เซ็นทรัล วิลเลจ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เซ็นทรัล วิลเลจ
Central-village.jpg


ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง 98, 98/1 ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 (ถนนสุวรรณภูมิ 3) ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
สถานะ เปิดให้บริการ (ภายใต้คำสั่งคุ้มครองของศาลปกครอง)
เปิดบริการ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562
การใช้งาน
พื้นที่ 40,000 ตารางเมตร
จำนวนชั้น 1 ชั้น
ความจุที่จอดรถ 2,700 คัน
บริหารโดย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
เว็บไซต์ เซ็นทรัล วิลเลจ

เซ็นทรัล วิลเลจ (อังกฤษ: Central Village) เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชยกรรมแบบผสมของเซ็นทรัลพัฒนา บนเนื้อที่ 100 ไร่ บนถนนสุวรรณภูมิ 3 ในพื้นที่ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ประกอบด้วยศูนย์การค้าและโรงแรม ตั้งเป้าจับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศกว่า 2 ล้านคนต่อปี ด้วยจุดเด่นด้านทำเลที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 5 นาทีจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ 45 นาทีจากใจกลางกรุงเทพมหานคร

ภาพรวม[แก้]

เซ็นทรัล วิลเลจ เป็นโครงการพัฒนาศูนย์การค้ารูปแบบเปิดในลักษณะของ Outdoor Luxury Outlet ตัวอาคารได้รับการออกแบบต่อยอดจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ที่ผสมผสานการออกแบบทั้งรูปแบบศูนย์การค้าแบบเปิด (Outdoor) และศูนย์การค้าแบบปิด (Indoor) ออกแบบโดยใช้สถาปัตยกรรมแบบไทยร่วมสมัย[1][2]

การจัดสรรพื้นที่[แก้]

เซ็นทรัล วิลเลจ มีพื้นที่โครงการ 40,000 ตารางเมตร บนเนื้อที่ 100 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่สำคัญดังนี้

  • ร้านค้าเอาท์เลทกว่า 135 ร้านค้า โดยมีร้านอาดิดาส อันเดอร์อาร์เมอร์ โค้ช และไมเคิลคอร์เป็นร้านขนาดใหญ่ในพื้นที่
  • ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ในรูปแบบเอาท์เลทสโตร์ (ลักซ์ แกลอรี่ และโฮมแอนด์ลิฟวิ่ง)
  • ไทย พาวิลเลี่ยน ร้านค้าสินค้าในโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ภายใต้ความร่วมมือกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
  • ท็อปส์ มาร์เก็ต
  • จุดบริการนักท่องเที่ยวและประชาชน
  • ศูนย์อาหารฟู้ด วิลเลจ

พื้นที่จัดสรรในอนาคต[แก้]

  • โรงแรม 200 ห้อง

การคมนาคม[แก้]

รถโดยสารประจำทางและรถตู้ร่วมให้บริการ
  • สาย R26E โรงพยาบาลรามาธิบดี - สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ (เฉพาะขาไปสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์)
  • สาย 552 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Bus Terminal)-สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส อ่อนนุช (เฉพาะขาไปบีทีเอส อ่อนนุช)
รถโดยสารร่วมให้บริการ (Shuttle Bus)
ระบบขนส่งมวลชน
  • รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
    • สถานีลาดกระบัง (ใช้ทางออกถนนร่มเกล้าเพื่อเข้าลานจอดรถของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อต่อรถโดยสารร่วมให้บริการไปเซ็นทรัล วิลเลจ)
    • สถานีสุวรรณภูมิ (ใช้ทางออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้วใช้รถเวียนภายในไป Bus Terminal เพื่อต่อรถตู้สาย 552 หรือใช้ทางออกโรงแรมโนโวเทลกรุงเทพสุวรรณภูมิ ต่อรถโดยสารร่วมให้บริการไปเซ็นทรัล วิลเลจ)
  • รถไฟฟ้าสายสีฟ้าอ่อน (ช่วงธนาซิตี้ - ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) สถานีเกริกวิทยาลัย (โครงการในอนาคต)

กรณีพิพาทกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)[แก้]

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้เข้าแจ้งความต่อ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซีพีเอ็น วิลเลจ จำกัด ว่า "ฐานก่อสร้างโครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัล วิลเลจ รุกล้ำเข้ามาในเขตพื้นที่ของราชพัสดุ ซึ่งอยู่ในความครอบครองของกรมท่าอากาศยานไทย และเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแล ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ" พร้อมทั้งนำกำลังพลเจ้าหน้าที่ทั้งภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรบางพลีกว่า 20 นาย แท่งแบริเออร์ และเต็นท์ผ้าใบขนาดใหญ่ เข้าปิดพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล วิลเลจ ทุกทางเข้าพื้นที่ พร้อมทั้งขึงเส้นแดงไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าออกพื้นที่เป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร และตั้งป้ายประกาศขนาดใหญ่โดยฝ่ายบริหารทรัพย์สิน ทอท. ว่า "พื้นที่ในความครอบครองของ ทอท. ห้ามผู้ใดบุกรุก มิฉะนั้นจะดำเนินการตามกฏหมายโดยเด็ดขาด" ตั้งแต่เย็นของวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ส่งผลให้ บริษัท สยามมัลติคอน จำกัด ผู้รับเหมาก่อสร้างศูนย์การค้าฯ ไม่สามารถนำรถบรรทุกเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จได้ตามสัญญา และผู้รับเหมาต้องนำอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้างใส่รถเข็นเข็นเข้าพื้นที่แทน

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว บริษัท ซีพีเอ็น วิลเลจ จำกัด ผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้า ได้ตั้งป้ายข้อความคัดค้านทันทีว่า "โครงการนี้ตั้งอยู่ติดทางหลวงแผ่นดิน มิได้มีการรุกล้ำพื้นที่ใคร" พร้อมขึ้นป้ายประกาศความหมายของคำว่า "ทางหลวงแผ่นดิน" และ "ไหล่ทาง" ตามความหมายที่บัญญัติโดยราชบัณฑิตยสถาน ก่อนเชิญสื่อมวลชนร่วมชมพื้นที่พร้อมชี้แจงปัญหาออกเป็น 3 ประเด็นดังนี้

  1. ที่ดินของศูนย์การค้า เป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ซึ่งเซ็นทรัลพัฒนาได้รับใบอนุญาตในการเชื่อมต่อพื้นที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากกรมทางหลวง อันเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการตัดสินใจเชื่อมต่อไหล่ทางแต่เพียงผู้เดียว และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ที่ดินของศูนย์การค้าไม่ได้เป็น "ที่ดินตาบอด" ตามที่ ทอท. กล่าวอ้าง
  2. โครงการนี้ได้ปฏิบัติตามกฎหมายผังเมืองและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องในการก่อสร้างในพื้นที่สีเขียว บริเวณ ก1-10 ไม่เกินร้อยละ 10 ของที่ดินพื้นที่สีเขียวบริเวณดังกล่าว โดยโครงการได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายผังเมือง และไม่ได้มีการขอปรับผังเมืองแต่อย่างใด
  3. เซ็นทรัลพัฒนาได้ขออนุญาตก่อสร้างในบริเวณพื้นที่เขตปลอดภัยในการเดินอากาศจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยอย่างถูกต้องเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560 และวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 โดยโครงการมีความปลอดภัยต่อการบิน ไม่ได้ละเมิดกฎใด ๆ ทั้งด้านความสูง และไม่มีกิจกรรมใด ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานสนามบินหรือรบกวนการบินแต่อย่างใด

หลังจากชี้แจงทั้งสามประเด็น เซ็นทรัลพัฒนาได้ยื่นเข้าฟ้อง ทอท. ต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ในฐาน "กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำละเมิดกรณีบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กับพวก (บริษัท ซีพีเอ็น วิลเลจ จำกัด) ซึ่งกำลังดำเนินโครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่ เอาท์เล็ต บริเวณใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ได้รับอนุญาตให้ทำทางเชื่อมในเขตทางหลวงได้เป็นการชั่วคราวจากผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน แต่เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ทอท. ตั้งเต็นท์ขวางทางเข้าออกโครงการและไม่อนุญาตให้ผู้ใดใช้ทางดังกล่าว เป็นเหตุให้ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กับพวก ได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย" โดยเรียกค่าเสียหายจาก ทอท. เป็นจำนวนเงิน 150.1 ล้านบาท พร้อมทั้งขออำนาจศาลให้กำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยให้ทอท. รื้อถอนสิ่งกีดขวางใด ๆ ออกไปจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370[3] ซึ่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562[4] ส่งผลให้เซ็นทรัลพัฒนาสามารถเปิดให้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล วิลเลจ ได้ตามปกติในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2562[5]

หลังมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีการเรียกประชุมหน่วยงานทั้ง กระทรวงคมนาคม (ในฐานะหน่วยงานใหญ่ของ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กรมท่าอากาศยาน และ ท่าอากาศยานไทย) และกระทรวงมหาดไทย (ในฐานะหน่วยงานใหญ่ของ กรมทางหลวง) เพื่อหาข้อยุติข้อพิพาทระหว่าง ทอท. และเซ็นทรัลพัฒนา โดยที่ประชุมมีการสรุปเบื้องต้นว่า ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 เป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบร่วมกันของกรมทางหลวง และกรมท่าอากาศยาน มิใช่พื้นที่ในความรับผิดชอบของ ทอท. เนื่องจากกรมท่าอากาศยานได้จัดซื้อที่ดินส่วนนี้จากประชาชนด้วยงบประมาณในช่วงปี 2511 - 2513 เพื่อใช้ในราชการของกรมท่าอากาศยาน และได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินราชพัสดุเป็นจำนวน 26 ทะเบียน รวมเนื้อที่ประมาณ 184-13-26 ไร่ ซึ่งภายหลังกรมท่าอากาศยานได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินส่วนนี้เป็นทางเข้าออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้านถนนบางนา-บางวัว และทางพิเศษบูรพาวิถี และให้กรมทางหลวงขึ้นทะเบียนเป็นทางหลวงแผ่นดิน จึงถือได้ว่าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 มีสถานะเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน แต่เนื่องจากการดำเนินการโอนสิทธิ์ระหว่างกรมท่าอากาศยานและกรมทางหลวงยังไม่เรียบร้อย ทำให้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าหน่วยงานใดมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเชื่อมทางหลวงเส้นนี้[6]

แหล่งอ้างอิง[แก้]