สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3 แห่งเบลเยียม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระราชาธิบดีเลโอโปลด์ที่ 3
แห่งชาวเบลเยียม
Leopold III of Belgium.jpg

พระบรมนามาภิไธย เลโอโปลด์ ฟิลิป ชาร์ลส์ อัลแบร์ ฮับเบิร์ต มาเรีย มิเชล
พระอิสริยยศ พระมหากษัตริย์แห่งชาวเบลเยียม
ราชวงศ์ ซัคเซิน-โคบูร์กและโกทา
ครองราชย์ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 247716 กรกฎาคม พ.ศ. 2494
รัชกาลก่อน สมเด็จพระเจ้าอัลแบร์ที่ 1
รัชกาลถัดไป สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวง
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2444
กรุงบรัสเซลส์, ประเทศเบลเยียม
สวรรคต 25 กันยายน พ.ศ. 2526 (81 พรรษา)
พระราชบิดา สมเด็จพระเจ้าอัลแบร์ที่ 1
พระราชมารดา สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ
พระอัครมเหสี สมเด็จพระราชินีอัสตริดแห่งเบลเยียม
ลีเลียง เบลส์
พระราชบุตร เจ้าหญิงโฌเซฟีน-ชาร์ล็อต แกรนด์ดัชเชสแห่งลักเซมเบิร์ก
สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวง Red crown.png
สมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2 Red crown.png
เจ้าชายอาแล็กซ็องดร์แห่งเบลเยียม
เจ้าหญิงมารี-คริสตินแห่งเบลเยียม
เจ้าหญิงมารี-เอสเมรัลดาแห่งเบลเยียม

สมเด็จพระราชาธิบดีเลโอโปลด์ที่ 3 แห่งเบลเยียม (3 พฤศจิกายน 1901 - 25 กันยายน 1983) เป็นพระมหากษัตริย์แห่งชาวเบลเยียม ตั้งแต่ปีค.ศ. 1934 จนกระทั่งสละราชสมบัติในปีค.ศ. 1951 โดยครองราชสมบัติต่อของสมเด็จพระราชาธิบดีโบดวงผู้เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่

สมเด็จพระราชาธิบดีเลโอโปลด์ที่ 3 พระราชสมภพเมื่อ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1901 ที่กรุงบรัสเซลส์ โดยทรงมีพระอิสริยยศคือ เจ้าชายเลโอโปลด์แห่งเบลเยียม เจ้าชายแห่งซัคเซิน-โคบูร์กและโกทา พระองค์ได้สืบราชบัลลังก์เบลเยียมภายหลังการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอัลแบร์ที่ 1 พระราชบิดาของพระองค์

สงครามโลกครั้งที่ 2[แก้]

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อุบัติขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 รัฐบาลฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรได้พยายามโน้มน้ามเบลเยียมให้ร่วมเป็นพันธมิตร แต่พระองค์รวมทั้งรัฐบาลยังคงปฏิเสธ และยังคงยืนกรานที่จะไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด โดยพิจารณาจากการเตรียมการไว้อย่างดีและระมัดระวังต่อการรุกรานที่อาจจะเกิดขึ้นจากกองกำลังฝ่ายอักษะ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนในปีค.ศ. 1914 จากการรุกรานโดยกองทัพเยอรมัน

ในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 กองทัพเยอรมันได้บุกเข้าประเทศเบลเยียม เพียงหนึ่งวันของการเข้าโจมตีแนวตั้งรับของกองทัพเบลเยียมประจำป้อมเอเบิน-เอมาเอล ได้พ่ายแพ้จากปฏิบัติการโดยกองกำลังทหารร่ม และผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดายก่อนที่กองทัพฝรั่งเศสและอังกฤษจะเดินมาถึง และในที่สุดก็พ่ายแพ้ให้กับการเตรียมการมาอย่างดีของกองทัพเยอรมันที่มีความชำนาญในการรบมากกว่า

การรักษาพรมแดนเบลเยียมนั้นถือเป็นการป้องกันมิให้กองทัพอังกฤษถูกตีขนาบและตัดออกจากชายฝั่ง โดยสามารถที่จะทำการอพยพผ่านปฏิบัติการที่ดังเคิร์กได้ และหลังจากการพ่ายแพ้ของกองทัพเบลเยียมแล้ว สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3 ยังคงประทับอยู่ในกรุงบรัสเซลส์เพื่อจะเผชิญหน้ากับกองทัพผู้รุกราน (ต่างจากสมเด็จพระราชินีนาถวิลเฮลมินาแห่งเนเธอร์แลนด์ ที่เผชิญวิกฤติการณ์เดียวกัน) ในขณะที่รัฐบาลนั้นอพยพไปยังปารีส และต่อมายังกรุงลอนดอน

ยอมจำนนต่อสงคราม และวิกฤติการณ์รัฐธรรมนูญ[แก้]

ในวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 พระองค์ยังคงเป็นผู้บัญชาการของกองทัพเบลเยียม และได้ทรงพบปะคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งคณะรัฐมนตรีนั้นพยายามโน้มน้าวให้พระองค์เสด็จลี้ภัยพร้อมกับรัฐบาล อูแบร์ ปิแยร์โล นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กล่าวเตือนพระองค์ว่าการยอมจำนนต่อสงครามนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล มิใช่ของกษัตริย์ ซึ่งพระองค์ก็ยังคงปฏิเสธที่จะลี้ภัย และยังคงอยู่ในประเทศกับกองทัพของพระองค์ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ตีความว่าพระองค์จะก่อตั้งรัฐบาลปกครองประเทศใหม่ภายใต้การควบคุมของฮิตเลอร์ ซึ่งจะถือว่าพระองค์เป็นกบฏต่อแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ทรงคิดว่าหากทรงเสด็จลี้ภัยต่างประเทศแล้วจะกลายเป็นทหารหนีทัพ พระองค์เคยมีพระราชดำรัสไว้ว่า "ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าพเจ้าก็จะยอมร่วมชะตาเดียวกันกับกองทัพของข้าพเจ้า"[1] ซึ่งที่ผ่านมาพระองค์มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยลงรอยกันกับคณะรัฐมนตรีของพระองค์ ซึ่งมักจะเห็นได้ว่าพระองค์มักจะประพฤติตรงกันข้ามกับรัฐบาลอยู่เสมอ และทรงมักจะหาอุบายเพื่อกำจัดหรือลดอำนาจของรัฐมนตรีลง และเพิ่มอำนาจให้กับพระองค์เอง[1]

ในขณะที่กองทัพฝรั่งเศส อังกฤษ และเบลเยียมถูกล้อมโดยกองทัพเยอรมันที่ยุทธการแห่งดังเกิร์ก พระองค์ทรงพระราชหัตเลขาถึงสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งสหราชอาณาจักร โดยโทรเลขเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 ว่ากองทัพเบลเยียมกำลังถูกบดขยี้ "ความช่วยเหลือที่เราพึงให้แก่พันธมิตรของเราจะต้องจบสิ้นลงหากกองทัพของเราถูกล้อมไว้สิ้น"[2] และสองวันต่อมา (27 พฤษภาคม ค.ศ. 1940) พระองค์ได้ยอมจำนนต่อกองทัพเยอรมัน

อูแบร์ ปิแยร์โล นายกรัฐมนตรีเบลเยียมได้กล่าวออกอากาศทางสถานีวิทยุฝรั่งเศสว่าการตัดสินใจของพระองค์ในการยอมแพ้นั้นมิใช่พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญของพระองค์ ว่าการตัดสินพระทัยในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการตัดสินทางการทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นทางการเมืองด้วย และการที่ทรงประพฤติเช่นนั้นโดยปราศจากการปรึกษากับคณะรัฐมนตรีนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งในครั้งนี้ปิแยร์โลและรัฐบาลเชื่อว่าพระองค์ "ไม่สามารถปกครองได้อีกต่อไป":

หากพระเจ้าแผ่นดินนั้นไม่สามารถปกครองได้ คณะรัฐมนตรีซึ่งได้รับรู้แก่สภาพที่เป็นเหตุนั้น จะต้องทำการเรียกประชุมรัฐสภาทันที โดยจะต้องมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อปฏิบัติพระราชภารกิจแทน[3]

สถานการณ์ในขณะนั้นดูจะเป็นไปได้ยากที่จะเรียกประชุมรัฐสภา และยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ และภายหลังจากการปลดปล่อยเบลเยียมในเดือนกันยายน ค.ศ. 1944 รัฐบาลได้กราบบังคมทูลเชิญพระราชอนุชา เจ้าชายชาลส์ เคานท์แห่งฟลานเดอร์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

การยอมจำนนของพระองค์ยังเป็นการจุดชนวนการกล่าวหาว่าเป็นกบฏจากนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส โปล เรโน ซึ่งวาเลอร์ และวาน โกเธิม นักประวัติศาสตร์ชาวเฟลมิชได้เขียนว่าพระองค์ได้กลายเป็น "แพะรับบาปแทนเรโน"[4] เนื่องจากเรโนนั้นค่อนข้างมั่นใจว่าสมรภูมิในฝรั่งเศสนั้นจะต้องพบกับความพ่ายแพ้เป็นแน่

นอกจากนี้ ยังมีการประณามพระองค์โดยวินสตัน เชอร์ชิล ในสภาสามัญชน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1940 ความว่า:

ในช่วงสุดท้ายที่เบลเยียมถูกรุกราน สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3 ทรงเรียกร้องให้เราช่วยเหลือ และในช่วงสุดท้ายเมื่อพวกเราไปถึง พระองค์และกองทัพอันห้าวหาญและมีประสิทธิภาพรวมกว่าครึ่งล้านคน ได้รักษาชายฝั่งเพื่อให้เราล่าถอยได้อย่างปลอดภัย แต่ทันทีทันใด และปราศจากการปรึกษาและตักเตือนใดๆ ปราศจากการปรึกษากับคณะรัฐมนตรีของพระองค์ พระองค์ได้ตัดสินพระทัยส่งทูตผู้มีอำนาจเต็มไปยังกองทัพเยอรมัน ยอมจำนนกองทัพของพระองค์ ซึ่งเป็นการเปิดช่องต่อการรุกรานชายฝั่งอันต้องใช้เป็นสถานที่ถอยทัพของเรา[5]

ในปีค.ศ. 1949 การกล่าวของวินสตัน เชอร์ชิลเกี่ยวกับสถานการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1940 ซึ่งตีพิมพ์ใน "เลอ​ ซัวร์" (12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1949) อดีตเลขานุการของพระองค์ได้ส่งจดหมายถึงเชอร์ชิลว่าสิ่งที่เขากล่าวนั้นผิดอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเชอร์ชิลได้ส่งสำเนาจดหมายฉบับนี้ไปยังเจ้าชายชาลส์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ผ่านทางอ็องเดร เดอ สแตร์ก เลขานุการของพระองค์ ซึ่งมีใจความในจดหมายเขียนโดยเชอร์ชิลว่า

ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อสมเด็จพระราชาธิบดีเลโอโปลด์ คำพูดที่กระหม่อมใช้กล่าวในสภาสามัญชนในครั้งนั้นได้เกิดจากการไตร่ตรองอย่างระมัดระวังแล้ว ซึ่งกระหม่อมก็ไม่มีเหตุผลใดๆที่จะเปลี่ยนข้อความเหล่านั้น กระหม่อมเห็นเป็นอย่างยิ่งเหมือนผู้อื่นๆว่าพระมหากษัตริย์นั้นจะต้องได้รับคำปรึกษาจากคณะรัฐมนตรีของพระองค์ และจึงไม่ควรที่ได้รับการสนับสนุนที่จะเป็นการยอมจำนนกองทัพเบลเยียม พร้อมทั้งการอ่อนน้อมของราชอาณาจักรเบลเยียมต่อฮิตเลอร์ ซึ่งในที่สุดก็นำพาพวกเขาออกจากสงครามได้ และในที่สุดความชั่วร้ายในครั้งนั้นก็ถูกปัดเป่าไป และในที่สุดก็ดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดียิ่ง กระหม่อมยากที่จะกล่าวว่าไม่มีสิ่งอันใดที่กระหม่อมกล่าวในครั้งนั้นจะสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและพระเกียรติยศของสมเด็จพระราชาธิบดีเลย[6]

เดอ สแตร์ก ได้ตอบกลับจดหมายของเชอร์ชิล ว่าเขามีเหตุผลถูกต้องแล้ว: "เจ้าชายผู้สำเร็จราชการฯ คุณสปาก และข้าพเจ้าได้อ่านจดหมายของท่าน ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่องจริงและดูเหมือนจะเป็นเรื่องยินดียิ่งแก่พวกเรา"[7]

อ็องเดร เดอ สแตร์ก เป็นหนึ่งในประจักษ์พยานสำคัญของวิกฤตการณ์ของรัฐบาลเบลเยียมในปีค.ศ. 1940 ซึ่งเป็นไปตามคำร้องของเขา ว่าบันทึกประจำวันที่เขาเขียนขึ้นเกี่ยวกับเจ้าชายชาลส์ (ซึ่งได้เขียนจากการแนะนำของเชอร์ชิล) ให้ตีพิมพ์หลังจากที่เขาถึงแก่กรรมแล้วในปีค.ศ. 2003 ด้วยความช่วยเหลือ และบทนำโดยนักประวัติศาสตร์เบลเยียม ฌ็อง สเต็นเกอร์ บันทึกเล่มนี้ยังกล่าวถึงสมเด็จพระราชาธิบดีโบดวง มักจะไม่ทรงโปรดผู้คนที่อยู่ตรงข้ามกับพระราชบิดาในคราที่จะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเดอ สแตร์กก็ได้กลายมาเป็นพระสหายคนสำคัญของพระองค์ ในงานพระราชทานเลี้ยงหลังจากงานพระศพของเจ้าชายชาลส์ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1983 พระองค์ประทับอยู่เบื้องซ้ายของเดอ สแตร์ก[8]

ฟรานซิส บาลาส นักประวัติศาสตร์ชาวเบลเยียมได้กล่าวว่าการยอมจำนนในครั้งนั้นเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากกองทัพเบลเยียมนั้นไม่อยู่ในสภาพที่จะรบกับกองทัพเยอรมันได้อีกต่อไป[9] แม้ว่าเชอร์ชิลยังยอมรับว่าสถานการณ์ในขณะนั้นวิกฤตยิ่ง ดังปรากฏในโทรเลขถึงจอมพลลอร์ดกอร์ต เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม เพียงหนึ่งวันหลังจากการยอมจำนนของเบลเยียม ความว่า "เรากำลังขอให้พวกเขาเสียสละชีวิตพวกเขาให้แก่เรา"[10]

หลังจากการพ่ายแพ้ของฝรั่งเศส[แก้]

ภายหลังจากการจำนนของพระองค์ รัฐบาลพลัดถิ่นของเบลเยียมนั้นยังลี้ภัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส และเมื่อฝรั่งเศสได้พ่ายแพ้แก่สงครามเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 รัฐมนตรีหลายคนพยายามที่จะกลับไปยังเบลเยียม โดยพยายามร้องขอพระบรมราชนุญาติ แต่ถูกพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสัณฐานกลับ:

ปิแยร์โล และรัฐบาลของเขาเห็นว่ายุโรปตะวันตกนั้นถูกยึดครองโดยกองทัพเยอรมันอย่างราบคาบแล้ว และพยายามที่จะปรับความเข้าใจกับพระมหากษัตริย์ของพวกเขา ว่าจะสามารถเป็นไปได้หรือไม่ที่จะยอมให้พวกเข้ากลับเข้าไปในเบลเยียมและตั้งรัฐบาลใหม่หรือไม่? ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงแสดงออกถึงความถือพระองค์ ว่าทรงถูกหมิ่นโดยคณะรัฐมนตรีแล้วคราหนึ่ง..... โดยทรงมีพระราชปฏิสัณฐานกลับสั้นๆว่า: "สถานการณ์สำหรับพระมหากษัตริย์นั้นย่อมไม่เปลี่ยนแปลง พระองค์ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และพระองค์ไม่จำเป็นต้องรับรองนักการเมือง"[1]

เนื่องจากความนิยมกษัตริย์ในสมัยนั้นสูงมาก และการลดความนิยมของรัฐบาลในช่วงยุค 1940[11] จึงทำให้เกิดวิกฤตการณ์ฝั่งรัฐบาลขึ้น จากหลักฐานจากสำนักพิมพ์ราชสำนัก ความว่า:

การที่ทรงปฏิเสธ (ที่จะปรับความเข้าใจกับคณะรัฐมนตรี) ในครั้งนั้นทำให้พวกเขาไม่เหลือทางเลือกมากนักนอกจากย้ายไปกรุงลอนดอน ซึ่งพวกเขาสามารถที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนของอิสรภาพเบลเยียมได้ จากช่วงแรกที่พวกเขาไปถึงลอนดอน พวกเขายังมั่นใจว่าฝ่ายพันธมิตรจะมีชัยชนะ และถูกปฏิบัติด้วยความเคารพในฐานะพันธมิตร... ปิแอร์โล และสปาก ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับพระองค์ในฐานะของวีรบุรุษเชลยศึก และยังกล่าวอีกว่าชาวเบลเยียมควรจะสนับสนุนพระองค์ แต่พวกเขาไม่อาจทราบได้เลยว่าพระองค์กำลังทำอะไรอยู่ในพระราชวังที่ลาเคิน พระองค์ปฏิเสธที่จะตอบกลับจดหมาย และอยู่อย่างสงบ พระองค์กำลังทำอะไรอยู่? พระองค์กำลังร่วมมือ หรือตอบโต้ฝ่ายเยอรมัน หรือพระองค์ทรงเลือกที่จะอยู่เงียบ และรอว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป[1]

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1940 รัฐมนตรีหลายคนพบปะกันที่เลอ แปร์ตุส ใกล้กับชายแดนสเปน นายกรัฐมนตรีปิแอร์โล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โปล-อ็องรี สปาก นั้นถูกชักชวนให้ลี้ภัยยังกรุงลอนดอน แต่ก็สามารถเริ่มเดินทางได้เพียงปลายเดือนสิงหาคม และจะต้องผ่านทางสเปนและโปรตุเกสเท่านั้น และเมื่อพวกเขาไปถึงยังสเปน ก็ได้ถูกจับกุมและกักขังโดยการปกครองภายใต้ผู้นำฟรันซิสโก ฟรังโก และต่อมาถูกปล่อยตัวและเดินทางถึงลอนดอนเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ปีเดียวกันนั้น

ทรงพบปะกับฮิตเลอร์[แก้]

พระองค์ทรงไม่ยอมร่วมมือใดๆกับนาซี และไม่ยอมปกครองเบลเยียมเป็นหุ่นเชิดตามที่เยอรมันบังคับ จึงทำให้เยอรมันต้องใช้วิธีการตั้งรัฐบาลทหารขึ้น พระองค์ยังพยายามที่จะใช้สิทธิในฐานะของพระมหากษัตริย์และประมุขของรัฐบาลถึงแม้ว่าในความจริงแล้วทรงเป็นเพียงเชลยศึกของเยอรมันเท่านั้น ถึงแม้จะมีท่าทีอันแข็งกร้าวต่อฝ่ายเยอรมัน รัฐบาลพลัดถิ่นของเบลเยียมในกรุงลอนดอนได้กล่าวย้ำว่าพระองค์มิได้เป็นตัวแทนของรัฐบาลเบลเยียม และไม่อยู่ในฐานะที่จะปกครองในฐานะพระเจ้าแผ่นดิน กองทัพเยอรมันจึงจับกุมพระองค์ไว้ในพระราชวังที่ลาเคินในกรุงบรัสเซลส์ และด้วยความต้องการที่จะพบหน้ากับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1940 ในที่สุดพระองค์ก็ได้พบเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ในปีเดียวกัน ซึ่งพระองค์ต้องการให้ฮิตเลอร์ออกแถลงการณ์ถึงอิสรภาพของเบลเยียมในอนาคต ซึ่งฮิตเลอร์ก็ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงอิสรภาพของเบลเยียม หรือแม้กระทั่งออกแถลงการณ์ใดๆที่เกี่ยวกัน ซึ่งจากการปฏิเสธของฮิตเลอร์นั้นได้กลายเป็นคุณต่อพระองค์ในภายภาคหน้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ จากการถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับเยอรมนี อันจะเป็นผลให้พระองค์กลายเป็นกบฏต่อแผ่นดินโดยปริยาย ซึ่งจะเป็นเหตุที่ทำให้พระองค์จะถูกบีบให้สละราชสมบัติภายหลังสงคราม "ฮิตเลอร์ได้ช่วยพระองค์ไว้ถึงสองครั้งด้วยกัน"[12]

เสด็จลี้ภัยและสละราชสมบัติ[แก้]

ทรงถูกเนรเทศและลี้ภัย[แก้]

ในปีค.ศ. 1944 ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ ผู้บัญชาการหน่วยเอสเอส ได้สั่งการให้เนรเทศพระองค์ไปยังเยอรมนี โดยเจ้าหญิงลิเลียนตามเสด็จพร้อมครอบครัวบนรถพระที่นั่งอีกคันหนึ่งภายใต้การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของหน่วยรักษาความปลอดภัยชุทซ์ชทัฟเฟิล นาซีได้คุมขังพระองค์ไว้ในป้อมปราการแห่งหนึ่งในเมืองฮีรชไตน์ในรัฐซัคเซินเป็นเวลาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 จนถึงมีนาคม ค.ศ. 1945 และต่อมาได้ย้ายไปที่ชโตรเบิล ประเทศออสเตรีย

รัฐบาลอังกฤษ และอเมริกันได้แสดงความเป็นห่วงถึงการกลับมาของพระองค์ ชาลส์ ซอว์เยอร์ เอกอัครราชทูตอเมริกันประจำประเทศเบลเยียม ได้เตือนรัฐบาลอเมริกันว่าภายหลังจากการกลับมาของพระองค์จะ "สร้างความยุ่งยากมากขึ้น" "ท่ามกลางความแตกต่างภายในพระราชวงศ์ และสถานการณ์นี้เป็นเสมือนระเบิดเวลาสำหรับเบลเยียม และอาจจะยุโรปด้วย"[13] "กระทรวงการต่างประเทศกลัวว่าการเพิ่มจำนวนของผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศสในเขตวัลลูนนั้นจะเรียกร้องอิสรภาพและปกครองตนเอง หรือไม่ก็รวมดินแดนกับฝรั่งเศส ซึ่งฯพณฯวีแนนท์ เอกอัครราชทูตประจำสำนักเซนต์เจมส์ ได้รายงานมาทางกระทรวงถึงความกังวลที่เกี่ยวเนื่องมาจากการโฆษณาชวนเชื่อกระแสคลั่งชาติในเขตวัลลูน"[14] และ "เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ณ กรุงบรัสเซลส์... ยังเชื่อได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปล่อยกระแสโฆษณาชวนเชื่อนี้"[15]

สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ถูกปลดปล่อยจากที่คุมขังโดยกองพันทหารม้าที่ 106 ของสหรัฐอเมริกา ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1945 เนื่องจากข้อกังขาของสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำในระหว่างสงคราม พระองค์และพระราชินี รวมถึงพระราชโอรสและธิดานั้นไม่สามารถนิวัติกลับเบลเยียมได้ และใช้เวลาลี้ภัยนานถึงหกปีในเมืองเพรญี-ช็องเบซี ใกล้กับกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งพระราชกรณียกิจสำคัญในฐานะของประมุข ได้ถูกผ่านให้กับพระราชอนุชาของพระองค์ เจ้าชายชาลส์แห่งเบลเยียม เคานท์แห่งฟลานเดอร์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามความเห็นชอบของรัฐสภาตั้งแต่ปีค.ศ. 1944

การต่อต้านการเสด็จนิวัติกลับพระนคร[แก้]

แวน เดน ดันเจิน อธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยเปิดแห่งบรัสเซลส์ (Université Libre de Bruxelles) ได้เขียนบันทึกส่งถึงพระองค์เมื่อ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1945 มีใจความเกี่ยวกับความวุ่นวายในเขตวัลลูน "คำถามนั้นไม่ใช่ว่าข้อกล่าวหาต่อทูลกระหม่อมจะถูกต้องหรือไม่ (เกรงแต่ว่า...) ทูลกระหม่อมมิได้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวของเบลเยียมอีกต่อไปเสียแล้ว"[16]

กีญง ประธานวุฒิสภาเบลเยียม ได้กราบทูลฯทราบว่ามีความเป็นไปได้ถึงความไม่สงบอย่างรุนแรง "หากมีเพียงสิบหรือยี่สิบคนที่ถูกฆ่าตายแล้ว สถานการณ์ความไม่สงบครั้งนี้จะกลายเป็นความตกต่ำสำหรับองค์พระมหากษัตริย์" [17]

ฟรานซ์ แวน คอเวลลาร์ท ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้แสดงความห่วงใยว่าจะเกิดการนัดหยุดงานทั่วไปในเขตวัลลูน และกบฏในลีแยฌ เขาได้เขียนว่า "ประเทศแห่งนี้ไม่สามารถที่จะจัดการกับปัญหาความสงบได้อย่างเรียบร้อยเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนกองกำลังตำรวจและการขาดแคลนอาวุธ"[18]

ในปีค.ศ. 1946 คณะกรรมการตรวจสอบได้เห็นชอบให้พระองค์พ้นข้อกล่าวหากบฏต่อแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม คำถามเกี่ยวกับพระองค์ยังคงดำเนินต่อไป และจนกระทั่งปีค.ศ. 1950 ได้มีการลงประชามติเกี่ยวกับอนาคตของพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์ ซึ่งผลปรากฏว่า ร้อยละ 57 ของผู้มีสิทธิทั้งหมดเห็นชอบต่อการกลับมาของพระองค์ ซึ่งการแบ่งแยกระหว่างผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้านพระองค์นั้นแบ่งตามเขตด้วย (ซึ่งฝ่ายสังคมนิยม และวัลลูนนั้นส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบ- เพียงร้อยละ 42 ของชาววัลลูนที่เห็นชอบ) ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปัตย์คริสเตียน และฟลานเดอร์นั้นเป็นฝ่ายสนับสนุนพระองค์ (ร้อยละ 70 เห็นชอบในฝั่งฟลานเดอร์)

การนัดหยุดงานครั้งใหญ่ปีค.ศ. 1950[แก้]

เมื่อคราวเสด็จนิวัติเบลเยียมในปีค.ศ. 1950 พระองค์ทรงพบกับการนัดหยุดงานครั้งที่รุนแรงและสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์เบลเยียม ผู้ชุมนุมจำนวนสามคนได้ถูกสังหารเมื่อตำรวจปราบจลาจลได้ยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม ทำให้ประเทศนั้นเปิดฉากเข้าสู่สงครามกลางเมือง ธงชาติเบลเยียมได้ถูกปลดลงแทนที่ด้วยธงของเขตวัลลูนในลีแยฌ และเมืองสำคัญต่างๆในฝั่งเขตวัลลูน[19] จึงทำให้พระองค์ต้องตัดสินพระทัยเพื่อรักษาความเป็นเอกภาพของอาณาจักร รวมทั้งรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1950 เพื่อเปิดทางให้พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ เจ้าชายโบดวง ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไป ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1951 แต่ในความจริงแล้วรัฐบาลได้บังคับให้ทรงตัดสินพระทัยในวันนั้น ซึ่งในการ"เลื่อนการสละราชสมบัติ"ไปอีกปีหนึ่งนั้น[20] สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ ทรงถูกบังคับโดยรัฐบาลเพื่อสละราชสมบัติให้กับพระราชโอรส[21]

พระอิสริยยศ[แก้]

  • เจ้าชายเลโอโปลด์แห่งเบลเยียม (ค.ศ. 1901 – ค.ศ. 1909)
  • เจ้าชายเลโอโปลด์ ดยุกแห่งบราบันต์ มกุฎราชกุมารแห่งเบลเยียม (ค.ศ. 1909 – ค.ศ. 1934)
  • สมเด็จพระราชาธิบดีเลโอโปลด์ที่ 3 พระมหากษัตริย์แห่งชาวเบลเยียม (ค.ศ. 1934 – ค.ศ. 1951)
  • สมเด็จพระราชาธิบดีเลโอโปลด์ที่ 3 พระบรมราชชนก (ภายหลังจากทรงสละราชสมบัติในปีค.ศ. 1951 จนกระทั่งสวรรคต)

พงศาวลี[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 The Royal Articles
  2. The Miracle of Dunkirk, Walter Lord, New York 1982, page 101, ISBN 0-670-28630-3
  3. The Belgian Constitution Belgian Constitution, Title III, Chapter 3, Art 93
  4. In Dutch De zondebok van Reynaud, from Velaers and Van Goethem, Leopold III, Lannoo, Tielt, 1994 ISBN 90-209-2387-0, p. 264.
  5. Jean Stengers, Léopold III et le gouvernement, Duculot, Gembloux, 1980, p. 28. ISBN 2-8011-0282-4. The text is quoted in French in this book but the original text[ต้องการอ้างอิง] is quoted here.
  6. Churchill's letter to de Saercke, quoted in English in André de Staercke, Tout cela a passé comme une ombre, Mémoires sur la Régence et la Question royale, Preface of Jean Stengers, Racine, Bruxelles, 2003, p. 279. ISBN 2-87386-316-1
  7. French Le Prince, Monsieur Spaak et moi-même avons lu (...) votre texte [qui] exprime l'exacte vérité, nous semble parfait. André de Staercke, Tout cela a passé comme une ombre, Mémoires sur la Régence et la Question royale, Ibidem, p. 280.
  8. Preface of Jean Stengers of the book Tout cela a passé comme une ombre, opus citatus, p. 15.
  9. Francis Balace, Fors l'honneur. Ombres et clartés sur la capitulation belge in Jours de guerre, n° 4, Bruxelles 1991, p. 5-50, ISBN 2-87193-137-2.
  10. Balace, opus citatus, p. 21.
  11. Jean Stengers, Léopold III et le gouvernement, opus citatus, pages 199-128
  12. Jean Stengers, opus citatus, p. 161
  13. United States Department of State Records (USDSR), National Archives, 855.001 Leopold, Sawyer to Secretary of State Edward R. Stettinius, Mar. 29.1945.
  14. Jonathan E. Helmreich, Dean of Instruction (Allegheny College), United States Policy and the Belgian Royal Question (March - October, 1945)
  15. USDSR Ibidem, Winant to Stettinius, 26 May 1945. J. E. Hemelreich adds "There is no further mention in the file of any alleged French activities".
  16. Dutch Het is niet de vraag of de aantijgingen die tegen U werden ingebracht terecht zijn [maar dat...] U niet langer een symbool is voor de Belgish eenheid. Velaers en Van Goethem Leopold III, Lannooo, Tielt, 1994 ISBN 90-209-2387-0,p. 955
  17. Dutch Al vielen er maar tien of twintig doden, de situatie van de koning zou vlug vreselijk worden Velaers en Van Goethem, opus citatus, p. 968
  18. Dutch Het land zou de ontlusten niet kunnen bedwingen wegens een ontoereikende politie macht een een tekort aan wapens. Velaers and Van Goethem, opus citatus, p. 969
  19. Philippe Destatte, L'Identité wallonne, Institut Destrée, Charleroi, 1997, p.235 ISBN 2-87035-000-7
  20. Jules Gérard-Libois, José Gotovitch, Leopold III, De l'an 40 à l'effacement, Pol-His, Bruxelles, 1991, pp. 304-306. ISBN 2-87311-005-8
  21. Els Witte, Jan Craeybeckx, Alain Meynen, Political History of Belgium: From 1830 Onwards, spoke about a forced abdication, Academic and Scentific Publishers, Brussels, 2009, p. 244. ISBN 978-90-5487-517-8.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า สมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3 แห่งเบลเยียม ถัดไป
สมเด็จพระเจ้าอัลแบร์ที่ 1 2leftarrow.png Great coat of arms of Belgium.svg
พระมหากษัตริย์เบลเยียม
(23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 193416 กรกฎาคม ค.ศ. 1951)
2rightarrow.png
สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวง


เจ้าชายเลโอโปลด์
(สิ้นพระชนม์ก่อนรับราชสมบัติ)
2leftarrow.png Coat of Arms of Prince Leopold, Duke of Brabant (1859-1869).svg
ดยุกแห่งบราบันต์
(ค.ศ. 190923 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1934)
2rightarrow.png เจ้าชายโบดวง
(ภายหลังคือ สมเด็จพระราชาธิบดีโบดวง)