G. Joyce, Ariel Revan, Tyler R. Lyson และ Igor G. Danilov (2009).[8]

 Trionychidae 

 Cyclanorbinae 

Cyclanorbis




Cycloderma



Lissemys




 †Plastomeninae 

Hutchemys



Plastomenus




 Trionychinae 



Trionyx




Chitra



Pelochelys






Apalone



Rafetus







Amyda



Aspideretes



Nilssonia





Dogania



Palea



Pelodiscus







ภาพ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Chelonia.org
  2. "พันธุ์ของตะพาบน้ำ". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-02-10. สืบค้นเมื่อ 2011-07-14.
  3. species: Rafetus swinhoei
  4. คอลัมน์ V.I.P. ตอน กริวดาว... เสียดาย! สูญพันธุ์ตั้งแต่ยังไม่ได้เกิด โดย กิตติพงษ์ จารุธาณินทร์ หน้า 108-109 นิตยสาร Aquarium Biz Vol.1 ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤษภาคม 2011
  5. "เต่าและตะพาบในประเทศไทย". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-09-06. สืบค้นเมื่อ 2011-07-14.
  6. [https://web.archive.org/web/20120119045201/http://rirs3.royin.go.th/new-search/word-19-search.asp Archived 2012-01-19 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน ตะพาบ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542]
  7. 7.00 7.01 7.02 7.03 7.04 7.05 7.06 7.07 7.08 7.09 7.10 "Trionychidae". Fossilworks. สืบค้นเมื่อ 17 December 2021.
  8. 8.0 8.1 Walter G. Joyce; Ariel Revan; Tyler R. Lyson; Igor G. Danilov (2009). "Two New Plastomenine Softshell Turtles from the Paleocene of Montana and Wyoming" (PDF). Bulletin of the Peabody Museum of Natural History. 50 (2): 307–325. doi:10.3374/014.050.0202. S2CID 85505337.
  9. Joyce, Walter G.; Lyson, Tyler R.; Williams, Scott (2016). "New cranial material of Gilmoremys lancensis (Testudines, Trionychidae) from the Hell Creek Formation of southeastern Montana, U.S.A". Journal of Vertebrate Paleontology. 36 (6): e1225748. doi:10.1080/02724634.2016.1225748. S2CID 133358179.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]