ยุทธการที่ดันเคิร์ก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ยุทธการดันเคิร์ก)
ยุทธการที่ดันเคิร์ก
เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธการที่ฝรั่งเศส ใน สงครามโลกครั้งที่สอง
British gunner beach dunkirk.png
ทหารอังกฤษตั้งหลักก่อนล่าถอยที่หาดดันเคิร์ก[1]
วันที่ 26 พฤษภาคม-4 มิถุนายน พ.ศ. 2483
สถานที่ ดันเคิร์ก, ฝรั่งเศส
ผลลัพธ์ เยอรมนีชนะศึก
ดินแดน
เปลื่ยน
ฝ่ายสัมพันธมิตรดำเนินการอพยพก่อนการปะทะ
คู่ขัดแย้ง
 สหราชอาณาจักร
 แคนาดา[2]
ฝรั่งเศส สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3
โปแลนด์ กองทัพโปแลนด์ทางตะวันตก
 เบลเยียม
 เนเธอร์แลนด์[3]
 เยอรมนี
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
สหราชอาณาจักร Lord Gort
ฝรั่งเศส Maxime Weygand
ฝรั่งเศส Georges Blanchard
ฝรั่งเศส René Prioux
ฝรั่งเศส J. M. Abrial[4]
นาซีเยอรมนี แกร์ด ฟอน รุนด์ชเตดท์
นาซีเยอรมนี Ewald von Kleist (Panzergruppe von Kleist)
กำลัง
ประมาณ 400,000 นาย
ทหารที่อพยพ 338,226 นาย[5]
ประมาณ 800,000 นาย
กำลังพลสูญเสีย
11,000 นายเสียชีวิต
40,000 ถูกจับไปเป็นเชลยสงคราม
ยานพาหนะประมาณ 50,000 คัน (รวมไปถึงรถถัง)
เรือพิฆาต 9 ลำ
และเรือขนส่งประมาณ 200 ลำอับปาง
เครื่องบิน 177 ลำถูกยิงตก
20,000 นายบาดเจ็บและเสียชีวิต
100 รถถัง
เครื่องบิน 132 ลำถูกยิงตก

ยุทธการดันเคิร์กคือหนึ่งในศึกครั้งใหญ่ในสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม จนถึงวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) ในขณะนั้นกองกำลังขนาดใหญ่ของสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสถูกล้อมไว้โดยหมู่ยานเกราะเยอรมัน ซึ่งครอบครองอาณาบริเวณตลอดชายฝั่งช่องแคบที่เมืองคาเลส์ ทหารสัมพันธมิตรกว่า 330,000 นายสามารถอพยพผ่านทางทะเลมาได้

ภูมิหลัง[แก้]

หลังจากสงครามลวง (Phony War) ยุทธการฝรั่งเศสก็เริ่มขึ้นวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 กองพลรถถังพานเซอร์เยอรมันผ่านแคว้นอาร์เดนส์และมุ่งหน้าไปทางเหนือซึ่งมีเส้นทางคดเคี้ยวคล้ายคลึงกับเคียว จึงทำให้ยุทธวิธีการเคลื่อนพลนี้ถูกเรียกว่า "การเคลื่อนพลแบบเคียวผ่า" ส่วนในทางฝั่งตะวันออกกองทัพเยอรมันได้เปิดฉากการบุกและทำการผนวกเนเธอร์แลนด์เข้าเป็นรัฐของตนเอง และมุ่งหน้าไปยังเบลเยียมอย่างรวดเร็ว

กองกำลังผสมของสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส และเบลเยียมดำเนินการตั้งรับโดยการคุ้มกันอาณาบริเวณรอบ ๆ หมู่บ้านอาร์เมนติเยร์ ส่วนกองกำลังเยอรมันทางเหนือก็ยังมุ่งหน้าต่อไป โดยการยึดเมืองคาร์เลส์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญที่สุดทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ทำให้กองกำลังเยอรมันสามารถตรึงกำลังทหารสัมพันธมิตรจำนวนมาก ให้ถูกปิดล้อมจากชายฝั่งทะเลในพรมแดนฝรั่งเศส-เบลเยียม เมื่อฝ่ายกองกำลังผสมจนมุมก็เท่ากับแพ้ศึกครั้งนี้

ปัญหาที่ตามมาของสัมพันธมิตร คือจะอพยพทหารสัมพันธมิตรให้กลับไปยังเขตปลอดภัยในประเทศอังกฤษได้ทั้งหมดอย่างไร ก่อนที่ประเทศฝรั่งเศสจะถูกยึดและพวกเขาจะถูกทำลาย

ยุทธการไดนาโม[แก้]

ในวันที่ 22 พฤษภาคม ปฏิบัติการเตรียมความพร้อมเพื่อการอพยพก็เริ่มขึ้น, ภายใต้รหัส ยุทธการไดนาโม ซึ่งถูกสั่งการมาจากเมืองโดเวอร์โดยพลเรือโทเบอร์แทรม แรมเซย์ ซึ่งมีจุดประสงค์แรกคือการระดมกองเรือให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยสั่งการให้เรือราชนาวีทุกลำที่สามารถบรรทุกทหารได้ลำละ 1,000 นายขึ้นไปภายในพิกัด มุ่งหน้าไปยังเมืองดันเคิร์กเพื่อขนถ่ายกองกำลังผสมแห่งเกาะบริเตนใหญ่ 45,000 นายกลับมายังประเทศอังกฤษให้ได้ภายในสองวัน ห้าวันต่อมากองเรือสามารถขนถ่ายกำลังพลกลับมาได้ 120,000 นาย ในวันที่ 27 พฤษภาคม รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ทำการขอความร่วมมือพลเรือนที่ครอบครองเรือและอยู่ในพิกัด ให้ช่วยปฏิบัติการอพยพโดยการสนับสนุนเรือกระบังแคบทุกลำที่มีปริมาตรตั้งแต่ 9.14-30.48 เมตร (30-100 ฟุต) ให้แก่ทางราชการเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการครั้งนี้ ในคืนเดียวกันนั้นการดำเนินการอพยพอย่างเป็นทางการครั้งแรกก็เริ่มต้น เรือจำนวนมากรวมถึงเรือจับปลาและเรือเก่าที่ถูกซ่อมแซมใหม่, ร่วมด้วยเรือนาวิกพานิชย์และเรือรบราชนาวี, เดินเรือไประดมพลกันที่เมืองเชียร์เนสแล้วทุกลำจึงมุ่งหน้าไปยังดันเคิร์กและล้อมชายฝั่งใกล้ๆ เพื่อขนถ่ายกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรกลับมา แต่เนื่องจากการระดมยิงด้วยปืนใหญ่อย่างหนักโดยฝ่ายเยอรมัน มีทหารเพียง 8,000 นายเท่านั้นที่รอดกลับมาได้

เรือพิฆาตอีกสิบลำได้ถูกเรียกระดมพลเพื่อปฏิบัติการอพยพครั้งที่สองในวันที่ 28 พฤษภาคมในช่วงเช้าตรู่ แต่ก็ไม่สามารถประชิดชายฝั่งได้มากพอเนื่องจากน้ำตื้นเกินไป อย่างไรก็ตามทหารหลายพันนายก็ได้รับการช่วยเหลือออกมาได้ และแสดงให้เห็นว่าเรือลำเล็กกว่ามีประโยชน์มากกว่าเรือลำใหญ่ในบางสถานการณ์ ทำให้อู่ต่อเรือก็เริ่มค้นหาเรือที่มีขนาดพอเหมาะ และให้พวกมันไปรวมกันที่เมืองเชียร์เนส, แชทแฮม และโดเวอร์ ด้วยเรือที่มีขนาดเล็กลงทำให้จุดรวมพลสัมพันธมิตรอยู่ใกล้ขึ้น 30 ตารางกิโลเมตรภายในวันที่เดียวกัน ยุทธการหลังจากได้เรือลำเล็กแล้วประสบความสำเร็จดีเยี่ยม, พร้อมกับทหารอีก 16,000 นายที่สามารถอพยพกลับมาได้ แต่ยุทธการทางอากาศของเยอรมันก็เพิ่มขึ้นเช่นกันและเรือหลายต่อหลายลำถูกอับปางลง และอีกหลายต่อหลายลำที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก, รวมทั้งเรือพิฆาตเก้าลำ

ในวันที่ 29 พฤษภาคม กองกำลังยานเกราะของเยอรมันหยุดการบุกเมืองดันเคิร์กแล้วปล่อยให้ทหารราบเป็นผู้บุกซึ่งกำลังเดินทางตามมา, และลุฟวาฟฟ์ (กองทัพอากาศเยอรมัน) ยุทธวิธีที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์นิยมนำมาใช้ กลับไร้ผลและขาดประสิทธิภาพเทียบจากการปฏิบัติการในศึกครั้งนี้กับศึกครั้งก่อน (การบุกครองโปแลนด์) แต่ถึงกระนั้นก็มีทหารเพียงแค่ 14,000 นายเท่านั้นที่อพยพกลับมาในวันนั้น และในตอนโพล้เพล้ของวันที่ 30 พฤษภาคม เรือลำเล็กจำนวนมากเข้าเทียบท่าพร้อมกับทหาร 30,000 นาย ในวันที่ 31 พฤษภาคม กองกำลังสัมพันธมิตรต้อนเข้ามาสู่เมืองลา ปานน์ และเบรย์-ดันย์ ซึ่งห่างจากเมืองดันเคิร์กอีก 5 กิโลเมตร ในวันเดียวกันนั้นทหารถึง 68,000 นายถูกอพยพกลับมา และอีก 10,000 นาย ภายในคืนเดียวกัน การอพยพครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายคือในในวันที่ 1 มิถุนายน ทหารอีก 65,000 นายเดินทางกลับมายังอังกฤษ แต่ปฏิบัติการย่อยๆ นั้นยังคงยังคงดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 4 มิถุนายน

สาเหตุที่กองพลยานเกราะเยอรมันถูกสั่งหยุด[แก้]

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่กองพลยานเกราะของเยอรมันถูกฮิตเลอร์สั่งหยุดนั้น เนื่องจากฮิตเลอร์มีความต้องการที่จะปล่อยให้พวกอังกฤษ ข้ามช่องแคบกลับไปอย่างง่ายดาย คำสั่งนี้ถูกท้วงติงอย่างหนักจากนักการทหารระดับสูงของเยอรมัน เพราะทั้งๆที่สามารถทำลาย หรือจับทหารพันธมิตรเป็นเชลยได้ทั้งหมด แต่เพราะฮิตเลอร์ มีความคิดที่ว่า ชาวเยอรมันและชาวอังกฤษนั้น มีความใกล้เคียงกันทางสายเลือด ถือว่าเป็นเผ่าพันธุ์ชั้นสูง หรือ master race ซึ่งในประวัติศาสตร์แล้ว ชาวอังกฤษทางตอนใต้นั้นก็คือ พวกเยอรมัน ฮิตเลอร์จึงสั่งกองพลยานเกราะหยุด เพื่อหวังว่าอังกฤษจะยอมรับคำขอสงบศึกและเป็นพันธมิตรกับตน แต่อังกฤษปฏิเสธมาตลอดจนจบสงคราม นี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของฮิตเลอร์

ผลจากการรบ[แก้]

รวมแล้วมีทหาร 338,226 นายที่สามารถอพยพกลับมาได้ (เป็นทหารบริเตนประมาณ 220,000 นาย และทหารฝรั่งเศสประมาณ 120,000 นาย) โดยใช้เรือทั้งหมดอย่างน้อย 900 ลำในยุทธการนี้

กองกำลังทหารที่ถูกอพยพกลับมา ต่อมาได้รับใช้ชาติในการป้องกันเกาะอังกฤษ

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Taylor_and_Mayer_p._59
  2. Castellow, Ellen. "Evacuation of Dunkirk"
  3. "Dunkirk Evacuation". Encyclopædia Britannica World War II. สืบค้นเมื่อ 9 January 2016. 
  4. The War in France and Flanders. Chapter XII
  5. Rickard, J. "Operation Dynamo, The Evacuation from Dunkirk, 27 May-4 June 1940." historyofwar.org. Retrieved 14 May 2008.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]