ข้ามไปเนื้อหา

โรดีออน มาลีนอฟสกี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรดีออน มาลีนอฟสกี
Родиoн Малинoвский
มาลีนอฟสกีเมื่อปี 1958
รัฐมนตรีกลาโหม
สหภาพโซเวียต
ดำรงตำแหน่ง
26 ตุลาคม 1957  31 มีนาคม 1967
นายกรัฐมนตรีนีโคไล บุลกานิน
นีกีตา ครุชชอฟ
อะเลคเซย์ โคซีกิน
ก่อนหน้าเกออร์กี จูคอฟ
ถัดไปอันเดรย์ เกรชโค
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด(1898-11-23)23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1898
ออแดซา, จักรวรรดิรัสเซีย
เสียชีวิต31 มีนาคม ค.ศ. 1967(1967-03-31) (68 ปี)
มอสโก, สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย, สหภาพโซเวียต
เชื้อชาติโซเวียต
พรรคการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต
คู่สมรสRaisa (1915–1997)
รางวัลวีรชนแห่งสหภาพโซเวียต (สองครั้ง)
ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง
รับใช้ รัสเซีย
 สหภาพโซเวียต
สังกัดกองทัพจักรวรรดิรัสเซีย
กองทัพแดง/กองทัพโซเวียต
ประจำการ1914–1967
ยศจอมพล
บังคับบัญชาSouthern Front
2nd Guards Army
Southwestern Front
3rd Ukrainian Front
2nd Ukrainian Front
Transbaikal Military District
Far Eastern Military District
ผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
สงครามกลางเมืองรัสเซีย
สงครามโลกครั้งที่สอง

โรดีออน ยาคอฟเลวิช มาลีนอฟสกี (รัสเซีย: Родио́н Я́ковлевич Малино́вский) เป็นผู้บัญชาการกองทัพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่สอง จอมพลแห่งสหภาพโซเวียต และรัฐมนตรีกลาโหมของสหภาพโซเวียตในช่วงปลายทศวรรษ 1950 และ 1960 เขามีส่วนทำให้ความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของเยอรมนีที่ยุทธการที่สตาลินกราดและการล้อมบูดาเปสต์ ในช่วงหลังสงคราม เขามีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของสหภาพโซเวียตในฐานะมหาอำนาจทางทหาร

มาลีนอฟสกีเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจนในเมืองออแดซา เขาได้สมัครเข้าร่วมรบกับกองทัพจักรวรรดิรัสเซียในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและได้มีส่วนร้วมในการรบทั้งแนวรบด้านตะวันออกและตะวันตกของสงคราม ต่อมาเมื่อการปฏิวัติเดือนตุลาคมได้ปะทุขึ้นในรัสเซีย เขาได้เดินทางกลับมาจากแนวรบด้านตะวันตกเพื่อเข้าร่วมกับฝ่ายกองทัพแดงในสงครามกลางเมืองครั้งนี้ ภายหลังจากที่มาลีนอฟสกีจบการศึกษาจากวิทยาลัยทหารมีฮาอิล ฟรุนเซ เขาได้เข้าร่วมรบในสงครามกลางเมืองสเปนโดยเข้าร่วมกับฝ่ายสาธารณรัฐ เขานั้นได้มีผลงานในการรบครั้งนั้นอย่างมากมายจนได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์เลนินและเครื่องอิสริยาภรณ์ธงแดงในที่สุด

เมื่อนาซีเยอรมนีบุกสหภาพโซเวียตในปี 1942 มาลีนอฟสกีเป็นหนึ่งในนายพลโซเวียตไม่กี่คนที่สามารถเอาชนะนาซีเยอรมนีได้ในช่วงต้นของสงคราม เขาเป็นหนึ่งบุคคลที่มีหน้าที่สำคัญอันทำให้กองทัพโซเวียตปราชัย ณ สมรภูมิที่สตาลินกราด และเป็นส่วนช่วยในการขับไล่กองกำลังนาซีเยอรมนีให้ออกจากยูเครนในการรุกนีเปอร์–คาร์เพเทียน ภายหลังจากนั้น มาลีนอฟสกีได้บัญชาการทหารโซเวียตที่รุกคืบเข้ามาในคาบสมุทรบอกข่านอันเป็นการบีบบังคับให้ประเทศโรมาเนียเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพัทธมิตรในที่สุด เนื่องด้วยความสำเร็จทางการทหารครั้งนั้นเอง เขาจึงถูกแต่งตั้งให้เป็นจอมพลแห่งสหภาพโซเวียตโดยโจเซฟ สตาลิน ต่อมามาลีนอฟสกีได้เป็นส่วนหนึ่งในการปลดแองนครบูดาเปสต์ เวียนนา และปราก เมื่อนาซีเยอรมนียอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรเมื่อเดือนพฤษภาคม 1945 มาลีนอฟสกีถูกส่งตัวให้ไปบัญชาการทหารโซเวียตในบริเวณตะวันออกไกลที่ซึ่งเขานั้นได้นำทัพจนปราชัยเหนือกองทัพคันโตในการบุกครองแมนจูเรียของสหภาพโซเวียตครั้งนั้น เขาได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์วีรชนแห่งสหภาพโซเวียตอันเป็นรางวัลสูงสุดเพื่อความสามารถทางการทหารอันชาญฉลาดของเขา

ภายหลังจากสงครามจบลง เขาได้ประจำการในตะวันออกไกลต่อ เมื่อสตาลินถึงแก่อสัญกรรม นีกีตา ครุชชอฟได้เรียกตัวให้มาลีนอฟสกีกลับมายังมอสโกเพื่อดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพบกโซเวียต ในปี 1957 เขาได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมของโซเวียตต่อจากเกออร์กี จูคอฟจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเขา มาลีนอฟสกีเป็นผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันต่อความสำคัญในการใช้อาวุธตามแบบที่ซึ่งต่างจากนโยบายของครุชชอฟที่สนับสนุนการใช้ขีปนาวุธในการออกนโยบายทางการทหารของโซเวียต ถึงอย่างนั้น มาลีนอฟสกีก็ยังถ่วงดุลความสำคัญของการใช้อาวุธทั้งสองแบบในนโยบายทางทหารของโซเวียตได้ ในช่วงที่อำนาจของครุชชอฟเสื่อมลงในช่วงปี 1964 มาลีนอฟสกียังคงรักษาความเป็นอิสระในการตัดสินใจทางการทหารของเขาเอาไว้ได้ มาลีนอฟสกีเสียชีวิตในเดือนมีนาคม 1967 ด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน