ข้ามไปเนื้อหา

ตะพาบม่านลายไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ตะพาบม่านลายไทย
ฟอสซิลกระดอง
CITES Appendix I (CITES)[2]
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ แก้ไขการจำแนกนี้
อาณาจักร: สัตว์
Animalia
ไฟลัม: สัตว์มีแกนสันหลัง
Chordata
ชั้น: สัตว์เลื้อยคลาน
Reptilia
อันดับ: เต่า
Testudines
อันดับย่อย: เต่า
Cryptodira
วงศ์: ตะพาบ
Trionychidae
สกุล: ตะพาบม่านลาย
Chitra
Nutaphand, 1986
สปีชีส์: C.  chitra
ชื่อทวินาม
Chitra chitra
Nutaphand, 1986
ชื่อพ้อง[3]
Chitra chitra chitra
  • Chitra chitra
    Nutaphand, 1986
  • Chitra chitra chitra
    McCord & Pritchard, 2003
Chitra chitra javanensis
  • ? Chitra selenkae
    Jaekel, 1911
  • Chitra chitra javanensis
    McCord & Pritchard, 2003
  • Chitra chitra javanica
    Iskandar & Mumpuni, 2003
    (ex errore)
  • Chitra chitra javaensis
    Artner, 2003
    (ex errore)

ตะพาบม่านลายไทย (อังกฤษ: Asian narrow-headed softshell turtle, Siamese narrow-headed softshell turtle, Nutaphand's narrow headed softshell turtle; ชื่อวิทยาศาสตร์: Chitra chitra) เป็นชนิดของตะพาบ ในวงศ์ Trionychidae ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นตะพาบที่มีลวดลายสวยและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก[4]

นอกจากนี้แล้ว ตะพาบม่านลายไทยยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกว่า "กริวลาย" "กราวด่าง" "ม่อมลาย" และ "มั่มลาย" เป็นต้น

ลักษณะ

[แก้]

มีรูปร่างคล้ายตะพาบทั่วไป แต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก หัวเล็กและลำคอยาว จมูกค่อนข้างสั้นยาว เมื่อขนาดเล็กมากจะมีแถบสีเหลืองปนน้ำตาลบนส่วนหัวและกระดองอย่างชัดเจน โดยสีสันนั้นอาจปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อม อาจจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมม่วงก็ได้ บนกระดองลายแถบจะพาดผ่านส่วนหัวยาวอย่างต่อเนื่องมาบนกระดอง ส่วนท้องจะมีสีขาวหรือขาวอมชมพู โดยโตเต็มที่อาจยาวได้ถึง 1.5 เมตร ความกว้างของกระดอง 1 เมตร และหนักถึง 100–120 กิโลกรัม ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมียครึ่งต่อครึ่ง เชื่อว่ามีอายุยืนยาวได้กว่า 100 ปี[5]

การกระจายพันธุ์

[แก้]

ถิ่นที่อยู่อาศัยแถบแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี แม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี และแม่น้ำปิงในเขตภาคเหนือของประเทศไทยเท่านั้น และมีรายงานว่าพบที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง และพบที่มาเลเซียและอินโดนีเซียด้วย[6]

การสืบพันธุ์

[แก้]

เป็นสัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่ ซึ่งตะพาบเพศเมียจะขึ้นมาวางไข่บนหาดทรายริมแหล่งน้ำ โดยขุดหลุมลึก 40–50 เซนติเมตร ออกไข่เสร็จแล้วจะปิดทรายไว้ปากหลุมทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน ไข่จะฟักออกเป็นตัว ลูกตะพาบจะวิ่งหาลงน้ำ และหาอาหาร ซึ่งได้แก่ ลูกปลา ลูกกุ้ง และสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร เลี้ยงตัวจนถึงวัยเจริญพันธุ์ โดยพฤติกรรมในธรรมชาติจะฝังตัวอยู่ใต้ทรายในพื้นน้ำ โผล่มาแต่เฉพาะตาและจมูกเท่านั้น และจะหาเหยื่อด้วยวิธีการนี้

สถานภาพปัจจุบันและการอนุรักษ์

[แก้]

สถานภาพปัจจุบันไม่พบรายงานในธรรมชาติมานานเป็นระยะเวลากว่า 30 ปีแล้ว จนเชื่อได้ว่าอาจสูญพันธุ์ไปแล้วจากแหล่งธรรมชาติ เนื่องจากถูกล่าเป็นอาหารและสัตว์เลี้ยงอย่างมาก รวมทั้งถูกคุกคามในเรื่องที่อยู่อาศัยในธรรมชาติด้วย และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 แต่ปัจจุบัน กรมประมงสามารถเพาะขยายพันธุ์ตะพาบม่านลายไทยได้สำเร็จในที่เลี้ยงได้แล้วในปี พ.ศ. 2545 โดยให้ผสมพันธุ์ในน้ำและขึ้นมาวางไข่บนหาดทรายในฤดูหนาวช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ตะพาบม่านลายไทยอัตราการเจริญเติบโตเทียบกับเต่าหรือตะพาบชนิดอื่นแล้ว นับว่ามีอัตราการเจริญเติบโตที่ช้ากว่ามาก[5]

และในต้นปี พ.ศ. 2553 แม่พันธุ์ตะพาบม่านลายไทยของกรมประมงวางไข่ได้สูงสุดถึง 305 ฟอง ซึ่งนับว่ามากสุดเท่าที่เคยมีมา ใช้เวลาฟัก 61–70 วัน โดยฟักเป็นตัวทั้งหมด 92 ฟอง คิด เป็นอัตราการฟักประมาณร้อยละ 30 ซึ่งทางกรมประมงตั้งเป้าหมายจะเพาะขยายพันธุ์ให้มากขึ้นกว่านี้เพื่อจะได้ปล่อยลูกตะพาบลงสู่ธรรมชาติ เพื่อมิให้เกิดการสูญพันธุ์[7]

ชื่อสามัญ

[แก้]

โดยที่ตะพาบม่านลายไทยเดิมถูกจัดเป็นชนิดเดียวและใช้ชื่อวิทยาศาสตร์เดียวกับตะพาบม่านลายอินเดีย (C. indica) ซึ่งเป็นชนิดที่พบในอินเดียและปากีสถาน แต่ได้ถูกจัดอนุกรมวิธานใหม่จาก น.อ.(พิเศษ) วิโรจน์ นุตพันธุ์ นักวิทยาสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกชาวไทย เมื่อปี ค.ศ. 1986 โดยจำแนกออกเป็นชนิดใหม่ ตะพาบชนิดนี้จึงมีชื่อสามัญว่า ตะพาบม่านนุตพันธุ์ (Nutaphand's narrowhead softshell) ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่วิโรจน์ นุตพันธุ์[8][9]

ชนิดย่อย

[แก้]

มีการยอมรับชนิดย่อยสองชนิด รวมถึงชนิดย่อยต้นแบบด้วย[6][3]

ดูเพิ่มเติม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Cota, M.; Guntoro, J.; As-singkily, M.; Hamidy, A.; Kusrini, M.D. (2019). "Chitra chitra". IUCN Red List of Threatened Species. 2019: e.T4695A152049778. doi:10.2305/IUCN.UK.2019-1.RLTS.T4695A152049778.en. สืบค้นเมื่อ 15 November 2021.
  2. "Appendices | CITES". cites.org. สืบค้นเมื่อ 2022-01-14.
  3. 1 2 Fritz, Uwe; Havaš, Peter (2007). "Checklist of Chelonians of the World" (PDF). Vertebrate Zoology. 57 (2): 311–312. doi:10.3897/vz.57.e30895. ISSN 1864-5755.
  4. คอลัมน์ V.I.P. ตอน กริวดาว... เสียดาย! สูญพันธุ์ตั้งแต่ยังไม่ได้เกิด โดย กิตติพงษ์ จารุธาณินทร์ หน้า 108-109 นิตยสาร Aquarium Biz Vol.1 ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤษภาคม 2011
  5. 1 2 "ตะพาบม่านลาย". วิทยาศาสตร์กับสุราษฎร์ธานี. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-07-10. สืบค้นเมื่อ 2 January 2014.
  6. 1 2 ชนิด Chitra chitra ที่ The Reptile Database . www.reptile-database.org.
  7. "เพาะพันธุ์ตะพาบม่านลายได้ยอดทะลุเป้า". เดลินิวส์. 15 July 2010. สืบค้นเมื่อ 2 January 2014.
  8. "ตะพาบม่านลาย". กรมประมง. สืบค้นเมื่อ 2 January 2014.
  9. Beolens, Bo; Watkins, Michael; Grayson, Michael (2011). The Eponym Dictionary of Reptiles. Baltimore: Johns Hopkins University Press. xiii + 296 pp. ISBN 978-1-4214-0135-5. ("Nutaphand's Narrowhead Softshell Chitra chitra ", p. 192).

อ่านเพิ่มเติม

[แก้]
  • Nutaphand, Wirot (1986). "[Manlai, the world's largest soft-shelled turtle]" [Thai Zoological Magazine] 1 (4): [64-70]. (Chira chitra, new species). (ในภาษาไทย).

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]