เกออร์กี จูคอฟ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก กิออร์กี ชูคอฟ)
เกออร์กี จูคอฟ
จูคอฟปราศรัยในกรุงมอสโก สหภาพโซเวียต ปี 1941
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ดำรงตำแหน่ง
9 กุมภาพันธ์ 1955 – 26 ตุลาคม 1957
นายกรัฐมนตรี นีโคไล บุลกานิน
ก่อนหน้า นีโคไล บุลกานิน
ถัดไป โรดีออน มาลีนอฟสกี
สมาชิกเต็มแห่งโปลิตบูโร
ดำรงตำแหน่ง
29 มิถุนายน – 29 ตุลาคม 1957
สมาชิกทดลองแห่งโปลิตบูโร
ดำรงตำแหน่ง
27 กุมภาพันธ์ 1956 – 29 มิถุนายน 1957
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด เกออร์กี คอนสตันตีโนวิช จูคอฟ
Гео́ргий Константи́нович Жу́ков

1 ธันวาคม 1896
สเตรลคอฟคา คาลูกา จักรวรรดิรัสเซีย
เสียชีวิต 18 มิถุนายน 1974
กรุงมอสโก สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย สหภาพโซเวียต
สัญชาติ โซเวียต
พรรคการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต
คู่สมรส อะเล็กซันดรา ดีฟนา ซุยโควา (1920-1953)
กาลีนา อะเล็กซันดรอฟนา เซมโยโนวา (1965-1973)
บุตร อีรา จูโควา (ช. 1928)

มาร์การีตา จูโควา (1929-2011)
เอลลา จูโควา (1937-2010)
มาเรีย จูโควา (ช. 1957)

วิชาชีพ ทหาร
ศาสนา คริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์รัสเซีย
ลายมือชื่อ
การเข้าเป็นทหาร
สวามิภักดิ์  จักรวรรดิรัสเซีย
 สหภาพโซเวียต
สังกัด กองทัพบกจักรวรรดิรัสเซีย
กองทัพแดง
กองทัพบกโซเวียต
ปีปฏิบัติงาน 1915–1957
ยศ จอมพลแห่งสหภาพโซเวียต
บังคับบัญชา มณฑลทหารบกเคียฟ
แนวรบตะวันตก
แนวรบเบียโลรัสเซียที่ 1
มณฑลทหารบกโอเดสซา
การยุทธ์ สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
สงครามกลางเมืองรัสเซีย
สงครามชายแดนโซเวียต–ญี่ปุ่น (ยุทธการฮาลฮิน กอล)
มหาสงครามรักชาติ
บำเหน็จ วีรบุรุษแห่งสหภาพโซเวียต (4)

เกออร์กี คอนสตันตีโนวิช จูคอฟ (อังกฤษ: Georgy Konstantinovich Zhukov; รัสเซีย: Гео́ргий Константи́нович Жу́ков; 1 ธันวาคม พ.ศ. 2439 – 18 มิถุนายน พ.ศ. 2517) เป็นนายทหารอาชีพชาวโซเวียตในกองทัพแดง ซึ่งในห้วงสงครามโลกครั้งที่สองมีบทบาทสำคัญที่สุดในการนำกองทัพแดงยกผ่านยุโรปตะวันออกส่วนใหญ่เพื่อปลดปล่อยสหภาพโซเวียตและชาติอื่นจากการยึดครองของฝ่ายอักษะและพิชิตกรุงเบอร์ลินได้ในที่สุด เขาเป็นนายพลที่ได้รางวัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหภาพโซเวียตและรัสเซีย

เป็นนายพลที่ขึ้นชื่อที่สุดคนหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งได้อันดับต้น ๆ เพราะจำนวนและขนาดของชัยชนะ[1] และคนจำนวนมากยอมรับความสามารถในการบังคับบัญชาทางปฏิบัติการและยุทธศาสตร์ของเขา[2] สัมฤทธิภาพการรบของเขาพัฒนาความรู้ทางทหารของมนุษยชาติอย่างสำคัญ โดยมีอิทธิพลมากทั้งต่อทฤษฎีทางทหารของโซเวียตและทั้งโลก[3]

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

เกออร์กี จูคอฟ ในเครื่องแบบทหารกองทัพจักรวรรดิรัสเซีย (1916)
เกออร์กี จูคอฟ ในฐานะผู้บัญชาการ กองพันทหารม้า Buzuluk ที่ 39, หน่วยทหารม้า Samara ที่ 7 (1923)
เกออร์กี จูคอฟ กับนายพลมองโกเลีย ในช่วงยุทธการที่ฮาลฮินโกล (1939)

จูคอฟเกิดในครอบครัวชาวนารัสเซีย พ.ศ. 2458 ถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารในกองทัพบกจักรวรรดิรัสเซีย ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขารบได้อย่างกล้าหาญ จึงได้รับเหรียญตราและถูกเลื่อนยศ หลังการปฏิวัติเดือนตุลาคม แห่งปี พ.ศ. 2460 ชูคอฟเข้าร่วมกับพรรคบอลเชวิค และต่อสู้ในสงครามกลางเมืองรัสเซีย ช่วงปี พ.ศ. 2461 - พ.ศ. 2464 ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2466 เขาขึ้นเป็นผู้บัญชาการกรม พ.ศ. 2473 เป็นผู้บัญชาการกองพัน ชูคอฟเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญในทฤษฎีใหม่ของสงครามยานเกราะ เขาโดดเด่นเรื่องการวางแผนการรบที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย เขาเน้นระเบียบวินัยและความเข้มงวด เขาเป็นหนึ่งในบรรดานายทหารไม่มากนักที่รอดพ้นจากการกวาดล้างกองทัพครั้งใหญ่ของสตาลิน ช่วงปี พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2482

พ.ศ. 2481 ชูคอฟ เป็นผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพโซเวียตมองโกเลียที่ 1 และเป็นผู้บัญชาการรบกับกองทัพกวางตุ้งของญี่ปุ่นที่บริเวณพรมแดนมองโกเลียกับรัฐแมนจูกัวของญี่ปุ่นในสงครามอย่างไม่เป็นทางการช่วงปี พ.ศ. 2481 - พ.ศ. 2482 ที่เริ่มจากการกระทบกระทั่งรายวันตามแนวพรมแดน โดยญี่ปุ่นหวังจะทดสอบกำลังในการป้องกันเขตแดนของฝ่ายโซเวียต จนเรื่องนี้กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบอย่างรวดเร็ว ที่เรียกว่า ยุทธการที่ฮาลฮินโกล ญี่ปุ่นทุ่มกำลังพล 80,000 นาย รถถัง 180 คัน และอากาศยาน 450 ลำเข้าสู่สงคราม งานนี้ชูคอฟสามารถพิชิตฝ่ายญี่ปุ่นได้โดยง่าย และได้รับตำแหน่งเป็นวีรบุรุษแห่งสหภาพโซเวียตแต่ชื่อเสียงของเขาไม่เป็นที่รู้จักในภายนอก เพราะช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี ชาติตะวันตกไม่สนใจการรบแบบยานเกราะเคลื่อนที่ที่เขานำมาลองใช้ที่ ฮาลฮิน โกล สงครามสายฟ้าแลบของเยอรมันต่อฝรั่งเศส จึงสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนมากมาย

ชูคอฟ ได้รับการเลื่อนยศเป็นพลเอกในปี พ.ศ. 2483 ระหว่างเดือนมกราคม - กรกฎาคม พ.ศ. 2484 เขาเป็นประธานเสนาธิการกองทัพแดง แต่เพราะความขัดแย้งกับสตาลิน เขาจึงถูกปลด หลังจากที่นาซีเยอรมนีบุกสหภาพโซเวียตได้ไม่นาน

แม่ทัพใหญ่[แก้]

มูลเหตุของความขัดแย้งกับสตาลินในครั้งนั้น ก็คือจูคอฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในนายทหารไม่กี่คน ที่กล้าที่จะท้วงติงผู้นำ เขาทักท้วงสตาลินว่า เคียฟคงจะทานการรุกของข้าศึกไม่ไหว ทางที่ดีน่าจะถอยทัพออกมาก่อน แต่สตาลินไม่พอใจอย่างมาก จึงปลดเขาจากตำแหน่งเมื่อ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 และส่งไปดูแลการรบที่เลนินกราด แต่ในที่สุดแล้วจูคอฟก็พิสูจน์ว่าเขาเป็นฝ่ายถูก เมื่อโซเวียตเสียทหารไปถึงครึ่งล้านที่เคียฟ

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2484 เมื่อข้าศึกรุกเข้าประชิดกรุงมอสโก จูคอฟถูกเรียกตัวมาเป็นผู้บัญชาการแนวรบกลาง แทนนายพล เซมิออน ตีโมเชนโค เพื่อปกป้องกรุงมอสโก ซึ่งเขาก็ทำได้สำเร็จ เมื่อสามารถผลักดันข้าศึกให้ถอยออกไปจนมอสโกพ้นขีดอันตราย ความสำเร็จนี้ทำให้สตาลินยอมรับฟังความคิดเห็นของนายพลของเขามากขึ้น และยอมถูกวิจารณ์มากขึ้น และชูคอฟก็กลับมาเป็นนายทหารคู่ใจของเขาอีกครั้ง ปีต่อมา จูคอฟ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้บัญชาการสูงสุด และส่งไปดูแลสตาลินกราด ซึ่งที่นี่ โซเวียตสามารถพิชิตกองทัพที่ 6 ของเยอรมนีลงได้สำเร็จ แม้จะต้องเสียทหารไปเป็นล้าน

ซูคอฟขี่ม้าในระหว่างการตรวจพลสวนสนามเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะสงครามเมื่อ พ.ศ. 2488 ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์จูคอฟขี่ม้าตั้งอยู่ในบริเวณนี้

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2486 เขาดูแลการตีฝ่าการล้อมเลนินกราดครั้งแรก ในเดือกรกฎาคมปีเดียวกัน ในบันทึกความทรงจำ ชูคอฟบอกว่าเขามีบทบาทสำคัญในการวางแผนยุทธการที่เคิสก์ (Kursk) ที่ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม โดยที่นี่กองทัพเยอรมันประสบความปราชัยในช่วงฤดูร้อนเป็นครั้งแรก จึงถือว่าเป็นชัยชนะที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับที่สตาลินกราด

หลังจากนั้น ชูคอฟ ก็ดูแลเรื่องการปลดปล่อยการปิดล้อมเลนินกราดที่ประสบความสำเร็จ เดือนมกราคม พ.ศ. 2487 ชูคอฟ นำกองทัพโซเวียตในการรุกที่มีชื่อรหัสว่า ปฏิบัติการเบรเกรชั่น ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นปฏิบัติการณ์ทางทหารที่สุดยอดที่สุดของสงครามโลกครั้งที่สอง เดือนเมษายน พ.ศ. 2488 กองทัพโซเวียตยึดกรุงเบอร์ลินได้ และฟาสซิสต์เยอรมนียอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข

หลังสงคราม[แก้]

หลังสงครามจบสิ้น ชูคอฟเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเขตยึดครองโซเวียตในเยอรมนี และเป็นผู้ว่าการทหารที่นั่น ความที่เขาเป็นที่นิยมชมชอบจากคนหลายฝ่ายอย่างมาก จึงมองกันว่าเขามีแนวโน้มเป็นอันตรายอย่างมากกับระบอบเผด็จการสตาลิน ปี พ.ศ. 2489 เขาจึงถูกเก็บเข้ากรุ และโดนย้ายมาเป็นผู้บัญชาการเขตการทหารโอเดสซา ซึ่งห่างไกลจากเมืองหลวง และไม่ค่อยมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ หลังการตายของสตาลิน เขาก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในปี พ.ศ. 2496 และเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้ในปี พ.ศ. 2498

มิถุนายน พ.ศ. 2500 ชูคอฟ ได้ขึ้นเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการกลาง สภาเปรสซิเดียม แต่ถูกนิกิต้า ครุสชอฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตยุคนั้นปลดจากกระทรวงและคณะกรรมาธิการกลางเดือนตุลาคมปีเดียวกัน เพราะความขัดแย้งทางนโยบายด้านการทหารหลายเรื่อง

หลังครุชชอฟถูกโค่นล้มเดือนตุลาคม พ.ศ. 2507 เลโอนิด เบรซเนฟ ผู้นำประเทศคนใหม่ได้ฟื้นฟูความนิยมให้ชูคอฟอีกครั้ง แต่ไม่ฟื้นฟูอำนาจให้ชูคอฟกลับมาเป็นที่นิยมในโซเวียตจวบจนเสียชีวิตไปในปี พ.ศ. 2517 และศพของเขาถูกนำมาประกอบพิธีอย่างสมเกียรติ

ความด่างพร้อย[แก้]

หลังจากที่สหภาพโซเวียตได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่2 สตาลินได้พูดคุยกับ เกอร์กี้ ซูคอฟว่าจะให้เป็นผู้นำสวนสนามฉลองชัยชนะ เมื่อถึงเวลาสวนสนาม สตาลินเริ่มเห็นว่าความนิยมของเขาตกอยู่ที่ซูคอฟมากขึ้น เขาจึงประกาศเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดตั้งแต่นั้นจนถึงแก่อสัญกรรม

เครื่องอิสริยาภรณ์[แก้]

จักรวรรดิรัสเซีย[แก้]

RUS Georgievsky Krest 3st BAR.svg ไม้กางเขนแห่งเซนต์จอร์จ (ชั้นที่ 3 และ 4)

สหภาพโซเวียต[แก้]

Hero of the Soviet Union medal.png Hero of the Soviet Union medal.png Hero of the Soviet Union medal.png Hero of the Soviet Union medal.png วีรบุรุษแห่งสหภาพโซเวียต (29 สิงหาคม 1939, 29 กรกฎาคม 1944, 1 มิถุนายน 1945, 1 ธันวาคม 1956)
Ordervictory rib.png เครื่องอิสริยาภรณ์แห่งชัยชนะ (No. 1, 10 เมษายน 1944 และ No. 5, 30 มีนาคม 1945)
Order of Lenin ribbon bar.png เครื่องอิสริยาภรณ์เลนิน (16 สิงหาคม 1936, 29 สิงหาคม 1939, 21 กุมภาพันธ์ 1945, 1 ธันวาคม 1956, 1 ธันวาคม 1966, 1 ธันวาคม 1971)
Order october revolution rib.png เครื่องอิสริยาภรณ์การปฏิวัติเดือนตุลาคม (22 กุมภาพันธ์ 1968)
Order of Red Banner ribbon bar.png เครื่องอิสริยาภรณ์ธงแดง (31 สิงหาคม 1922, 3 พฤศจิกายน 1944, 20 มิถุนายน 1949)
Order suvorov1 rib.png เครื่องอิสริยาภรณ์ซูโวรอฟ, ชั้นที่ 1 (Serial No. 1, 28 มกราคม 1943 และ Serial No. 39, 28 กรกฎาคม 1943)
Defstalingrad.png เหรียญ "สำหรับการป้องกันที่สตาลินกราด"
Defleningrad.png เหรียญ "สำหรับการป้องกันที่เลนินกราด"
Defcaucasus rib.png เหรียญ "สำหรับการป้องกันที่คอเคซัส"
Ribbon bar for the medal for the Defense of Moscow.png เหรียญ "สำหรับการป้องกันที่มอสโก"
Ribbon Medal For The Liberation Of Warsaw.png เหรียญ "สำหรับการปลดปล่อยกรุงวอร์ซอ"
Caputureberlin rib.png เหรียญ "สำหรับการยึดกรุงเบอร์ลิน"
Victoryjapan rib.png เหรียญ "สำหรับชัยชนะเหนือญี่ปุ่น"
OrderStGeorge4cl rib.png เหรียญ "สำหรับชัยชนะเหนือเยอรมนีในมหาสงครามของผู้รักชาติ ค.ศ. 1941-ค.ศ. 1945"
20 years of victory rib.png เหรียญที่ระลึก"ครบรอบ 20 ปีในชัยชนะเหนือเยอรมนีในมหาสงครามของผู้รักชาติ ค.ศ. 1941-ค.ศ. 1945 "
20 years saf rib.png เหรียญที่ระลึก "ครบรอบ 20 ปีการทำงานและรับใช้กองทัพแดง"
30 years saf rib.png เหรียญที่ระลึกครบรอบ 30 ปี"การสถาปนากองทัพโซเวียตและกองทัพเรือ"
40 years saf rib.png เหรียญที่ระลึก"ครบรอบ 40 ปีการสถาปนากองทัพโซเวียต
50 years saf rib.png เหรียญที่ระลึก"ครบรอบ 50 ปีการสถาปนากองทัพโซเวียต
100 lenin rib.png เหรียญที่ระลึก "ในพิธีฉลองครบรอบ 100 ปีวันเกิดของ วลาดิมีร์ อิลลิช เลนิน"
Soviet 250th Anniversary Of Leningrad Ribbon.jpg เหรียญที่ระลึก ""ครบรอบ 250 ปีนครเลนินกราด"
800thMoscowRibbon.png เหรียญที่ระลึก ""ครบรอบ 800 ปีกรุงมอสโก"
Именная шашка.png Honorary weapon – sword inscribed with golden national emblem of the Soviet Union (22 January 1968)

ต่างประเทศ[แก้]

Heroy MNR.jpg Hero of the Mongolian People's Republic (Mongolian People's Republic, 1969)
Med XXXth anniversary of chalkin gol victory rib.PNG Medal "30 year anniversary of the Battle of Khalkhin Gol" (Mongolian People's Republic, 1969)
OrdenSuheBator.png Order of Sukhbaatar (Mongolian People's Republic, 1968, 1969, 1971)
OrdenZnam.png Order of the Red Banner (Mongolian People's Republic, 1939 and 1942)
50 Years Anniversary of the Mongolian Revolution rib.PNG Medal "50 years of the Mongolian People's Republic" (Mongolian People's Republic, 1971)
Med 50th anniversary of mongolian people's army rib.PNG Medal "50 years of the Mongolian People's Army" (Mongolian People's Republic, 1971)
Medal for victory over japan rib.PNG Medal "For Victory over Japan" (Mongolian People's Republic)
Order of the White Lion.svg Order of the White Lion, 1st class (Czechoslovakia, 1945)
TCH CS Vojensky Rad Bileho Lva 1st (1945) BAR.svg Military Order of the White Lion "For Victory", 1st class (Czechoslovakia, 1945)
Czechoslovak War Cross 1939-1945 Ribbon.png Czechoslovak War Cross (Czechoslovakia, 1945)
POL Order Krzyża Grunwaldu 1 Klasy BAR.svg Cross of Grunwald, 1st class (Poland, 1945)
POL Virtuti Militari Wielki BAR.svg Grand Cross of the Virtuti Militari (Poland, 1945)
POL Polonia Restituta Komandorski ZG BAR.svg Commander's Cross with Star of the Polonia Restituta, (Poland, 1968, and Commander's Cross, 1973)
POL Za Warszawę 1939-1945 BAR.svg Medal "For Warsaw 1939–1945" (Poland, 1946)
POL Medal za Odrę Nysę i Bałtyk BAR.svg Medal "For Oder, Neisse and the Baltic" (Poland, 1946)
US Legion of Merit Chief Commander ribbon.png Chief Commander, Legion of Merit (USA, 1945)
Order of the Bath (ribbon).svg Honorary Knight Grand Cross, Order of the Bath, (military division) (UK, 1945)
Legion Honneur GC ribbon.svg Grand Cross of the Legion d'Honneur (France, 1945)
Croix de Guerre 1939-1945 ribbon.svg Croix de guerre (France)
Sino Soviet Friendship Rib.png Medal "Sino-Soviet friendship", (China, 1953 and 1956)
Orden slobode.png Order of Freedom (SFR Yugoslavia, 1956)
EGY Order of Merit - Grand Cross BAR.png Order of Merit, 1st class (Grand Cross) (Egypt, 1956)
OrderOfBraveryRibbon.jpg Medal "90th Anniversary of the Birth of Georgiy Dimitrov" (Bulgaria)
Bulgarian25thAnniversaryRibbon.jpg Medal "25 Years of the Bulgarian People's Army" (Bulgaria)
Garibaldi Medal.png Garibaldi Partisan Star (Italy, 1956)
?
Order of the Republic (Tuvan People's Republic, 1939)
  • Title of Honorary Italian Partisan (Italy, 1956)

อ้างอิง[แก้]

  1. Dwight D. Eisenhower. "Crusade in Europe" (1948), p. 285.
  2. Harold Shukman (1993) Stalin's Generals, Grove Press, New York City, p. 172, ISBN 1842125133.
  3. John Eisenhower (1974). Strictly Personal. New York. 1974. p. 21, ISBN 0385070713.