รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX 50

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
รถจักรไอน้ำแปซิฟิก ซีเอ็กซ์ 50, รถจักรไอน้ำ CX50
แปซิฟิค 824 4.jpg
รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 824 ขณะทำขบวน 903 ในถนนอโศก-ดินแดง ในเขตราชเทวี, กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อทางการรถจักรไอน้ำแห่งการรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่น ชั้น CX50
ชนิดรถจักรไอน้ำ
แรงม้า592 แรงม้า
น้ำหนักจอดนิ่ง 51.3 ตัน
ทำงาน 31.5 ตัน
กดเพลา 10,500 กก.
การจัดวางล้อ4-6-2 (แปซิฟิก)
พิกัดตัวรถกว้าง 3,750 มม.
สูง 3,850 มม.
ยาว 19,335 มม.
ระบบห้ามล้อสุญญากาศ (ลมดูด) (ลมอัด, เฉพาะหมายเลข 824 และ 850 หลังปี พ.ศ. 2555)
ความจุ10 มลบ.
ความเร็วสูงสุด65 กม./ชม.
ผู้สร้างสมาคมอุตสาหกรรมรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น, ญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่น
เริ่มใช้งานพ.ศ. 2485-พ.ศ. 2486, พ.ศ. 2492-พ.ศ. 2494
จำนวนคันทั้งหมด39 คัน
หมายเลข283-292, 821-850
ใช้งานในไทย ประเทศไทย โดย การรถไฟแห่งประเทศไทย
ระบบห้องขับมี 1 ห้องขับ,ฝั่ง
จำนวนคันที่ถูกตัดบัญชี37 คัน
จำนวนคันที่คงเหลือใช้งาน2 คัน
จำนวนคันที่ปรับปรุง2 คัน
รวมระยะเวลาใช้งานทั้งหมด77 ปี
ชิ้นส่วนของรถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 รุ่นหมายเลข 283-292 ใช้ร่วมกับรถจักรไอน้ำแมคอาเธอร์ และรถจักรไอน้ำมิกาโดะ DX50 รุ่นหมายเลข 351-378

รถจักรไอน้ำแปซิฟิก ซีเอ็กซ์ 50 (CX50 steam locomotive) (JNR Class CX50)[1] ส่วนใหญ่เรียกว่ารถจักรนี้ว่า รถจักรไอน้ำแปซิฟิก เป็นชุดรถจักรไอน้ำสุดท้ายของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในประเทศไทย สร้างโดยสมาคมอุตสาหกรรมรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่น จุดประสงค์หลักของรถจักรชุดนี้คือใช้ลากรถโดยสารเช่นขบวนรถธรรมดา และรถเร็ว ปัจจุบัน รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 เหลือการใช้งาน 2 คัน คือหมายเลข 824 และ 850 ซึ่งจะวิ่งในวันสำคัญต่างๆ[2] รถจักรไอน้ำแปซิฟิกมีการนำมาใช้งานในประเทศไทย จำนวนรถทั้งสิ้น 39 คัน คือหมายเลขรถ 283-292 และ 821-850 โดยการนำเข้ามาใช้งาน แบ่งเป็นสองช่วง (ล็อต) ต่อไปนี้

  • ช่วงแรก (พ.ศ. 2485 - พ.ศ. 2486) รถจักรหมายเลข 283 - 292 โดยทางญี่ปุ่นได้จัดหาทดแทนรถจักรไอน้ำฮาโนแม็ค ที่การรถไฟได้รับมอบตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2468) เนื่องจากเกิดปัญหาเรื่องอะไหล่ของรถจักร
  • แบบล้อของรถจักรไอน้ำแปซิฟิก
    ช่วงที่สอง (พ.ศ. 2492 - พ.ศ. 2494) รถจักรหมายเลข 821 - 850 เป็นช่วงที่การรถไฟฯ สั่งนำเข้ามาใช้โดยตรงโดยโครงการบูรณะกิจการรถไฟ[3]

ประวัติ[แก้]

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กรมรถไฟได้ประสบความเสียหายในบริภัณฑ์รถไฟและสิ่งปลูกสร้างเป็นอย่างมาก เมื่อสงครามได้ยุติลง จึงปรากฏว่ากรมรถไฟขาดแคลนรถจักรและล้อเลื่อนที่จะมาใช้การรับใช้ประชาชนตามสถานะเดิมต่อไป ดังนั้นในปี พ.ศ. 2489 ด้วยความเอื้อเฟื้อของสหประชาชาติได้จำหน่ายรถจักรไอน้ำที่เหลือใช้จากสงครามให้แก่กรมรถไฟจำนวน 68 คัน (รุ่นเลขที่ 380-447) เพื่อบรรเทาการขาดแคลนดังกล่าว รถจักรเหล่านี้เป็นชนิดมิกาโด (2-8-2) ซึ่งเรียกกันโดยเฉพาะในวงการของสหประชาชาติว่า “รถจักรไอน้ำแมคอาเธอร์” เป็นรถจักรที่สร้างโดยบริษัทต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ตามรายการจำเพาะที่กำหนดขึ้นโดยทางการทหารแห่งสหรัฐ ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 ตามโครงการบูรณะกิจการรถไฟ ทางการได้จัดซื้อรถจักรไอน้ำจากผู้สร้างต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น 50 คัน และในปีถัดไปอีก 50 คัน เป็นรถจักรแบบมิกาโดและแปซิฟิค เหมือนกันกับรถจักรที่เคยซื้อจากประเทศญี่ปุ่นเมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังกล่าวข้างต้น แต่ได้มีการปรับปรุงบางสิ่งให้เหมาะสมขึ้นอีก รถจักรจำนวน 100 คันนี้ อาจจะถือได้ว่าเป็นรถจักรไอน้ำรุ่นสุดท้ายที่จะมีใช้การในการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการรถไฟฯ มีนโยบายที่จะนำเอารถจักรดีเซลมาใช้การแทนรถจักรไอน้ำ

รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 824 และ 850[แก้]

เดิมใช้การในเส้นทางรถไฟสายใต้ ตั้งแต่สถานีรถไฟบางกอกน้อย (สถานีรถไฟธนบุรี) ส่วนใหญ่จะทำขบวนรถเร็วไปถึงสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ และได้ปลดระวางเลิกใช้การเข้ามานอนจอดสงบนิ่งอยู่ที่โรงรถจักรธนบุรี รางข้างโรงรถจักรจอดอยู่คันในสุดของรถจักรรวม 4 คันในรางนี้ ตั้งแต่วันอังคารที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2517 ต่อมาในปลายปี พ.ศ. 2528 ทางการรถไฟฯมีแนวคิดที่จะฟื้นฟู บูรณะรถจักรไอน้ำขึ้นจำนวน 6 คันแบ่งเป็นรถจักรไอน้ำมิกาโดะ DX50 2 คันคือ 953 และ 962 รถจักรไอน้ำ แปซิฟิก CX50 2 คันคือ 824 และ 850 และรถจักรไอน้ำโมกุล C56 หมายเลข 713 และ 715  โดยศูนย์กลางซ่อมอยู่ที่โรงรถจักรธนบุรี ในยุคที่นายสวัสดิ์  ม้าไว เป็นสารวัตรรถจักรธนบุรี โดยการขับเคลื่อนของนายช่าง สุเมธ หนูงาม ตำแหน่งวิศวกรอำนวยการลากเลื่อนในขณะนั้น ท่านได้ระดมอุปกรณ์อะไหล่ที่เก็บไว้ที่ โรงรถจักรทุ่งสง และโรงรถจักรอุตรดิตถ์ พร้อมช่างฝีมือจากทุ่งส่งจำนวน 4 นาย มาร่วมกับช่างฝีมือที่ธนบุรีเพื่อ พร้อมซ่อมบูรณะรถจักรไอน้ำดังกล่าวข้างต้น การซ่อมรถจักรไอน้ำในครั้งนั้นใช้เวลาซ่อมจำนวน 4 เดือนจึงสามารถทำการทดลองวิ่งตัวเปล่ารถจักร 962 & 953  จาก ธนบุรี - วัดงิ้วราย - ธนบุรี ในวันที่ 10 มีนาคม 2529 และทำการทดลองเดินขบวนเปล่าจำนวนตู้โดยสาร 10 ตู้ในวันที่ 13 มีนาคม 2529 สำหรับรถจักร 824 & 850 ซ่อมเสร็จทำการทดลองวิ่งตัวเปล่าจาก ธนบุรี - วัดงิ้วราย - ธนบุรี ในวันที่ 19 มีนาคม 2529 และทำการทดลองเดินขบวนเปล่าจำนวนตู้โดยสาร 8 ตู้ในวันที่ 22 มีนาคม 2529  ต่อมาในวันที่ 26 มีนาคม 2529 เป็นวันคล้ายวันสถาปนาการรถไฟแห่งประเทศไทย จึงจัดรถจักรไอน้ำมิกาโดะ DX50 หมายเลข 953 พหุกับ รถจักรไอน้ำมิกาโดะ DX50 หมายเลข 962 เดินขบวนพิเศษจากสถานีกรุงเทพ - อยุธยา - กรุงเทพ นับเป็นครั้งแรกที่มีการเดินรถจักรไอน้ำในโอกาสพิเศษ และเป็นการเดินรถจักรไอน้ำครั้งแรกหลังจากที่ปลดระวางไปตั้งแต่ปี 2517 เป็นระยะเวลา 12 ปี ซึ่งได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนสองข้างทางรถไฟอย่างมากมาย พนักงานขับรถจักรไอน้ำในครั้งนั้น คือนายชำนาญ ล้ำเลิศ (เสียชีวิตแล้ว) นายกุล กุลมณี (เสียชีวิตแล้ว) และต่อมาก็ทำการซ่อมรถจักรไอน้ำโมกุล C56 หมายเลข 713 และ 715 เพิ่มอีก 2 คันเพื่อทำการเดินขบวนเสด็จ หมายกำหนดการสมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จไปยังปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี ในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2529 รถจักรไอน้ำทุกคันที่มีการซ่อม ได้ดัดแปลงระบบไฟฟ้า ห้ามล้อ และเครื่องยนต์ของรถจักร Henschel เพื่อต่อพหุ ทำขบวนเป็นขบวนพิเศษนำทางขบวนเสด็จจาก กรุงเทพ – กาญจนบุรีท่ากิเลน และไปจอดรอที่ป้ายหยุดรถวังสิงห์ หมายกำหนดการ ใช้รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 824 พหุกับ รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 850 ลากจูงขบวนเสด็จจาก สถานีรถไฟหลวงจิตรลดา ไปถึงสถานีกาญจนบุรี โดย นายชำนาญ ล้ำเลิศ เป็น พนักงานขับรถคันนำ เมื่อทำขบวนเสด็จถึงสถานีกาญจนบุรี จอดเทียบให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชบริพาร ประชาชนเฝ้าเสด็จ และทางการรถไฟฯ ก็ได้ทำการเปลี่ยนหัวรถจักรไอน้ำใหม่โดยนำเอาหัวรถจักรไอน้ำโมกุล C56 หมายเลข 713 พหุ 715 ทำขบวนเสด็จต่อจาก สถานีกาญจนบุรี ไป ที่สถานีท่ากิเลน และเสด็จทางรถยนต์พระที่นั่งต่อไปยังปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีท่ากิเลนไปทางทิศตะวันตกประมาณ 3.5 กม. พนักงานรถจักรที่หน้าที่ขับรถชื่อนายกุล มณีกุล

การบูรณะ[แก้]

รถจักรไอน้ำได้มีการบำรุงรักษากันมาตลอดจนถึงต้นปี 2554 สภาพรถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 824, รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 850 และรถจักรไอน้ำมิกาโดะ DX50 หมายเลข 953 สภาพหม้อน้ำโดยเฉพาะเปลือกที่จุดเหนือเตาที่เชื้อเพลิงเผาผลานความร้อนสูง เนื้อเหล็กหนา 5 มม. ปกติหนา 14 มม. และเหล็กยึดรั้งหม้อน้ำขาด ผุกร่อนจำนวนมาก อุปกรณ์ส่วนเคลื่อนไหวรั่ว แหวนแป้นสูบกำลังหักเป็นต้น ทางโรงรถจักรธนบุรี โดย สรจ.ธบ.นายศรีศักดิ์ ไผ่ศิริ ได้รายงานให้ผู้บังบัญชาตามลำชั้นทราบ จึงอนุมัติให้ บริษัท มิสซ์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มาตรวจสอบหม้อน้ำ โดยการนำของนายอุทัย สุนทรเอกจิต กรรมการผู้จัดการ บริษัทมิสซ์-ชาญวิทย์ เป็นผู้เข้ามาตรวจสอบ วิเคราะห์และรายงานผลและยึดโยงกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยเรื่องของหม้อน้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง สรุปได้ว่าไม่สามารถเดินรถจักรไอน้ำโดยเฉพาะรถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 824, รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 850 และ รถจักรไอน้ำมิกาโดะ DX50 หมายเลข 953 เมื่อไมมีรถจักรไอน้ำใช้การก็ขาดสีสัน ของการรถไฟฯ ประชาชนเรียกร้องต้องการเห็นรถจักรไอน้ำเดินขบวนในวันสำคัญๆ เพื่อให้เยาวชน ลูกหลานรู้เข้าใจ ได้ศึกษาเรียนรู้ระบบหลักการทำงาน รวมทั้งเห็นของจริง โดยนายช่างสิทธิพงษ์ พรมลา วิศวกรใหญ่ฝ่ายการช่างกล ได้นำเสนอขออนุมัติ ผู้ว่าการรถแห่งประเทศไทยในขณะนั้น คือนายยุทธนา ทัพเจริญ เพื่อบูรณะรถจักรไอน้ำจำนวน 2 คันคือ รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 824 และรถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 850 ในราคาประมาณ 25 ล้านบาท คำสั่งเฉพาะที่ ชก.ก.102/1144 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 และดูแลงานที่บริษัทเป็นเข้ามาดำเนินรับจ้างซ่อม คือบริษัท มิสซ์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ให้เป็นไปตามสัญญาว่า ซ่อมดัดแปลงและปรับปรุงรถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 824 และรถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 850 เลขที่ ชก.1/2555/02 ลงวันที่ 22 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2555 ผู้ว่าจ้าง นายสิทธิพงษ์ พรมลา วิศวกรใหญ่ฝ่ายการช่างกล, หัวหน้าชุดดำเนินการครั้งนี้ คือ ผทน.10 นายปลื้ม เพชรทองเกลี้ยง, นายอุทัย สุนทรเอกจิต ผู้รับจ้าง (บริษัท มิสซ์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด) วันที่ 6 เดือน เมษายน พ.ศ. 2555 เวลา 09.09 น. ทาง บริษัท มิสซ์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ร่วมกับ โรงรถจักรธนบุรี ทำพิธี บวงสรวง กราบไหว้ ขอขมา รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 824 และรถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 หมายเลข 850 และรัชกาลที่ 5, กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน และ หลวงพ่อโบสถ์น้อยก่อนที่จะทำการรื้อซ่อมรถจักรไอน้ำ สิ่งที่ถูกปรับเปลี่ยนไปคือ ทางช่างได้ดัดแปลงระบบห้ามล้อใหม่จากระบบลมดูด เป็นระบบลมอัด เพื่อความปลอดภัยและจัดสรรรถพ่วงในการทำขบวนได้ง่ายขึ้น เนื่องจากรถพ่วงส่วนมากของการรถไฟฯ ใช้เป็นระบบลมอัด นอกจากนั้นยังติดตั้งเครื่องปั่นไฟ เพื่อใช้ในการเร่งปฏิกิริยาการทำความร้อนในเตาเผาด้วย

รายชื่อหมายเลขรถจักร[แก้]


รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 รุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2[แก้]

รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 รุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ชุดหมายเลข 283-292
หมายเลขรถจักร ขนาดความกว้างของรางรถไฟ
283 1.000 เมตร (Metre gauge)
284
285
286
287
288
289
290
291
292


รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 รุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2[แก้]

รถจักรไอน้ำแปซิฟิก CX50 รุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชุดหมายเลข 821-850
หมายเลขรถจักร ขนาดความกว้างของรางรถไฟ
821 1.000 เมตร (Metre gauge)
822
823
824
825
826
827
828
829
830
831
832
833
834
835
836
837
838
839
840
841
842
843
844
845
846
847
848
849
850

รูปภาพ[แก้]


อ้างอิง[แก้]

  1. http://portal.rotfaithai.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=4418&postdays=0&postorder=asc&start=60
  2. "ประวัติความเป็นมา "รถจักรไอน้ำแปซิฟิก 824 และ 850"". ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย. 21 มีนาคม พ.ศ. 2557.
  3. http://portal.rotfaithai.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=5368